จำใส่หัวกะโหลกของมึงไว้ว่ากูคือนักรบหน่วยซีล

 

จำใส่หัวกะโหลกของมึงไว้ว่ากูคือนักรบหน่วยซีล!” สามีตวาดลั่นก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของฉันต่อหน้าทหารเรือกว่าหนึ่งพันนายกลางลานพิธีสวนสนามสัตหีบ โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำนั้นกำลังจะฉุดอนาคตของเขาลงสู่ขุมนรก!

ตอนที่ 2: ภรรยาที่เขาตบ กลับเป็นคนสั่งประหารอนาคตเขา

“ท่านนายพล! อย่าไปเชื่อมันนะครับ!”

ภานุวัชรตะโกนลั่น พยายามใช้แขนข้างที่ยังดีค้ำตัวลุกขึ้น แต่หัวไหล่ที่หลุดทำให้เขาทรุดกลับลงไปอีกครั้ง

“ผู้หญิงคนนี้ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่! มันจงใจเข้ามาทำลายชีวิตผม มันต้องการใส่ร้ายผมต่อหน้าทหารทั้งกองทัพ!”

เสียงของเขาแหบพร่า แต่ยังเต็มไปด้วยความโอหัง

ฉันมองเขานิ่ง ๆ แก้มซ้ายยังชาและร้อนผ่าว เลือดจากฝ่ามือหยดลงบนพื้นเป็นจุด ๆ ทุกครั้งที่กำมือ ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นไปถึงข้อศอก แต่ฉันไม่ยอมยกมือขึ้นปิดบาดแผล

“ภานุวัชร” ท่านนายพลเอ่ยเสียงเย็น “หยุดพูดเดี๋ยวนี้”

“ท่านครับ ผมเป็นนายทหารหน่วยซีล ผมรับใช้กองทัพมาหลายปี จะมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาอ้างตำแหน่งลอย ๆ แล้วทำร้ายผมแบบนี้ได้อย่างไร!”

เขาหันมาชี้หน้าฉัน ดวงตาแดงก่ำ

“มันเป็นภรรยาผมครับ มันมีอาการควบคุมตัวเองไม่ได้มานานแล้ว ทุกคนในบ้านรู้ดี!”

ฉันรู้สึกเหมือนมีเชือกเส้นหนึ่งรัดรอบลำคอ คำโกหกของเขาไม่ได้ทำให้ฉันแปลกใจ แต่การที่เขาพูดมันต่อหน้าคนเป็นพันคน ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ

เขากำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองจากคนทำร้าย ให้กลายเป็นเหยื่อ

“เมื่อครู่คุณเป็นคนตบฉันก่อน” ฉันพูดช้า ๆ “กล้องในลานพิธียังบันทึกภาพอยู่”

“กล้องไหน! คุณกำลังจัดฉากทั้งหมด!”

“ฉันไม่มีความจำเป็นต้องจัดฉาก”

“หุบปาก!”

ภานุวัชรพยายามตะโกนใส่ฉันอีกครั้ง แต่ความเจ็บจากหัวไหล่ทำให้ใบหน้าของเขากระตุก

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยจากทั้งความเจ็บและความโกรธ แต่เสียงของฉันยังคงชัดเจน

“สารวัตรทหาร ช่วยเชิญแพทย์มาดูเขาได้ แต่ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือ”

นายทหารสารวัตรคนหนึ่งรีบก้าวเข้ามา “ท่านครับ มือของท่านมีเลือด—”

“ไม่ต้องพันแผลตอนนี้”

ฉันยื่นมือที่บาดเจ็บออกไป แล้วชี้ไปยังจุดที่เลือดตกอยู่บนพื้น

“ถ่ายภาพรอยเลือด รอยถลอก และบันทึกสภาพเสื้อผ้าของฉันไว้ทั้งหมด รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดในลานพิธี ขอให้ลงบันทึกเป็นหลักฐานการทำร้ายร่างกายด้วย”

ภานุวัชรหน้าเปลี่ยนสีทันที

“คุณไม่มีสิทธิ์สั่งคนของผม!”

“ฉันไม่ได้สั่งคนของคุณ”

ฉันหันไปสบตาเขา

“ฉันกำลังสั่งเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่สอบสวนเหตุการณ์นี้”

คำพูดนั้นทำให้รอบข้างเงียบลงอีกครั้ง

นายทหารสารวัตรรับคำแล้วหันไปทำตามทันที ภานุวัชรจ้องตามด้วยความหวาดระแวง กล้ามเนื้อบนกรามของเขากระตุกไม่หยุด

“ท่านนายพลครับ อย่าให้พวกเขาถ่ายภาพอะไรทั้งนั้น!” เขาหันไปอ้อนวอน “ภรรยาผมกำลังสติแตก เธอพยายามทำร้ายผมก่อน แล้วตอนนี้ยังแกล้งทำเป็นผู้มีอำนาจอีก!”

“ผมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด” พลเรือเอกไกรสรตอบ “และผมจะไม่ยอมให้ใครทำลายหลักฐาน”

ภานุวัชรนิ่งไป

แววตาของเขาเปลี่ยนจากโกรธเป็นตื่นตระหนกเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะรีบซ่อนมันไว้ด้วยการก่นด่าฉัน

“คุณคิดว่าตัวเองชนะแล้วหรือไง! ต่อให้ปลอมตำแหน่งได้ คุณก็ไม่มีวันเอาผมลงได้หรอก!”

“ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองชนะ”

ฉันก้มมองเขา

“ฉันแค่กำลังทำตามหน้าที่”

“หน้าที่ของคุณคือทำลายครอบครัวตัวเองหรือไง!”

เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังแทรกขึ้นจากด้านหลังกลุ่มคน

“หยุดทำร้ายภานุวัชรได้แล้ว!”

ทุกสายตาหันไปทางต้นเสียง

พิมพ์ชนกเดินฝ่ากลุ่มภริยานายทหารเข้ามา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตกใจ เสื้อผ้าเรียบร้อย ผมจัดทรงอย่างประณีต ราวกับเตรียมตัวมาสำหรับการแสดงฉากหนึ่งโดยเฉพาะ

เธอรีบเข้าไปคุกเข่าข้างภานุวัชร ทั้งที่บริเวณนั้นยังมีเศษฝุ่นและเลือดหยดอยู่

“ภานุวัชร คุณเป็นยังไงบ้างคะ”

“พิมพ์ชนก…” เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ช่วยผมด้วย”

ฉันมองภาพนั้นโดยไม่พูดอะไร

ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยเห็นเขาใช้เสียงแบบนี้กับฉันแม้แต่ครั้งเดียว

พิมพ์ชนกเงยหน้ามองฉัน ดวงตาที่ทำเหมือนหวาดกลัวกลับมีประกายพอใจซ่อนอยู่ลึก ๆ

“คุณทำแบบนี้กับเขาได้ยังไงคะ” เธอถาม “คุณควบคุมสามีจนเขาเสียสติ แล้วยังทำร้ายเขาต่อหน้าคนตั้งมากมายอีก”

“ฉันทำร้ายเขา?”

“ใช่ค่ะ ทุกคนเห็นว่าคุณกับเขาทะเลาะกันก่อน”

“คุณเห็นฉันตบเขาหรือ”

พิมพ์ชนกชะงักไปครู่หนึ่ง

“ฉันเห็นคุณยืนอยู่เหนือเขา”

“นั่นไม่ใช่คำตอบ”

ใบหน้าของเธอแข็งขึ้น แต่ยังฝืนทำเสียงสั่น

“คุณกำลังบิดเบือนเรื่อง คุณขโมยเงินกองกลางของครอบครัวไปจนหมด ภานุวัชรเครียดเพราะคุณมานานแล้ว วันนี้คุณยังมาควบคุมเขาต่อหน้าทหารอีก คุณต้องการให้เขาเสียชื่อเสียงจนไม่มีอนาคตใช่ไหมคะ”

เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นรอบตัว

ฉันรู้สึกเลือดไหลลงจากแก้มไปถึงลำคอ ความอับอายพยายามบีบให้ฉันก้มหน้า แต่ฉันกลับยืนตรงกว่าเดิม

“เงินกองกลางที่คุณพูดถึง อยู่ในบัญชีของฉัน”

“แต่เป็นเงินของครอบครัวค่ะ”

“เงินเดือน เงินเก็บ และทรัพย์สินที่ฉันนำเข้าบ้าน ไม่ได้กลายเป็นของคุณเพียงเพราะคุณพูดเสียงดัง”

พิมพ์ชนกเม้มริมฝีปาก

ภานุวัชรแทรกขึ้นทันที

“อย่าทำเป็นไร้เดียงสา! เงินทุกบาทที่อยู่ในบัญชีคุณ เราสองคนตกลงกันแล้วว่าจะใช้ร่วมกัน คุณเป็นคนยึดเงินทั้งหมดไว้เอง แล้วทำเหมือนผมเป็นสามีที่ไม่มีความรับผิดชอบ!”

“เราสองคน?”

คำสองคำนั้นหลุดออกจากปากฉันเบา ๆ

พิมพ์ชนกก้มหน้าลง แต่ไม่ได้ปฏิเสธ

ภานุวัชรเองก็เงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะหันหน้าหนี

ฉันรู้สึกปลายนิ้วเย็นจัด แม้บาดแผลบนฝ่ามือยังแสบร้อนอยู่

“เงินของฉันถูกโอนไปที่ไหน” ฉันถาม

ไม่มีใครตอบ

ฉันหันไปมองนายทหารสารวัตร “ขอตรวจสอบรายการโอนเงินล่าสุดของบัญชีที่เกี่ยวข้องกับภานุวัชร”

“คุณไม่มีสิทธิ์ตรวจบัญชีผม!” ภานุวัชรตะคอก

“ฉันไม่ได้ขอตรวจบัญชีคุณ”

ฉันมองเขาทีละคำ

“ฉันกำลังถามถึงเงินของฉันที่ถูกโอนออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต”

พิมพ์ชนกรีบลุกขึ้น “คุณกำลังกล่าวหาฉันเหรอคะ”

“ถ้าคุณไม่ได้รับเงินจากฉัน ก็ไม่จำเป็นต้องร้อนตัว”

แววตาของเธอวูบไหว

เพียงเสี้ยววินาทีเดียว แต่ฉันเห็นชัดเจน

ภานุวัชรเริ่มหายใจแรงขึ้น เขาจ้องฉันราวกับอยากลุกขึ้นมาบีบคอ แต่ทำได้เพียงกอดหัวไหล่ที่บาดเจ็บไว้

“เงินนั่นเป็นค่าชดเชย” เขากัดฟันพูด

“ค่าชดเชยอะไร”

“ค่าชดเชยที่พิมพ์ชนกต้องทนเห็นผมถูกภรรยาทารุณทุกวัน!”

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลาน

ฉันนิ่งงันไปชั่วครู่ หัวใจเหมือนถูกกระชากจนว่างเปล่า

“คุณโอนเงินเก็บของฉันให้พิมพ์ชนก แล้วกล่าวหาว่าฉันทารุณคุณ?”

“คุณทำให้ผมไม่มีความสุขมานานแล้ว!”

“หลักฐานอยู่ที่ไหน”

“พิมพ์ชนกเป็นพยาน!”

พิมพ์ชนกรีบพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันรู้ทุกอย่าง ฉันเห็นเขาทรมานมานาน ถ้าเขาเอาเงินของคุณมาใช้ มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา”

“สิทธิ์ของเขา?”

ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งที่ลำคอแน่นจนแทบหายใจไม่ออก

“คุณ 2 คนเอาเงินของฉันไป แล้วเรียกมันว่าค่าชดเชย”

ภานุวัชรยิ้มเยาะ

รอยยิ้มนั้นทำให้ความเจ็บบนใบหน้าของฉันดูเล็กน้อยไปทันที

“ใช่ แล้วคุณจะทำอะไรได้”

เสียงโทรศัพท์ของนายทหารสารวัตรดังขึ้น เขารับสาย ฟังอยู่ไม่กี่วินาทีก็หันมาหาฉันด้วยสีหน้าลำบากใจ

“ท่านครับ ธนาคารแจ้งว่าบัญชีของท่านถูกอายัดชั่วคราวตามคำร้องที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางการเงิน”

ฉันรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป

“บัญชีไหน”

“ทุกบัญชีที่เชื่อมโยงกับทรัพย์สินส่วนกลางครับ”

พิมพ์ชนกถอนหายใจอย่างโล่งอก

ส่วนภานุวัชรค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้น ยิ้มทั้งที่ยังนอนกอดหัวไหล่อยู่บนพื้น เพราะรู้แล้วว่าฉันไม่มีเงินแม้แต่จะกลับบ้าน

ตอนที่ 3: เขายึดเงินฉันได้ แต่กลับเผาสะพานอาชีพของฉันเอง

“เอกสารคำสั่งพักงานของคุณครับ”

เจ้าหน้าที่ธุรการวางซองสีน้ำตาลลงหน้าประตูห้องทำงานของฉัน แล้วรีบถอยออกไปเหมือนกลัวจะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ฉันก้มมองตราครุฑบนซอง

นิ้วมือที่กำลังจะหยิบมันขึ้นมาสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้ดีว่าคนที่ลงมือครั้งนี้ไม่ได้ต้องการแค่เงินของฉัน

เขาต้องการตัดแขนตัดขาฉันให้หมด

ฉีกซองออก

กระดาษแผ่นเดียวร่วงลงบนพื้น

“พักการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เนื่องจากมีพฤติกรรมเสื่อมเสียและอยู่ระหว่างการสอบสวน…”

คำว่า “ประพฤติเสื่อมเสีย” ทำให้ลมหายใจของฉันติดอยู่ในลำคอ

เมื่อคืนฉันถูกตบต่อหน้าทหารนับพันนาย

เช้าวันนี้ฉันกลายเป็นคนผิด

โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้นทันที

ชื่อของภานุวัชรปรากฏบนหน้าจอ

ฉันกดรับโดยไม่พูดอะไร

เสียงหัวเราะของเขาดังแทรกเข้ามาก่อน

“ได้รับคำสั่งพักงานแล้วสินะ”

ฉันกำกระดาษในมือแน่นจนขอบคมกรีดปลายนิ้ว

“คุณเป็นคนจัดการเรื่องนี้?”

“อย่าพูดเหมือนตัวเองยังมีอำนาจสิ คุณไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบใครอีกแล้ว”

“เพราะฉันถูกใส่ร้ายว่าเป็นภรรยาคลุ้มคลั่งอย่างนั้นหรือ”

“อย่าใช้คำว่าใส่ร้ายให้ดูน่าสงสารเลย” ภานุวัชรตอบเสียงเย็น “ทุกคนได้ยินเสียงคุณอาละวาดในบ้าน คุณทำร้ายผมก่อน แล้วผมแค่ป้องกันตัว”

เลือดร้อนพุ่งขึ้นใบหน้า

มืออีกข้างของฉันกดลงบนโต๊ะเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอปากระดาษใส่กำแพง

“กล้าพูดแบบนั้นต่อหน้าผู้บังคับบัญชาหรือเปล่า”

“ทำไมจะไม่กล้า”

“งั้นมาที่หน้าหน่วย เดี๋ยวนี้ แล้วสาบานต่อหน้าท่านนายพลว่าคุณไม่ได้ตัดต่อเสียง ไม่ได้สร้างเรื่อง และไม่ได้ยึดเงินของฉันไปให้พิมพ์ชนก”

ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ

เพียงเสี้ยววินาทีเดียว

แต่ฉันได้ยินเสียงลมหายใจของเขาหนักขึ้น

“คุณยังคิดว่าตัวเองขู่ผมได้อยู่อีกเหรอ”

“ฉันไม่ได้ขู่ ฉันกำลังให้โอกาสคุณพูดความจริง”

“โอกาสเหรอ” เขาหัวเราะหยัน “คุณถูกพักงานแล้ว ไม่มีบัตร ไม่มีอำนาจ ไม่มีบัญชีเงินให้ใช้ ต่อให้เดินเข้าไปในหน่วยก็ไม่มีใครต้องก้มหัวให้คุณ”

คำพูดนั้นแทงลึกกว่าที่คิด

หัวใจของฉันเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก ปลายนิ้วเย็นเฉียบ แต่ฉันยังยกคางขึ้น แม้เขาจะมองไม่เห็นก็ตาม

“ฉันจะรออยู่หน้าหน่วย”

“เชิญรอไปเถอะ”

เขาตัดสาย

ฉันหยิบเอกสารขึ้นมา พับมันอย่างเรียบร้อย แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองโต๊ะทำงานที่ฉันใช้มาหลายปี

หน้าประตูหน่วยมีรถของภานุวัชรจอดอยู่ก่อนแล้ว

เขายืนพิงฝากระโปรงด้วยแขนข้างที่ยังพันผ้า ใบหน้ามีรอยช้ำจากการล้มเมื่อวาน แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความสะใจ

ข้างตัวเขาคือพิมพ์ชนก

เธอสวมชุดเดรสสีอ่อน มือหนึ่งถือโทรศัพท์ของเขา อีกมือกอดอกมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า

“มาเร็วดีนี่” ภานุวัชรพูด

“ฉันรอคำสาบานของคุณอยู่”

“คุณนี่ไม่รู้จักยอมแพ้จริง ๆ”

“หรือคุณไม่กล้าสาบาน”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปทันที

ทหารเวรสองนายที่อยู่หน้าประตูเหลือบมองมา พิมพ์ชนกจึงก้าวออกไปข้างหน้า ทำเสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“หยุดสร้างความวุ่นวายเถอะค่ะ คุณถูกสั่งพักงานแล้ว ยังจะมาทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีก”

ฉันหันไปมองเธอ

“นี่เป็นเรื่องของฉันกับภานุวัชร”

“ไม่ใช่แล้วค่ะ” พิมพ์ชนกยกโทรศัพท์ขึ้น “ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าคุณเป็นคนทำร้ายเขา คุณควรขอโทษ ไม่ใช่มาทำตัวเป็นเหยื่อ”

“เปิดเสียงที่คุณส่งให้ทุกคนฟังสิ”

เธอชะงัก

ภานุวัชรยื่นมือไปคว้าโทรศัพท์คืน แต่พิมพ์ชนกกลับเปิดหน้าจอค้างไว้ แล้วกดเล่นเสียงหนึ่ง

“มึงมันไร้ค่า! ถ้าไม่เอาเงินมาให้กู กูจะทำให้มึงไม่มีที่ยืน!”

เสียงของฉันดังออกมาจากลำโพง

ตามด้วยเสียงกระแทกของบางอย่าง และเสียงร้องครางของภานุวัชร

ทหารเวรคนหนึ่งขมวดคิ้ว

พิมพ์ชนกมองฉันด้วยแววตาสงสารจอมปลอม

“ทุกคนได้ยินชัดแล้วนะคะ ว่าใครเป็นคนเริ่ม”

ฉันรู้สึกเหมือนเลือดทั้งร่างถูกสูบออกไปชั่วขณะ

น้ำเสียงนั้นเหมือนฉันจริง

คำพูดบางคำก็เป็นคำที่ฉันเคยพูดจริง

แต่ลำดับของมันไม่ใช่แบบนี้

“คุณตัดต่อเสียง”

ภานุวัชรหัวเราะเบา ๆ

“มีหลักฐานอะไร”

“กล้าสาบานไหม”

“ผมไม่จำเป็นต้องสาบานกับคนที่ถูกพักงาน”

“เพราะคุณรู้ว่าถ้าพูดต่อหน้าคนอื่น คุณจะโกหกไม่ออก”

สีหน้าของเขาแข็งขึ้น

พิมพ์ชนกรีบแทรกทันที

“อย่าทำเป็นเก่งเลยค่ะ ต่อให้เสียงถูกตัดต่อ แล้วคุณจะอธิบายเรื่องที่คุณทำร้ายภานุวัชรต่อหน้าทหารทั้งลานยังไง”

คำถามนั้นทำให้บริเวณหน้าหน่วยเงียบลง

ฉันมองภานุวัชร

เขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยไหล่ที่บาดเจ็บ ใบหน้าที่มีรอยช้ำ และท่าทางของผู้ชายที่ถูกภรรยารังแก

ภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้นกำลังทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ

“คุณใช้แผลของตัวเองเป็นเกราะกำบัง” ฉันพูดช้า ๆ “แต่คุณลืมไปว่ากล้องไม่ได้ตัดสินใจเข้าข้างใคร”

แววตาของเขากระตุก

พิมพ์ชนกกำโทรศัพท์แน่นขึ้น

“กล้องวงจรปิดก็เห็นแค่ตอนคุณเหวี่ยงเขาล้ม”

“ฉันยังไม่ได้พูดถึงกล้องตัวไหนเลย”

ความเงียบตกลงมาทันที

ภานุวัชรหลบตาไปทางประตูหน่วยเป็นครั้งแรก

ฉันก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว

หัวเข่าที่กระแทกพื้นเมื่อวานยังปวดตุบ ๆ แต่ฉันฝืนยืนให้มั่นคง

“คุณกล้าสาบานต่อหน้าทุกคนไหมว่าไม่เคยวางแผนทำลายชื่อเสียงฉัน”

“พอได้แล้ว!”

ภานุวัชรตวาด เสียงของเขาสะท้อนกับกำแพงอาคาร

“คุณไม่มีสิทธิ์มาสอบสวนผมอีกต่อไป!”

“ฉันถามในฐานะภรรยาที่ถูกคุณทำร้ายและถูกคุณเอาเงินไป”

“คุณไม่ใช่ภรรยาของผมในสายตาใครแล้ว!”

คำพูดนั้นทำให้หน้าอกของฉันกระตุก

พิมพ์ชนกเบือนหน้าหนีเล็กน้อย แต่ริมฝีปากกลับยกขึ้นอย่างพอใจ

โทรศัพท์ในมือเธอสั่น

เธอก้มมองหน้าจอ แล้วเดินเข้ามาหาฉัน

“ฉันมีข้อความจากภานุวัชรค่ะ”

“ข้อความอะไร”

พิมพ์ชนกยื่นหน้าจอมาให้ดู

ข้อความสั้น ๆ ปรากฏอยู่ในห้องสนทนา

“ภารกิจลับถูกยกเลิกแล้ว เธอถูกปลดออกจากการตรวจสอบทั้งหมด ที่เหลือจัดการตามแผน”

ด้านล่างเป็นข้อความจากหมายเลขของภานุวัชร

“เรียบร้อย อย่าให้เธอเข้าใกล้เอกสารอีก”

ลมหายใจของฉันสะดุด

ฉันเงยหน้ามองเขา

“คุณส่งข้อความพวกนี้ให้พิมพ์ชนก?”

“ใช่ แล้วมันผิดตรงไหน”

“คุณรู้ว่าฉันกำลังปฏิบัติภารกิจอะไร”

“ผมรู้แค่ว่าคุณเอาตำแหน่งมาข่มคนในบ้าน”

“คุณกำลังแทรกแซงงานราชการ”

“ผมกำลังปกป้องตัวเองจากภรรยาที่ใช้อำนาจทำลายผม!”

เขาพูดดังขึ้นเรื่อย ๆ จนคนในอาคารเริ่มหันมามอง

พิมพ์ชนกรีบเก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋า

ฉันจ้องเธอ

“ข้อความนั้นอยู่ในโทรศัพท์ของเขา ทำไมคุณถึงเป็นคนถือมัน”

สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเพียงนิดเดียว

แต่เพียงพอให้ฉันเห็น

“เขาให้ฉันช่วยจัดการเรื่องเอกสารค่ะ”

“หรือให้ช่วยจัดการชีวิตของฉัน”

“คุณอย่ามาใส่ร้ายฉันนะคะ”

ภานุวัชรก้าวมาบังเธอ แม้แขนข้างหนึ่งจะใช้งานไม่ได้

“อย่าแตะต้องพิมพ์ชนก”

ฉันมองท่าทางปกป้องนั้น แล้วเข้าใจทันทีว่าเขาไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรอีกแล้ว

เขาต้องการให้ฉันเห็นว่าเธออยู่ข้างเขา

และฉันอยู่คนเดียว

ตอนที่ 4: วันที่บ้านของฉันถูกเปลี่ยนเป็นรังรักของคนอื่น

กุญแจดอกเดิมหมุนอยู่ในแม่กุญแจ แต่ประตูกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย

ฉันลองอีกครั้ง

เสียงกลไกด้านในดังแกร๊กเบา ๆ ก่อนจะเงียบไป

หัวใจของฉันหล่นวูบลงไปอยู่ที่ปลายเท้า

ฉันก้มมองพวงกุญแจในมือ มันเป็นดอกเดียวกับที่ฉันใช้เปิดบ้านหลังนี้มาตลอด 7 ปี รอยขีดเล็ก ๆ ตรงหัวกุญแจยังอยู่ครบ แต่คนข้างในกลับเปลี่ยนแม่กุญแจใหม่โดยไม่บอกฉันสักคำ

ฉันเคาะประตูแรงขึ้น

“ภานุวัชร เปิดประตู”

ไม่มีคำตอบ

ฉันเคาะซ้ำจนฝ่ามือเริ่มชา

“ฉันรู้ว่าคุณอยู่ข้างใน เปิดเดี๋ยวนี้”

เสียงหัวเราะของผู้หญิงดังลอดออกมาจากด้านใน

เสียงนั้นทำให้ลำคอของฉันตีบแน่นทันที

ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของคน 2 คน ก่อนกลอนประตูจะถูกเลื่อนออกอย่างช้า ๆ

ประตูเปิดออก

ภานุวัชรยืนอยู่ตรงหน้า เขาสวมเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงลำลอง ไม่เหลือเค้าของนายทหารผู้เคร่งขรึมในเครื่องแบบแม้แต่น้อย แขนข้างที่เคยถูกฉันบิดจนบาดเจ็บถูกคล้องไว้กับผ้าพยุง แต่สีหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความสะใจ

ด้านหลังเขาคือพิมพ์ชนก

เธอสวมชุดเดรสสีครีมเรียบหรู ผมยาวถูกมัดไว้หลวม ๆ และกำลังยืนอยู่ตรงโถงบ้านของฉันราวกับเป็นเจ้าของ

“กลับมาทำไม” ภานุวัชรถาม

ฉันมองผ่านไหล่เขาเข้าไปด้านใน

แจกันที่ฉันเลือกเองถูกย้ายไปไว้บนชั้นวางใหม่ ผ้าม่านผืนเดิมถูกเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน บนโต๊ะกลางมีแก้วไวน์ 2 ใบกับจานอาหารที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นมา

บ้านของฉัน

แต่ทุกอย่างกลับดูเหมือนฉันไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่นี่

“เปิดประตูให้ฉัน” ฉันพูดช้า ๆ “นี่คือบ้านของฉันเหมือนกัน”

ภานุวัชรหัวเราะในลำคอ

“บ้านหลังนี้เป็นทรัพย์สินของผม”

“ชื่อฉันอยู่ในสัญญาซื้อขาย”

“แล้วไง” เขาเอียงคอ “เงินที่ซื้อก็มาจากผม เงินที่ผ่อนก็มาจากผม คุณแค่เอาชื่อตัวเองไปแปะไว้เพื่อทำเป็นมีอำนาจ”

ปลายนิ้วของฉันเย็นเฉียบขึ้นมา แต่ฉันยังยืนตรง

“คุณรู้ดีว่าบ้านหลังนี้สร้างจากเงินเดือนกับเงินเก็บของฉันก่อนแต่งงาน”

“อย่าพูดเหมือนตัวเองเป็นผู้มีพระคุณ” เขาขยับเข้ามาใกล้ “ถ้าไม่มีผม คุณจะมีวันนี้ไหม คุณจะมีตำแหน่ง มีคนเคารพ มีบ้านหลังนี้ให้เกาะอยู่หรือเปล่า”

พิมพ์ชนกยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ

“ภานุวัชรคะ อย่าเสียเวลาทะเลาะกับเธอเลยค่ะ คนแบบนี้หน้าด้านมาก ไล่ออกไปก็ยังกลับมาอีก”

ฉันหันไปมองเธอ

“คนที่ยืนอยู่ในบ้านของคนอื่นแล้วเรียกตัวเองว่าเจ้าของ ควรพูดเรื่องหน้าด้านกับใครหรือ”

รอยยิ้มของพิมพ์ชนกหุบลงทันที

ภานุวัชรผลักประตูเปิดกว้าง แล้วก้าวออกมายืนขวางทาง

“อย่ามาทำปากดี ที่นี่ไม่มีที่ให้คุณแล้ว”

“ฉันจะเข้าไปเอาของของฉัน”

“ของอะไร”

“เสื้อผ้า เอกสาร รูปแต่งงาน เครื่องประดับ และของใช้ส่วนตัวทั้งหมด”

“ผมทิ้งไปแล้ว”

เลือดในกายฉันเหมือนพุ่งขึ้นมาที่ใบหน้า

“คุณพูดว่าอะไรนะ”

ภานุวัชรยักไหล่

“ของไร้ค่าของผู้หญิงที่กำลังจะถูกทิ้ง ผมจะเก็บไว้ทำไม”

เขาหันไปทางห้องรับแขก แล้วตะโกนเรียกใครบางคน

“แม่ครับ เอาถุงขยะออกมาให้มันดูหน่อย”

เสียงรองเท้าแตะลากไปตามพื้นดังใกล้เข้ามา

แม่มาลีเดินออกมาจากด้านในพร้อมถุงขยะสีดำใบใหญ่ 2 ใบ เธอวางมันกระแทกลงตรงหน้าฉันจนของข้างในกระจายออกมา

เสื้อเชิ้ตของฉันถูกยัดปนกับรองเท้าเก่า

แฟ้มเอกสารมีรอยเปื้อนน้ำ

กรอบรูปแต่งงานแตกตรงมุม กระจกด้านหน้าร้าวเป็นเส้นยาวจนใบหน้าของฉันในรูปถูกผ่ากลาง

ฉันย่อตัวลงหยิบกรอบรูปขึ้นมา

มือสั่นจนแทบจับไม่อยู่

ภาพในวันแต่งงานยังคงยิ้มอยู่เหมือนเดิม ฉันในชุดเจ้าสาวสีขาวยืนข้างภานุวัชรที่กำลังมองกล้องด้วยสายตาอ่อนโยน ภาพที่ครั้งหนึ่งฉันเคยเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ กลับถูกโยนลงถุงขยะเหมือนเศษกระดาษ

“แม่มาลี” ฉันเงยหน้าขึ้น “ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้”

นางมาลีเชิดหน้า

“ฉันทำอะไร ฉันแค่ช่วยลูกชายจัดบ้านใหม่”

“บ้านนี้ฉันอยู่มาตลอด 7 ปี”

“อยู่แล้วก็ไสหัวออกไปสิ” เธอสวนทันที “ลูกชายฉันเลี้ยงดูเธอมาตั้งนาน เธอไม่รู้จักสำนึกบุญคุณหรือไง”

“ฉันไม่เคยขอให้เขาเลี้ยง”

“แต่เธอเกาะเขากิน!” นางมาลีตวาด “ผู้หญิงอะไร ไม่มีความละอาย อยู่กับลูกชายฉันแล้วทำตัวเป็นนายหญิง คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่นนักหรือไง”

คำพูดแต่ละคำกระแทกเข้าที่อกจนหายใจไม่เต็มปอด

ฉันกำกรอบรูปแน่น เศษกระจกที่ร้าวบาดปลายนิ้วจนเจ็บแปลบ แต่ความเจ็บนั้นยังเบากว่าความรู้สึกที่ถูกคนในบ้านเหยียบย่ำต่อหน้า

“ถ้าฉันเป็นผู้หญิงไร้ยางอายจริง” ฉันพูด “แล้วคนที่พาผู้หญิงอีกคนเข้าบ้านทั้งที่ยังไม่ได้หย่ากับภรรยา เรียกว่าอะไร”

พิมพ์ชนกก้าวออกมายืนข้างภานุวัชร

“อย่าพูดเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อค่ะ คุณต่างหากที่ควบคุมเขา กดดันเขา และทำให้เขาไม่มีความสุข”

“เขาไม่มีความสุขเพราะอยู่กับฉัน หรือเพราะอยากได้บ้านของฉันกันแน่”

ภานุวัชรหรี่ตา

“ระวังคำพูดหน่อย”

“ทำไม กลัวคนแถวนี้ได้ยินหรือ”

เสียงประตูบ้านข้าง ๆ เปิดออกเบา ๆ

ฉันเห็นเงาคนขยับอยู่หลังรั้วหลายคน เพื่อนบ้านที่เคยทักทายฉันทุกเช้ากำลังแอบมองเหตุการณ์ด้วยสีหน้าตกใจ บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นมา แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่ง

ภานุวัชรเห็นสายตาเหล่านั้นแล้วเปลี่ยนสีหน้า เขายืดอก พยายามทำให้ตัวเองดูเหมือนผู้ชายที่กำลังจัดการภรรยาสติไม่ดี

“ทุกคนฟังไว้นะครับ” เขาพูดเสียงดัง “ผู้หญิงคนนี้ไม่มีสิทธิ์เข้าบ้านอีกแล้ว เธอมีปัญหาทางอารมณ์และกำลังพยายามทำลายครอบครัวของผม”

ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งที่ริมฝีปากชา

“ครอบครัวของคุณ?”

“ใช่” เขาตอบโดยไม่ลังเล “ครอบครัวที่ไม่มีคุณ”

พิมพ์ชนกขยับเข้าไปคล้องแขนเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ร่างของเธอแนบชิดกับไหล่ข้างที่ไม่บาดเจ็บ

จากนั้นเธอก็ยกมือขึ้นจัดสร้อยที่อยู่บนลำคอ

สร้อยเส้นนั้นสะท้อนแสงแดดวาบเข้าตาฉัน

จี้รูปหยดน้ำเล็ก ๆ ที่ห้อยอยู่ตรงกลางไม่ใช่ของเธอ

มันคือสร้อยแต่งงานของฉัน

สร้อยที่แม่ของฉันมอบให้ในวันแต่งงาน สร้อยที่ฉันถอดเก็บไว้ในลิ้นชักห้องนอนเมื่อเช้าวานนี้

ฉันจ้องมันจนปลายนิ้วที่ถือกรอบรูปเริ่มสั่น

“ถอดออก” ฉันพูด

พิมพ์ชนกแตะจี้เบา ๆ แล้วแสร้งทำหน้าสงสัย

“หมายถึงสร้อยเส้นนี้เหรอคะ”

“มันเป็นของฉัน”

“แต่ภานุวัชรให้ฉันแล้วค่ะ”

“เขาไม่มีสิทธิ์เอาของของฉันให้ใคร”

“ของทุกอย่างในบ้านนี้เป็นของเขาไม่ใช่เหรอคะ” เธอยิ้ม “เขาบอกฉันแบบนั้น”

เสียงซุบซิบจากเพื่อนบ้านดังขึ้นทันที

นางมาลีรีบพูดเสริม

“ใช่ สร้อยเส้นนี้ลูกชายฉันซื้อให้ผู้หญิงที่เขารัก คนหมดความสำคัญก็ไม่ควรมาเรียกร้องของคืน”

ฉันหันไปมองภานุวัชร

เขาไม่ได้ปฏิเสธ

กลับยกมือแตะไหล่พิมพ์ชนก แล้วดึงเธอเข้าไปแนบตัวมากกว่าเดิม

หัวใจของฉันบีบรัดจนเจ็บลึก ขาทั้ง 2 ข้างหนักเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น แต่ฉันยังไม่ยอมหลบสายตา

พิมพ์ชนกหันไปทางเพื่อนบ้าน

“ขอให้ทุกคนเข้าใจนะคะ ต่อไปนี้ฉันจะเป็นภรรยาของภานุวัชร บ้านหลังนี้คือบ้านของเรา”

เธอเน้นคำว่า “ภรรยา” ชัดเจนราวกับต้องการตบหน้าฉันแทนเขา

ภานุวัชรยิ้มอย่างผู้ชนะ

“ได้ยินแล้วก็กลับไปซะ อย่ามาทำให้พิมพ์ชนกต้องลำบากใจ”

“ฉันจะเอาของของฉันกลับไป”

“ไม่มีอะไรเป็นของคุณแล้ว”

เขาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากด้านหลัง ก่อนยื่นมันมาตรงหน้าฉัน

มุมซองกระแทกเข้ากับหน้าอกจนฉันต้องถอยหลังหนึ่งก้าว

“เอกสารหย่า” เขาพูด

ฉันมองซองนั้นนิ่ง ๆ

รอบตัวเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนที่กำลังเฝ้าดูฉันถูกบีบให้คุกเข่าต่อหน้าบ้านของตัวเอง

ภานุวัชรก้มลงมากระซิบข้างหู น้ำเสียงเย็นเยียบจนขนที่ต้นแขนลุกชัน

“เซ็นเสีย แล้วฉันจะไม่ทำให้แม่เธอลำบาก”

ตอนที่ 5: คนทั้งบ้านเลือกผู้หญิงชู้ แล้วผลักฉันลงนรก

“เซ็นเอกสารซะ แล้วก็ไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้!”

แม่มาลีกระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะกลางบ้านจนแก้วน้ำสั่นระริก

ฉันยังยืนอยู่หน้าประตู มือกำซองเอกสารหย่าแน่นจนขอบกระดาษบาดฝ่ามือ แต่ความเจ็บนั้นเทียบไม่ได้กับสายตาของญาติทุกคนที่นั่งเรียงกันอยู่ในห้องรับแขก

นางมาลีนัดพวกเขามาครบ

พี่สาวของภานุวัชร ลุงกับป้า ลูกพี่ลูกน้อง และญาติผู้ใหญ่ที่เคยยกมือไหว้ฉันด้วยรอยยิ้มในวันแต่งงาน

วันนี้ไม่มีใครยิ้มให้ฉันสักคน

พิมพ์ชนกนั่งอยู่ข้างภานุวัชรในชุดเดรสสีครีม มือหนึ่งกุมแขนเขาไว้ อีกมือซับน้ำตาที่ไม่มีแม้แต่หยดเดียวไหลออกมา

“ฉันบอกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เคยคิดจะรักษาครอบครัว” แม่มาลีชี้นิ้วใส่หน้าฉัน “ลูกชายฉันต้องเสียอนาคต เสียชื่อเสียง ก็เพราะเธอคนเดียว!”

เลือดในตัวฉันพลุ่งขึ้นมาถึงขมับ

“ฉันทำลายอนาคตของภานุวัชรอย่างนั้นเหรอคะ?”

“ถ้าไม่ใช่เธอ แล้วจะเป็นใคร!”

ภานุวัชรเอนหลังพิงโซฟา สีหน้าเหมือนคนกำลังรอชมละครที่ตัวเองเขียนบทไว้ทั้งหมด

“คุณเป็นคนเอาเงินกองกลางไปใช้” เขาพูดเสียงดังพอให้ญาติทุกคนได้ยิน “ผมพยายามช่วยปิดเรื่องให้แล้ว แต่คุณยังทำตัวมีปัญหา คอยตามระรานผมกับพิมพ์ชนกไม่หยุด”

นิ้วของฉันเย็นเฉียบขึ้นมาในทันที

“เงินกองกลางที่คุณโอนออกจากบัญชีไปน่ะเหรอ?”

“อย่ามาใส่ร้ายผม!”

เขาลุกพรวดขึ้น เสียงขาเก้าอี้ครูดพื้นดังแหลมจนฉันสะดุ้ง

รอยช้ำตรงข้อมือของฉันยังไม่จางดี ความทรงจำเรื่องเงินที่ถูกยึดไปยังสดใหม่ แต่ฉันไม่ยอมหลบสายตาเขา

“คุณเอาเงินของฉันไปให้พิมพ์ชนก แล้ววันนี้ยังกล้าเรียกมันว่าเงินกองกลางอีกเหรอ?”

“เห็นไหมครับแม่” ภานุวัชรหันไปหาแม่มาลี “เธอยังคิดว่าตัวเองถูกอยู่ตลอด นี่แหละครับเหตุผลที่ผมอยู่กับเธอไม่ได้”

“ภานุวัชรพูดถูก” ลุงคนหนึ่งถอนหายใจ “เป็นเมียก็ควรสนับสนุนสามี ไม่ใช่คอยจับผิดจนเขาไม่มีที่ยืน”

ฉันหันไปมองเขา

“ถ้าสนับสนุนสามีหมายถึงยอมให้เขาโกงเงิน แล้วทำร้ายภรรยา งั้นฉันคงทำแบบนั้นไม่ลงค่ะ”

“ปากดี!” แม่มาลีตวาด “ลูกชายฉันเป็นทหาร เขามีเกียรติ เขาไม่มีวันทำเรื่องต่ำ ๆ อย่างที่เธอกล่าวหา!”

ภานุวัชรยิ้มมุมปาก

“เธอเอาเรื่องในบ้านไปพูดให้คนอื่นฟัง จนผู้บังคับบัญชามองผมเสียหาย ตอนนี้ผมอาจหมดอนาคตเพราะเธอ”

เขาพูดเหมือนลืมไปแล้วว่าใครเป็นคนทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องใหญ่

หรือบางทีเขาอาจรู้ดี เพียงแต่ต้องการให้ทุกคนเชื่อว่าฉันเป็นต้นเหตุ

“ถ้าคุณบริสุทธิ์ ทำไมต้องกลัวว่าคนอื่นจะตรวจสอบ?” ฉันถาม

“ฉันไม่ได้กลัว!”

เขากระแทกเสียงใส่หน้าฉันจนลมหายใจสะดุด หน้าอกฉันแน่นขึ้นทันที มือที่ถือซองเอกสารเริ่มสั่น แต่ฉันยังยืนอยู่ที่เดิม

พิมพ์ชนกรีบลุกขึ้นเดินเข้ามา

“พอเถอะค่ะ อย่าทะเลาะกันเลย”

น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลจนฟังดูเหมือนเป็นคนเดียวในบ้านที่มีเหตุผล

จากนั้นเธอก็คุกเข่าลงต่อหน้าแม่มาลี

“หนูไม่เคยอยากแย่งคุณภานุวัชรจากใครนะคะ หนูรู้ว่าหนูผิด หนูยอมรับทุกอย่างเอง ขอแค่คุณแม่อย่าให้หนูต้องถูกทำร้ายอีกเลย”

น้ำตาของเธอไหลลงมาตามแก้มในจังหวะพอดีราวกับซ้อมมาแล้ว

ภานุวัชรรีบเข้าไปประคองเธอ

“พิมพ์ชนก ไม่ต้องคุกเข่าให้คนแบบนั้น”

“คนแบบฉันเป็นยังไง?” ฉันถาม

เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ แต่แววตากลับนิ่งเกินกว่าคนที่กำลังหวาดกลัว

“ฉันแค่ไม่อยากให้คุณทำร้ายเขาอีกแล้วค่ะ”

ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที

ป้าคนหนึ่งมองฉันด้วยสีหน้ารังเกียจ

“ถึงขั้นทำร้ายผู้หญิงที่อ่อนแอกว่าได้ลงคอ เธอยังมีความเป็นคนอยู่ไหม?”

เสียงหัวใจฉันเต้นแรงจนเจ็บซี่โครง

ฉันกวาดตามองไปรอบห้อง ไม่มีใครถามพิมพ์ชนกสักคำว่าเข้ามาอยู่ในบ้านของสามีคนอื่นได้อย่างไร ไม่มีใครถามภานุวัชรว่าเหตุใดจึงปกป้องคนรักลับมากกว่าภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้อง

ทุกคนเลือกข้างไว้แล้ว

เลือกคนที่ร้องไห้เก่งกว่า

เลือกคนที่ทำตัวน่าสงสารกว่า

และเลือกผู้ชายที่กำลังยืนซ่อนความผิดไว้หลังคำว่าเกียรติยศ

ฉันหันไปหาแม่มาลี

“แม่มาลีเคยเห็นภานุวัชรกลับบ้านโดยไม่มีรอยช้ำจากใครหรือยังคะ?”

สีหน้าของนางแข็งค้างไปชั่วขณะ

ฉันพูดต่อทันที

“เคยเห็นเขากลับบ้านแล้วต้องแอบประคบน้ำแข็งไหม? เคยเห็นเขาเดินกะเผลกเพราะถูกภรรยาทำร้ายหรือเปล่า? ถ้าไม่เคย แล้วทำไมถึงเชื่อทันทีว่าฉันเป็นคนทำร้ายเขา?”

“หยุดพูดเรื่องไร้สาระ!”

“ฉันถามเพราะแม่มาลีอยู่ใกล้เขาที่สุดหลังจากฉัน แม่มาลีน่าจะรู้ว่าใครพูดความจริง”

นางกำชายเสื้อแน่น เล็บจิกลงบนผ้า

ภานุวัชรขยับเข้ามายืนบังแม่ของตัวเอง

“อย่ามาข่มขู่แม่ผม”

“ฉันไม่ได้ข่มขู่ ฉันกำลังถาม”

“เธอไม่มีสิทธิ์ถามอะไรทั้งนั้น!”

เขากระชากซองเอกสารจากมือฉันแล้วโยนลงบนโต๊ะ

“เซ็นใบหย่า แล้วเรื่องทุกอย่างจะจบ แม่ผมจะไม่เอาความเรื่องที่เธอมาทำลายชื่อเสียงครอบครัว”

“เรื่องจะจบก็ต่อเมื่อคุณคืนบ้าน คืนเงิน และรับผิดกับสิ่งที่ทำ”

เสียงหัวเราะสั้น ๆ ดังขึ้นจากญาติด้านหลัง

“ยังจะเรียกร้องอีก” ลูกพี่ลูกน้องของเขาพูด “ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ไม่มีบ้านแล้ว ยังทำเป็นวางอำนาจ”

คำพูดนั้นแทงเข้ากลางอกฉันจนหายใจไม่เต็มปอด

ภานุวัชรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเปิดภาพบางอย่างแล้วหันหน้าจอให้ทุกคนดู

“นี่คือรายการเงินที่เธอใช้ไปกับเรื่องส่วนตัว ผมเก็บหลักฐานไว้หมดแล้ว”

หน้าจอมีตัวเลขเรียงกันหลายบรรทัด เขาไม่เปิดให้ฉันดูนานพอจะตรวจสอบ แต่ญาติทุกคนกลับพากันส่งเสียงซุบซิบ

“เห็นไหมคะ” พิมพ์ชนกพูดเบา ๆ “คุณภานุวัชรพยายามปกป้องคุณมาตลอด แต่คุณกลับทำให้เขาต้องลำบาก”

ฉันมองเธออย่างไม่อยากเชื่อ

“เธอรู้เรื่องบัญชีของเขาด้วยเหรอ?”

พิมพ์ชนกชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนก้มหน้าหลบตา

“ฉันแค่ช่วยดูแลเขาเวลาที่เขาเครียดค่ะ”

“ช่วยดูแลถึงขั้นสวมสร้อยแต่งงานของฉันด้วยหรือ?”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบ

สร้อยเส้นนั้นยังอยู่บนคอเธอ จี้ที่ฉันเคยเลือกด้วยตัวเองสะท้อนแสงไฟวูบหนึ่ง

แม่มาลีรีบพูดแทรก

“ก็แค่สร้อยเส้นเดียว จะยึดติดอะไรนักหนา! ต่อไปพิมพ์ชนกก็ต้องเป็นคนดูแลบ้านนี้อยู่แล้ว”

“ต่อไป?” ฉันทวนคำ

คำตอบหลุดออกมาจากปากนางโดยไม่ทันระวัง

ฉันจ้องแม่มาลี “แม่มาลีรู้เรื่องพิมพ์ชนกมานานแล้วใช่ไหมคะ?”

ไม่มีใครขยับ

ภานุวัชรหันไปมองแม่ตัวเองทันที

“แม่…”

นางเม้มปากแน่น แต่เมื่อเห็นสายตาของญาติทุกคนจับจ้องมา ก็รู้ว่าปิดไม่มิดอีกแล้ว

“ใช่ ฉันรู้แล้วจะทำไม?”

เสียงของแม่มาลีเย็นลงอย่างน่ากลัว

“ฉันรู้ว่าลูกชายฉันรักพิมพ์ชนกมานานแล้ว รู้ว่าเขาต้องทนอยู่กับเธอเพราะบ้านกับเงินของเธอ แต่ฉันก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร”

ปลายนิ้วฉันชาวาบ

“เพราะอะไรคะ?”

แม่มาลีเชิดหน้าขึ้น

“เพราะภานุวัชรดูแลฉันดีกว่าเธอไง เขาให้เงินฉันทุกเดือน ซื้อบ้านหลังนี้ให้ฉัน แล้วเธอเคยให้อะไรนอกจากทำตัวเป็นเจ้านายของครอบครัว?”

ฉันเหลือบมองบ้านที่ยืนอยู่ บ้านที่ฉันเป็นคนออกเงินปรับปรุงแทบทุกห้อง

กลับกลายเป็นว่าที่นี่ไม่เคยมีที่ให้ฉันตั้งแต่แรก

“แม่รับเงินจากเขา เพื่อช่วยปิดบังเรื่องที่เขานอกใจฉัน?”

“อย่าใช้คำว่านอกใจ” นางสวนทันที “เขาแค่เลือกคนที่เหมาะกับเขามากกว่า”

“แล้วเงินที่เขาเอาไปให้แม่ล่ะคะ? เงินของฉันทั้งนั้น”

คำถามนั้นทำให้สีหน้าของแม่มาลีบิดเบี้ยว

ภานุวัชรตบโต๊ะดังปัง

“พอได้แล้ว! เธอไม่มีสิทธิ์มาดูถูกแม่ผมในบ้านของแม่ผม!”

“บ้านของแม่คุณที่ซื้อด้วยเงินฉัน?”

คำพูดของฉันทำให้คนทั้งห้องนิ่งงัน

ชั่วขณะหนึ่ง ฉันเห็นความหวาดกลัวแล่นผ่านดวงตาของภานุวัชร แต่เขารีบกลบมันด้วยความโกรธ

“เธอจะเอาอะไรอีก! เงินก็ไม่มี งานก็ไม่มี สามีก็ไม่เอาแล้ว ยังจะหน้าด้านอยู่ทำไม!”

เลือดร้อนพุ่งขึ้นใบหน้า ฉันกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

“ฉันอาจไม่มีอะไรเหลือในบ้านหลังนี้ แต่ฉันยังมีสิทธิ์ในความจริง”

“ความจริงของเธอไม่มีใครอยากฟัง!”

พิมพ์ชนกสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะก้มลงกราบแทบเท้าแม่มาลี

“คุณแม่คะ หนูขอร้อง อย่าให้เธออยู่ที่นี่อีกเลย หนูกลัวจริง ๆ ค่ะ”

แม่มาลีมองเธออย่างเอ็นดู ก่อนหันกลับมาหาฉัน

ฉันเห็นมือของนางยกขึ้นช้า ๆ

“แม่มาลี…”

ฉันยังพูดไม่ทันจบ ฝ่ามือนั้นก็ฟาดลงบนใบหน้าฉันอย่างแรง

เพียะ!

ความร้อนแล่นวาบจากแก้มไปถึงใบหู ร่างทั้งร่างเซจนไหล่กระแทกขอบประตู เสียงอื้ออึงดังอยู่ในหัว น้ำตาร้อน ๆ ไหลออกมาเองทั้งที่ฉันพยายามกลั้นไว้

ไม่มีใครเข้ามาห้าม

แม้แต่คนที่เคยเรียกฉันว่าลูกสะใภ้ก็ยังนั่งนิ่ง

แม่มาลีสะบัดมือที่เริ่มแดง แล้วชี้ไปยังประตูด้วยแววตาไร้ความปรานี

“ออกไปซะ คนอย่างเธอไม่คู่ควรกับนามสกุลเรา”

ตอนที่ 6: วันที่ทุกคนหัวเราะ เมื่อฉันถูกฉีกหน้าต่อหน้าคนทั้งเมือง

“มึงยังกล้ามาที่นี่อีกเหรอ!”

เสียงของภานุวัชรดังลั่นผ่านลำโพงทันทีที่ฉันก้าวพ้นแนวกั้นด้านข้างของลานพิธี

ภาพใบหน้าของฉันถูกฉายขึ้นบนจอขนาดใหญ่เหนือเวที

ในภาพนั้น ฉันกำลังยกมือชี้หน้าเขาด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด เสียงที่ถูกตัดต่อดังออกมาจากลำโพงว่า

“ถ้าแกไม่ทำตามที่ฉันสั่ง แกจะไม่มีวันได้เลื่อนตำแหน่ง!”

เสียงหัวเราะและเสียงโห่ดังขึ้นพร้อมกันจากผู้คนเต็มลาน

ฉันหยุดนิ่งอยู่กับที่

ปลายนิ้วเย็นเฉียบ ทั้งที่เลือดกำลังสูบฉีดจนขมับเต้นตุบ ๆ

ภาพถูกเปลี่ยนเป็นฉากที่ฉันปาข้าวของใส่ภานุวัชรในบ้าน ตามด้วยภาพเขานั่งก้มหน้ากุมแขนที่มีรอยช้ำ

ทุกมุมถูกจัดวางอย่างแนบเนียน

แนบเนียนจนคนที่ไม่รู้ความจริง ย่อมเชื่อว่าฉันเป็นผู้หญิงอันตรายที่กำลังทำลายชีวิตสามี

“เห็นไหมครับ!” ภานุวัชรตะโกนขึ้นจากบนเวที “นี่คือผู้หญิงที่พวกคุณเคยเคารพ!”

เขาสวมเครื่องแบบพิธีการเต็มยศ หน้าอกประดับเครื่องหมายและเหรียญตราจนวาววับภายใต้แสงไฟ

แขนข้างหนึ่งของเขาคล้องผ้าพยุงไว้ แต่สีหน้าไม่ได้แสดงความเจ็บปวดแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม เขากำลังยิ้ม

ยิ้มแบบคนที่มั่นใจว่าตัวเองชนะแล้ว

“เธอใช้ตำแหน่ง ใช้อำนาจ และใช้เงินของกองทัพกดหัวผมมานานหลายปี” เขาพูดต่อ “วันนี้ผมจะไม่ยอมให้เธอทำร้ายใครอีก”

“ตัดต่อทั้งนั้น!”

ฉันตะโกนกลับไป แต่เสียงของฉันถูกกลบด้วยเสียงโห่ไล่

“ออกไป!”

“คนบ้า!”

“อย่ามาทำเป็นเหยื่อ!”

ใครบางคนขว้างขวดน้ำพลาสติกมาตกตรงหน้า รองเท้าของฉันสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว

ลำคอเหมือนถูกบีบจนหายใจไม่เต็มปอด

ฉันมองขึ้นไปยังเวที พยายามหาสายตาของผู้บังคับบัญชาที่เคยรู้จักฉัน แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับหันหน้าหนี บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายคลิป บางคนหัวเราะอย่างสะใจ

ภานุวัชรยกมือขึ้นช้า ๆ ทำท่าห้ามฝูงชน

“อย่าด่าเธอเลยครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เธออาจป่วยจริง ๆ เราควรสงสารมากกว่าจะซ้ำเติม”

คำว่า “ป่วย” ทำให้เสียงหัวเราะรอบตัวดังหนักกว่าเดิม

ฉันกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

ผู้ชายคนนี้เคยกระซิบข้างหูฉันว่า ถ้าฉันพูดความจริง เขาจะทำให้ฉันไม่มีที่ยืนในสังคม

ตอนนี้เขากำลังทำตามคำขู่อย่างเปิดเผยต่อหน้าคนทั้งเมือง

“ภานุวัชร!” ฉันตะโกน “กล้าพูดต่อหน้าทุกคนไหมว่าไฟล์เสียงนั้นไม่ถูกตัดต่อ!”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปเพียงชั่วขณะ

สั้นมาก

แต่ฉันเห็น

เขาหันไปสบตากับพิมพ์ชนกที่ยืนอยู่ข้างเวที ก่อนจะกลับมามองฉันด้วยแววตาเย็นชา

“คนสติดีที่ไหนจะเอาเรื่องไฟล์เสียงมาพูดกลางงานพิธีครับ” เขากล่าว “ทุกคนฟังแล้วก็ตัดสินได้เอง”

พิมพ์ชนกก้าวออกมายืนข้างเขา

วันนี้เธอสวมเครื่องแบบพิธีการที่ตัดเย็บพอดีตัว เครื่องหมายบนอกเรียงเป็นระเบียบ ผมเกล้ามวยแน่น และสวมสร้อยเส้นที่เคยเป็นของฉัน

เธอจับแขนภานุวัชรอย่างอ่อนโยน

เสียงปรบมือดังขึ้นจากกลุ่มคนด้านหน้า

พิมพ์ชนกยกมือไหว้ผู้คน แล้วหันมามองฉันด้วยแววตาที่ดูหวาดกลัวจนเกินจริง

“ฉันไม่ได้อยากทำให้คุณต้องอับอายนะคะ” เธอพูดผ่านไมโครโฟน “แต่ทุกคนควรได้รู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณทำอะไรกับภานุวัชรบ้าง”

“พูดให้หมดสิ” ฉันสวนทันที “พูดด้วยว่าเธอเข้าบ้านของฉันในฐานะอะไร”

เสียงฮือฮาเกิดขึ้นชั่วขณะ

พิมพ์ชนกหน้าซีด ก่อนจะรีบก้มหน้าซ่อนน้ำตา

ภานุวัชรขยับเข้าบังเธอเหมือนสามีผู้ปกป้องภรรยา

“อย่ามายุ่งกับพิมพ์ชนก” เขาขึ้นเสียง “เธอไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเรา”

“ไม่เกี่ยวข้อง?” ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งที่ริมฝีปากสั่น “แล้วเครื่องแบบที่เธอสวมอยู่ล่ะ ใครเป็นคนให้สิทธิ์เธอใส่ขึ้นเวทีแทนฉัน”

“เธอไม่มีสิทธิ์พูดคำว่า ‘แทนฉัน’” ภานุวัชรตอบ “เธอถูกถอดออกจากทุกอย่างแล้ว”

คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางอก

ฉันรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไปชั่วครู่ แต่ยังฝืนยืนตรง ไม่ยอมให้เขาเห็นว่าฉันกำลังสั่น

บนจอขนาดใหญ่ ภาพใหม่ถูกเปิดขึ้น

เป็นภาพเอกสารคำสั่งที่มีตราหน่วยงาน พร้อมข้อความกล่าวหาว่าฉันประพฤติเสื่อมเสีย ใช้อำนาจในทางมิชอบ และคุกคามผู้ใต้บังคับบัญชา

ชื่อของฉันถูกขีดกรอบสีแดง

ด้านล่างมีคำว่า “บุคคลอันตราย ห้ามเข้าใกล้”

“นี่คือหลักฐานจากการสอบสวนครับ” ภานุวัชรกล่าว “ผมถูกทำร้าย ถูกควบคุม และถูกบังคับให้โอนเงินให้เธอหลายครั้ง”

เสียงคนดูเริ่มเปลี่ยนจากความสนุกเป็นความรังเกียจ

“หน้าด้านจริง ๆ”

“ยังไม่ยอมรับอีก”

“ควรจับส่งโรงพยาบาลนะ”

คำพูดเหล่านั้นพุ่งใส่ฉันทีละคำ

แก้มที่ยังมีรอยช้ำร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง มือทั้งสองข้างเย็นจนแทบไม่มีแรง

ฉันมองเอกสารบนจอแล้วพูดช้า ๆ

“ถ้าเป็นคำสั่งจริง ทำไมไม่มีลายเซ็นผู้มีอำนาจครบถ้วน”

ลานพิธีเงียบลงเล็กน้อย

ภานุวัชรชะงัก

ฉันก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว แม้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะรีบยกแขนกั้น

“ทำไมวันที่ในเอกสารถึงไม่ตรงกับวันที่มีการประกาศ” ฉันถาม “และถ้าฉันถูกพักงานจริง ทำไมถึงยังมีชื่อฉันอยู่ในบัญชีผู้เข้าร่วมพิธีครั้งนี้”

พิมพ์ชนกรีบพูดแทรก

“เธอกำลังพยายามบิดเบือนอีกแล้วค่ะ ทุกคนอย่าเชื่อเธอ!”

“ฉันยังไม่ได้พูดถึงเธอเลย”

ใบหน้าของพิมพ์ชนกกระตุก

ภานุวัชรเดินมาที่ขอบเวที เขาก้มมองฉันจากด้านบน ราวกับกำลังมองคนต่ำต้อยที่ไม่มีทางตอบโต้

“มึงจะเถียงไปถึงไหน” เขาพูดเบา ๆ แต่ไมโครโฟนขยายเสียงจนคนทั้งลานได้ยิน “ไม่มีใครเชื่อมึงแล้ว”

“อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องยืมชีวิตคนอื่นมาแต่งให้ตัวเองดูสูงส่ง”

เสียงสูดหายใจดังขึ้นรอบตัว

แววตาของเขาแข็งกระด้างทันที

เขากำไมโครโฟนแน่นจนข้อนิ้วซีด ก่อนยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว

“ได้” เขาพูด “ถ้าเธอต้องการให้ทุกคนรู้ความจริง ฉันจะประกาศให้ชัดเจนวันนี้”

พิมพ์ชนกหันไปมองเขาอย่างแสร้งตกใจ

“ภานุวัชรคะ อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ”

“เธอไม่ต้องกลัว” เขาตอบพลางจับมือเธอไว้ “ตั้งแต่วินาทีนี้ ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบชีวิตของเธอเอง”

เขาหันหน้าไปยังฝูงชน

“ผมขอประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ตำแหน่ง เกียรติยศ และชีวิตคู่ที่ผมเคยมี จะยกให้พิมพ์ชนกทั้งหมด!”

เสียงปรบมือระเบิดขึ้นรอบลาน

พิมพ์ชนกยกมือปิดปาก น้ำตาไหลลงบนใบหน้า แต่แววตาของเธอเป็นประกายแห่งชัยชนะ

ภานุวัชรหันกลับมามองฉัน

“ส่วนเธอ” เขาพูด “ไม่เหลืออะไรแล้ว แม้แต่ชื่อของฉันก็ไม่มีสิทธิ์ใช้”

ฉันยืนนิ่งอยู่ท้ายลาน ท่ามกลางเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ และคำโห่ไล่ที่ดังจนแสบแก้วหู

ไม่มีใครสังเกตว่าฉันค่อย ๆ ล้วงเหรียญตราสีดำออกจากช่องลับของกระเป๋า แล้วเก็บมันใส่ซองเล็ก ๆ อย่างเงียบงัน.

ตอนที่ 7: วันที่เสียงปรบมือกลายเป็นเสียงพิพากษา

เสียงรองเท้าคอมแบทกระทบพื้นเวทีดังหนักแน่น พลเรือเอก ไกรสร เดินตรงขึ้นมาพร้อมซองเอกสารลับสีน้ำตาลเข้มในมือ ก่อนจะหยุดยืนหน้าไมโครโฟนตัวกลาง

สายตาทรงอำนาจของท่านกวาดมองไปรอบลานสวนสนามจนความวุ่นวายทั้งหมดชะงักลงชั่วขณะ

ภานุวัชรที่ยังยืนกุมมือพิมพ์ชนกอยู่ รีบชี้หน้ามาทางฉันแล้วตะโกนสั่งสารวัตรทหาร

“สารวัตรทหาร! ลากตัวผู้หญิงบ้าคนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้! มันบุกรุกพิธีสวนสนามเพื่อทำลายเกียรติของผม!”

สารวัตรทหารเรือสองนายก้าวเท้าเข้ามาหาฉันทันที

“ทุกคนยืนอยู่กับที่!”

เสียงของท่านนายพลคำรามผ่านไมโครโฟนจนลำโพงสั่นสะเทือน

ทหารทุกนายหยุดนิ่งดั่งถูกตรึงไว้กับพื้น

“ไม่มีใครแตะต้องนายทหารท่านนี้ได้ทั้งนั้น แม้แต่คนเดียว!” ท่านนายพลสั่งเสียงเฉียบขาด

ฉันสูดลมหายใจลึก ปลดกระดุมเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วทิ้งมันลงข้างทาง เผยให้เห็นเครื่องแบบปกติขาวประดับเครื่องหมายยศพันเอกหญิงเต็มขั้น พร้อมเข็มสายพิธีการสีทองอร่ามที่ซ่อนอยู่ข้างใน

ฉันก้าวเดินออกจากเงามืดท้ายลาน ก้าวขึ้นสู่บันไดเวทีอย่างมั่นคงและสง่างาม

“ตรงระวัง… วันทยหัตถ์!”

เสียงผู้บังคับกองผสมสั่งการกึกก้องไปทั่วสัตหีบ

ทหารเรือกว่าหนึ่งพันนายพร้อมใจกันยกมือขึ้นทำความเคารพฉันอย่างพร้อมเพรียง เสียงฝ่ามือปะทะหมวกดังสนั่นจนหัวใจของคนที่ยืนข้างบนเวทีร่วงหล่น

ภานุวัชรยืนตาค้าง ขากรรไกรของเขาสั่นระริกจนฟันกระทบกัน

“มะ…ไม่จริง มันไม่ใช่เรื่องจริง…” พิมพ์ชนกหน้าซีดเผือด ถอยก้าวไปชนอกนางมาลี

แม่มาลีที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบพนมมือไหว้วานท่านนายพลอย่างลนลาน

“ท่านคะ เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ลูกชายดิฉันเป็นคนดี นังคนนี้มันแค่มาสวมรอยหลอกลวงพวกเรา!”

“หุบปากของแกซะ แม่มาลี!” ภานุวัชรตวาดแม่ตัวเองจนเสียงหลง ความหวาดกลัวผลักดันให้เขาเสียสติ

เขาหันมาชี้หน้าฉัน แววตาคลุ้มคลั่งเหมือนสัตว์จนตรอก

“มึงหลอกกู! ภารกิจฉลามดำปี 2565… มึงปิดบังเรื่องที่มึงคือหัวหน้าทีมตรวจสอบลับมาตลอดใช่ไหม!”

ทั้งลานพิธีเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมทะเล

ชื่อภารกิจลับระดับสูงสุดที่ถูกปิดผนึก หลุดออกมาจากปากของเขาเองต่อหน้าคนทั้งเมือง

พลเรือเอก ไกรสร ดึงไมโครโฟนเข้ามาใกล้ตัว สีหน้าของท่านเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างเปิดเผย

“นาวาตรีภานุวัชร… เจ้าหน้าที่ไม่ได้ปิดบังอะไรแกทั้งนั้น”

ท่านนายพลเปิดซองสีน้ำตาลออก หยิบสำเนาทะเบียนประวัติกำลังพลลับออกมาสะบัดกลางอากาศ

“เพราะฉันเป็นคนส่งแฟ้มประวัติพันเอกหญิงให้แกเซ็นรับทราบด้วยตัวเอง ก่อนวันแต่งงานของแกเมื่อเจ็ดปีก่อน!”

ภานุวัชรเซถอยหลังไปสองก้าว ขาของเขาหมดแรงจนแทบยืนไม่อยู่

“แกรู้อยู่แก่ใจมาตั้งแต่แรกว่าเธอคือผู้ถือรหัสตรวจสอบงบประมาณจัดซื้อยุทโธปกรณ์ลับ” เสียงท่านนายพลตอกย้ำลงไปอย่างเฉียบขาด “แกถึงจงใจเข้าไปจีบ เข้าไปแต่งงาน เพื่อใช้ลายเซ็นในฐานะคู่สมรสเปิดทางให้แกและพิมพ์ชนกโยกย้ายเงินงบประมาณเข้าบัญชีส่วนตัว!”

พิมพ์ชนกทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเวที ยกมือปิดหน้ากรีดร้องอย่างหมดท่า

ส่วนนางมาลีแข้งขาอ่อนแรงจนต้องเกาะเสาเวทีไว้ ใบหน้าที่เคยเชิดหยิ่งเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นไหลอาบ

“กูไม่ได้ทำ… กูไม่ได้ทำคนเดียว!” ภานุวัชรโวยวายชี้ไปที่พิมพ์ชนก “นังนี่เป็นคนบอกให้กูย้ายเงิน! มันบอกว่าจะพาหนีไปต่างประเทศ!”

ฉันก้าวขึ้นไปยืนประจันหน้ากับเขาในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งคืบ

แววตาของเขาที่เคยมองฉันอย่างเหยียดหยาม ตอนนี้เหลือเพียงความหวาดผวาอย่างน่าสมเพช

“เจ็ดปีที่ผ่านมา คุณคิดว่าความเงียบของฉันคือความโง่เขลาเหรอ ภานุวัชร” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉือนลึก

“ฉันรอให้อำนาจที่คุณหลงใหล… ลากคุณลงมาสู่จุดที่ต่ำที่สุดด้วยตัวของคุณเอง”

ฉันหันไปหาท่านนายพล พร้อมยื่นซองคำสั่งพิเศษที่ดึงออกมาจากอกเสื้อ

“ท่านผู้บัญชาการคะ ดิฉันขอส่งมอบคำสั่งศาลทหารและคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อบังคับใช้เดี๋ยวนี้”

พลเรือเอก ไกรสร รับเอกสารไป แล้วอ่านคำสั่งด้วยเสียงดังกึกก้อง

“ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 148/2567 ปลด นาวาตรี ภานุวัชร ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ พร้อมถอดยศทหาร และให้อายัดทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงบ้านพักและบัญชีธนาคารเพื่อชดใช้คืนแผ่นดิน!”

สารวัตรทหารสี่นายกรูขึ้นมาบนเวที ล็อคแขนภานุวัชรไพล่หลังทันที

เสียงกระชากอินทรธนูและเครื่องหมายฉลามคู่หลุดออกจากบ่าเสื้อของเขาดังแควก!

ภานุวัชรส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญออกมาเหมือนคนสิ้นสติ เมื่อเครื่องแบบที่เขาเคยภาคภูมิใจถูกฉีกกระชากทิ้งลงบนพื้นแทบเท้าฉัน

“คืนให้ผมเถอะ… เมียจ๋า ผมขอโทษ! อย่าเอาชีวิตผมไปแบบนี้เลย!” เขาคุกเข่าพยายามจะคลานเข้ามากอดเท้าฉัน

ฉันเบี่ยงตัวหลบอย่างไม่ใยดี ปล่อยให้สารวัตรทหารลากร่างของเขาลงจากเวทีไปต่อหน้าสายตาของคนนับพัน

พิมพ์ชนกและนางมาลีถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวตามไปติด ๆ โดยไม่มีใครเหลียวแลหรือให้ความช่วยเหลืออีกต่อไป

ลานสวนสนามสัตหีบกลับคืนสู่ความสงบ

ฉันสูดลมหายใจรับไอทะเลบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด บ้าน เกียรติยศ และอิสรภาพของฉัน… ได้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แบบแล้วในวันนี้.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *