สองชั่วโมงก่อนขึ้นเรือสำราญ แม่ยกห้องของฉันให้น้องสาว บอกว่าลูกของเธอมีพ่อ… สิบวันต่อมาฉันส่งพวกเขาทุกคนเข้าคุก

PART 2 :
เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งแว่วผ่านประตูกระจกระเบียงเข้ามาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ในห้องพักโรงแรมริมทะเลที่เงียบสงัด แสงไฟสีนวลจากโคมไฟหัวเตียงส่องกระทบใบหน้าของภามและเพลงที่นอนกอดตุ๊กตาหลับสนิท
ฉันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอกให้ลูกทั้งสองคนอย่างแผ่วเบา
รอยคราบน้ำตาจางๆ ยังคงติดอยู่บนแก้มของน้องเพลง
คำถามที่ว่า ‘คุณยายลืมพวกเราเหรอคะแม่?’ ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของฉันราวกับเสียงหลอนที่ไม่มีวันดับมอด
มันไม่ใช่แค่การแย่งห้องพัก
แต่มันคือการฉีกหน้ากากของคนที่ฉันเรียกว่า ‘ครอบครัว’ ออกจนหมดสิ้น
คำว่า ‘ลูกของนิต้าเขามีพ่อ’ มันไม่ได้ทำร้ายแค่ฉัน
แต่มันกำลังลดทอนคุณค่าของเด็กบริสุทธิ์สองคนที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
ฉันเดินออกมายืนที่ระเบียงห้องพัก ลมทะเลพัดผ่านผิวกายจนรู้สึกเหน็บหนาว
แต่ความหนาวเหน็บข้างนอกนั้น เทียบไม่ได้เลยกับความเย็นเยียบที่เกาะกุมอยู่ในขั้วหัวใจของฉัน
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
หน้าจอยังคงแสดงรายการแจ้งเตือนยอดเงินบัตรเครดิตที่พ่อใช้รูดค่าทัวร์เกาะส่วนตัวไปเกือบแสนสี่หมื่นบาท
นอกจากนั้นยังมีข้อความจากกลุ่มไลน์ครอบครัวที่เด้งขึ้นมาไม่หยุด
นิต้า น้องสาวผู้แสนดีของครอบครัว เพิ่งโพสต์ภาพถ่ายครอบครัวสี่คนลงในกลุ่ม
ภาพนิต้า สามีของเธอ และลูกอีกสองคน กำลังยืนจิบเวลคัมดริงก์อยู่บนระเบียงห้องสวีทสุดหรู
ห้องที่มองเห็นวิวทะเลกว้างไกลสุดสายตา
ห้อง… ที่ถูกอัปเกรดมาจากเงินและสิทธิ์การจองของฉันและลูกๆ
นิต้าพิมพ์ข้อความใต้ภาพ:
‘ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากนะคะที่มอบทริปในฝันนี้ให้พวกเรา วิวสวยมาก ห้องกว้างจนเด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกเลย รักครอบครัวเราที่สุดในโลกเลยค่ะ’
ตามด้วยข้อความของแม่:
‘เพื่อลูกและหลานๆ แม่กับพ่อยินดีเสมอจ้ะ ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบต้องมีทริปแบบนี้แหละนะ เที่ยวให้เต็มที่เลยลูกรัก พ่อกับแม่จัดการให้หมดแล้ว’
ไม่มีใครเอ่ยถึงฉัน
ไม่มีใครถามว่าฉันกับลูกแฝดอยู่ที่ไหน
ไม่มีแม้กระทั่งความละอายใจว่าห้องที่พวกเขากำลังยืนหัวเราะอยู่นั้น แลกมาด้วยน้ำตาของเด็กแปดขวบสองคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ฉันมองดูข้อความเหล่านั้นด้วยสายตาที่แห้งผาก
ไม่มีน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว
ความเสียใจที่สะสมมานานหลายปี บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
ฉันกดโทรออกไปยังคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตทันที
รอสายไม่ถึงหนึ่งนาที เจ้าหน้าที่ก็รับสายด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“สวัสดีค่ะ ธนาคารยินดีให้บริการค่ะ คุณรินรดา มีอะไรให้เราดูแลคะ?”
“สวัสดีค่ะ ฉันต้องการแจ้งปฏิเสธยอดการทำรายการบัตรเครดิตใบหลักและใบเสริมทั้งหมดค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ชัดถ้อยชัดคำ
“ขออนุญาตสอบถามรายละเอียดค่ะ คุณลูกค้าต้องการปฏิเสธยอดไหนคะ?”
“ยอดล่าสุดที่เพิ่งรูดไปเมื่อช่วงบ่าย มูลค่า 138,500 บาท สำหรับบริษัทเรือสำราญและการท่องเที่ยวเกาะส่วนตัวค่ะ”
“และฉันต้องการแจ้งอายัดบัตรเสริมทุกใบที่ผูกกับบัญชีของฉันในทันที”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อตรวจสอบระบบ
“ขออนุญาตเรียนแจ้งนะคะ บัตรเสริมสองใบนี้เป็นชื่อของคุณเกริกเกียรติ (คุณพ่อ) และคุณพิมพา (คุณแม่) หากทำการอายัด บัตรจะไม่สามารถใช้งานได้ในทันทีนะคะ”
“ใช่ค่ะ อายัดเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” ฉันตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
“และอีกเรื่องหนึ่งค่ะ… วงเงินบัตรเครดิตที่ใช้ผูกกับบัญชีออนบอร์ดของเรือสำราญลำที่กำลังเดินทางออกจากท่าแหลมฉบัง กรุณายกเลิกการผูกบัญชีอัตโนมัติทั้งหมดค่ะ”
“รับทราบค่ะ ทางเราจะดำเนินการระงับสัญญาณบัตรเสริมทุกใบ และยกเลิกการอนุมัติวงเงินสำรองทันทีค่ะ จะมีผลภายในห้านาทีนี้ค่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
ฉันกดวางสาย
นั่นหมายความว่า… ทันทีที่เรือแล่นออกสู่เขตน่านน้ำสากล และพวกเขาก้าวเข้าไปสั่งอาหารมื้อค่ำหรือเครื่องดื่มราคาแพง
บัตรทุกใบในมือของพ่อ แม่ และนิต้า… จะกลายเป็นเพียงเศษพลาสติกที่ไร้ค่าในทันที!
แต่เรื่องมันไม่ได้จบลงแค่นั้น
ฉันเปิดแล็ปท็อปที่พกติดตัวมาด้วย วางลงบนโต๊ะทำงานกระจกในห้องพัก
ตลอดสิบสองปีที่ฉันทำงานเป็นหัวหน้าแผนกเวชบำบัดระบบทางเดินหายใจ ฉันเป็นคนเก็บหลักฐานทางการเงินอย่างละเอียดรอบคอบมาโดยตลอด
ฉันส่งเสียพ่อกับแม่เดือนละห้าหมื่นบาทมาตั้งแต่เรียนจบ
ฉันจ่ายค่าผ่อนบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่พ่อแม่และครอบครัวของนิต้าอาศัยอยู่ เดือนละสี่หมื่นห้าพันบาท
ฉันจ่ายค่าเทอมโรงเรียนเอกชนชื่อดังให้ลูกของนิต้าทั้งสองคน อ้างว่าน้าสาวควรซัพพอร์ตหลาน
และฉัน… ยังเป็นคนเซ็นค้ำประกันเงินกู้เพื่อทำธุรกิจร้านอาหารให้น้องเขยอีกเกือบสามล้านบาท!
ทั้งหมดนี้ ฉันทำเพราะคำพูดกรอกหูของแม่ที่พร่ำสอนมาตั้งแต่จำความได้:
‘รินเป็นพี่คนโต ต้องดูแลน้องนะลูก’
‘รินไม่มีสามี รินมีเงินเหลือเยอะ ต้องช่วยเหลือน้องที่เขามีภาระสิ’
‘ความกตัญญูจะทำให้ชีวิตรินเจริญนะลูก’
แต่ยิ่งฉันให้ พวกเขากลับยิ่งมองว่ามันเป็นหน้าที่
ยิ่งฉันยอม พวกเขากลับยิ่งเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันและลูกๆ
ฉันเปิดเข้าไปในโฟลเดอร์บัญชีส่วนตัวที่บันทึกข้อมูลย้อนหลัง
ในฐานะคนที่ต้องดูแลเอกสารจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์มูลค่าหลายสิบล้าน ฉันมีนิสัยตรวจสอบตัวเลขจนถึงจุดทศนิยมเสมอ
สายตาของฉันสะดุดเข้ากับรายการโอนเงินก้อนหนึ่งเมื่อสี่เดือนก่อน
บัญชีของพ่อมีการโอนเงินเข้ามาจากสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงินจำนวนแปดล้านห้าแสนบาท
และในวันถัดมา เงินจำนวนนั้นก็ถูกโอนต่อไปยังบัญชีส่วนตัวของนิต้าทันที!
ฉันขมวดคิ้วแน่น
สำนักงานที่ดินเชียงใหม่?
พ่อแม่ของฉันไม่เคยมีที่ดินที่เชียงใหม่
คนที่เคยมีที่ดินผืนใหญ่ที่อำเภอแม่ริม… คือ ‘คุณยายวารี’ ยายแท้ๆ ของฉันที่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อน!
ตอนที่คุณยายเสียชีวิต แม่เป็นคนจัดการมรดกทั้งหมด
แม่บอกฉันว่าคุณยายมีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่ดินสวนส้มและบ้านพักตากอากาศถูกเจ้าหนี้ยึดไปหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรให้แบ่งเลยแม้แต่บาทเดียว
ตอนนั้นฉันยังควักเงินเก็บส่วนตัวเกือบหกแสนบาทไปช่วยแม่จัดงานศพของคุณยายให้สมเกียรติ
แล้วเงินแปดล้านห้าแสนบาทนี้… มันมาจากไหน?!
หัวใจของฉันเริ่มเต้นระรัวด้วยลางสังหรณ์บางอย่างที่ดำมืด
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ต่อสายตรงหา ‘พี่เมฆ’ เพื่อนรุ่นพี่สมัยมหาวิทยาลัยที่เป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีมรดกและที่ดิน
เวลานี้เกือบห้าทุ่มแล้ว แต่เรื่องนี้มันร้อนรุ่มเกินกว่าจะรอให้ถึงเช้า
“ฮัลโหล รินเหรอ? มีอะไรด่วนหรือเปล่าโทรมาดึกขนาดนี้?” ปลายสายรับด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
“พี่เมฆคะ รินขอโทษจริงๆ ที่โทรมากวนเวลานี้… แต่รินมีเรื่องสำคัญมาก อยากให้พี่ช่วยตรวจสอบให้รินด่วนที่สุดเลยค่ะ”
“เรื่องอะไรล่ะ ว่ามาสิ”
“พี่ช่วยตรวจสอบประวัติการทำนิติกรรมและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของคุณยายริน… นางวารี ศิริวัฒน์ ที่สำนักงานที่ดินแม่ริม ย้อนหลังห้าปีให้รินหน่อยได้ไหมคะ?”
พี่เมฆเงียบไปอึดใจหนึ่ง “ยายวารีที่เสียไปแล้วน่ะเหรอ? ทำไมจู่ๆ ถึงอยากตรวจล่ะ?”
“รินเพิ่งเจอความผิดปกติในเส้นทางการเงินของที่บ้านค่ะ รินสงสัยว่า… อาจจะมีการยักยอกหรือปกปิดพินัยกรรม”
“ได้ พรุ่งนี้เช้าพี่มีนัดคุยงานแถวศาลแพ่งพอดี เดี๋ยวพี่ให้เด็กที่สำนักงานประสานขอดูสารบบที่ดินและคำสั่งศาลเรื่องผู้จัดการมรดกให้ ไม่เกินเที่ยงน่าจะรู้เรื่อง”
“ขอบคุณมากค่ะพี่เมฆ รินรบกวนด้วยนะคะ”
หลังจากวางสาย ฉันแทบข่มตานอนไม่หลับ
ฉันนอนมองเพดานห้อง ฟังเสียงลมหายใจของลูกๆ ท่ามกลางความมืดมิด
ถ้าสิ่งที่ฉันสงสัยเป็นความจริง…
ถ้าครอบครัวที่ฉันยอมเสียสละให้มาทั้งชีวิต หลอกลวงฉันแม้กระทั่งเรื่องมรดกของคนที่รักฉันที่สุดอย่างคุณยาย…
ฉันจะไม่ยอมให้อภัยใครหน้าไหนทั้งนั้น!
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องพัก
น้องภามกับน้องเพลงตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส เด็กๆ ดูตื่นเต้นกับบุฟเฟต์อาหารเช้าของโรงแรม
“แม่ครับ วันนี้เราจะไปเล่นน้ำทะเลกันไหมครับ?” ภามถามพลางตักไส้กรอกเข้าปาก
“ไปสิลูก วันนี้แม่จะพาไปสวนน้ำด้วย แล้วตอนเย็นเราไปกินซีฟู้ดริมหาดกันนะ” ฉันยิ้มตอบ ลูบหัวลูกชายเบาๆ
เสียงหัวเราะของเด็กทั้งสองทำให้บรรยากาศที่เคยหม่นหมองคลายลงไปมาก
พวกแกไม่ได้ถามถึงเรือสำราญอีกเลย ราวกับรู้ว่าแม่กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อมอบความสุขให้
เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง
โทรศัพท์ของฉันสั่นเตือน เป็นสายเรียกเข้าจากพี่เมฆ
ฉันเดินเลี่ยงออกมารับสายที่มุมหนึ่งของสระว่ายน้ำ
“พี่เมฆ ได้เรื่องไหมคะ?”
เสียงของพี่เมฆที่ตอบกลับมานั้น เคร่งเครียดและจริงจังจนฉันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
“ริน… เรื่องนี้มันใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก”
หัวใจของฉันกระตุกวูบ “ยังไงคะพี่?”
“พี่ยื่นตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของยายวารีแล้ว… ปรากฏว่า ยายของเธอไม่ได้มีหนี้สินเลยแม้แต่บาทเดียว!”
ลมหายใจของฉันสะดุดกึก
“และที่สำคัญที่สุด… คุณยายวารีได้ทำ ‘พินัยกรรมฝ่ายเมือง’ ไว้ที่อำเภอก่อนเสียชีวิตหนึ่งปี”
พี่เมฆเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันหมุนคว้าง
“ในพินัยกรรมระบุชัดเจนว่า ที่ดินสวนส้มริมแม่น้ำแม่ริมเนื้อที่ยี่สิบไร่ พร้อมบ้านพักตากอากาศ และเงินในบัญชีธนาคารอีกสามล้านบาท…”
“คุณยายยกให้นางสาวรินรดา วัฒนากุล ‘แต่เพียงผู้เดียว’!”
ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวฉันทันที
เสียงคลื่น เสียงคนเล่นน้ำรอบข้าง ราวกับถูกตัดขาดออกไปจากประสาทการรับรู้
“พี่ยกให้… รินเหรอคะ?” เสียงของฉันสั่นเครือจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ
“ใช่! คุณยายระบุเหตุผลไว้ในพินัยกรรมด้วยว่า รินเป็นหลานคนเดียวที่คอยมาดูแลท่านสม่ำเสมอ และท่านเป็นห่วงที่รินต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จึงตั้งใจมอบทรัพย์สินทั้งหมดนี้ไว้เป็นทุนรอนให้รินและลูกแฝด!”
น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้ว ไหลทะลักออกมาอาบสองแก้มอย่างไม่อาจหักห้ามได้
ไม่ใช่เพราะความเสียใจ…
แต่เป็นเพราะความตื้นตันในความรักอันบริสุทธิ์ของคุณยาย
และความโกรธแค้นต่อความอำมหิตของคนในครอบครัวตัวเอง!
“แล้ว… ทำไมแม่ถึงเอาไปขายได้ล่ะคะพี่เมฆ? ในเมื่อพินัยกรรมเป็นชื่อริน!”
“นั่นแหละคือประเด็นอาญาที่ร้ายแรงที่สุด” พี่เมฆเน้นเสียงหนักแน่น
“แม่ของเธอร่วมมือกับทนายความคนหนึ่ง ยื่นคำร้องเท็จต่อศาล อ้างว่าคุณยายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และทำเอกสารมอบอำนาจปลอมที่มีลายเซ็นของเธอ ยินยอมให้แม่เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว!”
“จากนั้น พอได้เป็นผู้จัดการมรดก แม่ก็แอบโอนที่ดินผืนนั้นเป็นชื่อตัวเอง แล้วขายให้นายทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปในราคาแปดล้านห้าแสนบาท!”
“เอกสารมอบอำนาจปลอม… ลายเซ็นปลอม…” ฉันกัดฟันแน่นจนเจ็บแปลบที่กราม
แม่แท้ๆ…
คนที่ฉันกราบไหว้ คนที่ฉันส่งเงินให้ใช้ทุกเดือน คนที่ฉันยอมเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อปรนเปรอความสุขให้
กลับกล้าปลอมลายเซ็นของฉัน ขโมยมรดกที่คุณยายตั้งใจทิ้งไว้ให้ฉันกับลูก เพื่อเอาเงินไปประเคนให้น้องสาวคนโปรด!
เงินแปดล้านห้าแสนบาทที่นิต้าเอาไปซื้อรถหรู เอาไปต่อเติมบ้าน และเอามาใช้ชีวิตอู้ฟู่…
มันคือเงินของฉัน!
มันคือเงินค่าเทอม เงินอนาคตของน้องภามและน้องเพลง!
“ริน พี่แนะนำให้ฟ้อง” พี่เมฆพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “นี่คือความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และยักยอกทรัพย์มรดก โทษจำคุกสูงสุดถึงสิบปี!”
“และที่สำคัญ เราสามารถยื่นฟ้องติดตามเอาทรัพย์มรดกคืนจากผู้รับโอน คือนิต้า และเรียกค่าเสียหายทางแพ่งคืนได้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย!”
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับมามั่นคง
แววตาของฉันที่สะท้อนกับแสงแดดบนผิวน้ำ เปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นและเฉียบคม
“ฟ้องแน่นอนค่ะพี่เมฆ แต่รินไม่อยากฟ้องแค่คดีมรดก”
“รินมีเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน และหลักฐานการจ่ายเงินค่าบ้าน ค่าเทอม ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่รินจ่ายแทนพวกนั้นมาตลอดเจ็ดปี”
“รินต้องการยื่นโนติสเรียกเงินคืนทั้งหมด และถ้าไม่จ่าย… รินจะยึดบ้าน ยึดรถ และฟ้องล้มละลายพวกเขาทุกคน!”
พี่เมฆส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “เยี่ยมมากริน พี่รอฟังคำนี้มานานแล้ว คนแบบนี้ถ้าไม่เจอไม้แข็ง จะไม่มีวันสำนึกบุญคุณคนอื่น”
“ส่งเอกสารทั้งหมดมาให้พี่เดี๋ยวนี้เลย พี่จะร่างคำฟ้องและหมายศาลให้เสร็จภายในสามวัน”
“และวันที่พวกเขาเดินลงมาจากเรือสำราญ… พี่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหมายศาลไปยืนรอต้อนรับพวกเขาถึงหน้าท่าเรือเอง!”
“จัดไปเลยค่ะพี่เมฆ ขอบคุณมากค่ะ”
ฉันกดวางสาย หัวใจเต้นแรงด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน
นี่คือสงคราม
และเป็นสงครามที่ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่ม… แต่ฉันจะเป็นคนจบมันด้วยมือของฉันเอง!
ในขณะเดียวกัน กลางทะเลอ่าวไทยอันกว้างใหญ่
เรือสำราญหรูระดับหกดาวกำลังแล่นฝ่าเกลียวคลื่นอย่างสง่างาม
ภายในห้องอาหารค่ำสุดหรูที่ตกแต่งด้วยโคมไฟคริสตัลระยิบระยับ
เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงคลอเคล้าเบาๆ บรรดาแขกเหรื่อระดับวีไอพีกำลังเพลิดเพลินกับมื้ออาหารค่ำชั้นเลิศ
ครอบครัวของพ่อยืนอยู่รอบโต๊ะอาหารตัวยาวริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารทะเลจานยักษ์ ล็อบสเตอร์ย่างเนย เนื้อวากิวชั้นดี และแชมเปญฝรั่งเศสราคาแพง
พ่อนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูทลำลองดูภูมิฐาน กำลังหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
ข้างๆ คือแม่ที่สวมชุดราตรีผ้าไหม สวมสร้อยเพชรที่ฉันเป็นคนซื้อให้ในวันเกิดเมื่อปีกลาย
และตรงข้ามคือนิต้ากับสามี ที่กำลังตักอาหารป้อนลูกๆ อย่างอบอุ่น
“ทริปนี้มันยอดเยี่ยมจริงๆ เลยนะคุณพ่อ” ธเนศ สามีของนิต้าเอ่ยขึ้นพลางยกแก้วไวน์ “ถ้าไม่ได้คุณพ่อเปิดแพ็กเกจวีไอพีให้ พวกเราคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสชีวิตแบบนี้”
พ่อยิ้มกริ่มอย่างภาคภูมิใจ ยืดอกขึ้น
“เรื่องแค่นี้เองธเนศ เพื่อครอบครัวของลูกและหลานๆ พ่อทุ่มเทได้เสมออยู่แล้ว คนเรามันต้องใช้ชีวิตให้สมฐานะหน่อย”
แม่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างออกหน้าออกตา
“ใช่จ้ะ นิต้าพาลูกๆ ไปพักผ่อนให้สบายใจเถอะ ไม่เหมือนใครบางคนหรอกนะ วันๆ เอาแต่ทำงานงกๆ ทำตัวน่าเบื่อ เลี้ยงลูกก็ไม่สมบูรณ์แบบ ยังจะมาทำตัวมีปัญหาอีก”
นิต้าหัวเราะคิกคัก “คุณแม่ก็พูดตรงไปค่ะ ป่านนี้พี่รินคงนั่งหน้าบูดพาลูกกินข้าวแกงอยู่แถวพัทยาแล้วมั้งคะ ไม่รู้จะโกรธทำไมเรื่องแค่ยกห้องให้น้อง”
“ปล่อยมันไปเถอะ” พ่อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เดี๋ยวพอกลับไป มันก็ต้องยอมจ่ายค่าบัตรเครดิตให้พ่อเหมือนเดิมนั่นแหละ มันไม่กล้าขัดใจพ่อหรอก”
ในจังหวะนั้นเอง บริกรหนุ่มในชุดยูนิฟอร์มเนี้ยบก็เดินถือแฟ้มหนังสีดำเข้ามาที่โต๊ะ
“ขอประทานโทษครับท่าน ค่าอาหารและเครื่องดื่มสำหรับมื้อนี้ รวมทั้งค่าแพ็กเกจทัวร์เสริมพิเศษ ยอดรวมทั้งหมด 184,200 บาทครับ”
พ่อหยิบบัตรเครดิตสีดำใบหรูออกมาจากกระเป๋าสตางค์อย่างมั่นใจ
บัตรใบนี้… คือบัตรเสริมที่ผูกกับบัญชีของฉัน
“รูดบัตรนี้เลยน้อง ไม่ต้องเซ็นสลิปนะ รูดเต็มจำนวนไปเลย” พ่อยื่นบัตรให้ด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
“ขอบพระคุณครับ กรุณารอสักครู่นะครับ”
บริกรรับบัตรไปรูดที่เครื่องรูดบัตรไร้สายข้างโต๊ะ
ตื๊ด… ตื๊ด…
เสียงเครื่องรูดบัตรส่งเสียงสัญญาณขัดข้อง
บริกรขมวดคิ้ว ลองเสียบบัตรซ้ำอีกครั้ง
ตื๊ด… ตื๊ด… ตื๊ด…
หน้าจอเครื่องรูดบัตรแสดงข้อความตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่: ‘TRANSACTION DECLINED / CARD BLOCKED’ (รายการถูกปฏิเสธ / บัตรถูกระงับ)
บริกรมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะ
“ขอประทานโทษจริงๆ ครับท่าน บัตรใบนี้ไม่สามารถทำรายการได้ครับ ระบบแจ้งว่าบัตรถูกระงับสัญญาณจากธนาคารเจ้าของบัตรครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อแข็งค้างไปทันที
“อะไรนะ?! บัตรถูกระงับเหรอ? เป็นไปได้ยังไง! บัตรใบนี้วงเงินเป็นล้านนะน้อง ลองรูดใหม่ซิ!”
“ลองสองรอบแล้วครับท่าน เครื่องแจ้งว่าสถานะบัตรถูกอายัดครับ”
แม่เริ่มหน้าเสีย สะกิดแขนพ่อเบาๆ “คุณคะ ลองเอาบัตรอีกใบของคุณสิคะ”
พ่อรีบควักบัตรเสริมอีกใบออกมา “อะ เอานี่ไปลองดู บัตรนี้อีกธนาคารหนึ่ง”
บริกรนำบัตรใบที่สองไปรูด
ผลลัพธ์ปรากฏออกมาเหมือนเดิมเป๊ะ: ‘CARD BLOCKED’
แขกโต๊ะข้างๆ เริ่มหันมามองด้วยความสนใจ เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นน่ะคุณเกริก?” แม่เริ่มกระวนกระวายใจ มือไม้สั่น
“นิต้า! เอาบัตรของแกมารูดก่อนสิ!” พ่อหันไปสั่งลูกสาวคนโปรด
นิต้าหน้าถอดสี รีบเปิดกระเป๋าถือแบรนด์เนม ควักบัตรเครดิตของตัวเองออกมา
แต่ความจริงที่นิต้าไม่กล้าบอกพ่อคือ… บัตรของเธอทุกใบ วงเงินเต็มเอี๊ยดจากการช้อปปิ้งของแบรนด์เนมก่อนขึ้นเรือมาหมดแล้ว!
“เอ่อ… คุณพ่อคะ บัตรของนิต้ามัน… มันติดวงเงินผ่อนของอยู่น่ะค่ะ รูดไม่น่าจะผ่าน” นิต้าอ้อมแอ้มตอบ เหงื่อกาฬเริ่มผุดตามไรผม
“แล้วเงินสดล่ะ?! ใครมีเงินสดบ้าง?!” พ่อเริ่มขึ้นเสียงด้วยความตื่นตระหนก
ทุกคนบนโต๊ะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ไม่มีใครพกเงินสดติดตัวมามากขนาดนั้น เพราะทุกคนต่างคิดว่า ‘รินรดา’ จะเป็นคนจ่ายให้ผ่านบัตรเครดิตทั้งหมดเหมือนทุกครั้ง!
ในตอนนั้นเอง หัวหน้าแผนกบริการลูกค้าของเรือสำราญก็เดินตรงเข้ามาที่โต๊ะพร้อมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองนาย
“สวัสดีครับ คุณเกริกเกียรติและคณะ” หัวหน้าแผนกเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เฉียบขาด
“ทางระบบการเงินของเรือเพิ่งได้รับการแจ้งเตือนจากสำนักงานใหญ่บนฝั่งครับ”
“บัตรเครดิตหลักที่คุณใช้ผูกบัญชีค่าใช้จ่ายออนบอร์ดทั้งหมด ได้ทำการ ‘ยกเลิกการผูกบัญชี’ และแจ้งปฏิเสธยอดเงินล่วงหน้าทั้งหมดแล้วครับ”
“นอกจากนี้ ห้องพักแฟมิลี่สูทที่คุณอัปเกรดเข้ามา เนื่องจากยอดเงินส่วนต่างไม่ได้รับการชำระ ทางระบบจำเป็นต้องระงับการให้บริการรูมเซอร์วิสและสิทธิประโยชน์ระดับวีไอพีทั้งหมดทันทีครับ”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางโต๊ะอาหารหรู!
แม่ของฉันเอามือทาบอก ร่างกายโอนเอนจนเกือบจะเป็นลม
“มะ… หมายความว่ายังไงคะ?! พวกเราจะโดนไล่ลงจากเรือเหรอ?!”
“เราไม่สามารถปล่อยให้ท่านลงกลางทะเลได้ครับ” หัวหน้าแผนกตอบอย่างเยือกเย็น
“แต่ตามกฎระเบียบของสายการเดินเรือ หากท่านไม่สามารถวางเงินมัดจำสดเป็นจำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นบาท) ภายในสองชั่วโมงนี้…”
“ทางเราจำเป็นต้องย้ายครอบครัวของท่านทั้งหมด ออกจากห้องแฟมิลี่สูท ไปพักที่ ‘ห้องพักลูกเรือชั้นใต้ท้องเรือ’ ที่ไม่มีหน้าต่างชั่วคราวครับ”
“และบริการอาหารทุกมื้อ จะถูกจำกัดให้ทานเฉพาะโรงอาหารรวมชั้นล่างเท่านั้น จนกว่าจะถึงท่าเรือปลายทางครับ!”
“ห้องใต้ท้องเรือ?!” นิต้ากรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ “ไม่นะคะ! หนูมีลูกเล็กนะ จะให้ลูกหนูไปนอนห้องใต้ท้องเรือเหม็นอับแบบนั้นได้ยังไง! พ่อคะ ช่วยด้วยสิคะ!”
ธเนศ สามีของนิต้าเริ่มหน้าซีดจนกลายเป็นสีเทา เขาหันไปตะคอกใส่พ่อตา
“คุณพ่อบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่าทริปนี้จ่ายไม่อั้น มีคนเคลียร์ให้หมด! แล้วทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ล่ะครับ?!”
“หุบปากนะธเนศ!” พ่อตวาดกลับด้วยความอับอายจนหน้าดำหน้าแดง
แขกทั้งห้องอาหารต่างพากันยกโทรศัพท์ขึ้นมาแอบถ่ายคลิปเหตุการณ์ความวุ่นวายนี้
ครอบครัวไฮโซจอมปลอมที่เคยเชิดหน้าชูตา บัดนี้กำลังยืนตัวสั่นงันงกต่อหน้าบิลค่าอาหารที่ไม่มีปัญญาจ่าย!
พ่อรีบควักโทรศัพท์มือถือออกมา กดต่อสายหาฉันทันทีผ่านสัญญาณไวไฟดาวเทียมราคาแพงของเรือ
ที่ริมสระว่ายน้ำโรงแรมพัทยา
โทรศัพท์ของฉันสั่นเตือน หน้าจอแสดงชื่อ ‘พ่อ’
ฉันมองดูสายเรียกเข้านั้นนิ่งๆ รอจนกระทั่งมันดังเกือบจะตัดสายไปเอง จึงค่อยๆ เลื่อนหน้าจอกดรับสาย
ฉันไม่ได้เอ่ยทักทาย ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน
“รินรดา! นี่แกทำบ้าอะไรของแกห๊ะ?!” เสียงพ่อแผดลั่นออกมาจากลำโพงจนแทบแตก
“แกกล้าดยังไงมาระงับบัตรเครดิตพ่อ?! แกทำแบบนี้พ่อกับแม่จะเอาหน้าที่ไหนไปมองคนอื่น! รู้ไหมว่าตอนนี้พวกเรากำลังจะโดนไล่ไปนอนห้องใต้ท้องเรือ!”
ฉันฟังเสียงตวาดนั้นด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
“อ้าว… เหรอคะ? นึกว่าครอบครัวที่มีพ่ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา จะมีความสุขกับการสร้างความทรงจำดีๆ ซะอีก”
คำพูดย้อนศรของฉันทำให้พ่อชะงักไปชั่วครู่ด้วยความเดือดดาล
“นังลูกทรพี! แกกำลังประชดพ่อใช่ไหม?! แค่แม่แกยกห้องให้น้องนิดๆ หน่อยๆ แกถึงกับต้องทำลายทริปครอบครัวขนาดนี้เลยเหรอ?! โอนเงินมาเดี๋ยวนี้เลยนะแสนแปด! ไม่งั้นแกไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่ออีก!”
“ได้ยินชัดเจนแล้วค่ะ” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ นิ่งสงบจนน่าขนลุก
“ถ้าอย่างนั้น… นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันก็ขอตัดขาด และจะไม่เรียกคุณว่าพ่ออีกต่อไปค่ะ”
“วะ… ว่าไงนะ?!”
“และไม่ต้องห่วงนะคะคุณเกริกเกียรติ ฉันไม่ได้แค่ระงับบัตรเครดิตหรอกค่ะ”
ฉันเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ที่สุดลงไปกลางใจของเขา
“บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่คุณกับนิต้ากำลังอาศัยอยู่… ฉันให้ทนายยื่นเรื่องระงับการผ่อนชำระ และเตรียมให้ธนาคารเข้ายึดทรัพย์แล้วค่ะ”
“รถยนต์คันหรูที่นิต้าขับ… ฉันส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ไฟแนนซ์จะไปรอรับรถคืนถึงหน้าบ้าน”
“และเรื่องที่ดินแม่ริมของคุณยายวารี… เงินแปดล้านห้าแสนบาทที่คุณกับแม่ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและยักยอกไปให้นิต้า…”
ปลายสายเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ติดขัดของพ่อ
“แก… แกรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?!” เสียงพ่อสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
“ฉันรู้ทุกอย่างค่ะ” ฉันตอบอย่างเลือดเย็น
“ทีมทนายความของฉันได้ยื่นฟ้องพวกคุณทุกคนต่อศาลอาญาและศาลแพ่งเรียบร้อยแล้ว”
“ในข้อหาปลอมแปลงเอกสารสิทธิ แจ้งความเท็จ และร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดก”
“ใช้เวลาสิบวันบนเรือสำราญให้คุ้มค่านะคะ… สูดอากาศบริสุทธิ์ในห้องใต้ท้องเรือให้เต็มปอด”
“เพราะทันทีที่เรือเทียบท่ากลับมาที่แหลมฉบัง… สิ่งที่จะมารอต้อนรับพวกคุณ ไม่ใช่รถลิมูซีนหรูหรา”
“แต่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กุญแจมือ และหมายศาลที่จะส่งพวกคุณทุกคน… เข้าไปชดใช้กรรมในคุก!”
“รินดา! อย่านะริน! แม่ขอร้องล่ะลูก! รินนนน—!”
เสียงแม่แย่งโทรศัพท์ไปกรีดร้องอ้อนวอนดังแทรกเข้ามา
แต่ฉันไม่คิดจะฟังอีกต่อไป
ติ๊ด!
ฉันกดตัดสายทิ้งทันที
แล้วถอดซิมการ์ดออกจากเครื่อง หักมันออกเป็นสองท่อนด้วยมือของตัวเอง
แล้วโยนเศษพลาสติกนั้นลงไปในถังขยะอย่างไม่ไยดี
ลมทะเลพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกหนาวเหน็บเลยแม้แต่น้อย
มันกลับทำให้ฉันรู้สึกถึง ‘อิสรภาพ’ ที่แท้จริง
ฉันหันหลังกลับ เดินตรงไปหาลูกแฝดทั้งสองคนที่กำลังหัวเราะร่าอยู่ในสระว่ายน้ำ
“แม่ครับ! ดูนี่สิครับ ภามดำน้ำได้แล้ว!” น้องภามตะโกนกวักมือเรียกอย่างตื่นเต้น
“หนูก็ว่ายน้ำเก่งเหมือนกันค่ะแม่!” น้องเพลงส่งยิ้มหวาน โบกมือทักทาย
ฉันก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาด้วยรอยยิ้มที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ
สิบวันต่อจากนี้… มันจะไม่ใช่แค่การพักผ่อนธรรมดา
แต่มันคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของฉันและลูกๆ
ชีวิตที่ไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่าง ไม่ต้องเป็นเครื่องมือทางการเงินของใคร
และเมื่อพายุลูกนี้พัดผ่านไป…
พวกปรสิตที่คอยเกาะกินเลือดเนื้อของฉัน จะต้องชดใช้อย่างสาสมในทุกบาททุกสตางค์และทุกหยดน้ำตาที่ลูกของฉันต้องเสียไป!
PART 3 :
สิบวันบนผืนแผ่นดินใหญ่ผ่านไปอย่างสงบสุขและอบอุ่นที่สุดเท่าที่ฉันเคยสัมผัสมาในชีวิต
ฉันพาน้องภามและน้องเพลงเที่ยวเล่นตามชายหาด สวนน้ำ และสวนสนุกอย่างเต็มที่โดยไม่มีเรื่องครอบครัวมาคอยบั่นทอนจิตใจ
เสียงหัวเราะของลูกทั้งสองคนดังกังวานตลอดการเดินทาง
แววตาที่เคยหม่นหมองเพราะคำถามไร้เดียงสาในวันนั้น ถูกแทนที่ด้วยประกายความสุขสดใสของเด็กวัยแปดขวบที่ได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยม
ในระหว่างที่พวกเรากำลังสร้างความทรงจำใหม่ด้วยกัน
โทรศัพท์เครื่องใหม่ของฉันที่มีเพียงเบอร์ของพี่เมฆ ทนายความ และคนสนิทไม่กี่คน ก็ได้รับการอัปเดตความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
พี่เมฆทำงานได้อย่างเฉียบขาดและรวดเร็วสมกับเป็นทนายความมือหนึ่ง
หลักฐานการปลอมแปลงลายเซ็นในเอกสารมอบอำนาจคดีมรดกของคุณยายวารี ได้รับการตรวจสอบและยืนยันทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ
ผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อระบุชัดเจนว่า ลายเซ็นของฉันในคำร้องแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเมื่อห้าปีก่อนเป็นของปลอมที่ถูกคัดลอกขึ้นมา
ศาลอาญาจึงได้อนุมัติหมายจับนางพิมพาและนายเกริกเกียรติในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน
นอกจากนี้ ศาลยังมีหมายเรียกตัวนางสาวนิต้าและนายธเนศในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินมรดกและร่วมกันฟอกเงินอีกด้วย
ขณะเดียวกัน บนเรือสำราญหรูกลางทะเลอ่าวไทยที่กำลังมุ่งหน้ากลับสู่ท่าเรือแหลมฉบัง
ช่วงเวลาสิบวันของครอบครัวพ่อ แม่ และนิต้า กลับไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น
หลังจากที่ฉันตัดสัญญาณบัตรเครดิตและปฏิเสธยอดเงินทั้งหมด
พวกเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเรือเข้าควบคุมตัวและย้ายออกจากห้องแฟมิลี่สูทสุดหรูในทันที
ข้าวของสัมภาระทั้งหมดถูกขนย้ายลงไปยังห้องพักลูกเรือชั้นใต้ท้องเรือ ซึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ขนาดไม่ถึงสิบตารางเมตร
ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีระเบียงชมวิว มีเพียงกลิ่นอับของเครื่องยนต์และเสียงคลื่นกระแทกตัวเรือดังก้องตลอดทั้งคืน
อาหารการกินถูกจำกัดให้เหลือเพียงอาหารชุดธรรมดาในโรงอาหารรวมของพนักงาน
ไม่มีอีกแล้วล็อบสเตอร์ย่างเนย เนื้อวากิว หรือแชมเปญฝรั่งเศสราคาแพง
ตลอดสิบวัน พ่อกับแม่ต้องเผชิญกับสายตาดูถูกเหยียดหยามจากแขกคนอื่นๆ บนเรือที่จำหน้าพวกเขาได้จากเหตุการณ์อื้อฉาวในห้องอาหารค่ำ
นิต้ากับสามีเริ่มเปิดฉากทะเลาะกันอย่างรุนแรงทุกเช้าค่ำ
ธเนศโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของครอบครัวนิต้าที่หลอกเขาว่ามีเงินและมีคนคอยจ่ายให้
ส่วนนิต้าก็ตวาดใส่สามีว่าไร้น้ำยาและไม่เคยหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้เอง
เสียงกรีดร้องและเสียงด่าทอของทั้งสองคนดังก้องไปทั่วทางเดินชั้นใต้ท้องเรือจนลูกเรือต้องเข้ามาตักเตือนหลายครั้ง
และสิ่งที่บีบคั้นหัวใจของพวกเขามากที่สุด คือความจริงที่ว่า…
เมื่อเรือเทียบท่าเข้าสู่ฝั่ง สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ไม่ใช่ชีวิตสุขสบายเหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่เป็นหายนะที่พวกเขาร่วมกันก่อขึ้นมาด้วยความโลภของตัวเอง
เช้าวันที่สิบเอ็ด ณ ท่าเทียบเรือสำราญแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
ท้องฟ้าแจ่มใส ลมทะเลพัดเอื่อยๆ เข้าสู่ชายฝั่ง
เรือสำราญลำยักษ์ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าเทียบท่าอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงหวูดเรือที่ดังกึกก้อง
บริเวณทางออกของผู้โดยสารขาเข้า มีผู้คนจำนวนมากมารอรับญาติพี่น้องและครอบครัว
ฉันยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องโถงผู้โดยสาร ในชุดสูทสากลสีครีมเรียบหรู สวมแว่นกันแดดสีชา ท่วงท่าสงบนิ่งและมั่นคง
ข้างๆ ฉันมีพี่เมฆยืนถือแฟ้มเอกสารทางกฎหมายหนาเตอะ
และด้านหลังของเรา คือเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบจากสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังจำนวนสี่นาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบจากกองบังคับการปราบปรามอีกสองนาย
เมื่อบันไดทางลงของเรือเปิดออก บรรดาผู้โดยสารต่างทยอยเดินลากกระเป๋าออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส
จนกระทั่ง… ร่างของคนกลุ่มหนึ่งก้าวพ้นประตูออกมา
สภาพของพวกเขาสี่คนทำเอาผู้คนรอบข้างต้องหันไปมองด้วยความตกตะลึง
พ่อที่เคยยืดอกภูมิใจในชุดสูทราคาแพง บัดนี้สวมเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ที่ไม่ได้รีด ใบหน้าหมองคล้ำ ขอบตาดำลึก และเดินหลังค่อมราวกับคนแก่หมดแรง
แม่สวมชุดเดรสที่เปรอะเปื้อนคราบอาหาร ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ไร้ร่องรอยของคุณนายไฮโซผู้สูงศักดิ์
ส่วนนิต้ากับธเนศกำลังเดินลากกระเป๋าอย่างทุลักทุเล พลางอุ้มลูกที่กำลังร้องไห้งอแงเพราะความเหนื่อยล้า
ทั้งสองคนมีรอยขีดข่วนบนใบหน้าและลำคอ ซึ่งบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเพิ่งผ่านการลงไม้ลงมือตบตีกันมาสดๆ ร้อนๆ
ทันทีที่แม่เงยหน้าขึ้นมาแล้วมองเห็นฉันยืนอยู่ตรงทางออก
ดวงตาที่ฝ้าฟางของนางก็เบิกกว้างขึ้นทันที
“รินดา!”
แม่ตะโกนลั่น วิ่งกะเผลกตรงเข้ามาหาฉันด้วยความตื่นตระหนก
พ่อและนิต้าเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามมาติดๆ
“รินดา! นังลูกทรพี!” พ่อแผดเสียงขึ้นมาทันทีที่เข้าใกล้ ชี้หน้าฉันด้วยมือที่สั่นเทิ้ม
“แกทำแบบนี้กับพวกเราได้ยังไงห๊ะ?! แกปล่อยให้พ่อกับแม่ต้องไปนอนในรูหนูใต้ท้องเรือ ต้องกินเศษอาหารเหมือนขอทานสิบวันเต็มๆ!”
“รู้ไหมว่าพวกเราต้องอับอายขายหน้าคนทั้งเรือขนาดไหน!”
นิต้าปรี่เข้ามาหาฉัน ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
“พี่ริน! พี่เป็นบ้าไปแล้วเหรอ?! ทำไมพี่ใจร้ายใจดำขนาดนี้! ลูกของหนูต้องทนทรมานอยู่ในห้องอับๆ จนเป็นไข้ก็เพราะพี่!”
“พี่มีความเป็นคนอยู่บ้างไหม?! แค่พวกเราขอห้องพักดีๆ แค่นี้ พี่ถึงกับต้องตัดเงิน ตัดบัตร แล้วทำลายชีวิตพวกเราขนาดนี้เลยเหรอ!”
ฉันยืนนิ่ง ไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
ฉันค่อยๆ ถอดแว่นกันแดดออก สบตากับคนตรงหน้าทีละคนด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนถึงขั้วหัวใจ
“ขอห้องพักดีๆ งั้นเหรอ?” ฉันเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก
“พวกเธอไม่ได้ ‘ขอ’ นิต้า… แต่พวกเธอ ‘แย่งชิง’ มันไป”
“พวกเธอใช้สิทธิ์ความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นน้องสาว มาบีบบังคับเอาสิ่งที่ฉันจ่ายด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองไปประเคนให้พวกเธอ”
“และที่สำคัญที่สุด…” ฉันปรายตาไปมองแม่ที่กำลังยืนหอบหายใจอยู่ข้างๆ
“พวกเธอเหยียบย่ำหัวใจของภามกับเพลง บอกว่าลูกของฉันไม่คู่ควรได้รับความสุข เพราะพวกเขาไม่มีพ่อเหมือนลูกของเธอ!”
คำพูดของฉันทำให้แม่หน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริก
“ริน… แม่… แม่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะลูก แม่แค่พูดไปเพราะอารมณ์…”
“ไม่ต้องมาแก้ตัวหรอกค่ะ” ฉันยกมือขึ้นห้าม “ตลอดสามสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา ฉันได้ยินคำแก้ตัวของแม่มามากพอแล้ว”
“รินดา!” พ่อตวาดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความผิด “เรื่องนั้นมันผ่านไปแล้ว! ตอนนี้แกต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบนเรือทั้งหมดเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าหน้าที่เรือเขายึดพาสปอร์ตพวกเราไว้ ถ้าแกไม่จ่ายเงินสองแสนบาท พวกเราจะออกจากท่าเรือไม่ได้!”
“และแกต้องโอนเงินคืนค่านิต้ากับพ่อด้วย แกจะทิ้งครอบครัวแบบนี้ไม่ได้นะ!”
ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพชอย่างที่สุด
“จ่ายเงินให้พวกคุณเหรอคะ?”
ฉันหันไปส่งสัญญาณให้พี่เมฆ
พี่เมฆก้าวออกมายืนข้างหน้าฉัน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหกนายที่เดินเข้ามาล้อมรอบครอบครัวของพ่อไว้ทันที!
พ่อกับแม่สะดุ้งสุดตัว ถอยหลังไปชนกับรถเข็นกระเป๋า
“ตำรวจ… ตำรวจมาทำไม?!” ธเนศ สามีของนิต้าร้องเสียงหลงด้วยความตระหนก
ร้อยตำรวจเอกหัวหน้าชุดจับกุมก้าวขึ้นมาด้านหน้า ควักบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานและชูเอกสารหมายจับขึ้นตรงหน้าพ่อและแม่
“นายเกริกเกียรติ วัฒนากุล และนางพิมพา วัฒนากุล ใช่ไหมครับ?”
พ่อกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ชะ… ใช่ครับ มีเรื่องอะไรกันครับผู้กอง?”
“ผมมีหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดกครับ!”
คำประกาศนั้นดังก้องไปทั่วอาคารเทียบเรือ!
ผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่กำลังเดินผ่านไปมาต่างหยุดชะงักและหันมามุงดูเป็นตาเดียว
แม่ของฉันเข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นทันที มือไม้ปัดป่ายไปในอากาศ
“ไม่จริง! โกหก! มรดกอะไรกัน! ฉันเป็นแม่นะ ฉันมีสิทธิ์จัดการทุกอย่าง!”
“คุณไม่มีสิทธิ์แตะต้องมรดกของคุณยายวารีแม้แต่บาทเดียวครับคุณพิมพา” พี่เมฆก้าวเข้ามาชี้แจงด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“พินัยกรรมฝ่ายเมืองของคุณยายวารีระบุชัดเจนว่า ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้คุณรินรดาแต่เพียงผู้เดียว”
“แต่คุณกับสามีกลับร่วมมือกันทำเอกสารมอบอำนาจปลอม ยื่นคำร้องเท็จต่อศาล หลอกขายที่ดินแม่ริมไปในราคาแปดล้านห้าแสนบาท”
พี่เมฆหันไปมองนิต้าที่ยืนตัวสั่นงันงก หน้าซีดเผือดจนขาวราวกับกระดาษ
“และนางสาวนิต้า วัฒนากุล… คุณก็มีหมายเรียกในฐานะผู้รับโอนเงินแปดล้านห้าแสนบาทเข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์และฟอกเงินครับ!”
“ไม่จริง! กรี๊ดดดดด!” นิต้าแผดเสียงกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เธอทิ้งกระเป๋าเดินทางลงพื้นแล้วพุ่งตัวเข้ามาหาฉันเหมือนคนเสียสติ
“นังรินดา! มึงทำแบบนี้กับกูได้ยังไง! เงินนั่นพ่อกับแม่ให้กูโดยเสน่หา! มึงไม่มีสิทธิ์มาฟ้องกู!”
หมับ!
เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงสองนายก้าวเข้ามาล็อคแขนของนิต้าไว้แน่น กดตัวเธอลงกับพื้นทันที
“ปล่อยกูนะ! ปล่อย! พี่ริน มึงถอนฟ้องเดี๋ยวนี้เลยนะ! กูเป็นน้องมึงนะเว้ย! มึงจะส่งน้องแท้ๆ เข้าคุกเหรอ!” นิต้าดิ้นรนอย่างทุรนทุราย น้ำตานองหน้า
“น้องแท้ๆ เหรอนิต้า?” ฉันก้มลงมองเธอด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความสงสาร
“น้องแท้ๆ ที่รู้เห็นเป็นใจกับการขโมยเงินมรดกของคุณยายที่ท่านตั้งใจทิ้งไว้ให้หลานแฝดของตัวเองงั้นเหรอ?”
“น้องแท้ๆ ที่เอาเงินแปดล้านห้าแสนของฉันไปซื้อบ้านหรู ซื้อรถขับ แล้วยังปล่อยให้ฉันเป็นคนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และจ่ายค่าเทอมลูกของเธอมาตลอดหลายปีเนี่ยนะ?”
ฉันย่อตัวลงตรงหน้าเธอ สบตากับหญิงสาวที่ฉันเคยรักและทะนุถนอมมาตั้งแต่เด็ก
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเคยเห็นฉันเป็นพี่สาวจริงๆ บ้างไหมนิต้า?”
“หรือเธอเห็นฉันเป็นแค่ทาส… เป็นแค่เครื่องผลิตเงินที่เธอจะสูบกินเท่าไหร่ก็ได้?”
นิต้าสะอึก อึกอักตอบไม่ได้ มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พ่อของฉันที่ยืนตัวสั่น พยายามจะเดินเข้ามาหาฉันด้วยท่าทางอ่อนลง
“ริน… รินดาลูกรัก…” พ่อเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“พ่อขอโทษ… พ่อกับแม่ผิดไปแล้วลูก ยกโทษให้พ่อเถอะนะ อย่าทำถึงขนาดส่งพ่อกับแม่เข้าคุกเลย”
“แกเป็นลูกกตัญญูนะริน สังคมจะประณามแกเอานะถ้าแกฟ้องพ่อแม่ตัวเองแบบนี้!”
ฉันลุกขึ้นยืนตรง สบตาชายผู้ให้กำเนิดอย่างไม่หวั่นไหว
“สังคมจะประณามฉัน หรือจะประณามพ่อแม่ที่ร่วมกันปลอมลายเซ็นขโมยมรดกลูกสาวตัวเองกันแน่คะ?”
“และคำว่ากตัญญูของพ่อ… มันตายไปตั้งแต่วันที่พ่อส่งใบแจ้งหนี้แสนสี่มาให้ฉัน ทั้งๆ ที่พวกคุณเพิ่งแย่งห้องพักของหลานตัวเองไปแล้วค่ะ!”
“ริน…” แม่ที่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้น พยายามจะคลานเข้ามากอดขาของฉันไว้
แต่นายตำรวจก้าวเข้ามาประคองตัวเธอขึ้น
“รินดา… แม่กราบขอร้องล่ะลูก อย่าทำแบบนี้เลยนะ เงินแปดล้านนั่นแม่จะให้นิต้าคืนให้แกทั้งหมดเลยนะลูกนะ!”
“คืนเหรอคะ?” ฉันแค่นยิ้มออกมา
“นิต้าจะเอาเงินที่ไหนมาคืนคะแม่ ในเมื่อเงินก้อนนั้นถูกนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและผ่อนคอนโดจนเกือบหมดแล้ว?”
พี่เมฆเปิดแฟ้มเอกสารอีกชุดหนึ่งออกมา
“เนื่องจากคุณรินรดาได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลแพ่ง”
“ศาลได้มีคำสั่งอายัดบัญชีธนาคารทุกบัญชีของนางสาวนิต้าและนายธเนศเรียบร้อยแล้วครับ”
“นอกจากนี้ บ้านเดี่ยวที่พวกคุณอาศัยอยู่ ทางธนาคารได้ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาเงินกู้และเตรียมยึดทรัพย์ขายทอดตลาด เนื่องจากขาดการผ่อนชำระ”
“และรถยนต์สองคันของบ้านคุณ… เจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์ได้นำหมายยึดไปรอรับรถคืนที่หน้าบ้านเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ครับ!”
“อะไรนะ?!” ธเนศร้องลั่น เอามือกุมขมับ “บ้านโดนยึด? รถโดนยึด? แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันวะนิต้า?!”
ธเนศหันไปผลักไหล่นิต้าอย่างแรงด้วยความโมโหจัด
“เพราะมึงคนเดียว! อีตัวซวย! กูบอกแล้วว่าอย่าไปมีเรื่องกับพี่สาวมึง! พากูฉิบหายไปด้วยเลยเห็นไหม!”
“ไอ้ธเนศ! มึงกล้าด่ากูเหรอ! ตอนมึงเอาเงินเขาไปเปิดร้านอาหาร มึงไม่เห็นพูดแบบนี้เลยนะไอ้หน้าตัวเมีย!”
ทั้งสองคนเริ่มเปิดฉากก่นด่าและทุบตีกันอีกครั้งต่อหน้าธารกำนัลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ภาพความพินาศของครอบครัวที่เคยอวดอ้างว่า ‘สมบูรณ์แบบ’
ภาพของคนที่เคยเหยียบย่ำฉันและลูกๆ บัดนี้กำลังฉีกทึ้งกันเองอย่างไร้ยางอาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวพ่อ แม่ นิต้า และธเนศ ใส่กุญแจมือทีละคน
แกร๊ก… แกร๊ก…
เสียงเหล็กกุญแจมือกระทบกันดังก้องไปทั่วบริเวณ
พ่อก้มหน้าลงต่ำด้วยความอับอายจนไม่กล้าสบตาใครอีกต่อไป
แม่ร้องไห้คร่ำครวญแทบขาดใจ ร่างกายถูกพยุงขึ้นรถตู้ตำรวจไปอย่างหมดรูป
ส่วนนิต้ายังคงกรีดร้องสาปแช่งฉันสลับกับการอ้อนวอนขอความเมตตาจนกระทั่งประตูกระจกรถตู้ปิดสนิทลง
รถตำรวจเปิดสัญญาณไฟไซเรน แล่นออกจากท่าเทียบเรือแหลมฉบังไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมาสู่บรรยากาศริมทะเลอีกครั้ง
พี่เมฆหันมายิ้มให้ฉันอย่างจริงใจ “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนะริน หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของพี่ในชั้นศาล เธอไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว”
“ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะพี่เมฆ ถ้าไม่มีพี่ รินคงไม่รู้จะเริ่มต้นแก้ปัญหานี้ยังไง” ฉันยกมือไหว้อย่างซาบซึ้ง
“ไม่ต้องขอบคุณพี่หรอกริน เธอเป็นคนเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวมาก คุณยายวารีมองคนไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกมอบทุกอย่างให้เธอ”
พี่เมฆตบไหล่ฉันเบาๆ ก่อนจะขอตัวเดินไปจัดการเอกสารต่อกับทางเจ้าหน้าที่
ฉันยืนอยู่ตรงลานหน้าอาคารเทียบเรือเพียงลำพัง ลมทะเลพัดผ่านผิวกายเบาๆ
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมที่ฉันเคยหักซิมการ์ดทิ้งออกมาจากกระเป๋า
ในเครื่องนั้น… ยังคงมีข้อความเก่าๆ ที่แม่และพ่อเคยส่งมาตลอดหลายปี
ข้อความทวงเงิน
ข้อความสั่งให้ช่วยเหลือน้อง
และข้อความสุดท้ายที่บอกว่า ‘ลูกของนิต้าเขามีพ่อ’
ฉันกดเลือกข้อความเหล่านั้นทั้งหมด… แล้วกด ‘ลบถาวร’ ออกไปจากความทรงจำ
ไม่มีอะไรที่จะสามารถมาทำร้ายฉันหรือลูกๆ ของฉันได้อีกต่อไปแล้ว
หกเดือนต่อมา ณ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
สายลมหนาวพัดผ่านทิวเขา สวนส้มขนาดใหญ่ยี่สิบไร่กำลังออกผลสีส้มทองอร่ามเต็มต้น
กลิ่นหอมสดชื่นของผลส้มและดอกไม้ป่าตลบอบอวลไปทั่วบริเวณริมแม่น้ำที่ไหลเอื่อยๆ
บ้านพักตากอากาศไม้สักสองชั้นหลังเดิมของคุณยายวารี ได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่จนกลายเป็นบ้านพักที่อบอุ่นและงดงาม
ป้ายไม้สักแกะสลักหน้าบ้านสลักตัวอักษรสีทองไว้อย่างประณีต:
‘บ้านสวนวารี – รินรดา ภาม เพลง’
ศาลแพ่งและศาลอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีมรดกแล้ว
เนื่องจากนิต้าและพ่อแม่ยินยอมคืนเงินมรดกที่เหลืออยู่ และยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแม่ริมกลับคืนมาให้ฉันโดยไม่มีเงื่อนไข
รวมทั้งเงินสดอีกบางส่วนที่ถูกอายัดไว้ได้ทัน
ศาลจึงพิพากษาจำคุกนายเกริกเกียรติและนางพิมพาเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญาไว้เนื่องจากอายุมากและไม่มีประวัติการกระทำความผิดมาก่อน
แต่ทั้งสองคนต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ และไม่มีทรัพย์สินใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ปัจจุบัน พ่อกับแม่ต้องย้ายไปอาศัยอยู่ในห้องเช่าสังกะสีเล็กๆ แถบชานเมือง โดยอาศัยเพียงเบี้ยยังชีพคนชราจากรัฐบาลประทังชีวิตไปวันๆ
ส่วนนิต้า… ศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในข้อหารับของโจรและฟอกเงิน โดยไม่รอลงอาญา
ธเนศ สามีของเธอ หอบเสื้อผ้าหนีหายไปพร้อมกับทิ้งลูกทั้งสองคนไว้ให้สถานสงเคราะห์เด็กและครอบครัวดูแลชั่วคราว
ชีวิตที่เคยสุขสบายบนความทุกข์ของคนอื่น… จบลงด้วยความพังพินาศที่ไม่มีวันกู้คืนได้
ฉันยืนอยู่ที่ระเบียงไม้ชั้นสองของบ้านสวน สูดอากาศบริสุทธิ์ของขุนเขาเข้าลึกจนเต็มปอด
ฉันตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกที่โรงพยาบาลเดิม และย้ายมาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ในตัวเมืองเชียงใหม่
เพื่อที่จะได้มีเวลาดูแลลูกๆ และดูแลสวนส้มมรดกที่คุณยายมอบให้
“แม่ครับ! ดูสิครับ ภามเก็บส้มลูกใหญ่ได้เต็มตะกร้าเลย!”
เสียงเจื้อยแจ้วของน้องภามดังก้องขึ้นมาจากใต้ต้นส้ม
เด็กชายสวมหมวกฟางใบเล็ก ถือตะกร้าหวายที่มีผลส้มสดๆ อยู่เต็มเปี่ยม วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาฉันด้วยรอยยิ้มกว้าง
ข้างๆ กันคือน้องเพลง ที่กำลังวิ่งไล่ตามผีเสื้อสีสวยอย่างมีความสุข
แก้มของลูกทั้งสองคนแดงระเรื่อด้วยสุขภาพที่แข็งแรง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยอิสรภาพและความสุขอย่างแท้จริง
ฉันเดินลงบันไดบ้าน ก้าวเข้าไปอ้าแขนรับร่างเล็กๆ ของลูกชายที่โผเข้ามากอดฉันไว้แน่น
ตามด้วยน้องเพลงที่วิ่งเข้ามากอดเอวฉันอีกข้างหนึ่ง
“เหนื่อยไหมลูก?” ฉันลูบหัวลูกทั้งสองคนด้วยความรักสุดหัวใจ
“ไม่เหนื่อยเลยครับแม่! อยู่ที่นี่สนุกที่สุดในโลกเลยครับ!” ภามเงยหน้าตอบด้วยแววตาเป็นประกาย
“หนูก็ชอบที่นี่ค่ะแม่ มีดอกไม้เยอะแยะเลย แล้วแม่ก็อยู่กับพวกเราตลอดเวลาด้วย” เพลงซบหน้าลงกับตักของฉัน
ฉันก้มลงหอมแก้มลูกทั้งสองคนทีละคน
หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อล้นขึ้นมาในดวงตาของฉันอย่างเงียบๆ
คำพูดของแม่ในวันนั้นที่บอกว่า ‘ครอบครัวที่มีพ่ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตามันมีความหมายมากกว่า’…
ในวันนี้ ฉันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่จริงเลยแม้แต่นิดเดียว
ความสมบูรณ์แบบของครอบครัว… ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคน
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องมีพ่อ มีแม่ ตามค่านิยมจอมปลอมที่สังคมกำหนดขึ้นมา
แต่มันขึ้นอยู่กับ ‘ความรักที่แท้จริง’
ความรักที่ไม่เอาเปรียบ ความรักที่ไม่หลอกลวง และความรักที่พร้อมจะปกป้องดูแลกันในทุกช่วงเวลาของชีวิต
ฉันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามเหนือสวนส้มแม่ริม
สายลมอ่อนๆ พัดผ่านเข้ามา นำพาความอบอุ่นและความสงบสุขมาสู่หัวใจของฉัน
ฉันสัมผัสได้ถึงความรักของคุณยายวารีที่ยังคงโอบกอดพวกเราสามคนแม่ลูกอยู่ตรงนี้เสมอ
ชีวิตที่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบ… มันได้จบสิ้นลงแล้วอย่างสมบูรณ์
และต่อจากนี้ไป บนผืนแผ่นดินอันงดงามแห่งนี้
ฉันจะเลี้ยงดูลูกทั้งสองคนให้เติบโตขึ้นมาด้วยความรัก ความซื่อสัตย์ และความภาคภูมิใจในตัวเอง
โดยไม่มีร่มเงาของความอยุติธรรมใดๆ มาบดบังแสงสว่างในชีวิตของพวกเราได้อีกตลอดกาล.
แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านมู่ลี่ไม้เก่าๆ เข้ามาในห้องนั่งเล่นของบ้านเดิม
ฝุ่นละอองเม็ดเล็กๆ ลอยคว้างอยู่กลางอากาศราวกับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย
ฉันนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้สักของสามีผู้ล่วงลับ
มือขวายังคงถือโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอดับไปแล้ว
บนหน้าจอยังปรากฏคราบรอยนิ้วมือของฉันที่เพิ่งกดพิมพ์ข้อความสุดท้ายส่งไป
“เรื่องนี้นี่แหละ ที่เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง”
เพียงไม่ถึงสิบวินาทีหลังจากข้อความนั้นถูกส่งไป
โทรศัพท์ในมือก็สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่าที่กำลังดิ้นรน
ชื่อของ “พิมพ์” สว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกข้างซ้าย
ก้อนเนื้อร้ายที่ปอดยังคงทำหน้าที่เตือนฉันว่า เวลาของฉันในโลกนี้อาจไม่ได้ยืนยาวเหมือนเดิมอีกต่อไป
ฉันเลื่อนหน้าจอเพื่อกดรับสาย
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ยกโทรศัพท์แนบหู เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธจัดก็ทะลุผ่านลำโพงออกมาทันที
“แม่! แม่เป็นบ้าไปแล้วเหรอ?!”
เสียงของพิมพ์แหลมสูงจนบาดแก้วหู
“แม่ทำแบบนี้ได้ยังไง?! เอาบ้านของหนูกับพี่กวินไปลงประกาศขายในเน็ตแบบนี้เนี่ยนะ?!”
“เพื่อนบ้านกับเพื่อนที่ทำงานของพี่กวินเห็นกันหมดแล้ว! แม่รู้ไหมว่าพวกเราอับอายขายหน้าแค่ไหน?!”
ฉันค่อยๆ ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอย่างช้าๆ
น้ำเสียงของฉันราบเรียบ เยือกเย็น ราวกับผิวน้ำในบึงน้ำลึกที่ไม่มีระลอกคลื่นใดๆ
“พิมพ์”
ปลายสายชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่นิ่งสงบผิดปกติของฉัน
“แม่… แม่รีบโทรไปบอกนายหน้าคนนั้นให้ลบประกาศออกเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“ถ้าแม่ไม่ลบ หนูกับพี่กวินจะขับรถไปหาแม่ที่บ้านเดี๋ยวนี้แหละ!”
“ดีสิ”
ฉันตอบกลับไปสั้นๆ
“มาสิ แม่ก็กำลังรอพวกเธออยู่พอดี”
“เตรียมพาแม่ของกวินมาด้วยล่ะ ไหนๆ ก็จะคุยเรื่องบ้านแล้ว ก็คุยกันให้หมดทุกคนไปเลย”
“แม่! แม่จะอะไรกับแม่พี่กวินนักหนา?!”
พิมพ์ตะคอกกลับมาอย่างหงุดหงิด
“แค่เรื่องแม่ไม่ได้นอนค้างสามคืน แม่ถึงกับต้องทำลายชีวิตคู่ของหนูเลยเหรอ?!”
“ทำไมแม่ถึงกลายเป็นคนใจแคบและเห็นแก่ตัวขนาดนี้?!”
คำว่า ‘ใจแคบและเห็นแก่ตัว’ ดังก้องอยู่ในหูของฉัน
หัวใจของฉันที่คิดว่าด้านชาไปแล้วกลับรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาราวกับถูกเข็มเล่มยาวแทงทะลุ
ผู้หญิงที่ยอมทำงานหนักวันละสิบสี่ชั่วโมงเพื่อส่งเสียลูกสาวคนนี้เรียนจนจบปริญญาโท
ผู้หญิงที่ยอมขายสร้อยทองเส้นสุดท้ายเพื่อเป็นทุนตั้งตัวให้ลูกสาวเปิดร้านเสื้อผ้า
ผู้หญิงที่ยอมเอาเงินก้อนสุดท้ายที่แลกมาด้วยชีวิตของสามีไปซื้อบ้านหลังใหญ่ให้ลูกมีหน้ามีตาในสังคม
วันนี้… กลับกลายเป็นคน ‘ใจแคบและเห็นแก่ตัว’ ในสายตาของลูกสาวแท้ๆ
“มาที่นี่เถอะพิมพ์”
ฉันเอ่ยขึ้นเบาๆ
“แม่มีเอกสารสำคัญบางอย่างอยากให้เธอดูด้วยตาตัวเอง”
ฉันกดตัดสายทันทีโดยไม่รอฟังคำด่าทอใดๆ อีก
ฉันวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะไม้
จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินไปที่โต๊ะหมู่บูชาที่มีรูปถ่ายของสามีตั้งอยู่
ในรูปภาพ เขากำลังส่งยิ้มอย่างอ่อนโยน
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าตัวโปรดที่ฉันเป็นคนรีดให้ในวันครบรอบแต่งงานปีที่ยี่สิบห้า
“คุณคะ…”
ฉันเอื้อมมืออันเหี่ยวย่นไปลูบกรอบรูปกระจกอย่างแผ่วเบา
“ฉันขอโทษนะที่ฉันดูแลมรดกชิ้นสุดท้ายของคุณได้ไม่ดี”
“ฉันคิดว่าการมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูก จะทำให้ลูกมีความสุขและรักเรา”
“แต่ฉันเพิ่งเข้าใจในวันนี้เอง… ว่าความรักที่ให้ไปจนหมดตัว มันไม่ได้สร้างความกตัญญูเลย”
“มันสร้างได้แค่ ‘ความละโมบ’ เท่านั้น”
หยดน้ำตาอุ่นๆ หยดแหมะลงบนกระจกกรอบรูป
ฉันรีบยกหลังมือขึ้นปาดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
วันนี้ฉันจะไม่มีวันหลั่งน้ำตาให้พวกเขากลืนกินความอ่อนแอของฉันอีกต่อไป
ฉันเดินกลับไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะขึ้นมาจากลิ้นชัก
ภายในนั้น บรรจุสัญญาเงินกู้ระหว่างคนในครอบครัวที่มีลายมือชื่อของพิมพ์ประทับไว้อย่างชัดเจน
ยังมีสลิปการโอนเงินจำนวนสิบสี่ล้านบาทจากบัญชีของฉันโดยตรงเข้าสู่บัญชีของโครงการบ้านจัดสรร
และเอกสารคำฟ้องร้องที่ฉันให้ทนายความประจำตระกูลร่างไว้ตั้งแต่เมื่อเช้าตรู่
ประมาณสี่สิบนาทีต่อมา
เสียงเครื่องยนต์รถยุโรปคันหรูของกวินก็ดังกระหึ่มขึ้นที่หน้าประตูรั้วบ้านไม้ของฉัน
เสียงเบรกดังเอี๊ยดอย่างรุนแรง บ่งบอกถึงอารมณ์อันเดือดดาลของคนขับ
ปัง!
เสียงปิดประตูรถดังลั่นจนนกที่เกาะอยู่บนต้นมะม่วงหน้าบ้านตกใจบินหนี
ไม่กี่อึดใจ ประตูไม้หน้าบ้านของฉันก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะขออนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น
พิมพ์ก้าวฉับๆ เข้ามาในบ้าน ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
ตามหลังมาด้วยกวิน ลูกเขยวัยสามสิบห้าปีที่สวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมสีขาว
และคนสุดท้ายที่เดินเชิดหน้าตามเข้ามาอย่างเย่อหยิ่ง ก็คือ “นางวรรณา” แม่ของกวิน
นางวรรณาสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้ม คล้องสร้อยทองเส้นโตที่ลำคอ และสวมแหวนเพชรเม็ดเป้งเกือบทุกนิ้ว
เธอปรายสายตามองสภาพบ้านไม้หลังเก่าของฉันด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“แม่!”
พิมพ์ตะเบ็งเสียงขึ้นมาทันทีที่เห็นฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
“แม่ลบประกาศขายบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ! รู้ไหมว่าพี่กวินเขาเสียหน้าแค่ไหน?!”
“เพื่อนในกลุ่มธุรกิจของเขาโทรมาถามกันไม่หยุดว่าทำไมถึงต้องขายบ้านด่วนแบบนี้!”
“เขาคิดว่าครอบครัวเรากำลังจะล้มละลายกันหมดแล้ว!”
ฉันนั่งนิ่ง มองดูลูกสาวที่กำลังเต้นเร่าๆ อยู่ตรงหน้า
กวินเดินเข้ามาประชิดโต๊ะ เขาวางท่าเป็นผู้ดีมีการศึกษา แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความกดดัน
“คุณแม่ครับ ผมว่าคุณแม่ทำเกินไปจริงๆ นะครับ”
กวินเอ่ยปากพูดพลางปรับเนคไทของตัวเอง
“บ้านหลังนั้น ถึงแม้ตอนแรกคุณแม่จะมีส่วนช่วยเรื่องเงินดาวน์หรืออะไรก็แล้วแต่…”
“แต่ตอนนี้มันเป็นชื่อของผมกับพิมพ์ร่วมกันตามกฎหมายแล้วนะครับ”
“คุณแม่ไม่มีสิทธิ์เอาทรัพย์สินของคนอื่นไปโพสต์ขายแบบนี้ มันผิดกฎหมายฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์นะครับคุณแม่”
ฉันมองหน้าลูกเขยที่กำลังสั่งสอนฉันเรื่องกฎหมาย
“เงินดาวน์หรืออะไรก็แล้วแต่งั้นเหรอ?”
ฉันทวนคำพูดของเขาเบาๆ
“กวิน… เธอจำได้ไหมว่าบ้านหลังนั้นราคาเท่าไหร่?”
กวินชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเชิดหน้าตอบ
“สิบสี่ล้านครับ”
“แล้วเธอออกเงินไปกี่บาทในสิบสี่ล้านนั้น?”
คราวนี้กวินหน้าตึงขึ้นมาทันที ริมฝีปากของเขาเม้มแน่น
นางวรรณาที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบแทรกตัวขึ้นมาทันควัน เธอส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ
“แหม คุณพี่นงลักษณ์คะ จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรกันตอนนี้ล่ะคะ?”
นางวรรณากอดอก กวาดสายตามองไปรอบบ้านไม้ของฉัน
“ลูกสาวคุณพี่แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลรัตนเดชของเรา ฝ่ายหญิงให้สินเดิมเป็นบ้านสักหลัง มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนมีหน้ามีตาไม่ใช่เหรอคะ?”
“ตระกูลของเรามีทั้งชื่อเสียง มีทั้งเกียรติยศ การที่ลูกชายดิฉันยอมจดทะเบียนสมรสกับลูกสาวคุณพี่ ก็ถือว่าเป็นบุญหัวของลูกสาวคุณพี่มากแค่ไหนแล้ว!”
“บุญหัวงั้นเหรอ?”
ฉันแค่นยิ้มออกมาอย่างเย็นชา
“ชื่อเสียงเกียรติยศของตระกูลเธอเนี่ยนะ ที่ทำให้ลูกชายเธอต้องมาเกาะชายกระโปรงลูกสาวฉันกิน?”
“นี่คุณพี่พูดจาให้มันดีๆ นะคะ!”
นางวรรณาแผดเสียงขึ้นมา ชี้หน้าฉันอย่างลืมตัว
“ลูกชายดิฉันจบเมืองนอก มีการมีงานทำ เป็นถึงผู้จัดการฝ่ายขาย! ไม่เคยต้องไปเกาะใครกิน!”
“แล้วทำไมบ้านสิบสี่ล้าน ถึงไม่มีชื่อตระกูลรัตนเดชจ่ายแม้แต่สตางค์แดงเดียวล่ะ?”
ฉันถามกลับไปตรงๆ
“แม้แต่ค่าโอนในวันนั้น ฉันก็เป็นคนรูดบัตรจ่ายไปสองแสนกว่าบาท!”
“แม่!”
พิมพ์ตวาดลั่นแทรกขึ้นมา เธอเดินเข้ามายืนขวางหน้านางวรรณาไว้ ราวกับกำลังปกป้องแม่สามีสุดชีวิต
“แม่หยุดพูดจาดูถูกพี่กวินกับคุณแม่เดี๋ยวนี้นะ!”
“ที่พี่กวินเขาไม่มีเงินสดก้อนใหญ่ตอนนั้น เพราะเขาต้องเอาเงินไปหมุนในธุรกิจของเขาต่างหาก!”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่แม่เอาบ้านไปประกาศขาย?! แม่แค้นฝังหุ่นอะไรนักหนากับอีแค่เรื่องห้องนอน?!”
พิมพ์ชี้นิ้วมาที่ฉัน ดวงตาของเธอแดงก่ำด้วยความโมโห
“หนูก็บอกแล้วไงว่าถ้าแม่จะมา หนูก็ปูที่นอนบนโซฟาให้แล้ว! แม่จะเอาอะไรอีก?!”
“โซฟาห้องนั่งเล่นตัวละแสนห้า หนังแท้ นุ่มสบายกว่าฟูกเก่าๆ ของแม่ที่บ้านนี้ตั้งเยอะ!”
“แม่ของพี่กวินท่านแก่แล้ว กระดูกกระเดี้ยวไม่ดี ท่านสมควรได้นอนในห้องนอนใหญ่ที่มีแอร์ มีเตียงหนานุ่ม!”
“ส่วนแม่… แม่ก็ยังแข็งแรงดี เดินเหินได้ปกติ แค่นอนโซฟาสามคืน มันจะตายเลยเหรอแม่?!”
‘แค่นอนโซฟาสามคืน มันจะตายเลยเหรอแม่’
คำพูดนี้กระแทกเข้ากลางใจของฉันอย่างจัง
ฉันค่อยๆ หยิบแผ่นกระดาษรายงานผลตรวจทางการแพทย์สีขาวแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากซองเอกสาร
ฉันเลื่อนมันไปตรงหน้าพิมพ์ช้าๆ
“อ่านดูสิพิมพ์”
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งจนน่ากลัว
“อ่านดูว่าแม่ของเธอกำลังจะตายหรือยัง”
พิมพ์ขมวดคิ้ว เธอก้มมองกระดาษแผ่นนั้นอย่างไม่สบอารมณ์
แต่เพียงแค่สายตาของเธอไล่อ่านไปตามตัวอักษรภาษาอังกฤษและข้อความสรุปผลของแพทย์
ใบหน้าที่เคยโกรธเกรี้ยวของพิมพ์ก็ค่อยๆ ซีดเผือดลงทีละน้อย
“สงสัยเป็นก้อนเนื้องอกเนื้อร้ายที่กลีบปอดขวา… ขนาด 3.5 เซนติเมตร… นัดตรวจชิ้นเนื้อด่วน…”
พิมพ์พึมพำข้อความเหล่านั้นออกมาด้วยริมฝีปากที่สั่นเทา
เธอยกมือขึ้นทาบอก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“แม่… นี่มัน…”
กวินกับนางวรรณาชะโงกหน้าเข้ามาดูเอกสารเช่นกัน
แต่สีหน้าของนางวรรณากลับเปลี่ยนจากความตกใจกลายเป็นความเย้ยหยันในพริบตา
“โอ๊ย คุณพี่คะ”
นางวรรณาโบกมือไปมาอย่างไม่ยี่หระ
“คนแก่สมัยนี้ ตรวจอะไรก็เจอโรคทั้งนั้นแหละค่ะ ก้อนเนื้อแค่นี้ หมอเขาก็เขียนให้มันดูน่ากลัวไปงั้นเองเพื่อจะเก็บค่ารักษาแพงๆ”
“คุณพี่อย่าเอาเรื่องป่วยมาเรียกร้องความสนใจจากลูกเต้าเลยค่ะ มันดูไม่ค่อยงามเท่าไหร่นะคะ”
ฉันหันไปจ้องหน้านางวรรณา ดวงตาของฉันแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
“คนที่ไม่ป่วย ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันตายนะคุณวรรณา”
“โดยเฉพาะคนที่จิตใจชั่วช้า ชอบเบียดเบียนคนอื่น… ระวังเวรกรรมมันจะตามทันเร็วกว่าก้อนมะเร็งของฉันก็แล้วกัน”
“นี่คุณพี่แช่งดิฉันเหรอ?!”
นางวรรณาทำท่าจะปรี่เข้ามาเอาเรื่อง แต่กวินรีบดึงแขนแม่ของเขาไว้
กวินหันมามองฉันด้วยสีหน้าที่พยายามทำเป็นเห็นอกเห็นใจ แต่แววตากลับแฝงความหงุดหงิด
“คุณแม่ครับ ถ้าคุณแม่ป่วยจริงๆ คุณแม่ก็บอกพวกเราตรงๆ สิครับ ไม่เห็นต้องทำเรื่องให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เลย”
“ผมบอกตรงๆ นะครับ แม่ผมมาพักที่บ้านเรา เพราะท่านเพิ่งหายจากอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ท่านเดินขึ้นลงบันไดลำบาก เราถึงให้ท่านนอนห้องข้างล่าง”
“ถ้าคุณแม่จะมาตรวจโรงพยาบาลจริงๆ ผมออกค่าโรงแรมห้าดาวแถวนั้นให้คุณแม่สามคืนเลยก็ได้ครับ ถือว่าผมช่วยดูแลคุณแม่ ดีไหมครับ?”
คำว่า ‘ออกค่าโรงแรมให้’ หลุดออกมาจากปากของลูกเขยที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ฉันซื้อ
ช่างเป็นความกรุณาที่น่าหัวเราะเยาะยิ่งนัก
“ไม่ต้องหรอกกวิน”
ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง
“เงินของเธอ เก็บเอาไว้จ่ายค่าทนายความของเธอเถอะ”
กวินขมวดคิ้วแน่น
“ค่าทนายอะไรครับคุณแม่?”
ฉันหยิบเอกสารสัญญาเงินกู้และข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์บ้านออกมาวางทับใบตรวจสุขภาพทันที
เสียงกระดาษกระทบโต๊ะดังเผียะ!
“พิมพ์ เธอคงยังไม่ลืมเอกสารฉบับนี้ใช่ไหม?”
ฉันชี้ไปที่กระดาษที่มีลายมือชื่อของพิมพ์ตัวโตๆ
พิมพ์ก้มมองเอกสารฉบับนั้น ใบหน้าของเธอเปลี่ยนจากสีซีดกลายเป็นขาวเผือดราวกับคนไม่มีเลือด
“นี่มัน… สัญญากู้ยืมเงิน…”
“ใช่ สัญญากู้ยืมเงินสิบสี่ล้านบาท”
ฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเฉียบขาด
“ในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เงินสิบสี่ล้านบาทที่แม่จ่ายไป เป็นเงินยืมเพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยให้เธอคนเดียว”
“และมีเงื่อนไขว่า ห้ามทำการโอนกรรมสิทธิ์ร่วม ห้ามจำนอง และห้ามเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดเด็ดขาด หากไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากแม่”
ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับกวินตรงๆ
“แต่เมื่อหกเดือนก่อน พวกเธอสองคนแอบไปทำเรื่องที่สำนักงานที่ดิน ใส่ชื่อของกวิน รัตนเดช เข้าไปเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดที่ดิน!”
“พวกเธอคิดว่าฉันแก่แล้ว คงจะนอนรอความตายอยู่ที่บ้านหลังนี้โดยไม่รู้อะไรเลยงั้นสิ?!”
กวินหน้าถอดสีทันที เขามองหน้าพิมพ์อย่างเลิ่กลั่ก
“แม่…”
พิมพ์พยายามจะอธิบาย น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“ตอนนั้นพี่กวินเขาต้องใช้ชื่อร่วมเพื่อไปยื่นขอสินเชื่อขยายสาขาร้านเสื้อผ้าของหนู… หนูไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังแม่นะแม่!”
“แต่หนูกลัวแม่ไม่เข้าใจ หนูกลัวแม่จะคิดมาก!”
“ใช่! ฉันคิดมาก!”
ฉันตวาดลั่น เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ฉันขึ้นเสียงใส่ลูกสาว
“และสิ่งที่ฉันคิด มันก็ถูกต้องทุกอย่าง!”
“ทันทีที่ชื่อของกวินเข้าไปอยู่ในโฉนด บ้านหลังนั้นก็กลายเป็น ‘บ้านของพวกเธอ’ ทันที!”
“แม่ของกวินเดินเชิดหน้าเข้ามาอยู่ราวกับเป็นเจ้าของคฤหาสน์!”
“แต่พอฉัน… คนที่จ่ายเงินสดสิบสี่ล้าน ขอไปนอนพักแค่สามคืนเพื่อตรวจมะเร็ง…”
“พวกเธอกลับส่งฉันไปนอนที่โซฟา!”
“พวกเธอยังมีหัวใจความเป็นคนอยู่ไหม?!”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนั่งเล่นในทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างโกรธจัดของฉันที่ดังก้อง
พิมพ์ยืนก้มหน้านิ่ง ร้องไห้สะอึกสะอื้น
แต่นางวรรณากลับไม่ยอมแพ้ เธอแผดเสียงหัวเราะเยาะขึ้นมาอีกครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความผิด
“โอ๊ย! สัญญาประสาอะไรกันในครอบครัวคะคุณพี่?!”
นางวรรณาก้าวเข้ามากอดอกประจันหน้ากับฉัน
“แม่ให้เงินลูกไปซื้อบ้าน พอมีปัญหาก็จะมาทวงคืนเนี่ยนะ? ไปฟ้องศาล ศาลที่ไหนเขาจะรับฟ้อง!”
“ตามกฎหมาย เขาถือว่าให้โดยเสน่หาค่ะคุณพี่! ในโฉนดก็เป็นชื่อของลูกชายดิฉันกับลูกสาวคุณพี่อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว!”
“คุณพี่ไม่มีสิทธิ์เอาบ้านหลังนั้นไปขายหรอกค่ะ ประกาศขายอะไรนั่นมันก็แค่ขยะแผ่นหนึ่งเท่านั้นแหละ!”
กวินได้ยินแม่ของตัวเองพูดหนุนหลังเช่นนั้น เขาก็เริ่มได้ใจ สีหน้าของเขากลับมามั่นใจอีกครั้ง
“ใช่ครับคุณแม่ สัญญาเงินกู้แบบนี้ระหว่างแม่กับลูก ศาลมักจะมองว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางการให้โดยเสน่หาเพื่อเลี่ยงภาษี”
“ถ้าคุณแม่จะฟ้องร้องจริงๆ มันต้องใช้เวลาสู้คดีกันอีกหลายปีนะครับ”
“สุขภาพของคุณแม่ตอนนี้… จะอยู่รอฟังคำพิพากษาไหวเหรอครับ?”
คำพูดของกวินเต็มไปด้วยความอำมหิตและเลือดเย็นอย่างถึงที่สุด
เขากำลังข่มขู่ฉันด้วยความตายของฉันเอง
พิมพ์เงยหน้าขึ้นมองสามีของเธอด้วยความตกใจ
“พี่กวิน… ทำไมพี่พูดกับแม่แบบนั้นล่ะ?”
“พิมพ์เงียบไปเลย!”
กวินตวาดใส่ภรรยาของเขาอย่างไม่ไว้หน้า
“ถ้าเรายอมแพ้ตอนนี้ เราสองคนจะเอาหน้าที่ไหนไปมองคนอื่น?! บ้านหลังนั้นมีมูลค่าเกือบยี่สิบล้านแล้วในตอนนี้ แม่เธอจะมายึดคืนไปง่ายๆ ได้ยังไง?!”
ฉันมองดูลูกเขยที่เผยธาตุแท้ออกมาจนหมดเปลือก
และมองดูลูกสาวที่ยืนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะปกป้องแม่ของตัวเอง
ฉันไม่โกรธอีกต่อไปแล้ว
ในหัวใจของฉัน ตอนนี้มันมีแต่ความเย็นชาและความว่างเปล่า
“กวิน”
ฉันเอ่ยชื่อเขาช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
“เธอคิดว่าฉันไม่มีปัญญาอยู่รอฟังคำพิพากษางั้นเหรอ?”
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาใครคนหนึ่ง
ฉันเปิดลำโพงให้ทุกคนในห้องได้ยินพร้อมกัน
เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงสองครั้ง ปลายสายก็กดรับทันที
“สวัสดีครับคุณป้านงลักษณ์ ผมทนายวิทูรครับ”
เสียงทุ้มหนักแน่นและทรงพลังของทนายความชื่อดังระดับประเทศดังออกมาจากลำโพง
กวินและนางวรรณาถึงกับสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินชื่อ ‘ทนายวิทูร’
เพราะวิทูรคือทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีมรดกและทรัพย์สินที่ไม่เคยแพ้คดีแม้แต่ครั้งเดียว และค่าจ้างของเขาสูงลิบลิ่วจนคนธรรมดาไม่มีทางเอื้อมถึง
“ทนายวิทูรคะ”
ฉันพูดกับปลายสายด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท
“เรื่องคำฟ้องยื่นขอเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ และการบังคับคดีตามสัญญากู้ยืมเงินสิบสี่ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี…”
“ดำเนินการไปถึงไหนแล้วคะ?”
“ผมยื่นคำฟ้องต่อศาลแพ่งไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เก้าโมงเช้าครับคุณป้า”
ทนายวิทูรตอบกลับมาอย่างชัดเจน
“และเนื่องจากเรามีหลักฐานการโอนเงินที่ชัดเจน สัญญาเงินกู้ที่มีพยานรับรองอย่างถูกต้อง และหลักฐานการแอบโอนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์โดยมิชอบ…”
“ศาลได้มีคำสั่งรับฟ้อง และอนุมัติคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินแล้วครับ”
“คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเหรอครับ?!”
กวินโพล่งออกมาด้วยความตกใจอย่างขีดสุด
ทนายวิทูรพูดต่อผ่านลำโพงโดยไม่สนใจเสียงของกวิน
“ครับ ศาลมีคำสั่งให้อายัดโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวทันที ห้ามทำนิติกรรมใดๆ ทั้งสิ้น”
“และในขณะนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีพร้อมหมายศาล กำลังเดินทางไปที่บ้านหลังนั้น เพื่อปิดหมายอายัดและสั่งให้ผู้ที่อยู่อาศัยทุกคนย้ายออกภายในเจ็ดวันครับ!”
เพล้ง!
แก้วน้ำที่นางวรรณาถืออยู่ในมือตกลงพื้นแตกกระจาย
ใบหน้าของนางวรรณาซีดเผือดจนแทบจะเป็นลมล้มพับลงไปกับพื้น
ส่วนกวิน… เข่าของเขาอ่อนแรงจนต้องเอามือยันโต๊ะไว้เพื่อไม่ให้ทรุดลงไป
“ไม่… ไม่จริง…”
กวินพึมพำออกมาอย่างคนเสียสติ
ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ทอดสายตามองคนทั้งสามคนที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้า
“พวกเธอถามว่าฉันใจแคบและเห็นแก่ตัวใช่ไหม?”
ฉันก้าวเดินเข้าไปใกล้พวกเขาทีละก้าว
“งั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะแสดงให้พวกเธอเห็น… ว่าเวลาที่คนแก่คนนี้เห็นแก่ตัวขึ้นมาจริงๆ…”
“มันจะทำให้พวกเธอเจ็บปวดได้ขนาดไหน!”
บทที่ 3
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมบ้านไม้หลังเก่าจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาบนฝาผนังที่กำลังเดินเป็นจังหวะ
ติ๊ก… ต็อก… ติ๊ก… ต็อก…
เสียงนั้นดังก้องราวกับเสียงนับถอยหลังสู่วันหายนะของครอบครัวรัตนเดช
“คุณแม่ครับ!”
กวินเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา
ความเย่อหยิ่ง ทะนงตน และท่าทีผู้ดีมีตระกูลที่เขาเคยใช้ข่มฉันมลายหายไปจนหมดสิ้น
เขาก้าวเข้ามายกมือไหว้ฉันอย่างลนลาน เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผากและขมับจนเสื้อเชิ้ตสีขาวเริ่มเปียกชุ่ม
“คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ เรื่องนี้มันเป็นการเข้าใจผิดกันจริงๆ นะครับคุณแม่!”
“เข้าใจผิดงั้นเหรอ?”
ฉันถามพลางปรายสายตามองมือที่สั่นเทาของเขา
“เมื่อกี้เธอยังบอกอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ว่าฉันไม่มีสิทธิ์ และสัญญาของฉันเป็นแค่เศษขยะ?”
“ผม… ผมพูดไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบครับคุณแม่!”
กวินรีบแก้ตัวอย่างละล่ำละลัก
“ผมเครียดเรื่องงานมากเกินไป ผมขอโทษครับคุณแม่! คุณแม่ถอนฟ้องเถอะนะครับ!”
“ถ้ามีหมายอายัดไปแปะหน้าบ้าน ชื่อเสียงของผมในวงการธุรกิจจะพังพินาศหมดเลยนะครับคุณแม่! ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายของผม… บริษัทต้องปลดผมออกแน่ๆ!”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ?”
ฉันตอบกลับไปอย่างเย็นชา
“ตอนที่พวกเธอขับไล่ฉันไปนอนโซฟา ตอนที่แม่ของเธอถามว่าฉันไม่มีบ้านอยู่หรือไง… พวกเธอเคยคิดถึงความรู้สึกของฉันไหม?”
“พวกเธอเคยคิดไหมว่าคนแก่อายุหกสิบที่มีก้อนเนื้อร้ายในปอด จะรู้สึกยังไงเมื่อถูกลูกในไส้เขี่ยทิ้งเหมือนขยะ?!”
นางวรรณาที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ รีบปรี่เข้ามาจับแขนฉันไว้
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วพริบตา
“โถ… คุณพี่นงลักษณ์ขา!”
นางวรรณาบีบน้ำตาออกมาอย่างรวดเร็ว เสียงของเธอสั่นเครือและอ่อนหวานจนน่าสะอิดสะเอียน
“น้องผิดไปแล้วค่ะคุณพี่! น้องมันปากพล่อย น้องมันคนแก่กะโหลกกะลา พูดจาไม่คิดเองค่ะ!”
“คุณพี่อย่าถือโทษโกรธน้องเลยนะคะ! บ้านหลังนั้น… น้องจะรีบเก็บของย้ายออกเดี๋ยวนี้เลยค่ะ! น้องจะไม่ไปเหยียบที่นั่นอีกแล้ว!”
“คุณพี่ให้ลูกๆ เขาได้อยู่กันอย่างสงบเถอะนะคะ ถือว่าเห็นแก่ความรักของเด็กสองคนเถอะค่ะคุณพี่!”
ฉันสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของนางวรรณาอย่างแรงจนเธอเซถอยหลังไปหลายก้าว
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!”
ฉันตวาดเสียงกร้าว
“ตอนที่เธอเข้ามาบ้านฉันเมื่อกี้ เธอยังเหยียดหยามบ้านไม้ของฉันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?!”
“เธอยังบอกอยู่เลยไม่ใช่เหรอว่าลูกสาวฉันมีบุญหัวที่ได้แต่งเข้าตระกูลของเธอ?!”
“ตอนนี้เป็นยังไงล่ะ? ตระกูลผู้ดีแปดสาแหรกของเธอ กำลังจะต้องไปนอนข้างถนนเพราะไม่มีปัญญาจ่ายหนี้สิบสี่ล้านบาทแล้วใช่ไหม?!”
หน้าของนางวรรณาชาดิกราวกับถูกตบฉาดใหญ่กลางสี่แยก
เธออับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่ด้วยความกลัวว่าจะสูญเสียบ้านหรูหลังนั้นไป เธอจึงทำได้เพียงก้มหน้าและส่งเสียงสะอื้นเบาๆ
พิมพ์ที่ยืนเงียบอยู่นาน เดินเข้ามากอดขาของฉันไว้ทั้งสองข้าง
เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นไม้ ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน
“แม่… หนูขอร้องล่ะแม่…”
พิมพ์เงยหน้าที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและมาสคาร่าขึ้นมองฉัน
“หนูรู้ว่าหนูผิดไปแล้ว หนูเป็นลูกเนรคุณ หนูไม่ได้ดูแลแม่ให้ดี…”
“แต่แม่คะ… ถ้าแม่ยึดบ้านคืนไป หนูกับพี่กวินจะไปอยู่ที่ไหนล่ะแม่?”
“เงินเก็บทั้งหมดของหนู หนูก็เอาไปลงกับร้านเสื้อผ้าหมดแล้ว และตอนนี้ร้านก็กำลังขาดทุน…”
“ถ้าพี่กวินโดนไล่ออกจากงานอีก พวกเราจะเอาเงินที่ไหนมากินมาใช้ล่ะแม่?!”
ฉันก้มมองลูกสาวคนเดียวที่ฉันเคยรักยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง
ในอดีต เวลาที่พิมพ์หกล้ม มีบาดแผล หรือร้องไห้ หัวใจของฉันจะเจ็บปวดรวดร้าวราวกับมีใครเอามีดมากรีด
ฉันพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อเช็ดน้ำตาให้เธอ เพื่อให้เธอกลับมายิ้มได้อีกครั้ง
แต่ในวันนี้… เมื่อมองดูน้ำตาของเธอ
ฉันกลับมองเห็นแต่ความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหยดน้ำตาเหล่านั้น
เธอไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจที่ทำร้ายจิตใจของฉัน
เธอไม่ได้ร้องไห้เพราะเป็นห่วงว่าแม่ของเธอเป็นมะเร็งปอด
แต่เธอร้องไห้… เพราะเธอกำลังจะสูญเสียความสะดวกสบาย สูญเสียหน้าตาในสังคม และสูญเสียเงินทองที่เธอเคยฮุบเอาไปต่างหาก!
“พิมพ์”
ฉันดึงขาของตัวเองออกจากการสวมกอดของเธออย่างช้าๆ แต่เด็ดขาด
“ตอนที่พ่อของเธอป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งตับเมื่อเจ็ดปีก่อน… เธอจำได้ไหมว่าพวกเราลำบากกันแค่ไหน?”
พิมพ์ชะงักไป ดวงตาเบิกกว้าง
“แม่ต้องขายที่ดินมรดก ขายทอง ขายรถ เพื่อเอาเงินมารักษาพ่อของเธอ”
ฉันพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยจากความทรงจำอันเจ็บปวด
“วันสุดท้ายที่พ่อเธอจะจากไป พ่อจับมือแม่ไว้แล้วบอกว่า ‘ดูแลลูกให้ดีนะ อย่าให้ลูกต้องลำบาก'”
“แม่จำคำพูดนั้นได้ขึ้นใจ แม่ถึงยอมประหยัดทุกบาททุกสตางค์ เสื้อผ้าใหม่แม่ไม่เคยซื้อ ของกินดีๆ แม่ไม่เคยแตะ เพื่อเก็บเงินก้อนนั้นไว้ให้เธอ”
“แม่ซื้อบ้านหลังนั้นให้เธอ เพราะแม่หวังว่าในบั้นปลายชีวิต… แม่จะมีที่พึ่งพิงเล็กๆ ให้ได้อุ่นใจ”
“แม่ไม่ได้ต้องการให้เธอมาปรนนิบัติดูแลอะไรแม่มากมายหรอกพิมพ์”
“แม่แค่ขอ… ขอแค่ห้องเล็กๆ สักห้อง มีเตียงธรรมดาๆ ให้แม่ได้นอนพักเวลาที่แม่เหนื่อยล้าจากการไปหาหมอ”
“แต่สิ่งที่เธอตอบแทนแม่… คือการให้แม่ไปนอนบนโซฟาห้องนั่งเล่น”
“ในขณะที่แม่ของคนอื่น… ได้นอนเสวยสุขอยู่บนเตียงหนานุ่มในห้องนอนใหญ่!”
น้ำตาของพิมพ์ไหลพราก เธอส่ายหน้าไปมาอย่างสิ้นหวัง
“แม่… หนูไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ นะแม่… หนูนึกว่าแม่นอนโซฟาได้…”
“พอได้แล้วพิมพ์!”
ฉันตัดบทด้วยเสียงอันดัง
“อย่ามาแก้ตัวให้มันดูน่าสมเพชไปกว่านี้เลย”
“ความกตัญญูที่แท้จริง มันไม่ต้องรอให้แม่มาขอร้องหรอก”
“ถ้าในใจของเธอมีแม่จริงๆ เธอจะไม่มีวันปล่อยให้แม่ของเธอนอนบนโซฟาตั้งแต่แรกแล้ว!”
ในขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของกวินก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ
กวินสะดุ้งสุดตัว เขารีบล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นหวาดผวาอย่างรุนแรง
“คุณแม่… นิติบุคคลหมู่บ้านโทรมาครับ…”
กวินกดรับสายด้วยมือที่สั่นเทา
“ฮะ… ฮัลโหล ครับ…”
ปลายสายพูดอะไรบางอย่างด้วยความรวดเร็วและตื่นตระหนก
เสียงนั้นดังพอที่จะเล็ดลอดออกมาให้คนในห้องได้ยิน
“คุณกวินครับ! ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่บังคับคดีพร้อมตำรวจและทนายความมาที่หน้าบ้านของคุณครับ!”
“พวกเขาเอาหมายศาลมาปิดที่ประตูรั้วหน้าบ้าน และกำลังจะทำการเปลี่ยนกุญแจรั้วทั้งหมดครับ!”
“พวกเขาบอกว่าบ้านหลังนี้ถูกอายัดตามคำสั่งศาล ห้ามใครเข้าไปข้างในเด็ดขาดครับคุณกวิน!”
“อะไรนะ?!”
กวินกรีดร้องออกมาอย่างลืมตัว
“อย่าเพิ่งปิดนะ! ทรัพย์สินของผม ของแบรนด์เนม และเอกสารสำคัญของผมยังอยู่ในบ้านหมดเลย!”
“เจ้าหน้าที่บอกว่าให้เวลาเข้ามาขนย้ายเฉพาะของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นภายในวันพรุ่งนี้ โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ควบคุมครับคุณกวิน ไม่อย่างนั้นจะถือว่าบุกรุกสถานที่ที่ถูกอายัดครับ!”
สายถูกตัดไปในทันที
กวินปล่อยโทรศัพท์มือถือหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย
เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆ พิมพ์อย่างหมดสภาพ
“จบแล้ว… ทุกอย่างพังหมดแล้ว…”
กวินพึมพำออกมาอย่างคนไร้สติ
นางวรรณาเมื่อได้ยินว่าบ้านถูกปิดและมีตำรวจไปล้อมไว้ เธอก็หวีดร้องออกมาแล้วเป็นลมล้มพับลงไปกับพื้นจริงๆ
พิมพ์รีบคลานเข้าไปประคองแม่สามีด้วยความตกใจ
“คุณแม่คะ! คุณแม่เป็นอะไรไปคะ?!”
ภาพความโกลาหลตรงหน้า ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกสงสารหรือสะใจเลยแม้แต่น้อย
มันมีเพียงความเวทนาต่อความโง่เขลาของมนุษย์เท่านั้น
“พิมพ์”
ฉันเรียกชื่อเธอเป็นครั้งสุดท้าย
พิมพ์หันกลับมามองฉันด้วยแววตาที่แตกสลาย
“พากันออกไปจากบ้านของแม่ได้แล้ว”
ฉันชี้ไปที่ประตูหน้าบ้าน
“ไปเก็บข้าวของของพวกเธอออกจากบ้านหลังนั้นซะ”
“ส่วนเงินสิบสี่ล้านบาท ทนายวิทูรจะดำเนินการขายทอดตลาดบ้านหลังนั้นตามคำสั่งศาล”
“หลังจากหักเงินต้นและดอกเบี้ยที่พวกเธอต้องชดใช้ให้ฉันแล้ว ถ้ามีเงินเหลือแม้แต่บาทเดียว… ฉันจะยกให้เธอไปตั้งตัวใหม่”
“แต่ถ้าไม่พอ… ทนายของฉันจะดำเนินการยึดทรัพย์สินส่วนอื่นของกวินต่อไปจนกว่าจะครบทุกบาททุกสตางค์!”
“แม่!”
พิมพ์ร้องไห้โฮ พยายามจะเอื้อมมือมาหาฉันอีกครั้ง
“แม่จะตัดแม่ตัดลูกกับหนูจริงๆ เหรอแม่?!”
ฉันจ้องมองดวงตาของลูกสาวตรงๆ
“คนที่ตัดขาดความเป็นแม่ลูก… ไม่ใช่แม่หรอกพิมพ์”
ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นที่สุดในชีวิต
“แต่เป็นตัวเธอเอง… ที่ตัดมันทิ้งไปตั้งแต่วินาทีที่เธอบอกให้แม่ไปนอนบนโซฟาแล้ว”
“ออกไปได้แล้ว!”
ฉันตวาดไล่อย่างไม่ไยดี
กวินค่อยๆ พยุงร่างของนางวรรณาที่เริ่มได้สติขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
นางวรรณาไม่มีแรงแม้แต่จะด่าทออะไรอีกต่อไป เธอเดินโซซัดโซเซออกจากบ้านไปเหมือนคนแก่ใกล้ตาย
ส่วนพิมพ์ เธอเดินถอยหลังพลางมองหน้าฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง
แต่ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว
ประตูไม้หน้าบ้านถูกปิดลงอย่างช้าๆ
เสียงเครื่องยนต์รถของกวินแล่นออกไปจากหน้าบ้าน และค่อยๆ เงียบหายไปในความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา
ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกตัวเดิมอย่างหมดเรี่ยวแรง
ร่างกายของฉันสั่นสะท้านไปด้วยความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางใจ
น้ำตาที่ฉันพยายามสะกดกลั้นไว้มาตลอดทั้งวัน บัดนี้ได้พรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป
ฉันร้องไห้ออกมาอย่างเงียบๆ อยู่คนเดียวในความมืด
ไม่ใช่เพราะฉันเสียดายเงินสิบสี่ล้าน
แต่ฉันร้องไห้… ให้กับความรัก ความทุ่มเท และชีวิตทั้งหมดที่ฉันเคยมอบให้ลูกสาวคนนี้
ความรักที่บัดนี้… ได้ตายจากไปพร้อมกับความจริงใจที่ไม่มีวันหวนกลับคืนมา
บทที่ 4
สองปีผ่านไป
สายลมหนาวพัดผ่านยอดไม้ในสวนสาธารณะริมทะเลสาบของเมืองเชียงใหม่
อากาศบริสุทธิ์และสดชื่นช่วยให้ปอดของฉันทำงานได้อย่างสบายขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในรอบหลายปี
ฉันสวมเสื้อกันหนาวไหมพรมสีครีมตัวหนา นั่งอยู่บนม้านั่งไม้ใต้ร่มเงาของต้นพญาเสือโคร่งที่กำลังออกดอกสีชมพูสะพรั่ง
ในมือของฉันถือสมุดบันทึกเล่มเล็กและปากกา
ข้างๆ ตัวมีถ้วยชาดอกคาโมมายล์อุ่นๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นลอยขึ้นมาในอากาศ
หลังจากเหตุการณ์ฟ้องร้องในครั้งนั้นเมื่อสองปีก่อน
ทุกอย่างได้ดำเนินไปตามกระบวนการของกฎหมายอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด
ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนั้น และสั่งให้บังคับคดีขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้คืนให้ฉันเต็มจำนวนสิบสี่ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย
บ้านหลังนั้นถูกประมูลขายไปในราคาที่ดีเยี่ยม
ฉันได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยกลับคืนมาทั้งหมดเกือบสิบหกล้านบาท
หลังจากหักค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความของทนายวิทูรแล้ว ฉันก็ยังมีเงินสดติดตัวอยู่มากกว่าสิบห้าล้านบาท
ฉันตัดสินใจนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้ในการผ่าตัดรักษาก้อนเนื้อที่ปอดอย่างดีที่สุด ณ โรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ
การผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดีอย่างน่าอัศจรรย์
ผลการตรวจชิ้นเนื้อหลังการผ่าตัดพบว่าเป็นเนื้องอกระยะเริ่มต้นที่ยังไม่ลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง
ทีมแพทย์สามารถตัดก้อนเนื้อร้ายออกไปได้จนหมดเกลี้ยง โดยที่ฉันไม่ต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดหรือฉายแสงใดๆ เพิ่มเติม
พระเจ้าคงยังเห็นว่า ฉันควรมีโอกาสได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขและสงบสุข
หลังจากพักฟื้นจนร่างกายแข็งแรงดีแล้ว ฉันก็ตัดสินใจขายบ้านไม้หลังเก่าที่กรุงเทพฯ ทิ้งไป
ฉันไม่อยากหลงเหลือความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับสถานที่ที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้ฉันอีกต่อไป
ฉันย้ายขึ้นมาซื้อบ้านพักชั้นเดียวสไตล์ล้านนาประยุกต์หลังเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยสวนผลไม้และแปลงผักปลอดสารพิษที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
บ้านหลังใหม่ของฉันมีเพียงสองห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ และชานเรือนกว้างขวางที่เปิดรับลมภูเขาได้ตลอดทั้งวัน
ไม่มีโคมไฟระย้าหรูหรา
ไม่มีโซฟาหนังแท้ราคาแสนห้า
มีเพียงเตียงไม้สักธรรมดาๆ ฟูกนอนนุ่มๆ และเก้าอี้โยกตัวโปรดที่ฉันขนย้ายมาจากบ้านเดิม
ที่นี่… ไม่มีใครมาคอยสั่งให้ฉันไปนอนที่ไหน
ไม่มีใครมาคอยตัดสินว่าฉันควรค่าแก่การได้รับการปฏิบัติแบบใด
ฉันเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์
แล้วชีวิตของพวกเขาล่ะ?
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ทนายวิทูรยังคงส่งข่าวคราวเกี่ยวกับพิมพ์และครอบครัวของกวินมาให้ฉันทราบบ้างเป็นครั้งคราว
หลังจากที่บ้านถูกยึดและขายทอดตลาด กวินก็ถูกบริษัทปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายทันที เนื่องจากมีปัญหาเรื่องคดีความและเสียชื่อเสียงอย่างหนัก
หนี้สินจากการกู้ยืมเงินนอกระบบที่กวินแอบนำไปลงทุนในตลาดหุ้นและแชร์ลูกโซ่เริ่มตามมาทวงถาม
รถยุโรปคันหรูของเขาถูกไฟแนนซ์ยึดไปในเวลาต่อมา
นางวรรณา แม่สามีผู้เย่อหยิ่ง ทนรับความลำบากและความอับอายในสายตาของเพื่อนฝูงในสังคมไฮโซไม่ไหว
เธอเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกจนกลายเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก ต้องนอนติดเตียงและขับถ่ายอยู่บนที่นอน
และคนที่ต้องรับหน้าที่เช็ดอุจจาระ ปัสสาวะ และคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้นางวรรณาทุกวัน…
ก็คือ พิมพ์
กรรมตามสนองอย่างรวดเร็วและสาสมยิ่งนัก
ผู้หญิงที่เคยผลักไสแม่แท้ๆ ของตัวเองให้ไปนอนโซฟาเพราะอ้างว่าแม่สามีสุขภาพไม่ดี
วันนี้… เธอกลับต้องกลายมาเป็นคนรับใช้คอยดูแลแม่สามีที่นอนติดเตียงอยู่ในห้องเช่ารูหนูคับแคบชานเมือง
ร้านเสื้อผ้าของพิมพ์ล้มละลายอย่างสมบูรณ์แบบ
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกวินพังทลายลงจนเหลือเพียงการทะเลาะเบาะแว้งและการด่าทอใส่กันในแต่ละวัน
กวินโทษว่าความพินาศทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความโลภของพิมพ์และแม่ของเขา
ส่วนพิมพ์ก็โทษว่ากวินเป็นคนหลอกลวงที่นำความหายนะมาสู่ชีวิตของเธอ
พวกเขาไม่ได้หย่าร้างกัน… ไม่ใช่เพราะยังรักกัน
แต่เพราะพวกเขาทั้งคู่ต่างจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความยากจนจนไม่มีเงินแม้แต่จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่คนเดียวได้
พวกเขาจึงต้องทนติดอยู่ในนรกที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นมาไปตลอดชีวิต
“คุณป้านงลักษณ์ครับ!”
เสียงเรียกสดใสของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นที่ริมรั้วสวน
ฉันเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึก ส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น
“ตะวัน มีอะไรเหรอลูก?”
ตะวันเป็นเด็กหนุ่มวัยยี่สิบปี เป็นนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นที่มาเช่าที่ดินข้างบ้านของฉันทำแปลงทดลองปลูกสตรอว์เบอร์รี
เขาเป็นเด็กขยัน กตัญญู และมักจะแวะเวียนมาช่วยฉันยกของหนัก รดน้ำต้นไม้ และนำผลไม้สดๆ มาฝากฉันเสมอ
“วันนี้สตรอว์เบอร์รีรุ่นแรกของผมสุกแล้วครับคุณป้า!”
ตะวันยื่นตะกร้าสานใบเล็กที่เต็มไปด้วยผลสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดลูกโตส่งให้ฉันข้ามรั้ว
“ผมเก็บลูกที่หวานที่สุด สวยที่สุด มาให้คุณป้าชิมเป็นคนแรกเลยครับ!”
“ขอบใจมากนะลูก”
ฉันรับตะกร้ามาด้วยความซาบซึ้งใจ
“น่ากินมากเลย เดี๋ยวป้าเอาไปแบ่งทำแยมไว้ให้นะ ตะวันจะได้เอาไปกินกับขนมปังตอนเช้า”
“ขอบคุณครับคุณป้า! อ้อ… คุณป้าครับ เมื่อกี้ตอนผมเดินผ่านหน้าซอย ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนด้อมๆ มองๆ อยู่แถวป้ายทางเข้าหมู่บ้านน่ะครับ”
ฉันชะงักมือที่กำลังหยิบสตรอว์เบอร์รีไปเล็กน้อย
“ผู้หญิงเหรอ?”
“ครับ เธอแต่งตัวมอซอ รูปร่างผอมโซมากเลยครับ ในมือถือถุงพลาสติกเก่าๆ ใบหนึ่ง”
ตะวันเล่าต่อด้วยความสงสัย
“เธอเดินเข้ามาถามผมว่า รู้จักบ้านของป้านงลักษณ์ที่ย้ายมาจากกรุงเทพฯ ไหม พอผมถามว่าเป็นใคร เธอก็ไม่ตอบ ได้แต่ร้องไห้แล้วเดินเลี่ยงไปทางศาลาริมน้ำครับ”
ฉันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความเจ็บปวดในอดีต บัดนี้กลับสงบนิ่งดั่งขุนเขา
ฉันรู้ดีว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร
พิมพ์คงจะสืบหาที่อยู่ของฉันจนพบหลังจากพยายามตามหามานานถึงสองปี
“ขอบใจมากนะตะวัน”
ฉันบอกเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้มปกติ
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ คงจะเป็นคนที่รู้จักกันในอดีตน่ะ”
หลังจากตะวันเดินกลับไปที่แปลงเกษตรของเขาแล้ว
ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินถือตะกร้าสตรอว์เบอร์รีเข้าไปเก็บในครัว
จากนั้น ฉันจึงเดินออกไปที่ศาลาริมน้ำหน้าหมู่บ้านอย่างช้าๆ
ที่ศาลาไม้หลังเล็กริมทะเลสาบ
มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่บนม้านั่งปูน
เธอสวมเสื้อยืดสีซีด กางเกงยีนส์ขาดๆ และรองเท้าแตะยางที่สึกกร่อน
ผมเผ้าของเธอยุ่งเหยิง ร่างกายผอมแห้งจนเห็นกระดูกไหปลาร้าโผล่ชัดเจน
ไม่มีเค้าโครงของ ‘คุณนายพิมพ์’ หญิงสาวผู้สง่างามและหยิ่งผยองในอดีตหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของฉันเดินเข้าไปใกล้
หญิงสาวคนนั้นก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ
ดวงตาของเธอที่เบ้าตาลึกโบ๋และหมองคล้ำเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นฉัน
“มะ… แม่…”
เสียงของพิมพ์แหบแห้งและสั่นเทา
เธอทิ้งถุงพลาสติกในมือลงพื้น แล้วรีบคลานเข้ามากอดเท้าของฉันไว้เหมือนเมื่อสองปีก่อนไม่มีผิด
แต่น้ำหนักของตัวเธอในตอนนี้ เบาหวิวราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักโค่นได้ทุกเมื่อ
“แม่จ๋า… ฮือๆ… แม่…”
พิมพ์ฟูมฟายออกมาอย่างน่าเวทนา น้ำตาหยดลงบนหลังเท้าของฉัน
“หนูตามหาแม่มาตลอดสองปีเลย… หนูขอโทษ… หนูผิดไปแล้วแม่…”
“ชีวิตหนูตอนนี้เหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยแม่… พี่กวินเขาติดเหล้า เขาซ้อมหนูทุกวันเวลาที่เขาเมา…”
“แม่ของเขาก็นอนด่าหนูทั้งวันทั้งคืน หนูต้องคอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้เขา หนูไม่ได้นอนเลยแม่…”
“หนูไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวกิน… วันนี้หนูต้องนั่งรถไฟฟรีแล้วเดินเท้ามาหาแม่เป็นสิบกิโล…”
“แม่ช่วยหนูด้วยนะแม่… ให้หนูมาอยู่กับแม่ที่นี่นะแม่… ให้หนูเป็นคนรับใช้คอยกวาดบ้านถูบ้านให้แม่ก็ได้…”
“หนูยอมนอนที่พื้น นอนที่ชานเรือน… หรือจะให้หนูนอนตรงไหนก็ได้แม่… หนูจะไม่เรียกร้องอะไรอีกแล้ว…”
ฉันยืนนิ่ง ก้มมองลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษความเมตตา
หัวใจของฉันไม่ได้มีความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน… มันก็ไม่มีความสงสารที่มากพอจะทำให้ฉันยอมเปิดประตูรับเธอกลับเข้ามาทำลายความสงบสุขในชีวิตของฉันอีกต่อไป
ฉันค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเธอ
ฉันยื่นมือออกไป ดึงมือของเธอที่กอดเท้าฉันไว้ออกอย่างแผ่วเบา
พิมพ์เงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังอันริบหรี่
“แม่… แม่จะยกโทษให้หนูใช่ไหมแม่?”
ฉันมองสบตากับเธออย่างนิ่งสนิท
“พิมพ์”
ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ไม่มีวันสั่นคลอน
“แม่ยกโทษให้เธอตั้งแต่วันที่แม่หายจากโรคมะเร็งแล้ว”
พิมพ์ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
“จริงเหรอแม่?! ถ้างั้นหนู…”
“ฟังแม่ให้จบก่อนพิมพ์”
ฉันแตะที่บ่าของเธอเบาๆ
“แม่ยกโทษให้เธอ… เพื่อปลดปล่อยหัวใจของแม่เองจากความเคียดแค้น”
“แต่การยกโทษ… ไม่ได้แปลว่าแม่จะต้องยอมให้เธอกลับเข้ามาในชีวิตของแม่อีก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพิมพ์ชะงักค้างไปทันที
“มะ… แม่หมายความว่ายังไง?”
“แก้วน้ำที่มันแตกละเอียดไปแล้วพิมพ์… ถึงเธอจะเอากาวมาต่อมันใหม่ มันก็ไม่มีวันกลับมาใสสะอาดและจุน้ำได้เหมือนเดิมอีกต่อไป”
ฉันพูดพลางลุกขึ้นยืนช้าๆ
“ความผูกพัน ความเชื่อใจ และความรักในฐานะแม่ลูกของเรา… มันได้แหลกสลายไปตั้งแต่วันที่เธอบอกให้แม่ไปนอนบนโซฟาแล้ว”
“วันนั้น… เธอเลือกที่จะทิ้งแม่เพื่อไปปกป้องความสุขสบายของตัวเองและครอบครัวของสามี”
“และในวันนี้… เธอก็ต้องยอมรับผลของการตัดสินใจของเธอเอง”
“แม่!”
พิมพ์กรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง เธอพยายามจะเอื้อมมือมาคว้าชายกระโปรงของฉันอีกครั้ง
“แม่จะทิ้งหนูให้ตายอยู่ข้างถนนจริงๆ เหรอแม่?! หนูเป็นลูกสาวคนเดียวนะแม่!”
ฉันล้วงกระเป๋าเสื้อกันหนาว หยิบเงินสดจำนวนหนึ่งหมื่นบาทออกมา
ฉันวางเงินก้อนนั้นลงบนม้านั่งปูนข้างๆ ถุงพลาสติกของเธอ
“เงินก้อนนี้… ถือเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้หญิงคนนี้จะให้เธอในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง”
ฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“เอาเงินนี้ไปรักษาตัวเอง ไปหาที่พัก และไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยลำแข้งของตัวเองซะ”
“ถ้าเธอยังมีสำนึกของความเป็นคนหลงเหลืออยู่… อย่ากลับมาที่นี่อีก”
“อย่ามาทำให้แม่ต้องรู้สึกผิดที่เลือกจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขในบั้นปลายชีวิตเลยนะพิมพ์”
พิมพ์มองดูเงินหนึ่งหมื่นบาทบนม้านั่งสลับกับใบหน้าของฉัน
เธอรู้ดีแก่ใจแล้วว่า ประตูหัวใจของแม่คนนี้ได้ปิดตายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
ไม่มีการอ้อนวอนใดๆ
ไม่มีน้ำตาหยดไหน
ที่จะสามารถละลายกำแพงน้ำแข็งที่เธอเป็นคนสร้างขึ้นมาเองได้อีกต่อไป
พิมพ์ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้น ก้มหน้าร่ำไห้สะอึกสะอื้นอย่างเงียบๆ
มือที่สั่นเทาของเธอค่อยๆ เอื้อมไปหยิบเงินก้อนนั้นมากอดไว้แนบอก
ฉันหันหลังกลับช้าๆ
ก้าวเดินออกจากศาลาริมน้ำ มุ่งหน้ากลับสู่บ้านสวนหลังเล็กของฉัน
ฉันไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สายลมหนาวพัดผ่านร่างของฉันไปอีกครั้ง แต่คราวนี้… ฉันกลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บเลยแม้แต่น้อย
ในหัวใจของฉัน มันเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความโล่งโปร่ง และความเป็นอิสระอย่างแท้จริง
ชีวิตของคนเรา… บางครั้งบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่การเรียนรู้ที่จะรักและให้ผู้อื่นจนหมดหัวใจ
แต่คือการเรียนรู้ที่จะ ‘รักตัวเอง’ และกล้าที่จะตัดสิ่งที่เป็นพิษออกจากชีวิต
แม้ว่าสิ่งนั้น… จะมีชื่อเรียกว่า ‘ลูกแท้ๆ’ ก็ตาม
ฉันก้าวเดินเข้าไปในบ้าน ปิดประตูกลอนไม้อย่างแผ่วเบา
เดินไปเปิดหน้าต่างห้องนอนรับแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามาอย่างอบอุ่น
กลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนลอยมาแตะจมูก
ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกตัวโปรด หลับตาลงช้าๆ และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ต่อจากนี้ไป… ทุกวัน ทุกนาที และทุกลมหายใจที่เหลืออยู่
จะเป็นชีวิตของฉัน
เพื่อความสุขของฉันแต่เพียงผู้เดียว
— จบบริบูรณ์ —
