ประกาศรักเหนือเมฆที่ฉีกกระชากหัวใจ: 8

ประกาศรักเหนือเมฆที่ฉีกกระชากหัวใจ:

 วินาทีที่กัปตันหนุ่มประกาศแต่งงานผ่านไมค์เครื่องบิน โดยไม่รู้เลยว่า ‘ภรรยาและลูกชายวัย 6 ขวบ’ นั่งฟังอยู่เบาะหลัง!

เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินโบอิ้ง 777 ครางกระหึ่มอย่างราบรื่นอยู่ที่ระดับความสูง 35,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ภายในห้องโดยสารชั้นธุรกิจ (Business Class) แสงไฟถูกปรับให้อ่อนลงเพื่อความผ่อนคลาย บรรยากาศเงียบสงบและหรูหรา

‘มีนา’ หญิงสาววัยสามสิบสองปี นั่งยิ้มกริ่มอยู่ที่เบาะ 1A ซึ่งเป็นที่นั่งแถวแรกสุด ติดกับผนังกั้นห้องนักบิน ในมือของเธอประคองกล่องของขวัญกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มเอาไว้อย่างทะนุถนอม ข้างๆ เธอคือ ‘น้องต้น’ ลูกชายวัย 6 ขวบที่กำลังหลับตาพริ้ม ซบหน้าลงกับผ้าห่มผืนนุ่ม วันนี้คือวันครบรอบแต่งงานปีที่ 7 ของเธอกับ ‘กัปตันกร’ สามีสุดที่รักผู้เป็นนักบินที่กำลังบังคับพวงมาลัยอยู่หลังบานประตูบานนั้น

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา กรทำงานหนักมาก เขาบินไฟลต์ต่างประเทศแทบจะทุกสัปดาห์และมักจะบ่นว่าเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว ความห่างเหินเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ แต่มีนาพยายามทำความเข้าใจและอดทนมาตลอด เธอแอบนำเงินเก็บก้อนใหญ่ไปจองตั๋วชั้นธุรกิจในเที่ยวบินไปลอนดอนที่สามีของเธอเป็นกัปตัน โดยใช้ชื่อนามสกุลเดิมในการจองเพื่อไม่ให้ความแตก เธอตั้งใจจะทำเซอร์ไพรส์วันครบรอบแต่งงานให้เขาประทับใจที่สุดเมื่อเครื่องลงจอด

มีนามองไปที่บานประตูห้องนักบินด้วยสายตาเปี่ยมรัก เธอจินตนาการถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและรอยยิ้มกว้างของสามีเมื่อเห็นเธอกับลูก

ทว่า… สิ่งที่เธอกำลังจะได้เผชิญ กลับกลายเป็นเซอร์ไพรส์ที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

ติ๊ง-หน่อง…

เสียงสัญญาณอินเตอร์คอมดังขึ้นทั่วทั้งลำเครื่องบิน ผู้โดยสารหลายคนที่กำลังงีบหลับขยับตัวเล็กน้อย มีนายืดตัวตรง รอยยิ้มระบายบนใบหน้าเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลอันคุ้นเคยของสามีดังก้องออกมาจากลำโพง

“กราบสวัสดีผู้โดยสารทุกท่านครับ ผมกัปตันกร ผู้บังคับการเที่ยวบินนี้ ขณะนี้เรากำลังเดินทางอยู่ที่ระดับความสูง 35,000 ฟุต สภาพอากาศเบื้องหน้าแจ่มใส และเราคาดว่าจะถึงกรุงลอนดอนตรงตามเวลาที่กำหนดครับ…”

น้องต้นขยี้ตาตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงพ่อ เด็กน้อยยิ้มกว้างและกระซิบกับแม่ “คุณแม่ฮะ เสียงคุณพ่อ! คุณพ่อเก่งจังเลย” มีนาลูบหัวลูกชายเบาๆ จุ๊ปากให้ลูกตั้งใจฟัง

แต่แล้ว น้ำเสียงที่เป็นทางการของกัปตันก็เปลี่ยนไป มันมีความประหม่า แต่อบอวลไปด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด

“…นอกจากข้อมูลเที่ยวบินแล้ว วันนี้ผมขออนุญาตใช้เวลาอันมีค่าของทุกท่าน เพื่อประกาศเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งครับ”

ผู้โดยสารทั้งลำเริ่มหันมองหน้ากันด้วยความสนใจ มีนาขมวดคิ้วเล็กน้อย หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ หรือว่าเขารู้แล้วว่าเธอแอบขึ้นเครื่องมา? หรือเขาจะเซอร์ไพรส์วันครบรอบแต่งงานเธอกลับ?

“ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ท้องฟ้าที่ผมเคยบินมันช่างว่างเปล่าและอ้างว้าง… จนกระทั่งผมได้พบกับนางฟ้าคนหนึ่ง เธอคอยดูแลผม เป็นรอยยิ้ม เป็นกำลังใจ และทำให้ผมรู้ว่า ‘รักแท้’ หน้าตาเป็นอย่างไร…”

มีนายิ้มกว้างจนแก้มปริ น้ำตาแห่งความปีติรื้นขึ้นมาที่ขอบตา เขากำลังพูดถึงเธอแน่ๆ หนึ่งปีที่ผ่านมาเขาเหนื่อยมากจริงๆ เธอเตรียมจะลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงตัว แต่ประโยคถัดมาของกัปตันกร กลับเปรียบเสมือนฟ้าผ่าที่ฟาดลงมากลางแสกหน้า!

“…แอร์โฮสเตส ‘ลิตา’ ครับ… คุณคือท้องฟ้าที่สวยงามที่สุดของผม… แต่งงานกับผมนะครับลิตา เรามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันนะ”

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องโดยสารชั้นธุรกิจไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากผู้โดยสารนับร้อยจะดังกึกก้องไปทั่วทั้งลำเครื่องบิน!

มีนานั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน ลมหายใจสะดุดกึกอยู่ในลำคอ หูของเธออื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงปรบมือเหล่านั้นอีกต่อไป สายตาของเธอพร่ามัว ค่อยๆ หันไปมองที่ทางเดินฝั่งขวา…

แอร์โฮสเตสสาวสวยวัยยี่สิบต้นๆ ที่ชื่อ ‘ลิตา’ ยืนเอามือปิดปาก น้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างเข้ามากอดและแสดงความยินดี ลิตาพยักหน้ารัวๆ ไปทางกล้องวงจรปิดที่เชื่อมต่อกับห้องนักบิน เป็นการตอบตกลง

ความจริงที่โหดร้ายกระแทกเข้าแสกหน้ามีนาอย่างจัง… ผู้ชายที่เธอนอนกอดมาเจ็ดปี ผู้ชายที่เธอยกย่องและเชื่อใจสุดหัวใจ กำลังขอผู้หญิงอื่นแต่งงาน! กลางอากาศ! ท่ามกลางพยานนับร้อย! โดยที่เขาไม่เคยรู้เลยว่า ภรรยาตัวจริงที่ถูกต้องตามกฎหมาย และลูกชายสายเลือดแท้ๆ ของเขากำลังนั่งฟังทุกถ้อยคำอยู่ที่เบาะหลังกำแพงห้องนักบินนั่นเอง!

“คุณแม่ฮะ…” เสียงเล็กๆ ของน้องต้นดังขึ้นท่ามกลางเสียงปรบมือของคนรอบข้าง เด็กน้อยดึงแขนเสื้อแม่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและไร้เดียงสา “ทำไมคุณพ่อถึงขอคุณน้าคนนั้นแต่งงานล่ะฮะ? คุณพ่อไม่ได้แต่งงานกับคุณแม่แล้วเหรอ? คุณพ่อไม่รักพวกเราแล้วเหรอฮะ?”

คำถามของลูกชายเปรียบเสมือนมีดนับพันเล่มที่แทงทะลุหัวใจของคนเป็นแม่ มีนาพยายามสะกดกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ น้ำตาที่เธอพยายามกักเก็บไว้ไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ เธอรวบตัวลูกชายเข้ามากอดไว้แน่น ซุกหน้าลงกับไหล่เล็กๆ ของเขาเพื่อซ่อนความอ่อนแอ

“ไม่เป็นไรนะลูก… ไม่เป็นไร ต้นยังมีแม่นะลูก ต้นยังมีแม่…” มีนากระซิบเสียงสั่นเครือ

ผู้โดยสารรอบข้างเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ผู้หญิงที่นั่งเบาะ 1A ไม่ได้ยิ้มแย้มยินดีเหมือนคนอื่น แต่เธอกำลังกอดลูกชายร้องไห้จนตัวโยน

หลายชั่วโมงต่อมา เครื่องบินแล่นแตะรันเวย์ของสนามบินฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน อย่างนุ่มนวล ผู้โดยสารเตรียมตัวลุกขึ้นหยิบสัมภาระ เสียงพูดคุยถึง ‘การขอแต่งงานสุดโรแมนติก’ ยังคงดังเซ็งแซ่

เมื่อสัญญาณรัดเข็มขัดดับลง ประตูห้องนักบินถูกเปิดออก กัปตันกรในชุดเครื่องแบบเต็มยศที่ดูหล่อเหลาและสง่างาม เดินก้าวออกมาพร้อมกับช่อดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ที่เขาแอบฝากเพื่อนนักบินเตรียมไว้ให้ เขาเดินตรงดิ่งไปหาลิตาที่ยืนรออยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัว (Galley) ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้โดยสารชั้นธุรกิจ

กรสวมกอดลิตาแน่น ยิ้มกว้างอย่างคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

“ขอบคุณนะลิตา พอกลับถึงไทย ผมจะรีบไปจัดการ ‘เรื่องที่บ้าน’ ให้จบ แล้วเราจะแต่งงานกันนะ” กรพูดเสียงดังฟังชัดโดยไม่ทันระวังตัว

“ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ… กัปตันกร”

เสียงเรียบเย็นและคุ้นหูจนน่าขนลุก ดังกังวานขึ้นจากด้านหลัง

กรชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เขาค่อยๆ หันกลับไปมองช้าๆ…

เบื้องหน้าของเขา ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว คือ ‘มีนา’ ภรรยาที่ควรจะอยู่ที่กรุงเทพฯ เธอยืนจับมือน้องต้นอยู่ตรงหน้าเบาะ 1A แววตาของเธอไม่ได้เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดหรือบ้าคลั่ง แต่เป็นแววตาที่เยียบเย็น ว่างเปล่า และเด็ดเดี่ยวอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

“ม… มีนา! ต… ต้น! ม… มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!” กรหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ช่อดอกกุหลาบในมือร่วงหล่นลงกระแทกพื้น ดอกไม้สีแดงช้ำกระจายเกลื่อน

ลิตาเบิกตากว้าง หันมามองกรสลับกับผู้หญิงตรงหน้า “กัปตันคะ… นี่มันเรื่องอะไรกัน ผู้หญิงคนนี้คือใครคะ?”

ผู้โดยสารทั้งชั้นธุรกิจที่กำลังทยอยเดินออก ต่างหยุดชะงักและหันมามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเมื่อทุกคนเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้

มีนาเดินเข้าไปหาชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีอย่างสง่างาม เธอหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินที่ตั้งใจจะให้เป็นของขวัญครบรอบแต่งงานออกมา แต่แทนที่จะเปิดมัน เธอจับมือของกรขึ้นมา แล้วถอด ‘แหวนแต่งงาน’ ออกจากนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ วางมันลงบนฝ่ามือของเขาพร้อมกับกล่องใบนั้น

“ฉันมาเพื่อจะเซอร์ไพรส์วันครบรอบแต่งงานปีที่ 7 ของเราค่ะกร” มีนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวานและชัดเจน เพื่อให้ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยิน “แต่ฉันต้องขอบคุณคุณมาก ที่กรุณามอบเซอร์ไพรส์ที่ยิ่งใหญ่กว่าให้ฉัน… เซอร์ไพรส์ที่ทำให้ฉันหูตาสว่าง ว่าผู้ชายที่ฉันทุ่มเทดูแลมาตลอดเจ็ดปี แท้จริงแล้วสกปรกและเห็นแก่ตัวแค่ไหน”

“มีนา… ฟังผมก่อน มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ! ผมอธิบายได้!” กรพยายามจะคว้าแขนภรรยา แต่อีกฝ่ายสะบัดออกอย่างรังเกียจ

“อธิบายอะไรคะ? อธิบายว่าคุณประกาศขอเมียน้อยแต่งงานออกไมค์ต่อหน้าคนทั้งลำ ทั้งที่ทะเบียนสมรสของเรายังคาบ้านอยู่น่ะเหรอ?” มีนาแค่นยิ้ม “คุณอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันก็ไม่ขัดข้องค่ะ กลับถึงไทยเมื่อไหร่ เตรียมเซ็นใบหย่าและยกสิทธิ์เลี้ยงดูลูกให้ฉันแต่เพียงผู้เดียวได้เลย… อ้อ แล้วบ้านกับรถที่เป็นชื่อฉัน คุณก็กรุณาเก็บข้าวของย้ายออกไปอยู่กับ ‘ท้องฟ้าใบใหม่’ ของคุณให้พ้นๆ ด้วยนะคะ”

มีนาหันไปมองลิตาที่กำลังยืนช็อกจนทำอะไรไม่ถูก “ส่วนคุณลิตา… ยินดีด้วยนะคะที่คุณได้ของเหลือเดนชิ้นนี้ไป หวังว่าคุณจะรักษาเขากับคำโกหกของเขาไว้ให้ดีๆ นะคะ เพราะคนที่กล้าหักหลังลูกเมียตัวเองได้อย่างเลือดเย็นแบบนี้ วันหนึ่งเขาก็สามารถหักหลังคุณได้เหมือนกัน”

สิ้นคำพูดของมีนา ผู้โดยสารที่เคยปรบมือยินดี ต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องและมองกัปตันหนุ่มด้วยสายตาเหยียดหยามและสมเพช บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปประจานการกระทำอันน่ารังเกียจนี้

“ไปกันเถอะลูก ต้นไม่ต้องสวัสดีผู้ชายคนนี้แล้วนะ เพราะตั้งแต่วันนี้ไป เขาไม่ใช่พ่อของต้นอีกแล้ว”

มีนาจูงมือลูกชายตัวน้อย หันหลังเดินเชิดหน้าออกจากเครื่องบินไปอย่างสง่างามและเข้มแข็ง ทิ้งให้กัปตันกรยืนหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของชีวิตที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยน้ำมือของตัวเอง

การประกาศความรักเหนือเมฆที่เขาหวังจะให้โรแมนติกที่สุด กลับกลายเป็นการประจานความเลวทรามของตัวเองให้โลกได้รับรู้ และมันได้ฉีกกระชากหน้าที่การงาน เกียรติยศ และครอบครัวของเขาให้พังพินาศลง… อย่างไม่มีวันหวนกลับคืน.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *