มหาเศรษฐีหนุ่มแกล้งนอนหลับเพื่อแอบทดส

มหาเศรษฐีหนุ่มแกล้งนอนหลับเพื่อแอบทดสอบความซื่อสัตย์ของลูกสาวแม่บ้านวัยสามขวบ แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาพร้อมใบหน้าที่เปรอะเปื้อนสีน้ำ คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยกลับพังทลายกำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างมาทั้งชีวิตจนพังยับเยิน!

บทที่ 2

เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสะท้อนผ่านกระจกนิรภัยบานยักษ์ของห้องรับแขก
ทว่าในโสตประสาทของผม สรรพเสียงรอบกายกลับดับวูบลงสนิท
ดวงตาของผมจับจ้องนิ่งอยู่ที่แผ่นโลหะสีทองอร่ามที่โผล่พ้นคอเสื้อกันฝนสีเหลืองสดของเด็กหญิงตัวน้อย
ล็อกเกตทองคำโบราณทรงรี สลักลวดลายดอกบัวตูมที่กำลังจะคลี่กลีบอย่างประณีตบรรจง
รอยบากเล็กๆ ตรงขอบด้านล่างซ้าย…
รอยตำหนิที่เกิดจากปลายมีดแกะสลักของช่างทองเก่าแก่ในย่านเยาวราชเมื่อห้าปีก่อน
ช่างทองที่ผมก้มหัวขอร้องให้ช่วยเร่งมือทำข้ามวันข้ามคืน เพื่อนำมามอบให้เป็นของขวัญวันครบรอบแก่ผู้หญิงคนหนึ่ง
ผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสว่างไสวดั่งแสงตะวันยามเช้า
ผู้หญิงที่กุมหัวใจอันด้านชาของทายาทหมื่นล้านไว้ได้อย่างหมดจด
และเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่อุ้มท้องลูกของผม แล้วกลืนหายไปในกองเพลิงและสายน้ำอันมืดมิดเมื่อสี่ปีก่อน!
ลมหายใจของผมขาดห้วงไปในอก
หัวใจที่เคยด้านชาและเย็นเยียบดั่งธารน้ำแข็งขั้วโลก กำลังเต้นกระหน่ำรัวเร็วประหนึ่งกลองศึก
หยาดสีน้ำสีฟ้าและสีเหลืองบนใบหน้าของผมเริ่มแห้งกรัง ดึงรั้งผิวแก้มจนตึงชา
แต่มันไม่อาจเทียบได้กับความตึงเครียดที่กำลังแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูเนื้อ
มือขวาของผมที่เคยเซ็นสัญญามูลค่าพันล้านได้อย่างมั่นคง บัดนี้กลับสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
ผมค่อยๆ ยื่นปลายนิ้วที่เย็นเฉียบออกไปข้างหน้า
สัมผัสแรกที่กระทบลงบนแผ่นทองคำ คือความเย็นเยียบของโลหะที่ซึมซับไอฝน
แต่วินาทีต่อมา มันกลับส่งผ่านความอบอุ่นประหลาดจากผิวกายของเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาสู่ปลายนิ้วของผม
ผมพลิกด้านหลังของล็อกเกตขึ้นมาอย่างช้าๆ
ด้วยความหวังที่ริบหรี่เจียนดับ และความกลัวที่เกาะกุมจนแทบสำลัก
ตัวอักษรภาษาอังกฤษโบราณสองตัวสลักลึกอยู่ตรงกึ่งกลาง:
‘K & M’
Kanin & Mukda…
คณิน และ มุกดา!
โลกทั้งใบของผมหมุนเคว้งคว้างราวกับแผ่นดินไหวระดับรุนแรง
ความทรงจำอันเจ็บปวดที่ผมพยายามฝังกลบไว้ในส่วนลึกที่สุดของก้นบึ้งหัวใจ พรั่งพรูทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก
ภาพคฤหาสน์ริมน้ำที่ถูกเพลิงเผาผลาญจนวอดวาย
ภาพซากรถยนต์ที่จมอยู่ใต้ก้นแม่น้ำเจ้าพระยา
และรายงานชันสูตรพลิกศพที่บอกว่าพบเพียงเศษกระดูกที่ไม่สามารถระบุดีเอ็นเอได้ชัดเจน
ตลอดสี่ปีเต็ม… ผมมีชีวิตอยู่เหมือนคนตายที่ยังหายใจ
ผมสร้างกำแพงแก้วหนาทึบขึ้นมาล้อมรอบตัวเอง ก่นด่าโชคชะตา และสาปแช่งความอ่อนแอของตัวเองที่ไม่อาจปกป้องคนที่รักไว้ได้
ผมกลายเป็นมหาเศรษฐีไร้หัวใจที่ทุกคนหวาดกลัว
แต่ความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในวินาทีนี้…
มันคือปาฏิหาริย์ หรือคือภาพหลอนที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อลงทัณฑ์ผมกันแน่?!
“มะลิ! ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงหวีดร้องของมุกดาดังก้องขึ้นมา ดึงสติที่หลุดลอยของผมให้กลับคืนมา
หญิงม่ายในชุดแม่บ้านสีเทาหม่นคลานเข่าเข้ามาด้วยความลนลาน
ใบหน้าของเธอขาวซีดไร้สีเลือด หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้มที่ซูบตอบ
เธอเอื้อมมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาคว้าตัวลูกสาวไว้แน่น ดึงร่างเล็กให้ถอยห่างจากผมราวกับผมเป็นอสูรร้ายที่จะพรากชีวิตลูกของเธอไป
“คุณคณินคะ… ดิฉันกราบขอโทษแทนลูกด้วยค่ะ!”
มุกดาก้มกราบลงบนพื้นหินอ่อนจนหน้าผากแนบชิดกับกระเบื้องเย็นเยียบ
“มะลิยังเด็ก ไม่ประสีประสา แกไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่คุณท่านเลยนะคะ…”
“ได้โปรดเถอะค่ะ… อย่าทำอะไรแกเลย ไล่ดิฉันออกคนเดียวเถอะค่ะ ดิฉันจะพาลูกไปเดี๋ยวนี้!”
ด้วยความตื่นตระหนกและแรงเหวี่ยงจากการกระชากลูกสาว
กิ๊บหนีบผมพลาสติกราคาถูกบนศีรษะของมุกดาหักสะบั้นลงเสียงดัง เปรี๊ยะ!
กลุ่มผมยาวสีดำขลับที่เคยถูกมวยเก็บไว้อย่างรัดกุมใต้หมวกผ้าแม่บ้าน ทิ้งตัวสยายลงมาปรกแผ่นหลังและสองข้างแก้ม
แว่นตากรอบหนาเตอะสีดำที่เธอสวมใส่อยู่เป็นประจำ เลื่อนหลุดกระเด็นตกลงบนพรมขนสัตว์
ผ้ากันเปื้อนและคอเสื้อเชิ้ตทำงานตัวโคร่งที่ขยับเลื่อนตามแรงดึง
เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจากไฟลวกเป็นทางยาวตั้งแต่ใต้แนวกรามด้านซ้าย ลากยาวลงไปถึงไหปลาร้า
แต่สิ่งที่ตรึงสายตาของผมไว้จนแทบหยุดหายใจ…
ไม่ใช่รอยแผลเป็นอันน่าเวทนานั้น
หากแต่คือ ‘ดวงตา’ คู่สวยที่สะท้อนแสงไฟแชนเดอเลียร์ระยิบระยับ
ดวงตารูปเมล็ดอัลมอนด์สีน้ำตาลเข้มที่มีเสน่ห์ลึกล้ำ
แพขนตายาวงอนที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตา
และไฝเม็ดเล็กจิ๋วสีน้ำตาลอ่อนตรงใต้หางตาข้างซ้าย…
ไฝตำแหน่งเดียวกับที่ผมเคยจุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าในค่ำคืนที่แสนหวานเมื่อสี่ปีก่อน!
ลำคอของผมตีบตันจนไม่มีแม้แต่เสียงลมเล็ดลอดออกมา
ภาพของผู้หญิงเรียบร้อย ก้มหน้าก้มตา ไม่เคยสบตาใคร และพูดจาแผ่วเบาที่ทำงานอยู่ในบ้านผมมาตลอดสามเดือน…
บัดนี้ ซ้อนทับเข้ากับภาพของ ‘มุกดา บวรลักษณ์’ หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจของผมอย่างไร้รอยต่อ!
ทำไม… ทำไมผมถึงโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้?
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ผมมองเธอเป็นเพียงแค่แม่บ้านคนหนึ่ง
เป็นแค่เงาที่เดินผ่านไปมาในคฤหาสน์อันกว้างใหญ่
ผมไม่เคยชายตามองเธอตรงๆ ไม่เคยสนใจว่าเธอมีหน้าตาอย่างไร เพราะหัวใจของผมปิดตายและด้านชาต่อมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้
ผมสร้างเกราะป้องกันตัวเองด้วยการไม่ผูกพันกับใคร
จนกระทั่งผมเกือบจะปล่อยให้ผู้หญิงที่ผมเฝ้าตามหาทุกลมหายใจ… หลุดลอยไปอีกครั้งต่อหน้าต่อตา!
“มุกดา…”
ผมเค้นเสียงเรียกชื่อเธอออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
น้ำเสียงนั้นแตกพร่า สั่นระริก และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่อัดอั้นมานานนับพันวัน
ร่างของหญิงสาวชะงักกึกไปในทันที
แววตาตื่นตระหนกของเธอเบิกกว้างขึ้นด้วยความสะพรึงกลัวสุดขีด
เธอไม่ได้ดีใจที่ผมจำเธอได้
ตรงกันข้าม… ร่างกายของเธอกลับสั่นเทาราวกับนกปีกหักที่กำลังเผชิญหน้ากับพรานล่าสัตว์
เธอรีบดึงชายเสื้อขึ้นมาปิดบังรอยแผลเป็นที่ลำคออย่างรวดเร็ว ก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอก
“คุณ… คุณจำคนผิดแล้วค่ะ…”
มุกดาละล่ำละลักปฏิเสธ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนจับประเด็นแทบไม่ได้
“ดิฉันชื่อมุกดา… เป็นแค่แม่บ้านรับจ้างรายวันค่ะ ไม่เคยรู้จักคุณท่านมาก่อน…”
“มะลิ มาหาแม่ลูก… เราต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้!”
เธอพยายามจะอุ้มลูกสาวขึ้นมาแนบอก แล้วหันหลังวิ่งหนีออกไปทางประตูกระจกบานเลื่อน
แต่ขาทั้งสองข้างที่อ่อนแรงจากการทำงานหนักและความหวาดกลัว ทำให้เธอเซถลาจนเกือบจะล้มพับลงไปกับพื้น
“อย่าไป!”
ผมตะโกนก้อง ลุกพรวดขึ้นจากโซฟาหนังแท้อย่างไม่คิดชีวิต
ผมไม่ได้สนใจภาพลักษณ์มหาเศรษฐีผู้สูงส่ง ไม่สนใจสีน้ำที่เปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า
ผมก้าวเท้ายาวๆ เพียงสองก้าว ก็เข้าถึงตัวของเธอ
สองแขนแกร่งของผมโอบรัดร่างบอบบางที่ผอมโซของมุกดาและลูกน้อยเข้ามาไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนา
สัมผัสแห่งเนื้อแท้… กลิ่นอายของดอกมะลิป่าผสมกับกลิ่นสบู่เด็กอ่อนๆ
กลิ่นกายเดิมที่ผมจำได้แม่นยำยิ่งกว่าลมหายใจของตัวเอง
“ปล่อยฉันเถอะค่ะคุณคณิน! ได้โปรดปล่อยพวกเราไป!”
มุกดาดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งในอ้อมแขนของผม น้ำตาของเธอเปรอะเปื้อนลงบนเสื้อเชิ้ตราคาแพงของผมจนเปียกชุ่ม
“อย่าแย่งมะลิไปจากฉันเลยนะคะ! ฉันยอมรับผิดทุกอย่างแล้ว ฉันจะไม่มาให้คุณเห็นหน้าอีกตลอดชีวิต!”
“ได้โปรดเมตตาแม่ลูกคู่นี้ด้วยเถอะค่ะ… อย่าพรากแกไปจากอกฉันเลย!”
คำตัดพ้อและเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของเธอ กรีดแทงทะลุขั้วหัวใจของผมจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง
ทำไมเธอถึงคิดว่าผมจะแย่งลูกไป?
ทำไมเธอถึงมองผมด้วยสายตาหวาดกลัวเหมือนผมเป็นปีศาจร้าย?
“มุกดา… ฟังพี่ก่อน บัว… ฟังพี่!”
ผมเรียกชื่อเล่นที่ผมเคยใช้เรียกเธอเพียงคนเดียวในอดีต
คำว่า ‘บัว’ ทำให้การดิ้นรนของเธอหยุดชะงักลงในเสี้ยววินาที
มุกดาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมทั้งน้ำตา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและร้าวราน
“ทำไมเธอถึงต้องหนีพี่ไป?”
ผมเอ่ยถาม น้ำตาลูกผู้ชายที่ผมไม่เคยหลั่งให้ใครมาตลอดสี่ปี เอ่อล้นทะลักออกจากเบ้าตา
หยาดน้ำตาร้อนผ่าวไหลรินลงมาตามร่องแก้ม ผสมปนเปไปกับคราบสีน้ำสีฟ้าและสีเหลืองที่มะลิเพิ่งวาดไว้
“เธอรู้ไหมว่าสี่ปีที่ผ่านมา… พี่มีชีวิตอยู่เหมือนตกนรกทั้งเป็นขนาดไหน?”
“พี่คิดว่าเธอตายไปแล้วในกองเพลิงนั้น… พี่คิดว่าพี่สูญเสียทั้งเธอและลูกไปตลอดกาล!”
“ทำไมเธอถึงไม่กลับมาหาพี่? ทำไมถึงต้องมาทนลำบากเป็นแม่บ้านแบบนี้?!”
มุกดาจ้องมองคราบน้ำตาบนใบหน้าของผม
แววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของมหาเศรษฐีหนุ่มตรงหน้า ทำให้กำแพงความกลัวในใจของเธอเริ่มสั่นคลอน
แต่แล้ว… ความทรงจำอันดำมืดในอดีตก็หวนกลับมาบดบังหัวใจของเธออีกครั้ง
เธอส่ายหน้าช้าๆ ริมฝีปากที่แห้งแตกสั่นระริก
“จะให้ฉันกลับไปหาคุณได้ยังไงคะ…”
น้ำเสียงของเธอแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเคียดแค้นที่ปะปนกับความสิ้นหวัง
“กลับไปเพื่อให้ ‘คุณหญิงอรพินท์’ แม่ของคุณ สั่งคนมาวางเพลิงเผาฉันทั้งเป็นอีกรอบงั้นเหรอคะ?!”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางกะโหลกศีรษะของผมซ้ำสอง!
คุณหญิงอรพินท์… แม่แท้ๆ ของผม!
“เธอ… เธอพูดว่าอะไรนะมุกดา?”
“คุณหญิงอรพินท์บอกฉันในคืนนั้น…” มุกดาสะอื้นจนตัวโยน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
“ท่านบอกว่าผู้หญิงชั้นต่ำที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างฉัน ไม่มีวันได้ก้าวขึ้นมาเป็นสะใภ้ของตระกูลวรภักดีเดชากุล!”
“ท่านยื่นเช็คเงินสดห้าสิบล้านให้ฉันแลกกับการทำแท้งเอาเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณออกไป…”
“และเมื่อฉันปฏิเสธ… คืนนั้น บ้านพักตากอากาศริมน้ำที่ฉันพักอยู่ ก็ถูกลอบวางเพลิง!”
มุกดายกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นที่ลำคอของตัวเองด้วยความขมขื่น
“คนรับใช้ที่สนิทกับฉันยอมสละชีวิตช่วยฉันกระโดดลงแม่น้ำ… ฉันต้องลอยคออยู่กลางความมืดมิดเกือบสองชั่วโมงเพื่อเอาชีวิตรอดและปกป้องลูกในท้อง!”
“ในขณะที่ฉันต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในห้องเช่ารูหนู ข่าวสังคมกลับลงภาพคุณกำลังจะหมั้นหมายกับลูกสาวรัฐมนตรีอย่างมีความสุข!”
“แล้วคุณจะให้ฉันเชื่อใจคุณได้ยังไงคะคุณคณิน?!”
“ถ้าคุณหญิงรู้ว่ามะลิคือลูกของคุณ… ท่านจะไม่ส่งคนมาฆ่าปิดปากพวกเราสองคนแม่ลูกงั้นเหรอคะ?!”
ความจริงอันน่าสะอิดสะเอียนที่พรั่งพรูออกมาจากปากของมุกดา ทำให้ขาของผมหมดเรี่ยวแรงลงในทันที
เข่าทั้งสองข้างของผมทรุดกระแทกลงบนพื้นหินอ่อนอย่างไม่สนใจความเจ็บปวด
มหาเศรษฐีผู้หยิ่งผยองในเกียรติยศและศักดิ์ศรี
บัดนี้กำลังคุกเข่าลงแทบเท้าของหญิงสาวที่สวมชุดแม่บ้านเก่าๆ
ภาพข่าวงานหมั้นในอดีต… มันคือละครฉากใหญ่ที่แม่ของผมจัดขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนข่าวการหายตัวไปของมุกดา!
ในตอนนั้น แม่บอกผมว่ามุกดารับเงินไปแล้วหนีตามชู้รักไปต่างประเทศ
ผมไม่เคยเชื่อคำพูดของแม่ ผมอาละวาดจนบ้านแทบพัง และปฏิเสธการหมั้นหมายนั้นจนยอมแตกหักกับตระกูล
ผมแยกตัวออกมาสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง และตัดขาดการติดต่อกับแม่มาตลอดสี่ปีเต็ม
แต่ผมไม่เคยรู้เลย… ไม่เคยรู้แม้แต่น้อยว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ในคืนนั้น
คือแผนการฆาตกรรมอันเลือดเย็นที่ให้กำเนิดมาจากน้ำมือของมารดาผู้ให้กำเนิดผมเอง!
“พี่ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย…”
ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหลกสลาย น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มอย่างไม่อายสายตาใคร
“พี่สาบานด้วยชีวิตและวิญญาณของพี่ มุกดา… พี่ไม่เคยรู้เรื่องเงิน ไม่เคยรู้เรื่องไฟไหม้”
“ในคืนนั้น พี่ถูกส่งตัวไปเจรจาธุรกิจด่วนที่สิงคโปร์… มารู้ข่าวอีกทีตอนที่ทุกอย่างกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว”
“พี่กลับมาขุดคุ้ยหาเธอทุกลำน้ำ ทุกโรงพยาบาล ทุกสุสาน… พี่ตามหาเธอจนแทบจะเป็นบ้า!”
ผมเอื้อมมือที่สั่นเทาขึ้นไปประคองใบหน้าของเธอ สบตาเธอลึกซึ้งด้วยความจริงใจทั้งหมดที่ผมมีในชีวิต
“และงานหมั้นบ้าบอนั่น พี่ก็เป็นคนล้มโต๊ะแถลงข่าวด้วยตัวเอง จนต้องตัดขาดกับตระกูลมาจนถึงทุกวันนี้!”
“พี่ไม่เคยมีใครอื่นเลยตลอดสี่ปีที่ผ่านมา… ในหัวใจของพี่ มีแค่เธอ… มีแค่บัวคนเดียวเสมอมา”
มุกดานิ่งงันไป หยาดน้ำตาของเธอร่วงเผาะลงบนหลังมือของผม
เธอสัมผัสได้ถึงความสั่นสะท้านในน้ำเสียง สัมผัสได้ถึงความจริงใจที่ไม่อาจเสแสร้งได้จากดวงตาคู่นั้น
ความเจ็บปวด ความเคียดแค้น และความหวาดระแวงที่เธอแบกรับมาตลอดสี่ปีเต็ม
เริ่มปริแตกและละลายลงอย่างช้าๆ ภายใต้หยาดน้ำตาของชายที่เธอเคยรักหมดหัวใจ
“คุณลุงคะ…”
เสียงเล็กๆ ใสกังวานดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน
เด็กหญิงมะลิที่ยืนเงียบอยู่นาน เอื้อมมือน้อยๆ ที่เปื้อนคราบสีน้ำขึ้นมาแตะที่แก้มของผม
นิ้วป้อมๆ ค่อยๆ ปาดเกลี่ยหยาดน้ำตาและคราบสีน้ำบนใบหน้าของผมอย่างแผ่วเบา
“คุณลุงอย่าร้องไห้สิคะ…”
ดวงตากลมโตเป็นประกายไร้เดียงสาจ้องมองผมด้วยความห่วงใย
“ดูสิคะ… รอยยิ้มกับสายรุ้งที่หนูวาดให้ มันละลายหมดแล้วนะคะ”
มะลิก้มลงมองตุ๊กตากระต่ายเน่าในอ้อมแขนของตัวเอง
แกยื่น “เจ้าปุย” ตุ๊กตากระต่ายหูแหว่งที่เก่าจนขนหลุดลุ่ย ส่งมาให้ผม
“หนูให้เจ้าปุยยืมกอดแป๊บหนึ่งก็ได้ค่ะ… เวลาหนูร้องไห้ แม่บอกว่ากอดเจ้าปุยแล้วจะไม่เจ็บแผล”
“คุณลุงกอดมันสิคะ… จะได้หายเจ็บนะ”
หัวใจของผมบีบรัดรุนแรงจนแทบระเบิดออกมาด้วยความตื้นตันใจอย่างถึงที่สุด
ความไร้เดียงสา ความบริสุทธิ์ และความรักอันปราศจากเงื่อนไขของเด็กคนนี้
มันคือยาวิเศษที่รักษาบาดแผลเน่าเฟะในวิญญาณของผมให้หายสนิทในเสี้ยววินาที
ผมเอื้อมมือไปรับตุ๊กตากระต่ายตัวนั้นมากอดไว้แนบอก
ก่อนจะรวบตัวเด็กหญิงมะลิเข้ามาไว้ในอ้อมแขนอีกข้างหนึ่ง
ผมซบหน้าลงกับไหล่เล็กๆ ของลูกสาว กลิ่นแป้งเด็กและกลิ่นไอแดดจากเส้นผมของแกแตะเข้าที่ปลายจมูก
“ขอบคุณครับคนเก่ง…”
ผมกระซิบเสียงสั่นเครือ น้ำตาหยดลงบนหลังคอเสื้อกันฝนของลูก
“ลุงหายเจ็บแล้วครับ… เพราะมีหนูกับแม่อยู่ตรงนี้”
ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับมุกดาที่นั่งน้ำตาคลออยู่ตรงหน้า
“มะลิไม่ใช่ลูกของคนอื่นใช่ไหมมุกดา?”
ผมเอ่ยถามคำถามที่ผมรู้คำตอบดีอยู่แล้วแก่ใจ
“แกคือลูกสาวของพี่… เลือดเนื้อเชื้อไขของเราสองคนใช่ไหม?”
มุกดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ เธอพยักหน้าช้าๆ ทั้งน้ำตา
“ใช่ค่ะ… มะลิคือลูกสาวของคุณ”
“ชื่อจริงของแกคือ เด็กหญิงมัลลิกา วรภักดีเดชากุล… ฉันตั้งนามสกุลนี้ให้แกในใบเกิด แม้ว่าฉันจะไม่เคยกล้าบอกใครก็ตาม”
คำยืนยันนั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างเจิดจ้าที่สาดส่องลงมาในชีวิตที่มืดมนของผม
ลูกสาว… ผมมีลูกสาววัยสามขวบ!
เด็กหญิงที่เพิ่งเอาพู่กันมาวาดสายรุ้งบนหน้าผม คือส่วนหนึ่งของวิญญาณและสายเลือดของผมเอง!
ผมดึงมุกดาเข้ามาร่วมในอ้อมกอดทันที
แขนทั้งสองข้างของผมโอบรัดร่างของแม่และลูกไว้แน่นจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
สามคนพ่อแม่ลูก… แนบชิดผสานใจกันอยู่ท่ามกลางเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำอยู่นอกหน้าต่าง
ความอบอุ่นที่แท้จริงที่เงินหมื่นล้านไม่เคยซื้อได้
บัดนี้ ได้หวนคืนกลับมาสู่อาณาจักรแก้วอันแสนโดดเดี่ยวของผมแล้ว!
…
เวลาผ่านไปจนกระทั่งสายฝนภายนอกเริ่มซาเม็ดลง
กลิ่นไอดินชื้นแฉะยังคงลอยอบอวลเข้ามาทางช่องระบายอากาศ
ภายในห้องนอนใหญ่ชั้นสองของคฤหาสน์ ซึ่งปกติเป็นพื้นที่หวงห้ามที่ไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ก้าวล่วงเข้ามา
บัดนี้… บนเตียงนอนคิงไซส์ราคาหลักล้านที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนผ้าไหมอิตาลีสีเทาเข้ม
ร่างเล็กป้อมของน้องมะลิในชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตัวใหม่ กำลังนอนหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข
ในอ้อมแขนยังคงกอดเจ้าปุยไว้แนบอก ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ผิวแก้มเนียนนุ่มขึ้นสีชมพูระเรื่อ
บนโต๊ะข้างเตียง มีกะละมังน้ำอุ่นและผ้าขนหนูผืนเล็กวางอยู่
ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการช่วยมุกดาเช็ดตัวและทายาแก้ผื่นคันให้ลูกสาวด้วยตัวเองอย่างทะนุถนอมที่สุด
ความรู้สึกของการได้เป็น ‘พ่อ’… มันช่างยิ่งใหญ่และท่วมท้นจนผมแทบไม่อยากกะพริบตา
มุกดานั่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาข้างเตียง เธอเปลี่ยนมาสวมชุดลำลองผ้าฝ้ายสีครีมตัวหลวมที่แม่บ้านส่วนตัวของผมรีบนำมาให้
ใบหน้าหวานที่ปราศจากเครื่องสำอางและแว่นตาหนาเตอะ ดูผ่อนคลายลงมาก แม้ว่าแววตาจะยังคงแฝงไว้ด้วยความกังวล
ผมเดินไปรินนมอุ่นผสมน้ำผึ้งใส่แก้วเซรามิก แล้วนำมายื่นส่งให้เธอ
“ดื่มอะไรร้อนๆ หน่อยนะบัว ร่างกายจะได้อุ่นขึ้น”
มุกดาเงยหน้าขึ้นมองผม เธอรับแก้วนมไปถือไว้ด้วยสองมือที่ยังคงมีรอยด้าน
“ขอบคุณค่ะ… คุณคณิน”
“เรียกพี่คณินเหมือนเดิมเถอะนะ”
ผมนั่งลงบนขอบเตียงข้างๆ เธอ สบตาเธอด้วยความเว้าวอน
“อย่าสร้างระยะห่างระหว่างเราอีกเลย สี่ปีที่ผ่านมามันทรมานเกินพอแล้ว”
มุกดาก้มมองผิวนมในแก้ว หยาดน้ำตารื้นขึ้นมาอีกระลอก
“ฉันขอโทษนะคะที่ต้องโกหก… ที่ต้องแอบเข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านในบ้านของคุณ”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ
“สองเดือนก่อน มะลิป่วยเป็นโรคปอดบวมอย่างรุนแรง… ค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง และค่ายาเฉพาะทางมันสูงมากจนเงินเก็บก้อนสุดท้ายของฉันหมดเกลี้ยง”
“ฉันไปกู้หนี้นอกระบบมาห้าหมื่นบาท แต่ดอกเบี้ยมันทบต้นทบดอกจนกลายเป็นสองแสนในเวลาไม่กี่สัปดาห์”
“พวกทวงหนี้บุกไปพังห้องเช่า ขู่จะจับมะลิไปขาย…”
มือของผมกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อตัวเองด้วยความเจ็บแค้น
ในขณะที่ผมนั่งกินไวน์ขวดละแสน ใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทองที่ไร้ความหมาย
ลูกและเมียของผมกลับต้องถูกพวกเศษสวะข่มขู่คุกคามเพียงเพราะเงินแค่สองแสนบาท!
“ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ ค่ะพี่คณิน…” มุกดาพูดต่อทั้งน้ำตา
“ฉันเห็นประกาศรับสมัครแม่บ้านประจำคฤหาสน์ของคุณผ่านบริษัทจัดหางาน… ฉันรู้ว่ามันเสี่ยงมากที่คุณอาจจะจำฉันได้”
“แต่ค่าจ้างมันสูงพอที่จะช่วยจ่ายค่ายาให้ลูกได้ และที่สำคัญที่สุด…”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์ของคนเป็นแม่
“ฉันคิดว่า… ถ้าวันหนึ่งฉันเป็นอะไรไป ถ้าพวกทวงหนี้มันฆ่าฉันตาย… อย่างน้อย มะลิก็จะได้อยู่ใกล้พ่อแท้ๆ ของแก”
“คุณอาจจะจำฉันไม่ได้ แต่ถ้าคุณได้เห็นล็อกเกตเส้นนี้ในสักวัน… คุณคงไม่ใจร้ายปล่อยให้ลูกสาวแท้ๆ ของคุณต้องอดตาย”
คำสารภาพนั้นทำให้หัวใจของผมบีบรัดจนเจ็บปวดเจียนขาดใจ
ผมเอื้อมมือไปกุมมือทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น ดึงขึ้นมาแนบไว้กับอกข้างซ้ายของตัวเอง
“พี่ยกโทษให้ตัวเองไม่ได้เลยบัว… ที่ปล่อยให้เธอต้องเผชิญกับนรกพวกนั้นตามลำพัง”
ผมจุมพิตลงบนหลังมือที่หยาบกร้านของเธออย่างทะนุถนอม
“แต่นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป… นรกพวกนั้นมันจบลงแล้ว”
“พี่จะจัดการหนี้สิน จัดการพวกสารเลวทุกคนที่เคยทำร้ายเธอ”
“และที่สำคัญที่สุด… พี่จะเอาคืนทุกคนที่พรากพวกเธอไปจากพี่ แม้ว่าคนๆ นั้น… จะเป็นแม่แท้ๆ ของพี่ก็ตาม!”
แววตาของผมวาวโรจน์ขึ้นด้วยเพลิงแค้นอันเยือกเย็น
ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องนอนก็ดังขึ้นเบาๆ สามครั้ง
ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…
“เข้ามา” ผมเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงเข้ม
บานประตูไม้สักหนาเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของ ‘กริช’ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยและมือขวาคนสนิทของผม
กริชในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามาในห้อง ค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อม
แต่สีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดและตึงตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“นายครับ…” กริชเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่น
“ระบบกล้องวงจรปิดรอบนอกตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยสองคัน จอดซุ่มดูอยู่หน้าปากซอยทางเข้าคฤหาสน์มาตั้งแต่ช่วงเย็นแล้วครับ”
“รถของใคร?” ผมหรี่ตาลง สัญชาตญาณความระแวดระวังตื่นตัวทันที
“คันแรก… เป็นรถตู้ของ ‘คุณหญิงอรพินท์’ ครับ”
ชื่อนั้นทำให้มุกดาสะดุ้งสุดตัว แก้วนมในมือสั่นสะท้านจนเกือบหก
ผมรีบเอื้อมมือไปโอบไหล่ของเธอไว้เพื่อปลอบประโลม
“แล้วอีกคันล่ะ?” ผมถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“คันที่สอง… เป็นรถกระบะของแก๊งทวงหนี้นอกระบบในพื้นที่นนทบุรีครับ”
กริชยื่นแท็บเล็ตแสดงภาพจากกล้องความละเอียดสูงให้ผมดู
“ดูเหมือนว่า… สายสืบของคุณหญิงอรพินท์จะสะกดรอยตามพวกทวงหนี้มาจนถึงที่นี่ครับ”
“พวกมันรู้แล้วว่าคุณมุกดาและคุณหนูมะลิ… พักอาศัยและทำงานอยู่ที่คฤหาสน์หลังนี้!”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนอีกครั้ง มีเพียงเสียงฟ้าร้องที่คำรามอยู่ไกลลิบ
แม่ของผม… ผู้หญิงที่ไม่เคยยอมปล่อยวางความแค้นและความหยิ่งยโสในสายเลือด
หลังจากที่รู้ว่าเหยื่อที่ตัวเองเคยสั่งเผาทำลายเมื่อสี่ปีก่อนยังมีชีวิตอยู่
บัดนี้… นางพญาปีศาจตนนั้น กำลังนำพาพายุลูกใหม่เข้ามาเพื่อบดขยี้ความสุขที่ผมเพิ่งค้นพบอีกครั้ง!
ทว่าในครั้งนี้… ผมไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่ยอมตกอยู่ใต้อาณัติของใครอีกต่อไป
ผมส่งแท็บเล็ตคืนให้กริช ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่อย่างสง่างาม
รอยยิ้มเย็นเฉียบที่ศัตรูในแวดวงธุรกิจหวาดกลัว ปรากฏขึ้นที่มุมปากของผม
“กริช…”
“ครับนาย”
“สั่งการหน่วยอารักขาพิเศษระดับหนึ่ง ปิดล็อกคฤหาสน์ทุกจุด ห้ามมดตัวไหนเล็ดลอดเข้ามาได้แม้แต่ตัวเดียว”
“และส่งหลักฐานเส้นทางการเงิน คดีลอบวางเพลิงเมื่อสี่ปีก่อน รวมถึงคดีจ้างวานฆ่าที่ฉันสั่งให้รื้อฟื้นเงียบๆ…”
ผมหันไปสบตากับมุกดาที่นั่งมองผมด้วยความหวาดหวั่น
ก่อนจะหันกลับมาสั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดดั่งคำพิพากษา:
“ส่งตรงถึงมือท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุดเดี๋ยวนี้!”
“พรุ่งนี้เช้า… เราจะเปิดประตูคฤหาสน์ต้อนรับคุณแม่ของฉันอย่างสมเกียรติที่สุด!”

บทที่ 3

แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณวันใหม่ขับไล่ความมืดมิดและไอมืดของพายุฝนจนจางหาย
แสงแดดอบอุ่นยามเช้าสาดส่องกระทบผิวกระจกของคฤหาสน์โมเดิร์นจนส่องประกายระยิบระยับ
ยอดหญ้าบนสนามกว้างสองไร่ยังคงมีหยาดน้ำค้างเกาะพราว ส่งกลิ่นหอมสดชื่นของธรรมชาติ
ทว่าภายในห้องโถงรับแขกใหญ่ บรรยากาศกลับตึงเครียดจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ
ผมนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาเดี่ยวตัวใหญ่กึ่งกลางห้อง
สวมชุดสูทสากลสามชิ้นสีน้ำเงินเข้ม คัตติ้งเนี้ยบกริบ นาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์เรือนทองคำขาวบนข้อมือสะท้อนแสงไฟนีออน
ข้างกายของผม… ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป
มุกดานั่งเคียงข้างผมในชุดเดรสผ้าไหมสีฟ้าอ่อนเรียบหรูที่ช่างเสื้อระดับโอต์กูตูร์นำมาส่งให้ถึงบ้านตั้งแต่ตีห้า
ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต เผยให้เห็นดวงหน้าหวานสวยสง่างาม
รอยแผลเป็นที่ลำคอของเธอ… บัดนี้ถูกประดับทับด้วย ‘สร้อยคอเพชรแท้ล้อมมรกต’ มรดกชิ้นเดียวที่คุณยายของผมเคยมอบไว้ให้สำหรับ ‘นายหญิงตัวจริงของตระกูล’
และบนตักของผม…
มีร่างจ้ำม่ำของเด็กหญิงมะลิในชุดกระโปรงฟูฟ่องสีชมพูอ่อน
ในมือน้อยๆ ข้างหนึ่งถือคุกกี้เนยสดที่เชฟประจำบ้านเพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ
ส่วนอีกข้างหนึ่ง ยังคงกอด ‘เจ้าปุย’ ตุ๊กตากระต่ายเน่าตัวโปรดไว้แนบอก
แต่ที่พิเศษคือ… หูข้างที่แหว่งของเจ้าปุย บัดนี้ได้รับการเย็บซ่อมแซมด้วยด้ายทองคำแท้และผูกโบผ้าซาตินสีแดงสดไว้อย่างน่ารัก
“คุณพ่อคะ…” มะลิเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม แก้มป่องขยับตามการเคี้ยวคุกกี้
“วันนี้เราจะวาดสายรุ้งกันอีกไหมคะ?”
คำว่า ‘คุณพ่อ’ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากจิ้มลิ้มเป็นครั้งแรกในเช้าวันนี้
ทำเอาหัวใจของผมฟูฟ่องและอบอุ่นจนแทบละลาย
ผมโน้มตัวลงไป หอมแก้มยุ้ยของลูกสาวฟอดใหญ่จนแกหัวเราะคิกคัก
“วาดสิครับคนเก่ง… แต่วันนี้ พ่อต้องทำงานสำคัญให้เสร็จก่อนนะครับ”
“สัญญาแล้วนะคุณพ่อ เกี่ยวก้อยกันก่อนค่ะ!”
นิ้วก้อยป้อมๆ ยื่นออกมาตรงหน้าผม
ผมยิ้มกว้าง ยื่นนิ้วก้อยของตัวเองเข้าไปเกี่ยวกับนิ้วของลูกสาวอย่างหนักแน่น
“สัญญาครับลูกรัก”
บรึ้มมมมมม!
เสียงเครื่องยนต์รถยนต์หลายคันแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้ามุขบันไดคฤหาสน์อย่างกะทันหัน
เสียงเบรกดัง เอี๊ยดดดด! สนั่นหวั่นไหว
ตามมาด้วยเสียงปิดประตูดัง ปัง! ปัง! ปัง!
มุกดาสะดุ้งเล็กน้อย มือที่ประสานอยู่บนตักเริ่มสั่นเทา
ผมเอื้อมมือหนาเข้าไปกุมมือของเธอไว้ บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความมั่นใจและความอบอุ่น
“ไม่ต้องกลัวนะบัว… ตราบใดที่พี่ยังอยู่ตรงนี้ จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายเธอได้อีก”
ประตูไม้สักบานยักษ์ของห้องโถงถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะขออนุญาต
การ์ดร่างยักษ์ของผมสี่นายไม่ได้ขัดขวาง แต่เปิดทางให้อย่างเป็นระเบียบตามแผนการที่ผมวางไว้
ร่างของสตรีสูงวัยรูปร่างผอมสูงในชุดผ้าลูกไม้สีม่วงเข้ม ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องโถงด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
‘คุณหญิงอรพินท์’ วัยหกสิบสองปี
ใบหน้าที่ผ่านการดึงตึงและแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ บิดเบี้ยวไปด้วยเพลิงโทสะ
ข้างกายของเธอ คือ ‘ภคิน’ หลานชายคนโปรดที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของผม ชายหนุ่มหน้าตาเจ้าเล่ห์ในชุดสูทสีเทา
และข้างหลังของพวกเขา… มีชายฉกรรจ์สวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำลายสักเต็มคออีกสามคนเดินตามเข้ามา
พวกมันคือหัวหน้าแก๊งทวงหนี้นอกระบบที่ถูกคุณหญิงอรพินท์จ้างวานและพาตัวมาด้วยตัวเอง!
“ตาคณิน! นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?!”
คุณหญิงอรพินท์แผดเสียงแหลมสูงจนแชนเดอเลียร์คริสตัลด้านบนสั่นสะเทือน
เธอชี้ไม้เท้าหัวทองคำมาที่โซฟาที่พวกเรานั่งอยู่
“แกปล่อยให้แม่บ้านชั้นต่ำกับลูกไม่มีพ่อ เข้ามานั่งเสนอหน้าบนโซฟาราคาตัวละล้านของแกได้ยังไง!”
“แล้วแกสั่งให้การ์ดปิดล้อมบ้าน ไม่ยอมให้แม่เข้าไปคุยเรื่องโครงการเซ็นทรัลพาร์กเมื่อวานนี้ เพราะมัวแต่มาหมกมุ่นอยู่กับอีผู้หญิงแพศยาคนนี้เนี่ยนะ?!”
สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของคุณหญิงอรพินท์ ตวัดมาจับจ้องที่ใบหน้าของมุกดา
ในวินาทีนั้น… ดวงตาของหญิงชราเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงสุดขีด!
สีหน้าหยิ่งผยองแปรเปลี่ยนเป็นความขาวซีดเผือดในเสี้ยววินาที ราวกับเห็นวิญญาณผีพรายโผล่ขึ้นมาจากขุมนรก
“แก… แก!”
คุณหญิงอรพินท์ยกมือขึ้นทาบอก ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ขาสั่นจนเกือบจะเสียหลักล้ม
“นังมุกดา! แก… แกยังไม่ตายงั้นเหรอ?!”
“ใช่ครับคุณแม่… เธอยังไม่ตาย”
ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งขั้วโลก
ผมค่อยๆ ประคองน้องมะลิให้ลงไปยืนบนพื้นพรม แล้วส่งสัญญาณให้พยาบาลพิเศษพาแกเดินเลี่ยงออกไปเล่นในห้องกระจกด้านหลัง
เมื่อแผ่นหลังของลูกสาวพ้นสายตาไป…
รอยยิ้มอบอุ่นของคนเป็นพ่อก็มลายหายไปจนสิ้นเชิง
เหลือเพียงสายตาของพญาราชสีห์ที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อให้แหลกเป็นชิ้นๆ!
ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ล้วงกระเป๋ากางเกง ก้าวเดินเข้าไปหาคุณหญิงอรพินท์ทีละก้าว
เสียงรองเท้าหนังแท้กระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก… ตึก… ตึก…
ทุกย่างก้าวที่ผมก้าวไปข้างหน้า แผ่รังสีอำมหิตที่กดดันจนพวกนักเลงทวงหนี้ด้านหลังถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดหวั่น
“คุณแม่ดูตกใจมากนะครับ…”
ผมหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแม่แท้ๆ ของตัวเอง ห่างกันเพียงแค่สามก้าว
“ตกใจที่เห็นว่าคนที่คุณแม่สั่งให้คนไปลอบวางเพลิงเผาบ้านริมน้ำเมื่อสี่ปีก่อน… ยังมีลมหายใจอยู่ตรงนี้งั้นเหรอครับ?”
คำว่า ‘ลอบวางเพลิง’ ดั่งสายฟ้าที่ผ่าลงกลางกระหม่อมของคุณหญิงอรพินท์และภคิน!
ภคินหน้าถอดสีทันที เขารีบก้าวถอยหลังไปหลบอยู่หลังคุณหญิง
“แก… แกพูดบ้าอะไรของแกตาคณิน!”
คุณหญิงอรพินท์พยายามเค้นเสียงตวาดเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว แต่ปลายเสียงกลับสั่นระริก
“แม่เป็นแม่ของแกนะ! แม่จะไปทำเรื่องต่ำช้าแบบนั้นได้ยังไง!”
“นังนี่มันกุเรื่องขึ้นมาหลอกแก! มันรับเงินสิบล้านของแม่ไปแล้วหนีตามชู้ไปเองต่างหาก!”
“นี่ไง! พวกทวงหนี้นี่คือพยาน! นังนี่มันติดหนี้พนัน ติดหนี้ผู้ชายจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนกลับมาเกาะแก!”
ชายฉกรรจ์หัวหน้าแก๊งทวงหนี้รีบก้าวออกมาข้างหน้า หวังจะประจบคุณหญิง
“ใช่ครับเสี่ย! อีนี่มันติดหนี้พวกผมสองแสน… โอ๊ยยยยย!”
ยังไม่ทันที่มันจะได้พูดจบประโยค
ผัวะ!
หมัดขวาของกริชที่พุ่งมาจากด้านข้าง กระแทกเข้าเต็มขากรรไกรของหัวหน้าแก๊งทวงหนี้อย่างจัง!
ร่างของมันลอยละลิ่วไปกระแทกกับเสาหินอ่อนเสียงดังสนั่น ก่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้น เลือดกบปาก ฟันหักกระเด็นออกมาสองซี่!
ลูกน้องอีกสองคนกำลังจะชักมีดพกออกมา
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น…
แกร๊ก! แกร๊ก! แกร๊ก!
เสียงขึ้นลำกล้องปืนพกกล็อก 19 จากหน่วยอารักขาพิเศษของผมกว่าสิบนายที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่าน ดังก้องขึ้นพร้อมกันทั่วห้องโถง!
ปลายกระบอกปืนสีดำมะเมื่อมนับสิบกระบอก เล็งตรงเข้าที่กบาลของพวกมันอย่างพร้อมเพรียง!
พวกทวงหนี้ทั้งสองคนทิ้งอาวุธลงพื้นทันที ยกมือขึ้นเหนือหัว คุกเข่าลงกับพื้นตัวสั่นงันงก
“ในบ้านของผม… สุนัขไม่มีสิทธิ์เห่าครับ คุณแม่”
ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะปรายตามองเศษสวะบนพื้น
ผมหันไปพยักหน้าให้ทนายความประจำตระกูลที่ยืนรออยู่ตรงมุมห้อง
ทนายความก้าวออกมายื่นแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสามเล่มให้แก่คุณหญิงอรพินท์
“เอกสารเล่มแรก…”
ผมเอ่ยขึ้นช้าๆ แต่ละคำหนักแน่นดั่งหินผา
“คือบันทึกคำรับสารภาพของอดีตคนขับรถและทีมวางเพลิงที่คุณแม่จ้างวานเมื่อสี่ปีก่อน”
“พวกมันถูกตำรวจจับกุมตัวได้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ และยอมคายชื่อของผู้บงการทั้งหมด เพื่อแลกกับการกันตัวเป็นพยาน”
“และชื่อนั้น… คือ คุณหญิงอรพินท์ วรภักดีเดชากุล และ นายภคิน วรภักดีเดชากุล!”
“มะ… ไม่จริง! พี่คณินใส่ร้ายผม!” ภคินกรีดร้องเสียงหลง หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความกลัวตาย
“เอกสารเล่มที่สอง…”
ผมไม่สนใจเสียงโวยวายของภคิน แต่พูดต่อด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“คือรายงานการตรวจสอบบัญชีทุจริตในโครงการคอนโดมิเนียมสุขุมวิทมูลค่าแปดร้อยล้านบาท”
“ที่ภคินแอบยักยอกเงินสดของบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัวของคุณแม่ เพื่อนำไปจ่ายค่าจ้างมือปืนและเล่นการพนันในบ่อนคาสิโนปอยเปต!”
“และเอกสารเล่มสุดท้าย…”
ผมดึงเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาจากแฟ้ม ชูขึ้นตรงหน้าคุณหญิงอรพินท์
“ผลการตรวจดีเอ็นเออย่างเป็นทางการจากสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
“ระบุชัดเจน 99.99% ว่า ‘เด็กหญิงมัลลิกา วรภักดีเดชากุล’ คือบุตรสาวแท้ๆ ตามสายเลือดของผม!”
“และเธอ… คือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวที่จะมีสิทธิ์ครอบครองมรดกและหุ้นทั้งหมดในเครือวรภักดี กรุ๊ป!”
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!”
คุณหญิงอรพินท์กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม้เท้าในมือร่วงหล่นลงพื้นหินอ่อนเสียงดัง เคร้ง!
ความจริงที่ถูกฉีกกระชากออกจนหมดเปลือก ทำให้หน้ากากผู้ดีแปดสาแหรกของเธอพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
“แกกล้าดียังไงตาคณิน! ฉันเป็นแม่ของแกนะ!”
หญิงชราแผดเสียงด่าทั้งน้ำตา ชี้นิ้วสั่นระริกมาที่หน้าผม
“แกจะเอาแม่แท้ๆ เข้าคุก เพื่ออีผู้หญิงชั้นต่ำกับลูกไม่มีหัวนอนปลายเท้านี่งั้นเหรอ?!”
“เลือดของมันไม่มีทางเทียบชั้นกับตระกูลเราได้! มันเป็นแค่เสนียดจัญไร!”
“คนที่ต่ำช้า… คือคุณแม่ต่างหากครับ!”
ผมตวาดสวนกลับไปเสียงดังกึกก้องจนกระจกบานยักษ์สั่นสะเทือน
ดวงตาของผมลุกโชนไปด้วยประกายเพลิงแห่งความเด็ดขาดที่ไม่มีสิ่งใดในโลกจะมาสั่นคลอนได้
“มุกดาคือผู้หญิงที่ซื่อสัตย์และรักผมด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์”
“เธอต้องทนทุกข์ทรมาน อุ้มท้องลูกของผมหนีตาย ต้องทำงานล้างห้องน้ำ เป็นแม่บ้านรับจ้าง เพื่อหาเงินมาซื้อนมให้ลูกผมกิน!”
“ในขณะที่คุณแม่… ผู้หญิงที่อวดอ้างว่าตัวเองสูงส่ง กลับมีจิตใจที่เน่าเฟะยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน!”
“กล้าแม้กระทั่งสั่งฆ่าคนท้องแก่ และคิดจะทำลายสายเลือดแท้ๆ ของตัวเองเพียงเพราะความโลภในกองมรดก!”
ผมก้าวเข้าไปประชิดตัวคุณหญิงอรพินท์ แววตาของผมเย็นเยียบจนหญิงชราต้องผงะหนีด้วยความสะพรึงกลัว
“สี่ปีที่ผ่านมา… ผมยอมอยู่อย่างโดดเดี่ยว ยอมตัดขาดจากตระกูลเพื่อชดใช้ความผิดที่ผมปกป้องพวกเธอไม่ได้”
“แต่วันนี้… เมื่อพระเจ้าประทานพวกเธอกลับคืนมาให้ผม”
“ผมขอสาบานด้วยชีวิต… ว่าผมจะบดขยี้ทุกคนที่คิดจะแตะต้องครอบครัวของผม ให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง!”
“รวมถึงคุณแม่ด้วย!”
วี้หว่อ… วี้หว่อ… วี้หว่ออออออ!
ทันใดนั้น เสียงไซเรนของรถตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และรถของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นับสิบคัน
ก็ดังกระหึ่มแหวกลมยามเช้าเข้ามาในอาณาเขตของคฤหาสน์!
แสงไฟวับวาบสีแดงและน้ำเงินสาดส่องผ่านกระจกเข้ามาจนสว่างไสวไปทั่วห้องโถง
พลตำรวจตรี ผู้บังคับการกองปราบปราม ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมเจ้าหน้าที่ติดอาวุธครบมือ
ในมือของนายพลตำรวจถือหมายจับสีแดงสดที่มีตราครุฑประทับเด่นหรา
“คุณหญิงอรพินท์ วรภักดีเดชากุล และ นายภคิน วรภักดีเดชากุล”
นายตำรวจประกาศด้วยน้ำเสียงกึกก้อง ทรงอำนาจ
“พวกคุณทั้งสองคนถูกแจ้งข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จ้างวานวางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือนที่อยู่อาศัย, และร่วมกันยักยอกทรัพย์ของบริษัทมหาชน!”
“เจ้าหน้าที่… ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปดำเนินคดีเดี๋ยวนี้!”
“ไม่นะ! ปล่อยฉัน! พวกแกไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉัน! ฉันเป็นคุณหญิงนะ!”
คุณหญิงอรพินท์กรีดร้องดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งเมื่อกุญแจมือเหล็กเย็นเฉียบถูกสวมเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้าง
ภคินทรุดตัวลงคุกเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ พยายามจะคลานเข้ามากราบเท้าผมเพื่อขอความเมตตา
แต่การ์ดของผมก้าวเข้ามาขวางไว้ แล้วลากตัวพวกเขาทั้งหมดออกไปทางประตูหน้า
เสียงกรีดร้องโหยหวนและคำก่นด่า ค่อยๆ แผ่วเบาลงตามระยะทางที่ห่างออกไป
จนกระทั่งเสียงไซเรนรถตำรวจแล่นพ้นรั้วคฤหาสน์ไปในที่สุด
ความเงียบสงบอันแสนบริสุทธิ์… หวนคืนกลับสู่อาณาจักรแก้วของผมอีกครั้งอย่างแท้จริง!
ผมยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด
ความแค้น ความเจ็บปวด และความมืดมนที่เกาะกุมหัวใจมานานถึงสี่ปี… บัดนี้มลายหายไปจนหมดสิ้น
ผมหมุนตัวเดินกลับมาหามุกดาที่ยืนมองผมทั้งน้ำตา
ผมย่อตัวลง คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นหินอ่อนต่อหน้าเธอ
สองมือของผมเอื้อมไปกุมมือที่สั่นเทาของเธอไว้ ดึงกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาจากกระเป๋าสูท
ผมเปิดฝากล่องออก…
เผยให้เห็น ‘แหวนเพชรเม็ดงามรูปหยดน้ำ’ วงที่ผมเคยสั่งทำไว้เมื่อสี่ปีก่อน และพกติดตัวไว้ตลอดเวลาไม่เคยห่าง
“บัวครับ…”
น้ำเสียงของผมทุ้มต่ำ นุ่มนวล และเปี่ยมล้นไปด้วยความรักทั้งหมดที่มีในวิญญาณ
“ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา พี่อาจจะเป็นผู้ชายที่โง่เขลาและอ่อนแอจนปกป้องเธอไม่ได้”
“แต่ในวันนี้… พี่ยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้ง ก็เพราะเธอและลูก”
“ยกโทษให้พี่นะบัว… และให้โอกาสพี่ได้ทำหน้าที่สามี ได้ทำหน้าที่พ่อของมะลิ”
“แต่งงานกับพี่นะครับ… มาเป็นนายหญิงตัวจริงของบ้านหลังนี้ มาเป็นดวงใจของพี่ตลอดไป”
หยาดน้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาคู่สวยของมุกดา
รอยยิ้มที่สดใสและงดงามดั่งดอกบัวแรกแย้มที่ผมเฝ้าถวิลหา กลับคืนมาสู่ใบหน้าของเธออีกครั้ง
เธอย่อตัวลง สวมกอดคอผมแน่น ซบหน้าลงกับไหล่ของผม
“ค่ะพี่คณิน… บัวจะแต่งงานกับพี่ค่ะ”
ผมสวมแหวนเพชรวงนั้นเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธออย่างนุ่มนวล
ก่อนจะประคองใบหน้าหวานของเธอขึ้นมา แล้วประทับจูบอันแสนอ่อนโยนและดูดดื่มลงบนริมฝีปากของเธอ
จุมพิตที่ลบล้างรอยแผลเป็นและความเจ็บปวดในอดีตให้สูญสลายไปชั่วนิรันดร์
“เย้! คุณพ่อกอดคุณแม่แล้ว!”
เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กๆ ที่วิ่งเตาะแตะเข้ามากระโดดกอดพวกเราทั้งสองคน
น้องมะลิหัวเราะร่าด้วยความสุข แก้มยุ้ยเปื้อนเศษคุกกี้
ในมือของแกยังคงถือพู่กันและจานสีน้ำที่แกแอบไปหยิบมาจากโต๊ะญี่ปุ่น
“คุณพ่อคะ! สัญญากันแล้วนะ ว่าจะวาดสายรุ้งด้วยกัน!”
ผมและมุกดาหันมาสบตากันแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุข
ผมอุ้มมะลิขึ้นมานั่งบนตัก ดึงมุกดาเข้าสู่อ้อมแขน
“ได้สิครับคนเก่ง… วันนี้พ่อกับแม่ จะช่วยกันวาดสายรุ้งที่สวยที่สุดในโลกให้หนูเอง”
มะลิจุ่มพู่กันลงในถ้วยสีน้ำ แล้วบรรจงปาดสีเหลืองและสีชมพูลงบนแก้มของผมและมุกดา
เสียงหัวเราะอันสดใสของเด็กหญิงดังก้องกังวานไปทั่วคฤหาสน์แก้วอันโอ่อ่า
คฤหาสน์ที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบสงัดและเย็นเยียบดั่งสุสาน
บัดนี้… ได้ถูกเติมเต็มด้วยเสียงหัวเราะ กลิ่นอายแห่งความอบอุ่น และรอยยิ้มอันบริสุทธิ์
กำแพงน้ำแข็งที่ผมสร้างขึ้นมาทั้งชีวิต… ได้พังทลายลงจนหมดสิ้น
เหลือทิ้งไว้เพียงความจริงอันแสนงดงาม…
ว่าเงินตราหมื่นล้าน ไม่อาจเทียบค่าได้กับเศษเสี้ยวของความรักที่แท้จริง
และสายรุ้งที่เด็กน้อยคนนี้วาดลงบนใบหน้าของผมในวันฝนพรำ…
จะส่องประกายสว่างไสว อบอุ่น และงดงามอยู่ในหัวใจของพวกเราทั้งสามคน… ตราบชั่วนิรันดร์.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *