สองชั่วโมงก่อนขึ้นเรือสำราญ

สองชั่วโมงก่อนขึ้นเรือสำราญ แม่ยกห้องของฉันให้น้องสาว บอกว่าลูกของเธอมีพ่อ… สิบวันต่อมาฉันส่งพวกเขาทุกคนเข้าคุก

 

 

PART 2 :
เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งแว่วผ่านประตูกระจกระเบียงเข้ามาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ในห้องพักโรงแรมริมทะเลที่เงียบสงัด แสงไฟสีนวลจากโคมไฟหัวเตียงส่องกระทบใบหน้าของภามและเพลงที่นอนกอดตุ๊กตาหลับสนิท
ฉันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอกให้ลูกทั้งสองคนอย่างแผ่วเบา
รอยคราบน้ำตาจางๆ ยังคงติดอยู่บนแก้มของน้องเพลง
คำถามที่ว่า ‘คุณยายลืมพวกเราเหรอคะแม่?’ ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของฉันราวกับเสียงหลอนที่ไม่มีวันดับมอด
มันไม่ใช่แค่การแย่งห้องพัก
แต่มันคือการฉีกหน้ากากของคนที่ฉันเรียกว่า ‘ครอบครัว’ ออกจนหมดสิ้น
คำว่า ‘ลูกของนิต้าเขามีพ่อ’ มันไม่ได้ทำร้ายแค่ฉัน
แต่มันกำลังลดทอนคุณค่าของเด็กบริสุทธิ์สองคนที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
ฉันเดินออกมายืนที่ระเบียงห้องพัก ลมทะเลพัดผ่านผิวกายจนรู้สึกเหน็บหนาว
แต่ความหนาวเหน็บข้างนอกนั้น เทียบไม่ได้เลยกับความเย็นเยียบที่เกาะกุมอยู่ในขั้วหัวใจของฉัน
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
หน้าจอยังคงแสดงรายการแจ้งเตือนยอดเงินบัตรเครดิตที่พ่อใช้รูดค่าทัวร์เกาะส่วนตัวไปเกือบแสนสี่หมื่นบาท
นอกจากนั้นยังมีข้อความจากกลุ่มไลน์ครอบครัวที่เด้งขึ้นมาไม่หยุด
นิต้า น้องสาวผู้แสนดีของครอบครัว เพิ่งโพสต์ภาพถ่ายครอบครัวสี่คนลงในกลุ่ม
ภาพนิต้า สามีของเธอ และลูกอีกสองคน กำลังยืนจิบเวลคัมดริงก์อยู่บนระเบียงห้องสวีทสุดหรู
ห้องที่มองเห็นวิวทะเลกว้างไกลสุดสายตา
ห้อง… ที่ถูกอัปเกรดมาจากเงินและสิทธิ์การจองของฉันและลูกๆ
นิต้าพิมพ์ข้อความใต้ภาพ:
‘ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากนะคะที่มอบทริปในฝันนี้ให้พวกเรา วิวสวยมาก ห้องกว้างจนเด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกเลย รักครอบครัวเราที่สุดในโลกเลยค่ะ’
ตามด้วยข้อความของแม่:
‘เพื่อลูกและหลานๆ แม่กับพ่อยินดีเสมอจ้ะ ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบต้องมีทริปแบบนี้แหละนะ เที่ยวให้เต็มที่เลยลูกรัก พ่อกับแม่จัดการให้หมดแล้ว’
ไม่มีใครเอ่ยถึงฉัน
ไม่มีใครถามว่าฉันกับลูกแฝดอยู่ที่ไหน
ไม่มีแม้กระทั่งความละอายใจว่าห้องที่พวกเขากำลังยืนหัวเราะอยู่นั้น แลกมาด้วยน้ำตาของเด็กแปดขวบสองคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ฉันมองดูข้อความเหล่านั้นด้วยสายตาที่แห้งผาก
ไม่มีน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว
ความเสียใจที่สะสมมานานหลายปี บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
ฉันกดโทรออกไปยังคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตทันที
รอสายไม่ถึงหนึ่งนาที เจ้าหน้าที่ก็รับสายด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“สวัสดีค่ะ ธนาคารยินดีให้บริการค่ะ คุณรินรดา มีอะไรให้เราดูแลคะ?”
“สวัสดีค่ะ ฉันต้องการแจ้งปฏิเสธยอดการทำรายการบัตรเครดิตใบหลักและใบเสริมทั้งหมดค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ชัดถ้อยชัดคำ
“ขออนุญาตสอบถามรายละเอียดค่ะ คุณลูกค้าต้องการปฏิเสธยอดไหนคะ?”
“ยอดล่าสุดที่เพิ่งรูดไปเมื่อช่วงบ่าย มูลค่า 138,500 บาท สำหรับบริษัทเรือสำราญและการท่องเที่ยวเกาะส่วนตัวค่ะ”
“และฉันต้องการแจ้งอายัดบัตรเสริมทุกใบที่ผูกกับบัญชีของฉันในทันที”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อตรวจสอบระบบ
“ขออนุญาตเรียนแจ้งนะคะ บัตรเสริมสองใบนี้เป็นชื่อของคุณเกริกเกียรติ (คุณพ่อ) และคุณพิมพา (คุณแม่) หากทำการอายัด บัตรจะไม่สามารถใช้งานได้ในทันทีนะคะ”
“ใช่ค่ะ อายัดเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” ฉันตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
“และอีกเรื่องหนึ่งค่ะ… วงเงินบัตรเครดิตที่ใช้ผูกกับบัญชีออนบอร์ดของเรือสำราญลำที่กำลังเดินทางออกจากท่าแหลมฉบัง กรุณายกเลิกการผูกบัญชีอัตโนมัติทั้งหมดค่ะ”
“รับทราบค่ะ ทางเราจะดำเนินการระงับสัญญาณบัตรเสริมทุกใบ และยกเลิกการอนุมัติวงเงินสำรองทันทีค่ะ จะมีผลภายในห้านาทีนี้ค่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
ฉันกดวางสาย
นั่นหมายความว่า… ทันทีที่เรือแล่นออกสู่เขตน่านน้ำสากล และพวกเขาก้าวเข้าไปสั่งอาหารมื้อค่ำหรือเครื่องดื่มราคาแพง
บัตรทุกใบในมือของพ่อ แม่ และนิต้า… จะกลายเป็นเพียงเศษพลาสติกที่ไร้ค่าในทันที!
แต่เรื่องมันไม่ได้จบลงแค่นั้น
ฉันเปิดแล็ปท็อปที่พกติดตัวมาด้วย วางลงบนโต๊ะทำงานกระจกในห้องพัก
ตลอดสิบสองปีที่ฉันทำงานเป็นหัวหน้าแผนกเวชบำบัดระบบทางเดินหายใจ ฉันเป็นคนเก็บหลักฐานทางการเงินอย่างละเอียดรอบคอบมาโดยตลอด
ฉันส่งเสียพ่อกับแม่เดือนละห้าหมื่นบาทมาตั้งแต่เรียนจบ
ฉันจ่ายค่าผ่อนบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่พ่อแม่และครอบครัวของนิต้าอาศัยอยู่ เดือนละสี่หมื่นห้าพันบาท
ฉันจ่ายค่าเทอมโรงเรียนเอกชนชื่อดังให้ลูกของนิต้าทั้งสองคน อ้างว่าน้าสาวควรซัพพอร์ตหลาน
และฉัน… ยังเป็นคนเซ็นค้ำประกันเงินกู้เพื่อทำธุรกิจร้านอาหารให้น้องเขยอีกเกือบสามล้านบาท!
ทั้งหมดนี้ ฉันทำเพราะคำพูดกรอกหูของแม่ที่พร่ำสอนมาตั้งแต่จำความได้:
‘รินเป็นพี่คนโต ต้องดูแลน้องนะลูก’
‘รินไม่มีสามี รินมีเงินเหลือเยอะ ต้องช่วยเหลือน้องที่เขามีภาระสิ’
‘ความกตัญญูจะทำให้ชีวิตรินเจริญนะลูก’
แต่ยิ่งฉันให้ พวกเขากลับยิ่งมองว่ามันเป็นหน้าที่
ยิ่งฉันยอม พวกเขากลับยิ่งเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันและลูกๆ
ฉันเปิดเข้าไปในโฟลเดอร์บัญชีส่วนตัวที่บันทึกข้อมูลย้อนหลัง
ในฐานะคนที่ต้องดูแลเอกสารจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์มูลค่าหลายสิบล้าน ฉันมีนิสัยตรวจสอบตัวเลขจนถึงจุดทศนิยมเสมอ
สายตาของฉันสะดุดเข้ากับรายการโอนเงินก้อนหนึ่งเมื่อสี่เดือนก่อน
บัญชีของพ่อมีการโอนเงินเข้ามาจากสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงินจำนวนแปดล้านห้าแสนบาท
และในวันถัดมา เงินจำนวนนั้นก็ถูกโอนต่อไปยังบัญชีส่วนตัวของนิต้าทันที!
ฉันขมวดคิ้วแน่น
สำนักงานที่ดินเชียงใหม่?
พ่อแม่ของฉันไม่เคยมีที่ดินที่เชียงใหม่
คนที่เคยมีที่ดินผืนใหญ่ที่อำเภอแม่ริม… คือ ‘คุณยายวารี’ ยายแท้ๆ ของฉันที่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อน!
ตอนที่คุณยายเสียชีวิต แม่เป็นคนจัดการมรดกทั้งหมด
แม่บอกฉันว่าคุณยายมีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่ดินสวนส้มและบ้านพักตากอากาศถูกเจ้าหนี้ยึดไปหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรให้แบ่งเลยแม้แต่บาทเดียว
ตอนนั้นฉันยังควักเงินเก็บส่วนตัวเกือบหกแสนบาทไปช่วยแม่จัดงานศพของคุณยายให้สมเกียรติ
แล้วเงินแปดล้านห้าแสนบาทนี้… มันมาจากไหน?!
หัวใจของฉันเริ่มเต้นระรัวด้วยลางสังหรณ์บางอย่างที่ดำมืด
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ต่อสายตรงหา ‘พี่เมฆ’ เพื่อนรุ่นพี่สมัยมหาวิทยาลัยที่เป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีมรดกและที่ดิน
เวลานี้เกือบห้าทุ่มแล้ว แต่เรื่องนี้มันร้อนรุ่มเกินกว่าจะรอให้ถึงเช้า
“ฮัลโหล รินเหรอ? มีอะไรด่วนหรือเปล่าโทรมาดึกขนาดนี้?” ปลายสายรับด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
“พี่เมฆคะ รินขอโทษจริงๆ ที่โทรมากวนเวลานี้… แต่รินมีเรื่องสำคัญมาก อยากให้พี่ช่วยตรวจสอบให้รินด่วนที่สุดเลยค่ะ”
“เรื่องอะไรล่ะ ว่ามาสิ”
“พี่ช่วยตรวจสอบประวัติการทำนิติกรรมและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของคุณยายริน… นางวารี ศิริวัฒน์ ที่สำนักงานที่ดินแม่ริม ย้อนหลังห้าปีให้รินหน่อยได้ไหมคะ?”
พี่เมฆเงียบไปอึดใจหนึ่ง “ยายวารีที่เสียไปแล้วน่ะเหรอ? ทำไมจู่ๆ ถึงอยากตรวจล่ะ?”
“รินเพิ่งเจอความผิดปกติในเส้นทางการเงินของที่บ้านค่ะ รินสงสัยว่า… อาจจะมีการยักยอกหรือปกปิดพินัยกรรม”
“ได้ พรุ่งนี้เช้าพี่มีนัดคุยงานแถวศาลแพ่งพอดี เดี๋ยวพี่ให้เด็กที่สำนักงานประสานขอดูสารบบที่ดินและคำสั่งศาลเรื่องผู้จัดการมรดกให้ ไม่เกินเที่ยงน่าจะรู้เรื่อง”
“ขอบคุณมากค่ะพี่เมฆ รินรบกวนด้วยนะคะ”
หลังจากวางสาย ฉันแทบข่มตานอนไม่หลับ
ฉันนอนมองเพดานห้อง ฟังเสียงลมหายใจของลูกๆ ท่ามกลางความมืดมิด
ถ้าสิ่งที่ฉันสงสัยเป็นความจริง…
ถ้าครอบครัวที่ฉันยอมเสียสละให้มาทั้งชีวิต หลอกลวงฉันแม้กระทั่งเรื่องมรดกของคนที่รักฉันที่สุดอย่างคุณยาย…
ฉันจะไม่ยอมให้อภัยใครหน้าไหนทั้งนั้น!
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องพัก
น้องภามกับน้องเพลงตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส เด็กๆ ดูตื่นเต้นกับบุฟเฟต์อาหารเช้าของโรงแรม
“แม่ครับ วันนี้เราจะไปเล่นน้ำทะเลกันไหมครับ?” ภามถามพลางตักไส้กรอกเข้าปาก
“ไปสิลูก วันนี้แม่จะพาไปสวนน้ำด้วย แล้วตอนเย็นเราไปกินซีฟู้ดริมหาดกันนะ” ฉันยิ้มตอบ ลูบหัวลูกชายเบาๆ
เสียงหัวเราะของเด็กทั้งสองทำให้บรรยากาศที่เคยหม่นหมองคลายลงไปมาก
พวกแกไม่ได้ถามถึงเรือสำราญอีกเลย ราวกับรู้ว่าแม่กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อมอบความสุขให้
เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง
โทรศัพท์ของฉันสั่นเตือน เป็นสายเรียกเข้าจากพี่เมฆ
ฉันเดินเลี่ยงออกมารับสายที่มุมหนึ่งของสระว่ายน้ำ
“พี่เมฆ ได้เรื่องไหมคะ?”
เสียงของพี่เมฆที่ตอบกลับมานั้น เคร่งเครียดและจริงจังจนฉันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
“ริน… เรื่องนี้มันใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก”
หัวใจของฉันกระตุกวูบ “ยังไงคะพี่?”
“พี่ยื่นตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของยายวารีแล้ว… ปรากฏว่า ยายของเธอไม่ได้มีหนี้สินเลยแม้แต่บาทเดียว!”
ลมหายใจของฉันสะดุดกึก
“และที่สำคัญที่สุด… คุณยายวารีได้ทำ ‘พินัยกรรมฝ่ายเมือง’ ไว้ที่อำเภอก่อนเสียชีวิตหนึ่งปี”
พี่เมฆเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันหมุนคว้าง
“ในพินัยกรรมระบุชัดเจนว่า ที่ดินสวนส้มริมแม่น้ำแม่ริมเนื้อที่ยี่สิบไร่ พร้อมบ้านพักตากอากาศ และเงินในบัญชีธนาคารอีกสามล้านบาท…”
“คุณยายยกให้นางสาวรินรดา วัฒนากุล ‘แต่เพียงผู้เดียว’!”
ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวฉันทันที
เสียงคลื่น เสียงคนเล่นน้ำรอบข้าง ราวกับถูกตัดขาดออกไปจากประสาทการรับรู้
“พี่ยกให้… รินเหรอคะ?” เสียงของฉันสั่นเครือจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ
“ใช่! คุณยายระบุเหตุผลไว้ในพินัยกรรมด้วยว่า รินเป็นหลานคนเดียวที่คอยมาดูแลท่านสม่ำเสมอ และท่านเป็นห่วงที่รินต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จึงตั้งใจมอบทรัพย์สินทั้งหมดนี้ไว้เป็นทุนรอนให้รินและลูกแฝด!”
น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้ว ไหลทะลักออกมาอาบสองแก้มอย่างไม่อาจหักห้ามได้
ไม่ใช่เพราะความเสียใจ…
แต่เป็นเพราะความตื้นตันในความรักอันบริสุทธิ์ของคุณยาย
และความโกรธแค้นต่อความอำมหิตของคนในครอบครัวตัวเอง!
“แล้ว… ทำไมแม่ถึงเอาไปขายได้ล่ะคะพี่เมฆ? ในเมื่อพินัยกรรมเป็นชื่อริน!”
“นั่นแหละคือประเด็นอาญาที่ร้ายแรงที่สุด” พี่เมฆเน้นเสียงหนักแน่น
“แม่ของเธอร่วมมือกับทนายความคนหนึ่ง ยื่นคำร้องเท็จต่อศาล อ้างว่าคุณยายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และทำเอกสารมอบอำนาจปลอมที่มีลายเซ็นของเธอ ยินยอมให้แม่เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว!”
“จากนั้น พอได้เป็นผู้จัดการมรดก แม่ก็แอบโอนที่ดินผืนนั้นเป็นชื่อตัวเอง แล้วขายให้นายทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปในราคาแปดล้านห้าแสนบาท!”
“เอกสารมอบอำนาจปลอม… ลายเซ็นปลอม…” ฉันกัดฟันแน่นจนเจ็บแปลบที่กราม
แม่แท้ๆ…
คนที่ฉันกราบไหว้ คนที่ฉันส่งเงินให้ใช้ทุกเดือน คนที่ฉันยอมเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อปรนเปรอความสุขให้
กลับกล้าปลอมลายเซ็นของฉัน ขโมยมรดกที่คุณยายตั้งใจทิ้งไว้ให้ฉันกับลูก เพื่อเอาเงินไปประเคนให้น้องสาวคนโปรด!
เงินแปดล้านห้าแสนบาทที่นิต้าเอาไปซื้อรถหรู เอาไปต่อเติมบ้าน และเอามาใช้ชีวิตอู้ฟู่…
มันคือเงินของฉัน!
มันคือเงินค่าเทอม เงินอนาคตของน้องภามและน้องเพลง!
“ริน พี่แนะนำให้ฟ้อง” พี่เมฆพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “นี่คือความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และยักยอกทรัพย์มรดก โทษจำคุกสูงสุดถึงสิบปี!”
“และที่สำคัญ เราสามารถยื่นฟ้องติดตามเอาทรัพย์มรดกคืนจากผู้รับโอน คือนิต้า และเรียกค่าเสียหายทางแพ่งคืนได้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย!”
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับมามั่นคง
แววตาของฉันที่สะท้อนกับแสงแดดบนผิวน้ำ เปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นและเฉียบคม
“ฟ้องแน่นอนค่ะพี่เมฆ แต่รินไม่อยากฟ้องแค่คดีมรดก”
“รินมีเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน และหลักฐานการจ่ายเงินค่าบ้าน ค่าเทอม ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่รินจ่ายแทนพวกนั้นมาตลอดเจ็ดปี”
“รินต้องการยื่นโนติสเรียกเงินคืนทั้งหมด และถ้าไม่จ่าย… รินจะยึดบ้าน ยึดรถ และฟ้องล้มละลายพวกเขาทุกคน!”
พี่เมฆส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “เยี่ยมมากริน พี่รอฟังคำนี้มานานแล้ว คนแบบนี้ถ้าไม่เจอไม้แข็ง จะไม่มีวันสำนึกบุญคุณคนอื่น”
“ส่งเอกสารทั้งหมดมาให้พี่เดี๋ยวนี้เลย พี่จะร่างคำฟ้องและหมายศาลให้เสร็จภายในสามวัน”
“และวันที่พวกเขาเดินลงมาจากเรือสำราญ… พี่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหมายศาลไปยืนรอต้อนรับพวกเขาถึงหน้าท่าเรือเอง!”
“จัดไปเลยค่ะพี่เมฆ ขอบคุณมากค่ะ”
ฉันกดวางสาย หัวใจเต้นแรงด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน
นี่คือสงคราม
และเป็นสงครามที่ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่ม… แต่ฉันจะเป็นคนจบมันด้วยมือของฉันเอง!
ในขณะเดียวกัน กลางทะเลอ่าวไทยอันกว้างใหญ่
เรือสำราญหรูระดับหกดาวกำลังแล่นฝ่าเกลียวคลื่นอย่างสง่างาม
ภายในห้องอาหารค่ำสุดหรูที่ตกแต่งด้วยโคมไฟคริสตัลระยิบระยับ
เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงคลอเคล้าเบาๆ บรรดาแขกเหรื่อระดับวีไอพีกำลังเพลิดเพลินกับมื้ออาหารค่ำชั้นเลิศ
ครอบครัวของพ่อยืนอยู่รอบโต๊ะอาหารตัวยาวริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารทะเลจานยักษ์ ล็อบสเตอร์ย่างเนย เนื้อวากิวชั้นดี และแชมเปญฝรั่งเศสราคาแพง
พ่อนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูทลำลองดูภูมิฐาน กำลังหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
ข้างๆ คือแม่ที่สวมชุดราตรีผ้าไหม สวมสร้อยเพชรที่ฉันเป็นคนซื้อให้ในวันเกิดเมื่อปีกลาย
และตรงข้ามคือนิต้ากับสามี ที่กำลังตักอาหารป้อนลูกๆ อย่างอบอุ่น
“ทริปนี้มันยอดเยี่ยมจริงๆ เลยนะคุณพ่อ” ธเนศ สามีของนิต้าเอ่ยขึ้นพลางยกแก้วไวน์ “ถ้าไม่ได้คุณพ่อเปิดแพ็กเกจวีไอพีให้ พวกเราคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสชีวิตแบบนี้”
พ่อยิ้มกริ่มอย่างภาคภูมิใจ ยืดอกขึ้น
“เรื่องแค่นี้เองธเนศ เพื่อครอบครัวของลูกและหลานๆ พ่อทุ่มเทได้เสมออยู่แล้ว คนเรามันต้องใช้ชีวิตให้สมฐานะหน่อย”
แม่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างออกหน้าออกตา
“ใช่จ้ะ นิต้าพาลูกๆ ไปพักผ่อนให้สบายใจเถอะ ไม่เหมือนใครบางคนหรอกนะ วันๆ เอาแต่ทำงานงกๆ ทำตัวน่าเบื่อ เลี้ยงลูกก็ไม่สมบูรณ์แบบ ยังจะมาทำตัวมีปัญหาอีก”
นิต้าหัวเราะคิกคัก “คุณแม่ก็พูดตรงไปค่ะ ป่านนี้พี่รินคงนั่งหน้าบูดพาลูกกินข้าวแกงอยู่แถวพัทยาแล้วมั้งคะ ไม่รู้จะโกรธทำไมเรื่องแค่ยกห้องให้น้อง”
“ปล่อยมันไปเถอะ” พ่อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เดี๋ยวพอกลับไป มันก็ต้องยอมจ่ายค่าบัตรเครดิตให้พ่อเหมือนเดิมนั่นแหละ มันไม่กล้าขัดใจพ่อหรอก”
ในจังหวะนั้นเอง บริกรหนุ่มในชุดยูนิฟอร์มเนี้ยบก็เดินถือแฟ้มหนังสีดำเข้ามาที่โต๊ะ
“ขอประทานโทษครับท่าน ค่าอาหารและเครื่องดื่มสำหรับมื้อนี้ รวมทั้งค่าแพ็กเกจทัวร์เสริมพิเศษ ยอดรวมทั้งหมด 184,200 บาทครับ”
พ่อหยิบบัตรเครดิตสีดำใบหรูออกมาจากกระเป๋าสตางค์อย่างมั่นใจ
บัตรใบนี้… คือบัตรเสริมที่ผูกกับบัญชีของฉัน
“รูดบัตรนี้เลยน้อง ไม่ต้องเซ็นสลิปนะ รูดเต็มจำนวนไปเลย” พ่อยื่นบัตรให้ด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
“ขอบพระคุณครับ กรุณารอสักครู่นะครับ”
บริกรรับบัตรไปรูดที่เครื่องรูดบัตรไร้สายข้างโต๊ะ
ตื๊ด… ตื๊ด…
เสียงเครื่องรูดบัตรส่งเสียงสัญญาณขัดข้อง
บริกรขมวดคิ้ว ลองเสียบบัตรซ้ำอีกครั้ง
ตื๊ด… ตื๊ด… ตื๊ด…
หน้าจอเครื่องรูดบัตรแสดงข้อความตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่: ‘TRANSACTION DECLINED / CARD BLOCKED’ (รายการถูกปฏิเสธ / บัตรถูกระงับ)
บริกรมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะ
“ขอประทานโทษจริงๆ ครับท่าน บัตรใบนี้ไม่สามารถทำรายการได้ครับ ระบบแจ้งว่าบัตรถูกระงับสัญญาณจากธนาคารเจ้าของบัตรครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อแข็งค้างไปทันที
“อะไรนะ?! บัตรถูกระงับเหรอ? เป็นไปได้ยังไง! บัตรใบนี้วงเงินเป็นล้านนะน้อง ลองรูดใหม่ซิ!”
“ลองสองรอบแล้วครับท่าน เครื่องแจ้งว่าสถานะบัตรถูกอายัดครับ”
แม่เริ่มหน้าเสีย สะกิดแขนพ่อเบาๆ “คุณคะ ลองเอาบัตรอีกใบของคุณสิคะ”
พ่อรีบควักบัตรเสริมอีกใบออกมา “อะ เอานี่ไปลองดู บัตรนี้อีกธนาคารหนึ่ง”
บริกรนำบัตรใบที่สองไปรูด
ผลลัพธ์ปรากฏออกมาเหมือนเดิมเป๊ะ: ‘CARD BLOCKED’
แขกโต๊ะข้างๆ เริ่มหันมามองด้วยความสนใจ เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นน่ะคุณเกริก?” แม่เริ่มกระวนกระวายใจ มือไม้สั่น
“นิต้า! เอาบัตรของแกมารูดก่อนสิ!” พ่อหันไปสั่งลูกสาวคนโปรด
นิต้าหน้าถอดสี รีบเปิดกระเป๋าถือแบรนด์เนม ควักบัตรเครดิตของตัวเองออกมา
แต่ความจริงที่นิต้าไม่กล้าบอกพ่อคือ… บัตรของเธอทุกใบ วงเงินเต็มเอี๊ยดจากการช้อปปิ้งของแบรนด์เนมก่อนขึ้นเรือมาหมดแล้ว!
“เอ่อ… คุณพ่อคะ บัตรของนิต้ามัน… มันติดวงเงินผ่อนของอยู่น่ะค่ะ รูดไม่น่าจะผ่าน” นิต้าอ้อมแอ้มตอบ เหงื่อกาฬเริ่มผุดตามไรผม
“แล้วเงินสดล่ะ?! ใครมีเงินสดบ้าง?!” พ่อเริ่มขึ้นเสียงด้วยความตื่นตระหนก
ทุกคนบนโต๊ะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ไม่มีใครพกเงินสดติดตัวมามากขนาดนั้น เพราะทุกคนต่างคิดว่า ‘รินรดา’ จะเป็นคนจ่ายให้ผ่านบัตรเครดิตทั้งหมดเหมือนทุกครั้ง!
ในตอนนั้นเอง หัวหน้าแผนกบริการลูกค้าของเรือสำราญก็เดินตรงเข้ามาที่โต๊ะพร้อมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองนาย
“สวัสดีครับ คุณเกริกเกียรติและคณะ” หัวหน้าแผนกเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เฉียบขาด
“ทางระบบการเงินของเรือเพิ่งได้รับการแจ้งเตือนจากสำนักงานใหญ่บนฝั่งครับ”
“บัตรเครดิตหลักที่คุณใช้ผูกบัญชีค่าใช้จ่ายออนบอร์ดทั้งหมด ได้ทำการ ‘ยกเลิกการผูกบัญชี’ และแจ้งปฏิเสธยอดเงินล่วงหน้าทั้งหมดแล้วครับ”
“นอกจากนี้ ห้องพักแฟมิลี่สูทที่คุณอัปเกรดเข้ามา เนื่องจากยอดเงินส่วนต่างไม่ได้รับการชำระ ทางระบบจำเป็นต้องระงับการให้บริการรูมเซอร์วิสและสิทธิประโยชน์ระดับวีไอพีทั้งหมดทันทีครับ”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางโต๊ะอาหารหรู!
แม่ของฉันเอามือทาบอก ร่างกายโอนเอนจนเกือบจะเป็นลม
“มะ… หมายความว่ายังไงคะ?! พวกเราจะโดนไล่ลงจากเรือเหรอ?!”
“เราไม่สามารถปล่อยให้ท่านลงกลางทะเลได้ครับ” หัวหน้าแผนกตอบอย่างเยือกเย็น
“แต่ตามกฎระเบียบของสายการเดินเรือ หากท่านไม่สามารถวางเงินมัดจำสดเป็นจำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นบาท) ภายในสองชั่วโมงนี้…”
“ทางเราจำเป็นต้องย้ายครอบครัวของท่านทั้งหมด ออกจากห้องแฟมิลี่สูท ไปพักที่ ‘ห้องพักลูกเรือชั้นใต้ท้องเรือ’ ที่ไม่มีหน้าต่างชั่วคราวครับ”
“และบริการอาหารทุกมื้อ จะถูกจำกัดให้ทานเฉพาะโรงอาหารรวมชั้นล่างเท่านั้น จนกว่าจะถึงท่าเรือปลายทางครับ!”
“ห้องใต้ท้องเรือ?!” นิต้ากรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ “ไม่นะคะ! หนูมีลูกเล็กนะ จะให้ลูกหนูไปนอนห้องใต้ท้องเรือเหม็นอับแบบนั้นได้ยังไง! พ่อคะ ช่วยด้วยสิคะ!”
ธเนศ สามีของนิต้าเริ่มหน้าซีดจนกลายเป็นสีเทา เขาหันไปตะคอกใส่พ่อตา
“คุณพ่อบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่าทริปนี้จ่ายไม่อั้น มีคนเคลียร์ให้หมด! แล้วทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ล่ะครับ?!”
“หุบปากนะธเนศ!” พ่อตวาดกลับด้วยความอับอายจนหน้าดำหน้าแดง
แขกทั้งห้องอาหารต่างพากันยกโทรศัพท์ขึ้นมาแอบถ่ายคลิปเหตุการณ์ความวุ่นวายนี้
ครอบครัวไฮโซจอมปลอมที่เคยเชิดหน้าชูตา บัดนี้กำลังยืนตัวสั่นงันงกต่อหน้าบิลค่าอาหารที่ไม่มีปัญญาจ่าย!
พ่อรีบควักโทรศัพท์มือถือออกมา กดต่อสายหาฉันทันทีผ่านสัญญาณไวไฟดาวเทียมราคาแพงของเรือ
ที่ริมสระว่ายน้ำโรงแรมพัทยา
โทรศัพท์ของฉันสั่นเตือน หน้าจอแสดงชื่อ ‘พ่อ’
ฉันมองดูสายเรียกเข้านั้นนิ่งๆ รอจนกระทั่งมันดังเกือบจะตัดสายไปเอง จึงค่อยๆ เลื่อนหน้าจอกดรับสาย
ฉันไม่ได้เอ่ยทักทาย ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน
“รินรดา! นี่แกทำบ้าอะไรของแกห๊ะ?!” เสียงพ่อแผดลั่นออกมาจากลำโพงจนแทบแตก
“แกกล้าดยังไงมาระงับบัตรเครดิตพ่อ?! แกทำแบบนี้พ่อกับแม่จะเอาหน้าที่ไหนไปมองคนอื่น! รู้ไหมว่าตอนนี้พวกเรากำลังจะโดนไล่ไปนอนห้องใต้ท้องเรือ!”
ฉันฟังเสียงตวาดนั้นด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
“อ้าว… เหรอคะ? นึกว่าครอบครัวที่มีพ่ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา จะมีความสุขกับการสร้างความทรงจำดีๆ ซะอีก”
คำพูดย้อนศรของฉันทำให้พ่อชะงักไปชั่วครู่ด้วยความเดือดดาล
“นังลูกทรพี! แกกำลังประชดพ่อใช่ไหม?! แค่แม่แกยกห้องให้น้องนิดๆ หน่อยๆ แกถึงกับต้องทำลายทริปครอบครัวขนาดนี้เลยเหรอ?! โอนเงินมาเดี๋ยวนี้เลยนะแสนแปด! ไม่งั้นแกไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่ออีก!”
“ได้ยินชัดเจนแล้วค่ะ” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ นิ่งสงบจนน่าขนลุก
“ถ้าอย่างนั้น… นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันก็ขอตัดขาด และจะไม่เรียกคุณว่าพ่ออีกต่อไปค่ะ”
“วะ… ว่าไงนะ?!”
“และไม่ต้องห่วงนะคะคุณเกริกเกียรติ ฉันไม่ได้แค่ระงับบัตรเครดิตหรอกค่ะ”
ฉันเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ที่สุดลงไปกลางใจของเขา
“บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่คุณกับนิต้ากำลังอาศัยอยู่… ฉันให้ทนายยื่นเรื่องระงับการผ่อนชำระ และเตรียมให้ธนาคารเข้ายึดทรัพย์แล้วค่ะ”
“รถยนต์คันหรูที่นิต้าขับ… ฉันส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ไฟแนนซ์จะไปรอรับรถคืนถึงหน้าบ้าน”
“และเรื่องที่ดินแม่ริมของคุณยายวารี… เงินแปดล้านห้าแสนบาทที่คุณกับแม่ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและยักยอกไปให้นิต้า…”
ปลายสายเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ติดขัดของพ่อ
“แก… แกรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?!” เสียงพ่อสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
“ฉันรู้ทุกอย่างค่ะ” ฉันตอบอย่างเลือดเย็น
“ทีมทนายความของฉันได้ยื่นฟ้องพวกคุณทุกคนต่อศาลอาญาและศาลแพ่งเรียบร้อยแล้ว”
“ในข้อหาปลอมแปลงเอกสารสิทธิ แจ้งความเท็จ และร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดก”
“ใช้เวลาสิบวันบนเรือสำราญให้คุ้มค่านะคะ… สูดอากาศบริสุทธิ์ในห้องใต้ท้องเรือให้เต็มปอด”
“เพราะทันทีที่เรือเทียบท่ากลับมาที่แหลมฉบัง… สิ่งที่จะมารอต้อนรับพวกคุณ ไม่ใช่รถลิมูซีนหรูหรา”
“แต่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กุญแจมือ และหมายศาลที่จะส่งพวกคุณทุกคน… เข้าไปชดใช้กรรมในคุก!”
“รินดา! อย่านะริน! แม่ขอร้องล่ะลูก! รินนนน—!”
เสียงแม่แย่งโทรศัพท์ไปกรีดร้องอ้อนวอนดังแทรกเข้ามา
แต่ฉันไม่คิดจะฟังอีกต่อไป
ติ๊ด!
ฉันกดตัดสายทิ้งทันที
แล้วถอดซิมการ์ดออกจากเครื่อง หักมันออกเป็นสองท่อนด้วยมือของตัวเอง
แล้วโยนเศษพลาสติกนั้นลงไปในถังขยะอย่างไม่ไยดี
ลมทะเลพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกหนาวเหน็บเลยแม้แต่น้อย
มันกลับทำให้ฉันรู้สึกถึง ‘อิสรภาพ’ ที่แท้จริง
ฉันหันหลังกลับ เดินตรงไปหาลูกแฝดทั้งสองคนที่กำลังหัวเราะร่าอยู่ในสระว่ายน้ำ
“แม่ครับ! ดูนี่สิครับ ภามดำน้ำได้แล้ว!” น้องภามตะโกนกวักมือเรียกอย่างตื่นเต้น
“หนูก็ว่ายน้ำเก่งเหมือนกันค่ะแม่!” น้องเพลงส่งยิ้มหวาน โบกมือทักทาย
ฉันก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาด้วยรอยยิ้มที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ
สิบวันต่อจากนี้… มันจะไม่ใช่แค่การพักผ่อนธรรมดา
แต่มันคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของฉันและลูกๆ
ชีวิตที่ไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่าง ไม่ต้องเป็นเครื่องมือทางการเงินของใคร
และเมื่อพายุลูกนี้พัดผ่านไป…
พวกปรสิตที่คอยเกาะกินเลือดเนื้อของฉัน จะต้องชดใช้อย่างสาสมในทุกบาททุกสตางค์และทุกหยดน้ำตาที่ลูกของฉันต้องเสียไป!
PART 3 :
สิบวันบนผืนแผ่นดินใหญ่ผ่านไปอย่างสงบสุขและอบอุ่นที่สุดเท่าที่ฉันเคยสัมผัสมาในชีวิต
ฉันพาน้องภามและน้องเพลงเที่ยวเล่นตามชายหาด สวนน้ำ และสวนสนุกอย่างเต็มที่โดยไม่มีเรื่องครอบครัวมาคอยบั่นทอนจิตใจ
เสียงหัวเราะของลูกทั้งสองคนดังกังวานตลอดการเดินทาง
แววตาที่เคยหม่นหมองเพราะคำถามไร้เดียงสาในวันนั้น ถูกแทนที่ด้วยประกายความสุขสดใสของเด็กวัยแปดขวบที่ได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยม
ในระหว่างที่พวกเรากำลังสร้างความทรงจำใหม่ด้วยกัน
โทรศัพท์เครื่องใหม่ของฉันที่มีเพียงเบอร์ของพี่เมฆ ทนายความ และคนสนิทไม่กี่คน ก็ได้รับการอัปเดตความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
พี่เมฆทำงานได้อย่างเฉียบขาดและรวดเร็วสมกับเป็นทนายความมือหนึ่ง
หลักฐานการปลอมแปลงลายเซ็นในเอกสารมอบอำนาจคดีมรดกของคุณยายวารี ได้รับการตรวจสอบและยืนยันทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ
ผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อระบุชัดเจนว่า ลายเซ็นของฉันในคำร้องแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเมื่อห้าปีก่อนเป็นของปลอมที่ถูกคัดลอกขึ้นมา
ศาลอาญาจึงได้อนุมัติหมายจับนางพิมพาและนายเกริกเกียรติในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน
นอกจากนี้ ศาลยังมีหมายเรียกตัวนางสาวนิต้าและนายธเนศในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินมรดกและร่วมกันฟอกเงินอีกด้วย
ขณะเดียวกัน บนเรือสำราญหรูกลางทะเลอ่าวไทยที่กำลังมุ่งหน้ากลับสู่ท่าเรือแหลมฉบัง
ช่วงเวลาสิบวันของครอบครัวพ่อ แม่ และนิต้า กลับไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น
หลังจากที่ฉันตัดสัญญาณบัตรเครดิตและปฏิเสธยอดเงินทั้งหมด
พวกเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเรือเข้าควบคุมตัวและย้ายออกจากห้องแฟมิลี่สูทสุดหรูในทันที
ข้าวของสัมภาระทั้งหมดถูกขนย้ายลงไปยังห้องพักลูกเรือชั้นใต้ท้องเรือ ซึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ขนาดไม่ถึงสิบตารางเมตร
ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีระเบียงชมวิว มีเพียงกลิ่นอับของเครื่องยนต์และเสียงคลื่นกระแทกตัวเรือดังก้องตลอดทั้งคืน
อาหารการกินถูกจำกัดให้เหลือเพียงอาหารชุดธรรมดาในโรงอาหารรวมของพนักงาน
ไม่มีอีกแล้วล็อบสเตอร์ย่างเนย เนื้อวากิว หรือแชมเปญฝรั่งเศสราคาแพง
ตลอดสิบวัน พ่อกับแม่ต้องเผชิญกับสายตาดูถูกเหยียดหยามจากแขกคนอื่นๆ บนเรือที่จำหน้าพวกเขาได้จากเหตุการณ์อื้อฉาวในห้องอาหารค่ำ
นิต้ากับสามีเริ่มเปิดฉากทะเลาะกันอย่างรุนแรงทุกเช้าค่ำ
ธเนศโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของครอบครัวนิต้าที่หลอกเขาว่ามีเงินและมีคนคอยจ่ายให้
ส่วนนิต้าก็ตวาดใส่สามีว่าไร้น้ำยาและไม่เคยหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้เอง
เสียงกรีดร้องและเสียงด่าทอของทั้งสองคนดังก้องไปทั่วทางเดินชั้นใต้ท้องเรือจนลูกเรือต้องเข้ามาตักเตือนหลายครั้ง
และสิ่งที่บีบคั้นหัวใจของพวกเขามากที่สุด คือความจริงที่ว่า…
เมื่อเรือเทียบท่าเข้าสู่ฝั่ง สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ไม่ใช่ชีวิตสุขสบายเหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่เป็นหายนะที่พวกเขาร่วมกันก่อขึ้นมาด้วยความโลภของตัวเอง
เช้าวันที่สิบเอ็ด ณ ท่าเทียบเรือสำราญแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
ท้องฟ้าแจ่มใส ลมทะเลพัดเอื่อยๆ เข้าสู่ชายฝั่ง
เรือสำราญลำยักษ์ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าเทียบท่าอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงหวูดเรือที่ดังกึกก้อง
บริเวณทางออกของผู้โดยสารขาเข้า มีผู้คนจำนวนมากมารอรับญาติพี่น้องและครอบครัว
ฉันยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องโถงผู้โดยสาร ในชุดสูทสากลสีครีมเรียบหรู สวมแว่นกันแดดสีชา ท่วงท่าสงบนิ่งและมั่นคง
ข้างๆ ฉันมีพี่เมฆยืนถือแฟ้มเอกสารทางกฎหมายหนาเตอะ
และด้านหลังของเรา คือเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบจากสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังจำนวนสี่นาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบจากกองบังคับการปราบปรามอีกสองนาย
เมื่อบันไดทางลงของเรือเปิดออก บรรดาผู้โดยสารต่างทยอยเดินลากกระเป๋าออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส
จนกระทั่ง… ร่างของคนกลุ่มหนึ่งก้าวพ้นประตูออกมา
สภาพของพวกเขาสี่คนทำเอาผู้คนรอบข้างต้องหันไปมองด้วยความตกตะลึง
พ่อที่เคยยืดอกภูมิใจในชุดสูทราคาแพง บัดนี้สวมเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ที่ไม่ได้รีด ใบหน้าหมองคล้ำ ขอบตาดำลึก และเดินหลังค่อมราวกับคนแก่หมดแรง
แม่สวมชุดเดรสที่เปรอะเปื้อนคราบอาหาร ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ไร้ร่องรอยของคุณนายไฮโซผู้สูงศักดิ์
ส่วนนิต้ากับธเนศกำลังเดินลากกระเป๋าอย่างทุลักทุเล พลางอุ้มลูกที่กำลังร้องไห้งอแงเพราะความเหนื่อยล้า
ทั้งสองคนมีรอยขีดข่วนบนใบหน้าและลำคอ ซึ่งบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเพิ่งผ่านการลงไม้ลงมือตบตีกันมาสดๆ ร้อนๆ
ทันทีที่แม่เงยหน้าขึ้นมาแล้วมองเห็นฉันยืนอยู่ตรงทางออก
ดวงตาที่ฝ้าฟางของนางก็เบิกกว้างขึ้นทันที
“รินดา!”
แม่ตะโกนลั่น วิ่งกะเผลกตรงเข้ามาหาฉันด้วยความตื่นตระหนก
พ่อและนิต้าเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามมาติดๆ
“รินดา! นังลูกทรพี!” พ่อแผดเสียงขึ้นมาทันทีที่เข้าใกล้ ชี้หน้าฉันด้วยมือที่สั่นเทิ้ม
“แกทำแบบนี้กับพวกเราได้ยังไงห๊ะ?! แกปล่อยให้พ่อกับแม่ต้องไปนอนในรูหนูใต้ท้องเรือ ต้องกินเศษอาหารเหมือนขอทานสิบวันเต็มๆ!”
“รู้ไหมว่าพวกเราต้องอับอายขายหน้าคนทั้งเรือขนาดไหน!”
นิต้าปรี่เข้ามาหาฉัน ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
“พี่ริน! พี่เป็นบ้าไปแล้วเหรอ?! ทำไมพี่ใจร้ายใจดำขนาดนี้! ลูกของหนูต้องทนทรมานอยู่ในห้องอับๆ จนเป็นไข้ก็เพราะพี่!”
“พี่มีความเป็นคนอยู่บ้างไหม?! แค่พวกเราขอห้องพักดีๆ แค่นี้ พี่ถึงกับต้องตัดเงิน ตัดบัตร แล้วทำลายชีวิตพวกเราขนาดนี้เลยเหรอ!”
ฉันยืนนิ่ง ไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
ฉันค่อยๆ ถอดแว่นกันแดดออก สบตากับคนตรงหน้าทีละคนด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนถึงขั้วหัวใจ
“ขอห้องพักดีๆ งั้นเหรอ?” ฉันเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก
“พวกเธอไม่ได้ ‘ขอ’ นิต้า… แต่พวกเธอ ‘แย่งชิง’ มันไป”
“พวกเธอใช้สิทธิ์ความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นน้องสาว มาบีบบังคับเอาสิ่งที่ฉันจ่ายด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองไปประเคนให้พวกเธอ”
“และที่สำคัญที่สุด…” ฉันปรายตาไปมองแม่ที่กำลังยืนหอบหายใจอยู่ข้างๆ
“พวกเธอเหยียบย่ำหัวใจของภามกับเพลง บอกว่าลูกของฉันไม่คู่ควรได้รับความสุข เพราะพวกเขาไม่มีพ่อเหมือนลูกของเธอ!”
คำพูดของฉันทำให้แม่หน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริก
“ริน… แม่… แม่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะลูก แม่แค่พูดไปเพราะอารมณ์…”
“ไม่ต้องมาแก้ตัวหรอกค่ะ” ฉันยกมือขึ้นห้าม “ตลอดสามสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา ฉันได้ยินคำแก้ตัวของแม่มามากพอแล้ว”
“รินดา!” พ่อตวาดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความผิด “เรื่องนั้นมันผ่านไปแล้ว! ตอนนี้แกต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบนเรือทั้งหมดเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าหน้าที่เรือเขายึดพาสปอร์ตพวกเราไว้ ถ้าแกไม่จ่ายเงินสองแสนบาท พวกเราจะออกจากท่าเรือไม่ได้!”
“และแกต้องโอนเงินคืนค่านิต้ากับพ่อด้วย แกจะทิ้งครอบครัวแบบนี้ไม่ได้นะ!”
ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพชอย่างที่สุด
“จ่ายเงินให้พวกคุณเหรอคะ?”
ฉันหันไปส่งสัญญาณให้พี่เมฆ
พี่เมฆก้าวออกมายืนข้างหน้าฉัน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหกนายที่เดินเข้ามาล้อมรอบครอบครัวของพ่อไว้ทันที!
พ่อกับแม่สะดุ้งสุดตัว ถอยหลังไปชนกับรถเข็นกระเป๋า
“ตำรวจ… ตำรวจมาทำไม?!” ธเนศ สามีของนิต้าร้องเสียงหลงด้วยความตระหนก
ร้อยตำรวจเอกหัวหน้าชุดจับกุมก้าวขึ้นมาด้านหน้า ควักบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานและชูเอกสารหมายจับขึ้นตรงหน้าพ่อและแม่
“นายเกริกเกียรติ วัฒนากุล และนางพิมพา วัฒนากุล ใช่ไหมครับ?”
พ่อกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ชะ… ใช่ครับ มีเรื่องอะไรกันครับผู้กอง?”
“ผมมีหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดกครับ!”
คำประกาศนั้นดังก้องไปทั่วอาคารเทียบเรือ!
ผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่กำลังเดินผ่านไปมาต่างหยุดชะงักและหันมามุงดูเป็นตาเดียว
แม่ของฉันเข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นทันที มือไม้ปัดป่ายไปในอากาศ
“ไม่จริง! โกหก! มรดกอะไรกัน! ฉันเป็นแม่นะ ฉันมีสิทธิ์จัดการทุกอย่าง!”
“คุณไม่มีสิทธิ์แตะต้องมรดกของคุณยายวารีแม้แต่บาทเดียวครับคุณพิมพา” พี่เมฆก้าวเข้ามาชี้แจงด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“พินัยกรรมฝ่ายเมืองของคุณยายวารีระบุชัดเจนว่า ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้คุณรินรดาแต่เพียงผู้เดียว”
“แต่คุณกับสามีกลับร่วมมือกันทำเอกสารมอบอำนาจปลอม ยื่นคำร้องเท็จต่อศาล หลอกขายที่ดินแม่ริมไปในราคาแปดล้านห้าแสนบาท”
พี่เมฆหันไปมองนิต้าที่ยืนตัวสั่นงันงก หน้าซีดเผือดจนขาวราวกับกระดาษ
“และนางสาวนิต้า วัฒนากุล… คุณก็มีหมายเรียกในฐานะผู้รับโอนเงินแปดล้านห้าแสนบาทเข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์และฟอกเงินครับ!”
“ไม่จริง! กรี๊ดดดดด!” นิต้าแผดเสียงกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เธอทิ้งกระเป๋าเดินทางลงพื้นแล้วพุ่งตัวเข้ามาหาฉันเหมือนคนเสียสติ
“นังรินดา! มึงทำแบบนี้กับกูได้ยังไง! เงินนั่นพ่อกับแม่ให้กูโดยเสน่หา! มึงไม่มีสิทธิ์มาฟ้องกู!”
หมับ!
เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงสองนายก้าวเข้ามาล็อคแขนของนิต้าไว้แน่น กดตัวเธอลงกับพื้นทันที
“ปล่อยกูนะ! ปล่อย! พี่ริน มึงถอนฟ้องเดี๋ยวนี้เลยนะ! กูเป็นน้องมึงนะเว้ย! มึงจะส่งน้องแท้ๆ เข้าคุกเหรอ!” นิต้าดิ้นรนอย่างทุรนทุราย น้ำตานองหน้า
“น้องแท้ๆ เหรอนิต้า?” ฉันก้มลงมองเธอด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความสงสาร
“น้องแท้ๆ ที่รู้เห็นเป็นใจกับการขโมยเงินมรดกของคุณยายที่ท่านตั้งใจทิ้งไว้ให้หลานแฝดของตัวเองงั้นเหรอ?”
“น้องแท้ๆ ที่เอาเงินแปดล้านห้าแสนของฉันไปซื้อบ้านหรู ซื้อรถขับ แล้วยังปล่อยให้ฉันเป็นคนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และจ่ายค่าเทอมลูกของเธอมาตลอดหลายปีเนี่ยนะ?”
ฉันย่อตัวลงตรงหน้าเธอ สบตากับหญิงสาวที่ฉันเคยรักและทะนุถนอมมาตั้งแต่เด็ก
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเคยเห็นฉันเป็นพี่สาวจริงๆ บ้างไหมนิต้า?”
“หรือเธอเห็นฉันเป็นแค่ทาส… เป็นแค่เครื่องผลิตเงินที่เธอจะสูบกินเท่าไหร่ก็ได้?”
นิต้าสะอึก อึกอักตอบไม่ได้ มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พ่อของฉันที่ยืนตัวสั่น พยายามจะเดินเข้ามาหาฉันด้วยท่าทางอ่อนลง
“ริน… รินดาลูกรัก…” พ่อเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“พ่อขอโทษ… พ่อกับแม่ผิดไปแล้วลูก ยกโทษให้พ่อเถอะนะ อย่าทำถึงขนาดส่งพ่อกับแม่เข้าคุกเลย”
“แกเป็นลูกกตัญญูนะริน สังคมจะประณามแกเอานะถ้าแกฟ้องพ่อแม่ตัวเองแบบนี้!”
ฉันลุกขึ้นยืนตรง สบตาชายผู้ให้กำเนิดอย่างไม่หวั่นไหว
“สังคมจะประณามฉัน หรือจะประณามพ่อแม่ที่ร่วมกันปลอมลายเซ็นขโมยมรดกลูกสาวตัวเองกันแน่คะ?”
“และคำว่ากตัญญูของพ่อ… มันตายไปตั้งแต่วันที่พ่อส่งใบแจ้งหนี้แสนสี่มาให้ฉัน ทั้งๆ ที่พวกคุณเพิ่งแย่งห้องพักของหลานตัวเองไปแล้วค่ะ!”
“ริน…” แม่ที่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้น พยายามจะคลานเข้ามากอดขาของฉันไว้
แต่นายตำรวจก้าวเข้ามาประคองตัวเธอขึ้น
“รินดา… แม่กราบขอร้องล่ะลูก อย่าทำแบบนี้เลยนะ เงินแปดล้านนั่นแม่จะให้นิต้าคืนให้แกทั้งหมดเลยนะลูกนะ!”
“คืนเหรอคะ?” ฉันแค่นยิ้มออกมา
“นิต้าจะเอาเงินที่ไหนมาคืนคะแม่ ในเมื่อเงินก้อนนั้นถูกนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและผ่อนคอนโดจนเกือบหมดแล้ว?”
พี่เมฆเปิดแฟ้มเอกสารอีกชุดหนึ่งออกมา
“เนื่องจากคุณรินรดาได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลแพ่ง”
“ศาลได้มีคำสั่งอายัดบัญชีธนาคารทุกบัญชีของนางสาวนิต้าและนายธเนศเรียบร้อยแล้วครับ”
“นอกจากนี้ บ้านเดี่ยวที่พวกคุณอาศัยอยู่ ทางธนาคารได้ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาเงินกู้และเตรียมยึดทรัพย์ขายทอดตลาด เนื่องจากขาดการผ่อนชำระ”
“และรถยนต์สองคันของบ้านคุณ… เจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์ได้นำหมายยึดไปรอรับรถคืนที่หน้าบ้านเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ครับ!”
“อะไรนะ?!” ธเนศร้องลั่น เอามือกุมขมับ “บ้านโดนยึด? รถโดนยึด? แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันวะนิต้า?!”
ธเนศหันไปผลักไหล่นิต้าอย่างแรงด้วยความโมโหจัด
“เพราะมึงคนเดียว! อีตัวซวย! กูบอกแล้วว่าอย่าไปมีเรื่องกับพี่สาวมึง! พากูฉิบหายไปด้วยเลยเห็นไหม!”
“ไอ้ธเนศ! มึงกล้าด่ากูเหรอ! ตอนมึงเอาเงินเขาไปเปิดร้านอาหาร มึงไม่เห็นพูดแบบนี้เลยนะไอ้หน้าตัวเมีย!”
ทั้งสองคนเริ่มเปิดฉากก่นด่าและทุบตีกันอีกครั้งต่อหน้าธารกำนัลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ภาพความพินาศของครอบครัวที่เคยอวดอ้างว่า ‘สมบูรณ์แบบ’
ภาพของคนที่เคยเหยียบย่ำฉันและลูกๆ บัดนี้กำลังฉีกทึ้งกันเองอย่างไร้ยางอาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวพ่อ แม่ นิต้า และธเนศ ใส่กุญแจมือทีละคน
แกร๊ก… แกร๊ก…
เสียงเหล็กกุญแจมือกระทบกันดังก้องไปทั่วบริเวณ
พ่อก้มหน้าลงต่ำด้วยความอับอายจนไม่กล้าสบตาใครอีกต่อไป
แม่ร้องไห้คร่ำครวญแทบขาดใจ ร่างกายถูกพยุงขึ้นรถตู้ตำรวจไปอย่างหมดรูป
ส่วนนิต้ายังคงกรีดร้องสาปแช่งฉันสลับกับการอ้อนวอนขอความเมตตาจนกระทั่งประตูกระจกรถตู้ปิดสนิทลง
รถตำรวจเปิดสัญญาณไฟไซเรน แล่นออกจากท่าเทียบเรือแหลมฉบังไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมาสู่บรรยากาศริมทะเลอีกครั้ง
พี่เมฆหันมายิ้มให้ฉันอย่างจริงใจ “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนะริน หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของพี่ในชั้นศาล เธอไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว”
“ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะพี่เมฆ ถ้าไม่มีพี่ รินคงไม่รู้จะเริ่มต้นแก้ปัญหานี้ยังไง” ฉันยกมือไหว้อย่างซาบซึ้ง
“ไม่ต้องขอบคุณพี่หรอกริน เธอเป็นคนเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวมาก คุณยายวารีมองคนไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกมอบทุกอย่างให้เธอ”
พี่เมฆตบไหล่ฉันเบาๆ ก่อนจะขอตัวเดินไปจัดการเอกสารต่อกับทางเจ้าหน้าที่
ฉันยืนอยู่ตรงลานหน้าอาคารเทียบเรือเพียงลำพัง ลมทะเลพัดผ่านผิวกายเบาๆ
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมที่ฉันเคยหักซิมการ์ดทิ้งออกมาจากกระเป๋า
ในเครื่องนั้น… ยังคงมีข้อความเก่าๆ ที่แม่และพ่อเคยส่งมาตลอดหลายปี
ข้อความทวงเงิน
ข้อความสั่งให้ช่วยเหลือน้อง
และข้อความสุดท้ายที่บอกว่า ‘ลูกของนิต้าเขามีพ่อ’
ฉันกดเลือกข้อความเหล่านั้นทั้งหมด… แล้วกด ‘ลบถาวร’ ออกไปจากความทรงจำ
ไม่มีอะไรที่จะสามารถมาทำร้ายฉันหรือลูกๆ ของฉันได้อีกต่อไปแล้ว
หกเดือนต่อมา ณ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
สายลมหนาวพัดผ่านทิวเขา สวนส้มขนาดใหญ่ยี่สิบไร่กำลังออกผลสีส้มทองอร่ามเต็มต้น
กลิ่นหอมสดชื่นของผลส้มและดอกไม้ป่าตลบอบอวลไปทั่วบริเวณริมแม่น้ำที่ไหลเอื่อยๆ
บ้านพักตากอากาศไม้สักสองชั้นหลังเดิมของคุณยายวารี ได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่จนกลายเป็นบ้านพักที่อบอุ่นและงดงาม
ป้ายไม้สักแกะสลักหน้าบ้านสลักตัวอักษรสีทองไว้อย่างประณีต:
‘บ้านสวนวารี – รินรดา ภาม เพลง’
ศาลแพ่งและศาลอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีมรดกแล้ว
เนื่องจากนิต้าและพ่อแม่ยินยอมคืนเงินมรดกที่เหลืออยู่ และยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแม่ริมกลับคืนมาให้ฉันโดยไม่มีเงื่อนไข
รวมทั้งเงินสดอีกบางส่วนที่ถูกอายัดไว้ได้ทัน
ศาลจึงพิพากษาจำคุกนายเกริกเกียรติและนางพิมพาเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญาไว้เนื่องจากอายุมากและไม่มีประวัติการกระทำความผิดมาก่อน
แต่ทั้งสองคนต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ และไม่มีทรัพย์สินใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ปัจจุบัน พ่อกับแม่ต้องย้ายไปอาศัยอยู่ในห้องเช่าสังกะสีเล็กๆ แถบชานเมือง โดยอาศัยเพียงเบี้ยยังชีพคนชราจากรัฐบาลประทังชีวิตไปวันๆ
ส่วนนิต้า… ศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในข้อหารับของโจรและฟอกเงิน โดยไม่รอลงอาญา
ธเนศ สามีของเธอ หอบเสื้อผ้าหนีหายไปพร้อมกับทิ้งลูกทั้งสองคนไว้ให้สถานสงเคราะห์เด็กและครอบครัวดูแลชั่วคราว
ชีวิตที่เคยสุขสบายบนความทุกข์ของคนอื่น… จบลงด้วยความพังพินาศที่ไม่มีวันกู้คืนได้
ฉันยืนอยู่ที่ระเบียงไม้ชั้นสองของบ้านสวน สูดอากาศบริสุทธิ์ของขุนเขาเข้าลึกจนเต็มปอด
ฉันตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกที่โรงพยาบาลเดิม และย้ายมาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ในตัวเมืองเชียงใหม่
เพื่อที่จะได้มีเวลาดูแลลูกๆ และดูแลสวนส้มมรดกที่คุณยายมอบให้
“แม่ครับ! ดูสิครับ ภามเก็บส้มลูกใหญ่ได้เต็มตะกร้าเลย!”
เสียงเจื้อยแจ้วของน้องภามดังก้องขึ้นมาจากใต้ต้นส้ม
เด็กชายสวมหมวกฟางใบเล็ก ถือตะกร้าหวายที่มีผลส้มสดๆ อยู่เต็มเปี่ยม วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาฉันด้วยรอยยิ้มกว้าง
ข้างๆ กันคือน้องเพลง ที่กำลังวิ่งไล่ตามผีเสื้อสีสวยอย่างมีความสุข
แก้มของลูกทั้งสองคนแดงระเรื่อด้วยสุขภาพที่แข็งแรง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยอิสรภาพและความสุขอย่างแท้จริง
ฉันเดินลงบันไดบ้าน ก้าวเข้าไปอ้าแขนรับร่างเล็กๆ ของลูกชายที่โผเข้ามากอดฉันไว้แน่น
ตามด้วยน้องเพลงที่วิ่งเข้ามากอดเอวฉันอีกข้างหนึ่ง
“เหนื่อยไหมลูก?” ฉันลูบหัวลูกทั้งสองคนด้วยความรักสุดหัวใจ
“ไม่เหนื่อยเลยครับแม่! อยู่ที่นี่สนุกที่สุดในโลกเลยครับ!” ภามเงยหน้าตอบด้วยแววตาเป็นประกาย
“หนูก็ชอบที่นี่ค่ะแม่ มีดอกไม้เยอะแยะเลย แล้วแม่ก็อยู่กับพวกเราตลอดเวลาด้วย” เพลงซบหน้าลงกับตักของฉัน
ฉันก้มลงหอมแก้มลูกทั้งสองคนทีละคน
หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อล้นขึ้นมาในดวงตาของฉันอย่างเงียบๆ
คำพูดของแม่ในวันนั้นที่บอกว่า ‘ครอบครัวที่มีพ่ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตามันมีความหมายมากกว่า’…
ในวันนี้ ฉันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่จริงเลยแม้แต่นิดเดียว
ความสมบูรณ์แบบของครอบครัว… ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคน
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องมีพ่อ มีแม่ ตามค่านิยมจอมปลอมที่สังคมกำหนดขึ้นมา
แต่มันขึ้นอยู่กับ ‘ความรักที่แท้จริง’
ความรักที่ไม่เอาเปรียบ ความรักที่ไม่หลอกลวง และความรักที่พร้อมจะปกป้องดูแลกันในทุกช่วงเวลาของชีวิต
ฉันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามเหนือสวนส้มแม่ริม
สายลมอ่อนๆ พัดผ่านเข้ามา นำพาความอบอุ่นและความสงบสุขมาสู่หัวใจของฉัน
ฉันสัมผัสได้ถึงความรักของคุณยายวารีที่ยังคงโอบกอดพวกเราสามคนแม่ลูกอยู่ตรงนี้เสมอ
ชีวิตที่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบ… มันได้จบสิ้นลงแล้วอย่างสมบูรณ์
และต่อจากนี้ไป บนผืนแผ่นดินอันงดงามแห่งนี้
ฉันจะเลี้ยงดูลูกทั้งสองคนให้เติบโตขึ้นมาด้วยความรัก ความซื่อสัตย์ และความภาคภูมิใจในตัวเอง
โดยไม่มีร่มเงาของความอยุติธรรมใดๆ มาบดบังแสงสว่างในชีวิตของพวกเราได้อีกตลอดกาล.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *