บทที่ 2 = สามีลืมวางสายตอนตะคอกใส่: แอบได้ยินคำบอกรักชู้…

สามีลืมวางสายตอนตะคอกใส่: แอบได้ยินคำบอกรักชู้ สู่การชนแก้วแฉประจานกลางโต๊ะอาหารวันครบรอบ…

บทที่ 2

แสงไฟสีนวลจากโคมไฟระย้าเหนือโต๊ะอาหารส่องกระทบผิวน้ำใสในแก้วที่ฉันถืออยู่จนเกิดประกายวาววับ

 

บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบงันลงทันตาเห็น

 

ทุกคนต่างมองมาที่ฉันด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังในตอนแรก

 

แม่สามีนั่งกุมมือพ่อสามีพลางทอดสายตาอ่อนโยนมาให้

 

แม่ของฉันเองก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจที่เห็นลูกสาวกับลูกเขยดูมีครอบครัวที่อบอุ่น

 

ทว่า มีเพียงคนเดียวที่แววตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง

 

ภวินท์

 

ดวงตาคมเข้มคู่นั้นที่เคยทำให้ฉันตกหลุมรักเมื่อสามปีก่อน บัดนี้กำลังหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความไม่แน่ใจ

 

มือของเขาที่เพิ่งวางแก้วไวน์แดงลงบนโต๊ะสั่นเทาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

 

“แด่สองปีที่เราแต่งงานกันมา…”

 

ฉันเริ่มเปล่งเสียงช้าๆ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่กังวานชัดในความเงียบ

 

“และแด่หกวันที่ผ่านมา… วันที่ทำให้ฉันได้ตาสว่าง และมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของผู้ชายที่ฉันเรียกว่าสามี”

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่สามีเริ่มจางลง

 

“แคลร์จ๊ะ… ลูกหมายความว่ายังไงหรือ?”

 

แม่ของภวินท์เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัยระคนกังวล

 

พ่อของฉันเองก็ขมวดคิ้ว วางแก้วน้ำลงพลางมองหน้าฉันสลับกับมองภวินท์

 

ภวินท์รีบขยับตัวลุกขึ้นยืนข้างฉันทันที เขายื่นมือหนามาแตะที่ต้นแขนของฉัน พยายามบีบเบาๆ เป็นสัญญาณเตือน

 

“แคลร์… คุณคงเหนื่อยเกินไปแล้วนะ เลี้ยงน้องมินาทั้งวันคงเพลียมาก นั่งลงก่อนเถอะ เดี๋ยวผมช่วยพูดต่อเอง”

 

เขาส่งยิ้มแห้งๆ ให้ทุกคนรอบโต๊ะ พยายามกลบเกลื่อนสถานการณ์อย่างสุดความสามารถ

 

“ช่วงนี้เธอไม่ได้นอนเลยครับคุณแม่ อารมณ์อาจจะแปรปรวนไปบ้าง…”

 

ฉันเบี่ยงตัวหลบสัมผัสจากมือของเขาอย่างช้าๆ แต่เฉียบขาด

 

แววตาของฉันที่ตวัดไปมองเขา เย็นเยียบจนภวินท์ถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว

 

“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน ภวินท์”

 

เสียงของฉันเรียบสนิท แต่กลับกรีดลึกไปในโสตประสาทของทุกคน

 

“เพราะคุณเองไม่ใช่เหรอ… ที่เป็นคนบอกว่า ‘ไม่อยากแม้แต่จะแตะต้องตัวฉัน’ อีกต่อไปแล้ว?”

 

คำพูดนั้นทำให้ทั่วทั้งห้องอาหารตกตะลึง

 

พ่อของภวินท์วางแก้วไวน์กระแทกลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กึก’

 

“นี่มันเรื่องอะไรกัน ตาวินท์? ลูกพูดจาแบบนั้นกับภรรยาตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่!”

 

“พ่อครับ… ไม่ใช่อย่างนั้นนะพ่อ!”

 

ภวินท์หน้าถอดสีทันที เหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมขึ้นมาตามไรผม

 

“แคลร์เข้าใจผิดไปเองครับ! เธอคงได้ยินอะไรมาผิดๆ…”

 

“เข้าใจผิดงั้นเหรอคะ?”

 

ฉันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง

 

ฉันวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ หยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างจานขึ้นมา

 

“คุณคงคิดว่าหกวันที่ผ่านมา คุณฉลาดหลักแหลมมากสินะที่แอบไปเปลี่ยนรหัสผ่านโทรศัพท์…”

 

ฉันก้าวเดินช้าๆ ไปรอบโต๊ะอาหาร ทุกสายตาจับจ้องตามทุกการเคลื่อนไหวของฉัน

 

“คุณคิดว่าการที่คุณพกโทรศัพท์เข้าห้องน้ำทุกครั้ง หรือการฉีดน้ำหอมกลิ่นเย้ายวนก่อนออกไป ‘ประชุมดึก’ จะตบตาฉันได้งั้นเหรอ?”

 

ภวินท์ยืนตัวแข็งทื่อ ริมฝีปากสั่นระริก

 

“แคลร์… หยุดเดี๋ยวนี้นะ อย่ามาสร้างเรื่องไร้สาระต่อหน้าผู้ใหญ่!”

 

เขาพยายามขึ้นเสียงข่มขู่ หวังจะใช้ความเป็นผู้นำครอบครัวกดดันให้ฉันยอมจำนนเหมือนทุกครั้ง

 

“ไร้สาระเหรอคะ?”

 

ฉันเลิกคิ้วมองเขาอย่างท้าทาย

 

“งั้นเราลองมาฟังดูไหมล่ะ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหกวันก่อนตอนบ่ายสองโมง มันไร้สาระจริงหรือเปล่า?”

 

ฉันต่อสัญญาณบลูทูธจากโทรศัพท์มือถือเข้ากับชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ที่ติดตั้งอยู่รอบห้องอาหาร

 

ชุดลำโพงตัวเดียวกับที่ภวินท์เป็นคนเลือกซื้อมาติดตั้งเพื่อใช้เปิดเพลงคลาสสิกสร้างบรรยากาศโรแมนติกในบ้าน

 

แต่วันนี้… มันจะทำหน้าที่สะท้อนความจริงอันโสมมของเขาให้ดังก้องไปทั่วทุกซอกทุกมุม

 

“อย่าทำนะ แคลร์!”

 

ภวินท์พุ่งตัวเข้ามาหมายจะแย่งโทรศัพท์ไปจากมือฉัน

 

“หยุดเดี๋ยวนี้ เจ้าภวินท์!”

 

เสียงตวาดกร้าวของพ่อฉันดังก้องขึ้น พี่ชายของฉันรีบลุกขึ้นมาขวางหน้าภวินท์ไว้ทันที

 

“นั่งลงไปซะ ถ้านายไม่ได้ทำอะไรผิด นายจะกลัวทำไม!”

 

พี่ชายของฉันจ้องหน้าภวินท์อย่างเอาเรื่อง แขนแกร่งผลักอกของภวินท์ให้ถอยกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้

 

ฉันกดปุ่มเล่นไฟล์เสียงที่บันทึกไว้ในแอปพลิเคชันระบบคลาวด์

 

ระบบอัดเสียงอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับสายโทรเข้าออกของบ้าน… สิ่งที่ภวินท์ไม่เคยรู้เลยว่าฉันเปิดใช้งานไว้ตั้งแต่วันที่มินาเกิด เพื่อคอยบันทึกคำแนะนำการดูแลลูกจากพยาบาล

 

วินาทีต่อมา เสียงคุ้นเคยของภวินท์ก็ดังก้องกังวานออกมาจากลำโพงอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

 

‘ผู้หญิงคนนี้นี่ น่ารำคาญจนผมแทบจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว…’

 

เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นจากฝั่งพ่อแม่ของฉัน

 

แม่ของฉันยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง

 

จากนั้น มีเสียงหัวเราะแหลมใสของผู้หญิงอีกคนดังแทรกเข้ามา

 

‘จริงด้วย ส่งรูปเด็กมาทั้งวัน เมื่อไหร่จะกลับบ้านคะ? กินข้าวหรือยัง? วันนี้มินาทำท่านั้น วันนี้มินาทำท่านี้ น่าเบื่อชะมัด’

 

เสียงของภวินท์ในคลิปหัวเราะรับอย่างขบขันและเต็มไปด้วยความรังเกียจ

 

แม่สามีที่นั่งฟังอยู่เริ่มหน้าซีดเผือด เธอหันไปมองลูกชายตัวเองด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อหู

 

และแล้ว ประโยคสำคัญที่ทำให้ทุกคนในห้องแทบหยุดหายใจก็ดังขึ้น

 

‘แล้วคุณยังรักเธออยู่หรือเปล่าล่ะ?’

 

เสียงของผู้หญิงคนนั้นถามขึ้นมาอย่างหยอกล้อ

 

ความเงียบในคลิปเกิดขึ้นเพียงสองวินาที ก่อนที่เสียงของภวินท์จะตอบกลับมาอย่างเหี้ยมเกรียม

 

‘เกลียดจนแทบไม่อยากมองหน้าสิไม่ว่า… ทุกวันนี้ผมแทบไม่อยากแตะต้องตัวเธอเลยด้วยซ้ำ’

 

“เพล้ง!”

 

แม่ของฉันทำแก้วน้ำหลุดมือตกลงไปแตกกระจายบนพื้น

 

น้ำตาแห่งความเจ็บปวดและความโกรธแค้นเอ่อล้นออกมาคลอเบ้าตาของคนเป็นแม่

 

“ไอ้… ไอ้คนชั่ว!”

 

แม่ของฉันลุกขึ้นชี้หน้าภวินท์ด้วยมือที่สั่นเทา

 

“ลูกสาวของฉันทนเจ็บปวดผ่าท้องคลอดลูกให้แก เลี้ยงลูกให้แกจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน แต่แกกลับไปพูดจาแบบนี้กับชู้ของแกงั้นเหรอ?!”

 

แต่เสียงในลำโพงยังไม่จบเพียงแค่นั้น

 

ประโยคสุดท้ายของภวินท์ดังเสียดแทงทะลุหัวใจของทุกคน

 

‘เดี๋ยวผมก็หย่ากับเธอแล้ว ถึงตอนนั้น… ผมจะได้แต่งงานกับคุณไงครับ’

 

ตามมาด้วยเสียงจูบอันดูดดื่มและเสียงหัวเราะคิกคักของผู้หญิงคนนั้น ก่อนที่สายจะถูกตัดไป

 

ฉันกดหยุดเสียงบันทึก

 

ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมเข้าปกคลุมห้องอาหาร

 

ภวินท์นั่งก้มหน้านิ่ง ตัวสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับใครในห้องนี้

 

“ผู้หญิงคนนั้นคือใคร?”

 

พ่อสามีถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ต่ำและเยือกเย็นจนน่าขนลุก

 

ท่านเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงผู้เคร่งครัดในเกียรติยศและศักดิ์ศรี

 

ความผิดหวังในตัวลูกชายคนเดียวฉายชัดอยู่ในแววตาที่สั่นไหวของท่าน

 

“พ่อครับ… ผม…”

 

ภวินท์พยายามจะอ้าปาก แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาได้

 

“ฉันถามว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร!”

 

พ่อสามีตบโต๊ะอาหารเสียงดังสนั่นจนจานชามสั่นสะเทือน

 

“เธอชื่อกานดาค่ะ คุณพ่อ”

 

ฉันเป็นคนตอบแทนเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด

 

“เลขาฯ คนใหม่ที่คุณแม่ช่วยฝากฝังให้เข้าไปทำงานในแผนกของภวินท์เมื่อสี่เดือนก่อนไงคะ”

 

แม่สามีถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายเซไปข้างหลังจนแทบจะเป็นลม

 

“กานดา… ยัยเด็กนั่นเนี่ยนะ?!”

 

แม่สามีคร่ำครวญออกมาด้วยความตกใจสุดขีด

 

“เด็กที่แม่เห็นว่าน่าสงสาร เป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทแม่… แม่ไว้ใจให้ไปช่วยงานลูก แต่พวกแกกลับแอบไปทำเรื่องบัดสีกันลับหลังงั้นเหรอ!”

 

“แม่ครับ ฟังผมก่อน…”

 

ภวินท์พยายามจะเอื้อมมือไปจับมือแม่ของเขา

 

“เพียะ!”

 

ฝ่ามือของแม่สามีฟาดลงบนแก้มของลูกชายอย่างแรงจนหน้าหัน

 

“แกมันเลวระยำ! ฉันไม่คิดเลยว่าฉันจะเลี้ยงลูกออกมาให้กลายเป็นคนสารเลวได้ขนาดนี้!”

 

แม่สามีร้องไห้ออกมาด้วยความอับอายและเสียใจอย่างถึงที่สุด

 

ภวินท์ยกมือขึ้นกุมแก้มที่ขึ้นรอยแดง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอับจนหนทาง

 

เขาหันกลับมามองฉัน แววตาคู่นั้นเปลี่ยนจากความสำนึกผิด เป็นความเคียดแค้นชิงชัง

 

“แคลร์… เธอวางแผนมาตลอดใช่ไหม?!”

 

เขาคำรามออกมาเสียงต่ำ

 

“เธอรู้เรื่องนี้ตั้งแต่วันนั้น แต่เธอแกล้งทำเป็นไม่รู้ เธอชวนพ่อแม่มาที่นี่ ชวนทุกคนมา เพื่อจะฉีกหน้าฉันต่อหน้าทุกคนใช่ไหม!”

 

“ใช่ค่ะ”

 

ฉันตอบกลับไปตรงๆ โดยไม่หลบสายตา

 

“ฉันทำแบบนี้ เพราะฉันต้องการให้ทุกคนได้เห็นธาตุแท้ของคุณ”

 

ฉันเดินเข้าไปใกล้เขาอีกก้าวหนึ่ง ก้มลงมองผู้ชายที่ฉันเคยคิดจะฝากชีวิตไว้ด้วยความเวทนา

 

“คุณคิดว่าการที่ฉันเป็นแม่ เป็นผู้หญิงที่ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก จะทำให้ฉันกลายเป็นคนโง่ที่ยอมให้คุณเหยียบย่ำยังไงก็ได้งั้นเหรอ?”

 

“คุณคิดว่าการเอาดอกไม้เหี่ยวๆ มาให้ตอนค่ำ แล้วแกล้งทำเป็นจูบหน้าผากฉัน มันจะลบล้างความจริงที่คุณนอกใจและสาปแช่งฉันกับลูกได้เหรอ?”

 

“ผมไม่ได้สาปแช่งมินานะ!”

 

ภวินท์ตะโกนลั่นขึ้นมา

 

“มินาเป็นลูกของผม! ผมรักลูก!”

 

“คุณรักลูกงั้นเหรอ?”

 

ฉันแค่นยิ้มออกมาอย่างสมเพช

 

“คนที่บอกว่ารำคาญรูปถ่ายของลูก คนที่บอกว่าการที่เมียส่งพัฒนาการของลูกให้ดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ… คนแบบนี้น่ะเหรอที่มีหน้ามาพูดคำว่ารักลูก?”

 

“ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา คุณอุ้มมินากี่ครั้ง?”

 

“คุณเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกกี่แผ่น?”

 

“คุณเคยตื่นขึ้นมาชงนมตอนตีสองแม้แต่ครั้งเดียวไหม?”

 

ภวินท์เงียบกริบ ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาจากปากของเขา

 

เพราะความจริงก็คือ… เขาไม่เคยทำมันเลยแม้แต่อย่างเดียว

 

เขามีเวลาไปกินมื้อค่ำหรูหรากับเลขาฯ มีเวลาไปจองโรงแรมม่านรูดกับชู้รัก

 

แต่กลับไม่มีเวลาแม้แต่สิบนาทีที่จะมานั่งดูลูกสาวของตัวเองหัดพลิกคว่ำพลิกหงาย

 

“สิ่งที่คุณรัก ไม่ใช่ลูกหรอกค่ะ ภวินท์”

 

ฉันพูดต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

 

“สิ่งเดียวที่คุณรัก… คือตัวคุณเอง และความเห็นแก่ตัวของคุณเท่านั้น”

 

ฉันหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นวางของข้างโต๊ะอาหารออกมา

 

โยนมันลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา

 

“นี่คือใบหย่า และข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน รวมถึงสิทธิ์ในการดูแลลูกแต่เพียงผู้เดียวของฉัน”

 

ภวินท์มองดูซองเอกสารนั้นราวกับมันเป็นอสรพิษร้าย

 

“ฉันไม่เซ็น!”

 

เขาแผดเสียงออกมาอย่างบ้าคลั่ง

 

“นี่มันบ้านของฉัน! เงินในบัญชีนี้ก็เงินที่ฉันทำงานหามา! เธอจะมาแย่งทุกอย่างไปจากฉันไม่ได้!”

 

“บ้านหลังนี้… เป็นชื่อร่วมของเราสองคนค่ะ”

 

ฉันอธิบายอย่างใจเย็น

 

“และเงินดาวน์ก้อนแรกครึ่งหนึ่ง เป็นเงินเก็บของฉันก่อนแต่งงานที่คุณยืมไป”

 

“ส่วนเรื่องทรัพย์สินอื่นๆ…”

 

ฉันดึงกระดาษอีกแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า

 

“นี่คือสเตทเมนต์บัญชีบัตรเครดิตเสริมของคุณ ที่คุณแอบรูดซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม สร้อยเพชร และจ่ายค่าห้องพักโรงแรมหรูให้ผู้หญิงคนนั้นตลอดสามเดือนที่ผ่านมา”

 

“เงินทั้งหมดนั้น เป็นเงินในบัญชีร่วมที่เราตั้งใจจะเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของมินา”

 

สายตาของพ่อสามีตวัดกลับไปมองลูกชายอีกครั้งด้วยความโกรธจัด

 

“แกเอาเงินของลูกสาวแก ไปปรนเปรอกะหรี่งั้นเหรอ เจ้าภวินท์?!”

 

“พ่อครับ… ไม่ใช่นะครับ…”

 

“ถ้าคุณไม่ยอมเซ็นใบหย่าฉบับนี้แต่โดยดี…”

 

ฉันพูดแทรกขึ้นมา ตัดบทการแก้ตัวอันไร้สาระของเขา

 

“พรุ่งนี้เช้า คลิปเสียงนี้ พร้อมกับหลักฐานการทุจริตนำเงินส่วนกลางของบริษัทไปใช้จ่ายส่วนตัวที่คุณกับกานดาร่วมมือกันทำ จะถูกส่งตรงไปยังฝ่ายบุคคลและบอร์ดบริหารของบริษัทคุณทันที”

 

ดวงตาของภวินท์เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

 

“เธอ… เธอไปเอาหลักฐานพวกนั้นมาจากไหน?!”

 

“หกวันที่ผ่านมา… คุณคิดว่าฉันเอาแต่นั่งร้องไห้กอดลูกอยู่เฉยๆ งั้นเหรอคะ?”

 

ฉันก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเขา

 

“ฉันติดต่อเพื่อนสนิทของฉันที่เป็นฝ่ายตรวจสอบบัญชีในบริษัทของคุณ และเราพบความผิดปกติในการเบิกจ่ายงบรับรองของคุณกับกานดามาตั้งแต่เดือนที่แล้ว”

 

“เลือกเอานะคะ ภวินท์…”

 

“จะเซ็นใบหย่าตอนนี้ แล้วเดินออกไปจากบ้านหลังนี้แต่ตัว…”

 

“หรือจะรอให้ตำรวจมาลากคอคุณออกจากบ้านในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกงบริษัท พร้อมกับชื่อเสียงที่พังพินาศป่นปี้ไปตลอดชีวิต!”

 

บทที่ 3

ใบหน้าของภวินท์บิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน

 

เหงื่อกาฬไหลหยดลงมาจากคางของเขา ตกลงบนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความพังทลาย

 

ผู้ชายที่เคยยืนสูงส่ง ผู้ชายที่เคยใช้คำพูดเหยียดหยามเหยียบย่ำความรู้สึกของฉัน บัดนี้เหลือเพียงแค่ซากปรักหักพังของความหยิ่งยโส

 

“แคลร์… ได้โปรดเถอะนะ…”

 

เสียงของเขาสั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตา

 

เขาคุกเข่าลงบนพื้นข้างเก้าอี้ของฉัน สองมือเอื้อมมาหมายจะกอดขาของฉันไว้เหมือนคนสิ้นไร้ไม้ตอก

 

“ผมผิดไปแล้ว… ผมหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ ยัยกานดามันเข้ามาอ่อยผม มันเป็นคนชักชวนให้ผมทำเรื่องพวกนี้!”

 

“ผมสาบานได้นะแคลร์! ผมไม่ได้รักมันเลย คนเดียวที่ผมรักคือคุณกับลูกนะ!”

 

ฉันก้มมองผู้ชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

 

ความรู้สึกเดียวที่หลงเหลืออยู่ในใจของฉันตอนนี้ ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความโกรธแค้น

 

แต่มันคือ ‘ความขยะแขยง’

 

“คุณเพิ่งจะพูดในคลิปเสียงเมื่อกี้เองไม่ใช่เหรอคะ ว่าคุณเกลียดฉันจนไม่อยากมองหน้า?”

 

ฉันถอยหลังออกห่าง ไม่ยอมให้มือของเขาสัมผัสโดนแม้แต่ชายกระโปรง

 

“คนที่กล้าทรยศลูกเมีย แล้วยังกล้าโยนความผิดทั้งหมดไปให้ผู้หญิงอีกคนเพื่อเอาตัวรอด… คุณยังมีความเป็นลูกผู้ชายหลงเหลืออยู่อีกเหรอคะ ภวินท์?”

 

พ่อสามีเดินเข้ามาใกล้ กระชากคอเสื้อของลูกชายให้ลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างแรง

 

“ลุกขึ้นมา เจ้าภวินท์! อย่ามาทำตัวน่าสมเพชให้ฉันเห็นอีก!”

 

พ่อสามีผลักเขาจนเซถลาไปชนกับตู้โชว์ด้านหลัง

 

“เซ็นเอกสารซะ”

 

คำสั่งของพ่อสามีเด็ดขาดดั่งสายฟ้าฟาด

 

“พ่อครับ! พ่อจะให้ผมเซ็นได้ยังไง! ถ้าผมเซ็น ผมก็ไม่เหลืออะไรเลยนะพ่อ!”

 

ภวินท์ร่ำไห้ออกมาอย่างบ้าคลั่ง

 

“แล้วตอนที่แกทำชั่ว แกเคยคิดถึงสิ่งที่ลูกกับเมียแกจะต้องเจอไหม?!”

 

พ่อสามีตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความดันที่พุ่งสูง

 

“แกทำลายเกียรติยศของวงศ์ตระกูล แกทำลายครอบครัวของตัวเอง… ถ้าแกไม่เซ็น ฉันนี่แหละจะเป็นคนโทรหาประธานบริษัทของแกเอง และฉันจะบอกให้เขาส่งแกเข้าคุก!”

 

“คุณพ่อคะ…”

 

แม่สามีเดินเข้ามากอดแขนสามีไว้ พลางหันมามองลูกชายด้วยสายตาที่แตกสลาย

 

“เซ็นเถอะลูก… อย่างน้อย ก็เหลือศักดิ์ศรีชิ้นสุดท้ายไว้ให้ลูกสาวของแกได้จำว่าพ่อของแกยังมีความเป็นคนอยู่บ้าง”

 

ภวินท์มองไปรอบห้อง

 

ครอบครัวของฉันยืนจ้องมองเขาด้วยสายตาที่พร้อมจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ

 

พ่อแม่ของเขาเองก็หันหลังให้เขาอย่างสิ้นเชิง

 

ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขาอีกต่อไปแล้วในโลกใบนี้

 

เขาเดินโซเซกลับมาที่โต๊ะอาหาร มืออันสั่นเทาหยิบปากกาขึ้นมา

 

น้ำตาหยดแหมะลงบนหน้ากระดาษสัญญาหย่า

 

เขากดปลายปากกาลงไป เซ็นชื่อของตัวเองลงในช่องคู่หย่าทุกหน้าอย่างจำนน

 

เมื่อจรดปากกาหน้าสุดท้ายเสร็จสิ้น ฉันก็ดึงเอกสารชุดนั้นกลับคืนมาตรวจสอบทันที

 

ลายเซ็นครบถ้วนสมบูรณ์

 

สิทธิ์ในการดูแลน้องมินาตกเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว

 

บ้านหลังนี้ถูกโอนเป็นชื่อของฉันเพื่อเป็นหลักประกันอนาคตของลูก

 

และเงินที่เขาแอบยักยอกไปจากบัญชีครอบครัว เขาจะต้องชดใช้คืนพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

 

“เก็บข้าวของของคุณ แล้วออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้ค่ะ”

 

ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว

 

ภวินท์เงยหน้าขึ้นมองฉัน ดวงตาของเขาแดงก่ำและว่างเปล่า

 

“คืนนี้เลยเหรอแคลร์? นี่มันดึกมากแล้วนะ…”

 

“คุณมีเวลาสามสิบนาทีค่ะ”

 

ฉันมองนาฬิกาข้อมือ

 

“ถ้าพ้นสามสิบนาทีนี้ไป ข้าวของทุกชิ้นของคุณที่ยังหลงเหลืออยู่ในบ้านหลังนี้ จะถูกโยนออกไปกองไว้ที่ถังขยะหน้าบ้านทั้งหมด”

 

ภวินท์กัดฟันแน่น เขาหันหลังเดินก้าวขึ้นบันไดไปยังห้องนอนชั้นบนด้วยท่าทางที่เซื่องซึมราวกับคนไร้วิญญาณ

 

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเขาที่เดินอยู่บนชั้นสอง ทำให้บรรยากาศในห้องอาหารผ่อนคลายลงเล็กน้อย

 

แม่ของฉันเดินเข้ามากอดฉันไว้แน่น ร่ำไห้ออกมาด้วยความสงสาร

 

“ลูกแม่… แข็งใจไว้นะลูก แม่ภูมิใจในตัวลูกเหลือเกิน”

 

ฉันกอดตอบแม่ ซบหน้าลงกับบ่าของท่าน

 

ตลอดหกวันที่ผ่านมา ฉันต้องเก็บกดความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ภายใต้หน้ากากของรอยยิ้ม

 

ฉันต้องแกล้งทำเป็นมีความสุข แกล้งทำเป็นรักเขา ทั้งที่หัวใจข้างในถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

 

แต่วินาทีนี้… เมื่อทุกอย่างจบลง หยาดน้ำตาอุ่นๆ ก็ค่อยๆ ไหลรินออกมาอย่างเงียบเชียบ

 

มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียดายผู้ชายคนนี้

 

แต่มันคือน้ำตาแห่งการปลดปล่อย… ปลดปล่อยตัวเองออกจากนรกที่เขาสร้างขึ้น

 

พ่อสามีและแม่สามีเดินเข้ามาหาฉัน

 

ท่านทั้งสองมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความละอายใจ

 

“แคลร์จ๊ะ…”

 

แม่สามีเอื้อมมือมาลูบแก้มของฉันอย่างอ่อนโยน

 

“แม่ขอโทษนะลูก… ขอโทษที่เลี้ยงลูกชายออกมาได้แย่ขนาดนี้ ขอโทษที่ทำให้หนูกับหลานต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้”

 

“หนูไม่โกรธคุณพ่อคุณแม่หรอกค่ะ”

 

ฉันตอบกลับไปอย่างจริงใจ

 

“คุณพ่อคุณแม่ดีกับหนูมาตลอด เรื่องนี้ภวินท์เป็นคนก่อขึ้นมาเองคนเดียว ไม่เกี่ยวกับท่านทั้งสองเลยค่ะ”

 

“ขอบใจนะลูก…”

 

พ่อสามีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

 

“ถึงแม้หนูกับเจ้าภวินท์จะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันแล้ว แต่มินาก็ยังเป็นหลานของพ่อกับแม่อยู่นะ”

 

“พ่อสัญญา… พ่อจะเปิดบัญชีกองทุนมรดกให้มินาคนเดียว และเจ้าภวินท์จะไม่มีสิทธิ์แตะต้องเงินก้อนนี้แม้แต่สตางค์แดงเดียว”

 

“ขอบพระคุณค่ะคุณพ่อ”

 

ฉันยกมือไหว้อย่างซาบซึ้ง

 

ในจังหวะนั้นเอง เสียงลากกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ก็ดังลงมาจากบันได

 

ภวินท์เดินลงมาพร้อมกระเป๋าเดินทางสองใบ เสื้อผ้าของเขาถูกยัดเข้าไปอย่างลวกๆ

 

เขาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน หันกลับมามองฉันเป็นครั้งสุดท้าย

 

“ผมไปแล้วนะ…”

 

ไม่มีใครตอบเขาสักคนเดียว ทุกคนยืนนิ่งและมองดูเขาด้วยความเงียบงัน

 

ภวินท์เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเปิดประตูและก้าวข้ามธรณีประตูออกไปในความมืดมิดของค่ำคืน

 

เสียงประตูปิดลงตามหลังเขา

 

“ปัง!”

 

เสียงนั้นดังก้องอยู่ในใจของฉัน… ราวกับเป็นเสียงปิดฉากชีวิตคู่สองปีที่แสนจอมปลอมลงอย่างถาวร

 

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงร้องไห้แผ่วเบาของน้องมินาก็ดังขึ้นมาจากห้องนอนเด็ก

 

ฉันรีบปาดน้ำตาออกจากแก้ม สูดลมหายใจเข้าลึก

 

หันหลังให้กับประตูบ้าน แล้วก้าวเดินตรงไปยังห้องของลูกสาว

 

ในห้องนอนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นแป้งเด็ก มินากำลังขยับแขนขาไปมา ลืมตากลมโตขึ้นมองเพดาน

 

ฉันค่อยๆ ช้อนร่างเล็กๆ ของเธอขึ้นมาแนบอกอย่างนุ่มนวล

 

เด็กน้อยหยุดร้องไห้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงหัวใจของแม่ และได้กลิ่นที่คุ้นเคย

 

มือน้อยๆ เอื้อมขึ้นมาสัมผัสที่ใบหน้าของฉันอย่างไร้เดียงสา

 

“ไม่เป็นไรแล้วนะลูก…”

 

ฉันกระซิบข้างหูของเธอเบาๆ จูบลงบนหน้าผากเนียนนุ่ม

 

“แม่จะปกป้องหนูเอง… ต่อไปนี้ จะมีแค่เราสองคน และแม่จะทำให้หนูมีความสุขที่สุดในโลก”

 

บทที่ 4

หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

แสงแดดยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องนั่งเล่นอันอบอุ่น

 

กลิ่นหอมของกาแฟคั่วสดและขนมปังปิ้งเนยลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน

 

เสียงหัวเราะใสแจ๋วของเด็กหญิงตัวน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณ

 

“แม่จ๋า! ดูสิคะ มินาวิ่งได้แล้ว!”

 

มินาในวัยหนึ่งขวบสองเดือน สวมชุดเอี๊ยมกระโปรงยีนส์ตัวจิ๋ว กำลังเตาะแตะวิ่งตามลูกบอลพลาสติกสีเหลืองบนพรมหนานุ่ม

 

แก้มยุ้ยๆ ทั้งสองข้างแดงระเรื่อด้วยความสนุกสนาน ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส ไร้ซึ่งร่องรอยของความโศกเศร้าใดๆ

 

ฉันนั่งอยู่บนโซฟา มองดูลูกสาวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขจากก้นบึ้งของหัวใจ

 

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

หลังจากค่ำคืนแห่งการหย่าร้าง ฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับการดูแลมินา และเริ่มต้นกลับมาทำสิ่งที่ฉันรักอีกครั้ง

 

ฉันนำความรู้ด้านการออกแบบกราฟิกและมาร์เก็ตติ้งออนไลน์ที่เคยทิ้งไปตอนแต่งงาน กลับมาเปิดสตูดิโอรับงานฟรีแลนซ์เล็กๆ ที่บ้าน

 

ธุรกิจของฉันเติบโตรวดเร็วเกินคาด ฉันมีลูกค้าประจำมากมาย และสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงจนไม่ต้องพึ่งพาเงินจากใคร

 

บ้านหลังนี้ถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด

 

เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ที่เคยมีความทรงจำร่วมกับภวินท์ ถูกแทนที่ด้วยของตกแต่งโทนสีสว่างสดใสที่ฉันและลูกชอบ

 

ไม่มีกลิ่นอายของความเย็นชา ไม่มีความหวาดระแวง และไม่มีเสียงถอนหายใจที่น่ารำคาญอีกต่อไป

 

“กริ๊ง…”

 

เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นเบาๆ

 

ฉันลุกขึ้นไปเปิดประตู

 

คุณปู่และคุณย่าของมินายืนอยู่ตรงหน้าประตูรั้ว พร้อมกับกล่องของขวัญใบโตและถุงผลไม้สดเต็มสองมือ

 

“คุณย่ามาแล้วจ้า มินาคนเก่ง!”

 

แม่สามีส่งเสียงทักทายอย่างร่าเริงทันทีที่เห็นหน้าหลานสาว

 

มินาส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดด้วยความดีใจ รีบวิ่งเตาะแตะไปเกาะขาคุณย่าอย่างคุ้นเคย

 

“สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณแม่ เข้ามาข้างในก่อนค่ะ”

 

ฉันเปิดประตูต้อนรับทั้งสองท่านด้วยความอบอุ่น

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ่อและแม่ของภวินท์ยังคงแวะเวียนมาหาหลานสาวสัปดาห์ละครั้งไม่เคยขาด

 

ท่านทั้งสองไม่เคยเรียกร้องให้ฉันกลับไปคืนดีกับลูกชาย และให้เกียรติการตัดสินใจของฉันเสมอ

 

ความสัมพันธ์ของเราในฐานะ ‘ครอบครัวของมินา’ กลับแน่นแฟ้นและจริงใจมากกว่าตอนที่ฉันยังเป็นสะใภ้เสียอีก

 

“วันนี้แม่ทำพายแอปเปิลของโปรดของหนูแคลร์มาให้ด้วยนะลูก”

 

แม่สามีวางกล่องขนมลงบนโต๊ะอาหาร ก่อนจะอุ้มมินาขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่

 

“ขอบพระคุณมากค่ะคุณแม่ เดี๋ยวหนูไปชงชามาให้นะคะ”

 

ขณะที่ฉันกำลังรินชาร้อนใส่ถ้วยกระเบื้องเคลือบ พ่อสามีก็เดินเข้ามาในครัว

 

ท่านมองดูฉันด้วยแววตาที่ชื่นชม

 

“แคลร์ดูสดใสขึ้นมากเลยนะลูก สตูดิโองานออกแบบเป็นยังไงบ้าง ได้ยินว่าลูกค้าแน่นเลยใช่ไหม?”

 

“ไปได้ดีมากเลยค่ะคุณพ่อ เดือนหน้าหนูกำลังจะรับผู้ช่วยเพิ่มอีกสองคนค่ะ”

 

ฉันตอบด้วยความภาคภูมิใจ

 

พ่อสามียิ้มรับอย่างอ่อนโยน ก่อนที่สีหน้าของท่านจะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงเล็กน้อย

 

“เรื่องเจ้าภวินท์…”

 

ท่านเอ่ยขึ้นมาแผ่วเบา

 

ฉันชะงักมือที่กำลังถือถ้วยชาไปครู่หนึ่ง แต่หัวใจไม่ได้รู้สึกเต้นแรงด้วยความเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว

 

“เขาสบายดีไหมคะ?” ฉันถามอย่างสุภาพ เหมือนถามถึงคนรู้จักห่างๆ

 

พ่อสามีถอนหายใจยาว

 

“หลังจากที่โดนไล่ออกจากบริษัทในคราวนั้น มันก็ไปสมัครงานที่ไหนไม่ได้เลย ประวัติการทำงานเรื่องทุจริตมันติดตัวไปหมด”

 

“กานดา ผู้หญิงคนนั้น… พอมันรู้ว่าเจ้าภวินท์ไม่มีเงิน ไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงาน มันก็แอบขโมยเงินเก็บก้อนสุดท้ายของเจ้าภวินท์แล้วหนีตามผู้ชายคนอื่นไปตั้งแต่หกเดือนก่อนแล้ว”

 

ฉันฟังเรื่องราวเหล่านั้นด้วยความสงบนิ่ง

 

กฎแห่งกรรมทำงานของมันอย่างซื่อตรงและรวดเร็วเสมอ

 

คนที่สร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาบนความละโมบและความหลอกลวง ย่อมต้องจบลงด้วยการถูกทรยศหักหลังในแบบเดียวกัน

 

“ตอนนี้มันต้องไปเช่าห้องพักแคบๆ อยู่ชานเมือง รับจ้างขับรถส่งของประทังชีวิตไปวันๆ”

 

พ่อสามีเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ปลงตก

 

“เมื่อวานมันโทรมาหาพ่อ ร้องไห้ฟูมฟาย อยากจะขอเข้ามาเจอมินา อยากจะขอโอกาสกลับมาคุยกับแคลร์อีกสักครั้ง…”

 

ฉันวางถ้วยชาลงบนถาด สบตากับพ่อสามีอย่างตรงไปตรงมา

 

“แล้วคุณพ่อว่ายังไงคะ?”

 

พ่อสามีส่ายหน้าช้าๆ

 

“พ่อบอกมันไปว่า… ในวันที่มันทิ้งลูกเมียไปอย่างเลือดเย็น มันได้ทำลายสิทธิ์ในการเป็นพ่อไปจนหมดสิ้นแล้ว”

 

“พ่อบอกให้มันตั้งหน้าตั้งตาทำงานใช้หนี้ และอย่าได้สะเออะมาทำลายความสุขและความสงบของหนูกับหลานอีกเด็ดขาด”

 

ความรู้สึกโล่งใจแผ่ซ่านเข้ามาในอก

 

ฉันรู้สึกขอบคุณในความเด็ดขาดและความยุติธรรมของผู้ใหญ่ท่านนี้อย่างสุดซึ้ง

 

“ขอบพระคุณคุณพ่อมากนะคะ ที่เข้าใจหนู”

 

“พ่อต่างหากที่ต้องขอบใจหนู ที่เลี้ยงมินาออกมาได้น่ารักและเติบโตมาอย่างดีขนาดนี้”

 

ช่วงบ่ายของวันนั้น หลังจากที่พ่อแม่ของภวินท์กลับไปแล้ว

 

ฉันพามินาออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้หมู่บ้าน

 

สายลมอ่อนๆ พัดพาความเย็นสบายมาสัมผัสผิวกาย ใบไม้สีเขียวขจีพลิ้วไหวไปตามแรงลม

 

มินากำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อตัวน้อยบนลานหญ้ากว้าง เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของเธอดังก้องไปทั่ว

 

ฉันนั่งมองภาพนั้นจากม้านั่งไม้ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

 

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ดูรูปถ่ายที่ถ่ายเก็บไว้เมื่อหนึ่งปีก่อน

 

รูปถ่ายในคืนวันครบรอบแต่งงาน… คืนที่ฉันยืนยกแก้วขึ้นเพื่อประกาศอิสรภาพของตัวเอง

 

ในวันนั้น ฉันคิดว่าโลกของฉันกำลังจะพังทลายลง

 

ฉันคิดว่าการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกเล็ก คงเป็นเส้นทางที่มืดมนและยากลำบากเกินกว่าจะก้าวผ่านไปได้

 

แต่ในวันนี้… ฉันได้ตระหนักแล้วว่า

 

การเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ไม่ใช่จุดจบของชีวิต

 

แต่มันคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง

 

ถ้าในวันนั้น ฉันเลือกที่จะแกล้งทำเป็นคนโง่ เลือกที่จะก้มหน้าทนอยู่กับคำโกหกเพียงเพื่อรักษาคำว่า ‘ครอบครัว’ จอมปลอมเอาไว้

 

ในวันนี้ ฉันก็คงยังเป็นผู้หญิงที่ต้องนั่งจมอยู่กับคราบน้ำตา และความหวาดระแวงไปตลอดชีวิต

 

“แม่จ๋า!”

 

เสียงใสแจ๋วของมินาดึงฉันออกจากห้วงความคิด

 

เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามากอดที่ตักของฉัน

 

ในมือน้อยๆ มีดอกไม้สีเหลืองดอกเล็กๆ ที่เธอเพิ่งเด็ดมาจากข้างทาง

 

“มินาให้แม่จ๋าค่ะ!”

 

เธอยื่นดอกไม้นั้นมาให้ฉันด้วยรอยยิ้มที่สดใสที่สุดในโลก

 

ฉันรับดอกไม้ดอกนั้นมา ย่อตัวลงไปกอดร่างเล็กๆ นั้นไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม

 

จูบลงบนแก้มนุ่มๆ ของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

“ขอบคุณนะคะคนเก่งของแม่ แม่รักมินาที่สุดในโลกเลยนะลูก”

 

“มินาก็รักแม่จ๋าที่สุดเลยค่ะ!”

 

เสียงหัวเราะของเราสองคนผสานเข้าด้วยกันท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่น

 

พายุร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ท้องฟ้าหลังพายุย่อมสดใสและงดงามกว่าเดิมเสมอ

 

และต่อจากนี้เป็นต้นไป…

 

ชีวิตของเราสองคนแม่ลูก จะมีเพียงแค่รอยยิ้ม ความสุข และความรักที่แท้จริง นำทางเราไปตลอดกาล.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *