
ฉันยอมเข้าพิธีแต่งงานกับมหาเศรษฐีวัยแปดสิบเอ็ดปีที่ป่วยเจียนตายเพื่อแลกกับเงินห้าล้านบาทมารักษาชีวิตลูกชาย… ทว่าในคืนวันวิวาห์ ทันทีที่ประตูด้านในถูกลงกลอน เขากลับเปิดเซฟหยิบเอกสารลับที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ!
ตอนที่ 2: คนสั่งเก็บยืนอยู่หน้าประตู
“คนที่สั่งเก็บลูกชายของฉัน… ชื่ออะไรคะ”
เสียงของฉันแหบไปหมด มือยังจับรูปถ่ายนั่นแน่นจนขอบกระดาษยับไปทั้งแท่ง
ท่านเจ้าสัวยังไม่ทันเปิดปากตอบ
เสียงกลอนประตูดิจิทัลก็ดังขึ้นก่อน
“ติ๊ก”
ประตูห้องทำงานถูกเปิดออกจากด้านนอกโดยไม่มีใครเคาะ
คุณหญิงดวงเดือนยืนอยู่ตรงชายประตู ในชุดนอนไหมคลุมยาวถึงข้อเท้า ใบหน้าที่แต่งแต้มครีมบาง ๆ นั่นกำลังหัวเราะคิกคักอยู่ในลำคอ
“ว้า… มาคุยกันถึงขนาดต้องล็อกประตูเลยเหรอคะพี่ชาย”
ท่านเจ้าสัวหรี่ตาลงทันที
“ใครให้เธอเปิดกลอนห้องฉัน”
“กลอนรหัสหกหลัก พี่ลืมไปแล้วเหรอคะว่าฉันรู้มาตั้งสิบปี”
เธอเดินเข้ามาช้า ๆ รองเท้าส้นสูงที่เธอใส่ไว้แม้ในบ้านเดินเท้าลงพรมเงียบสนิท แล้วหยุดยืนตรงหน้าฉัน
สายตาเธอกวาดไปที่รูปถ่ายในมือของฉัน แล้วก็ยิ้ม
“อย่าเอาลูกไม่มีพ่อมาหลอกพี่ชายฉันสิคะ”
เลือดทุกหยดในตัวฉันมันขึ้นขมับพร้อมกัน
“คุณหญิงพูดอะไรนะคะ”
“ฉันบอกว่าไอ้รูปนี้มันไม่มีค่า” เธอเอานิ้วเกี่ยวผมข้างแก้มตัวเอง “ผู้ชายที่มันหายไปเก้าปี ไม่มีสามี ไม่มีทะเบียน ไม่มีอะไรทั้งนั้น ต่อให้เอามาโชว์พี่ชายก็ประกาศิตราชาในครรภ์ก็ไม่มีใครเชื่อหรอก”
“แต่ท่านเจ้าสัวเชื่อ” ฉันตอบเสียงแข็ง “ท่านยอมแต่งงานกับฉันด้วยซ้ำ”
“พี่ชายแก่แล้วนลิน” เธอเอนตัวมาใกล้ จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิมที่เธอใช้ทุกวัน “คนแก่มันเชื่ออะไรก็ได้ แล้วพอมรดกหมื่นล้านต้องออกจากกรงเล็บผู้หญิงที่ไหนไม่รู้คนหนึ่ง ฉันก็ต้องทำอะไรสักอย่างใช่ไหมล่ะ”
ท่านเจ้าสัวเคาะที่พักแขนหนึ่งครั้ง
“ดวงเดือน ออกไป”
“ยังค่ะพี่” เธอไม่แม้แต่จะหันไปมอง “ฉันมีเรื่องต้องถามสะใภ้ใหม่ของพี่ก่อน”
เธอหันมาจ้องฉันตรง ๆ ตาแดงออน
“เมื่อเช้าแกเซ็นอะไรไป รู้ตัวไหมว่าแกกำลังขโมยของคนอื่น”
ฉันกำรูปถ่ายแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือตัวเอง ความเจ็บในมือมันช่วยให้เสียงของฉันนิ่งขึ้น
“ถ้าจะพูดเรื่องขโมย…” ฉันหันไปมองท่านเจ้าสัว “ขออนุญาตถามต่อหน้าท่านนะคะ”
“ถามมา”
“คุณหญิงดวงเดือนคะ” ฉันหันกลับไปหาเธอ “คุณรู้จักพ่อของน้องภีมได้อย่างไร”
ห้องเงียบไปเป็นครู่เดียว
“แกพูดเรื่องอะไร” เสียงเธอแข็งขึ้นทันที
“ผู้ชายในรูปใบนี้” ฉันยกรูปขึ้นเสียบเข้าที่กลางอากาศระหว่างเราสองคน “ท่านเจ้าสัวบอกฉันว่าเขาคือลูกชายของท่าน ถูกคนในบ้านหลังนี้สั่งเก็บเมื่อเก้าปีก่อน”
“บ้านหลังนี้มีคนหลายสิบชีวิตนะคะ” เธอยักไหล่ “จะโทษฉันทำไม”
“เพราะท่านเจ้าสัวบอกว่า การที่ฉันได้เข้ามาดูแลคุณ มันไม่ใช่ความบังเอิญ”
คราวนี้ตาของเธอกระพริบช้า ๆ หนึ่งครั้ง
ฉันเห็นมัน ความตกใจแวบนั้น มันวูบผ่านไปในดวงตาเธอเหมือนปลากระโดดขึ้นมาแล้วดิ้นลงน้ำกลับ
“คุณรู้จักเขา” ฉันยังค้างคำถามไว้ “และคุณรู้ว่าเขาเป็นใคร มาตั้งแต่วันแรกที่คุณจ้างฉันเข้ามาทำงาน ใช่ไหม”
ท่านเจ้าสัวหันมามองฉัน ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นมีแววคลุ้มคลั่งบางอย่างปรากฏขึ้น
“ดวงเดือน” เสียงท่านต่ำลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ “ตอบมา”
คุณหญิงดวงเดือนหัวเราะ
เธอหัวเราะออกมาเสียงดังจนสะท้านผนังห้อง แล้วเธอก็ล้มตัวลงนั่งบนโซฟาหนังข้างผนังอย่างสบายอารมณ์ที่สุด
“ก็ได้ค่ะ” เธอสบัดมือ “ถ้าพี่อยากฟัง ฉันก็เล่าให้ฟัง”
เธอเลิกคิ้วมองฉัน
“ฉันรู้จักไอ้ผู้ชายคนนั้นจริง และฉันก็รู้ด้วยว่าแกท้องลูกเขา ฉันรู้มาตั้งแต่ก่อนที่แกจะเข้ามายืนร้องไห้ตรงระเบียงบ้านนี้ด้วยซ้ำ”
หัวใจของฉันหยุดเต้นไปครึ่งจังหวะ
“ทุกอย่างที่แกคิดว่าเป็นโชคชะตา มันคือแผนของฉันล้วน ๆ” เธอพยักหน้าช้า ๆ สนุกสนานมาก “และเรื่องคนสั่งเก็บน่ะ… ใช่ ฉันเป็นคนสั่งเอง”
ท่านเจ้าสัวพยายามดึงตัวขึ้นจากรถเข็น มือทั้งสองข้างกำที่พักแขนจนข้อนิ้วขาวซีด
“แกสั่งให้ใคร… ทำอะไรกับลูกชายฉัน”
“เอานิ่ง ๆ ไว้ก่อนพี่คะ” เธอโบกมือเบา ๆ “ฉันไม่ได้สั่งให้ใครยิงเขาหรอก ฉันแค่ส่งคนไปบอกเขาสองประโยค ประโยคแรกก็คือ ออกจากผู้หญิงคนนั้นไปให้พ้น ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
“และประโยคที่สอง” เสียงฉันสั่น
“ประโยคที่สองเหรอ” เธอหันมายิ้มให้ฉัน “ก็แค่บอกเขาว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่อยากเห็นหน้าแกอีกแล้ว เขาขอเจอ แต่ฉันบอกเขาไปว่าแกไม่ยอม ส่วนแกก็รอเขาอยู่ทุกวัน แล้วฉันก็บอกแกไปว่าเขาทิ้งแกไปเอง”
หมัดบางอย่างมันบดขยี้อยู่กลางอกฉัน
เก้าปี
เก้าปีที่ฉันเกลียดเขา เกลียดจนแม้แต่ไม่ยอมพูดชื่อ เกลียดจนเลี้ยงลูกคนเดียวโดยไม่เคยเอ่ยถึงพ่อเขาแม้แต่คำเดียว
ทั้งที่ตลอดมัน… ทั้งสองคนนั่งรอกันอยู่คนละฝั่งของคนหนึ่งที่หัวเราะอยู่บนโซฟาตรงหน้านี่
“แกทำไปเพื่ออะไร” ฉันเค้นเสียงถาม “แกได้อะไรจากการทำให้ชีวิตฉันพัง”
“แกพังทำไม ฉันไม่สน” เธอตอบเรียบ ๆ “ฉันสนแค่ว่าลูกของพี่ชายฉันต้องไม่มีทายาทมาแย่งตำแหน่ง จบ นั่นแหละทั้งหมด ผู้ชายคนนั้นออกจากบ้านไปได้ แกเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ไม่มีสิทธิ์อะไรเลย ทุกอย่างมันราบรื่นก็หมดเรื่อง”
“แต่ตอนนี้ล่ะ” ท่านเจ้าสัวเอ่ยขึ้น เสียงแหบพร่าแต่แข็งเหมือนตะกั่ว “ตอนนี้แกทำพังทุกอย่างด้วยตัวเอง”
เขาหันไปหาคนสนิทที่ยืนอยู่ริมผนัง
“โทรไปที่สำนักงานทนายพรุ่งนี้เช้า เปลี่ยนผู้จัดการมรดกทุกคนใหม่หมด”
คุณหญิงดวงเดือนสีหน้าเปลี่ยน
เธอลุกขึ้นยืนจากโซฟา แล้วคว้าโทรศัพท์จากกระเป๋าตัวเองออกมา นิ้วเธอกดหน้าจอเร็วราวกับมีอะไรมาคุกคาม
“ฉันขอโทรคุยกับทายาทก่อนนะคะพี่” เสียงเธอกลับมาหวานเย็นเหมือนเดิม “ไม่ต้องรอพรุ่งนี้เช้าหรอก ฉันจัดการเองได้”
ท่านเจ้าสัวพยายามจะยื่นมือไปคว้าแขนเธอ
เธอสะบัดหลบ
“คุณ! มาที่นี่นี่ ตอนนี้เลย”
สายเชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว เสียงรับปลายสายดังเบา ๆ พอจะได้ยินคร่าว ๆ จากลำโพง
“ทุกคนฟังนะคะ” เธอเดินไปมาอยู่หน้าหน้าต่างห้องทำงาน “งานที่ท่านเจ้าสัวสั่งโอนค่ารักษาไปวันนี้ ค่าที่ยังไม่ได้จ่ายเหลืออยู่เท่าไหร่ ก็ให้ระงับทุกส่วน เข้าใจไหม ระงับเดี๋ยวนี้ จนกว่าฉันจะสั่งเปิด”
มือของฉันเย็นเฉียบไปทั้งฝ่ามือ
น้องภีม
ค่าผ่าตัดที่เหลือ ค่ายา ค่าห้องไอซียู ทุกอย่างที่ท่านเจ้าสัวเพิ่งโอนไปหัวค่ำ… เหลืออยู่อีกเป็นสิบล้านที่โรงพยาบาลยังรอ
“คุณจะฆ่าลูกฉัน” ฉันดึงโทรศัพท์ในมือเธอออกให้พ้นหู “เด็กแปดขวบกำลังจะตายอยู่บนเตียง คุณใช้ชีวิตเด็กคนหนึ่งมาแลกเก้าอี้ในบ้านนี้งั้นเหรอ”
“ใช่สิ” เธอตอบกล้า ๆ ตรง ๆ ไม่หลบตาด้วยซ้ำ “แล้วแกจะทำอะไรฉันได้ แกมีหัวขโมยอะไรบอกมาสิ ต่อให้ไปโรงพยาบาลตะโกนให้ทั้งโรงได้ยิน ก็ไม่มีกระดาษแผ่นไหนบอกว่าลูกแกเป็นหลานแท้ ๆ ของพี่ชาย ไม่มีหลักฐานไหน ไม่มีผู้ชายคนนั้น ไม่มีอะไรทั้งนั้น แกมีแค่ปากเปล่า ๆ ของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ยอมขายตัวเข้ามาในบ้านนี้”
ท่านเจ้าสัวกระแทกไม้เท้าลงพื้นหนึ่งครั้ง
“ดวงเดือน! ถอนคำสั่งนั่นเดี๋ยวนี้”
“ไม่ค่ะ” เธอกดปุ่มวางสาย แล้วหันมามองพี่ชายตัวเองตรง ๆ “เก้าปีที่บ้านนี้วิ่งอยู่บนหัวฉัน เก้าปีที่ฉันเฝ้าบริษัท เฝ้าทายาท เฝ้าแกทุกวัน แล้วผู้หญิงคนนี้เดินเข้ามาในชุดทำความสะอาดก็ได้สามีเป็นเศรษฐีเมืองไทย ฉันไม่ยอมหรอกค่ะ”
เธอหันกลับมาหาฉัน ยิ้มมุมปากอีกครั้ง
“พรุ่งนี้หยุดงานเมียใหม่พี่ฉัน”
ตอนที่ 3: แต่งเข้าบ้านวันเดียว ฉันตกงาน
คุณหญิงดวงเดือนเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วหันมาชี้หน้าฉัน
“เอาผ้าเช็ดตัวกับชุดทำความสะอาดออกไปด้วย ตั้งแต่วันนี้ แกไม่ใช่ผู้ดูแลอะไรของบ้านนี้อีกแล้ว”
ยืนขึ้นแน่นอกจากโซฟา กระโปรงเรียบร้อยไม่มีรอยยับ สายตากวาดมองฉันตั้งแต่ศีรษะจรรโลงลงมาถึงรองเท้าผ้าใบคู่เดิมที่ใส่มาตั้งแต่วันแรกของการมาทำงาน
“หยุดงานเมียใหม่ของพี่ฉัน” ท่านเจ้าสัวพูดซ้ำช้า ๆ “เธอจะทำแบบนี้กับภรรยาที่ฉันแต่งงานเมื่อเช้านี้เหรอ ดวงเดือน”
“แต่งงานเมื่อเช้า” เธอหัวเราะสั้น ๆ อย่างเย้ยหยัน “ใช่ แต่งตอนเช้า ตอนบ่ายก็สั่งโอนเงินล้านเข้าโรงพยาบาล คุ้มมากเลยนะคะสำหรับเธอ ค่าตัวแพงนัก”
“ดิฉันแต่งงานเพื่อลูก” ฉันพูดเสียงแหบ
“โธ่” เธอโยนคำนั้นมาเหมือนขยะ “แต่งงานเพื่อเงินก็เพื่อเงินเถอะ ไม่มีใครว่าอะไร แต่อย่ามาหลอกพี่ชายฉันว่ามาดูแลใคร ผู้หญิงอย่างแกมาถึงบ้านนี้ไม่ถึงเดือน ก็ปีนขึ้นไปนั่งข้างเตียงคนป่วยได้อย่างไรกัน”
มือฉันกำแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เจ็บจนต้องคิดถึงความเจ็บแทนคำพูดพวกนั้น
“คุณหญิงดวงเดือนคะ” ท่านเจ้าสัวเอียงตัวขึ้นจากรถเข็นเล็กน้อย “ฉันเป็นคนเลือกเธอเอง ฉันเป็นคนขอเธอแต่งงานเอง ถ้าใครต้องออกจากบ้านนี้ คนนั้นก็ไม่ใช่นลิน”
ห้องทำงานเงียบไปชั่วขณะ แม้แต่เสียงเครื่องผลิตออกซิเจนของท่านก็ดังขึ้นชัดเจน
คุณหญิงดวงเดือนมองพี่ชายตัวเองนานหนึ่งจังหวะหายใจ แล้วยิ้ม
“ก็ได้ค่ะ ให้อยู่” เธอพูดเรียบ ๆ “แต่เงินในบัญชีค่าใช้จ่ายการแพทย์ทั้งหมด ฉันเป็นคนกุมกุญแจอยู่ และเมื่อคืนนี้ฉันก็สั่งระงับไปแล้ว ถ้าแกอยากเลี้ยงลูกในบ้านนี้ ก็เลี้ยงด้วยเงินของแกเองสิ”
ลำคอฉันตึงไปทั้งเส้น เงินส่วนที่เหลือ เงินที่โรงพยาบาลยังรออยู่ทุกเช้า มันไม่ใช่ตัวเลขในกระดาษอีกต่อไป มันคือลมหายใจของลูกชาย
“ฉันจะทำงานต่อ” ฉันพูดออกไปทั้งที่เสียงสั่น “ผ้าก็ได้ อาหารก็ได้ ดูแลคุณหญิงก็ได้ ฉันจะไม่แตะเงินสักบาทของท่านเจ้าสัว ขอเพียงให้มีที่พักกับลูก และเงินเดือนที่เคยตกลงกันไว้”
เธอเลิกคิ้วสูง
“ผู้หญิงแต่งงานกับเศรษฐีหมื่นล้าน แล้วมาขอเงินเดือนทำงานบ้านที่บ้านตัวเอง แกฟังตัวเองบ้างไหม”
“ดิฉันฟังแล้ว และดิฉันยอม”
“เห็นไหมพี่” เธอหันไปหาท่านเจ้าสัว ยกมือชี้ฉัน “อย่างนี้แหละคะของแก มันไม่ต้องการศักดิ์ศรี มันต้องการแค่เงิน วันนี้ยอมทำงานบ้าน พรุ่งนี้มันก็หาทางอื่นต่อ”
ฉันไม่ตอบ ไม่มีประโยคไหนตอบคนที่ตัดสินแม่คนหนึ่งจากความยากจนของแม่คนนั้นได้
ประตูห้องทำงานเปิดออกโดยไม่มีใครเคาะ
ทายาทสามคนเดินเข้ามา นำด้วยลูกชายคนโตของญาติฝ่ายท่านเจ้าสัว คนที่วันงานแต่งยืนกอดอกมองฉันเหยียด ๆ ตลอดงาน
“ผมได้ยินเสียงอยู่แล้วครับ” เขาพูดกับคุณหญิงดวงเดือน “เรื่องเงินค่ารักษาที่ถูกระงับ พวกเราเห็นด้วยครับ”
“เห็นด้วย?” ท่านเจ้าสัวหันไปเสียงเข้ม
“ครับ” เขายืนหยัดตรง ๆ ไม่ก้ม “เพราะคุณดวงเดือนสัญญากับพวกผมไว้แล้วว่า มรดกส่วนที่เคยจะเขียนให้เด็กคนนั้น จะกลับมาแบ่งกันตามเดิม ถ้าเรื่องนี้ยังเป็นอย่างที่เป็นอยู่”
หัวใจฉันดิ้นรัว
มรดกที่ควรเป็นของน้องภีม ที่เขียนชื่อลูกไว้เป็นผู้รับผลประโยชน์เพียงผู้เดียว พวกเขาเห็นมันเป็นของตายร่วมกันมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนสมรสเล่มนี้ด้วยซ้ำ
“หมายความว่ายังไง” ฉันถามเสียงต่ำ
“ก็ตามที่เห็นค่ะ” คุณหญิงดวงเดือนพูดแทน ไม่หลบหน้าฉันเลย “ทุกคนในบ้านนี้เห็นต้องกับฉัน เธอมีแค่พี่ชายคนเดียว และพี่ชายก็ใกล้จะไปแล้ว หลังจากนั้น เด็กไม่มีชื่อ เธอไม่มีสิทธิ์ บ้านนี้ก็กลับมาเป็นของพวกเราเหมือนเดิม”
“ดวงเดือน” ท่านเจ้าสัวกำไม้เท้าแน่นจานว่างของเขาสั่นไปกับมือ “ฉันยังไม่ตาย”
“และฉันก็ขอให้พี่อยู่นาน ๆ ค่ะ” เธอเดินเข้าไปใกล้รถเข็น เอื้อมมือแต่ที่พักแขนของพี่ชายเบา ๆ “แต่พี่ก็อายุแปดสิบเอ็ดแล้วนะคะ พี่ต้องคิดให้ดีว่าจะทิ้งบ้านหลังนี้ไว้กับใคร กับลูกสาวที่เฝ้าพี่มาเก้าปี หรือกับผู้หญิงแปดวัน”
แปดวัน
คำนั้นกระแทกเข้าที่หน้าอกฉันเบากว่าทุกคำที่เธอพูดมา แต่เจ็บที่สุด เพราะมันจริง
“พี่ชายคะ” เธอคุกเข่าลงข้างรถเข็น เสียงนุ่มลงทันทีแบบที่ไม่เคยทำกับฉัน “ฉันไม่ได้เกลียดเด็กนะ ฉันแค่กลัว กลัวว่าพี่จะเสียใจในวันที่ฉันไม่ได้อยู่เคียงข้าง ให้เวลาฉันจัดการเรื่องนี้ให้เถอะนะ”
ท่านเจ้าสัวเงียบ
ฉันเห็นดวงตาฝ้าฟางของท่านกลับมามองฉัน นานจนเธอเริ่มยิ้มมุมปาก
แล้วท่านก็เบือนหน้าไป
ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น แค่เบือนหน้าไปมองออกนอกหน้าต่าง
นั่นแหละ คือวินาทีที่ฉันรู้ว่าเธอชนะแล้วในห้องนี้
คุณหญิงดวงเดือนลุกขึ้น ปัดกระโปรงลงเรียบ แล้วเดินตรงมาหยุดยืนข้าง ๆ ฉัน เธอไม่ขู่ ไม่โหวกเหวกอีกแล้ว เพราะคนที่ชนะแล้วไม่ต้องทำอย่างนั้น
“ฟังให้ดีนะ” เธอพูดเบา พอมีแค่ฉันกับเธอที่ได้ยิน “เด็กไม่มีหลักฐาน เธอไม่มีเงิน พี่ชายไม่พูดอะไรอีกแล้ว แล้วเธอคิดว่าเหลืออะไรให้สู้”
เธอเดินไปเปิดประตูห้องทำงานกว้าง ๆ มือยังคาดอยู่ที่บานประตู
“พรุ่งนี้เช้า พาลูกเธอออกไป”
ตอนที่ 4: เธอไล่เด็กป่วยออกจากบ้าน
ฉันยืนขวางประตูห้องน้องภีม สองมือกางออก กันไม่ให้คนขนของเข้า
“อย่าแตะต้องของในห้องนี้”
คุณหญิงดวงเดือนยืนอยู่กลางทางเดิน สีหน้าเรียบเฉย
“น้องภีมยังไม่ได้เสียชีวิต แต่แม่ของเขากำลังทำให้เขาเสียชีวิตอยู่”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรเขาเลย!”
“เธอทำอยู่ทุกวัน” เธอพูดช้า ๆ “เธอเอาเด็กป่วยมาเป็นเครื่องมือเรียกความสงสารจากพี่ชายฉัน”
มือฉันสั่น แต่ฉันไม่ถอย
“น้องภีมคือหลานของท่านเจ้าสัว เขาไม่ใช่เครื่องมือของใคร”
“หลาน?” เธอยกคิ้ว “เด็กที่ไม่มีพ่อ ไม่มีนามสกุลของตระกูล ถูกแม่พาเข้ามาในบ้านเมื่อวานซืน เธอเรียกว่าหลาน?”
“เพราะพ่อของเขาคือลูกชายของท่าน!”
“พ่อของเขาหนีไปแล้ว” เธอหันไปทางห้องทำงาน “พี่ชาย ฉันพูดถูกไหม?”
ท่านเจ้าสัวนั่งนิ่งบนรถเข็น ไม่ตอบ
ฉันจึงหันไปหาเธอ
“เธอไม่ได้ลงโทษฉัน เธอลงโทษเด็กที่ไม่เคยทำร้ายเธอเลย”
“ฉันลงโทษคนที่เอาเด็กมาเป็นโล่” เธอตอบทันที “เธอไม่เคยคิดถึงความปลอดภัยของเขาเลย”
“ความปลอดภัยของลูกคือสิ่งเดียวที่ฉันคิดถึง!”
“แล้วทำไมถึงแต่งงานกับชายแก่ที่ใกล้ตาย?” เธอจ้องฉัน “เพราะเงิน ไม่ใช่เพราะลูก”
คำนั้นตอกเข้าที่หน้าอกฉัน หน้าร้อนผ่าว แต่ฉันกลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ
“ถ้าไม่มีเงิน ลูกฉันตาย ฉันจึงยอมแลก”
“แล้ววันนี้ลูกเธอได้เงินแล้ว แต่เธอยังเกาะบ้านนี้ไม่ยอมไป” เธอพูด “เธอไม่ได้รักลูก เธอรักเงิน”
ฉันบีบกำมือจนเล็บจิ้มฝ่ามือ
“อย่ามาพูดว่าฉันไม่รักลูก”
“พิสูจน์สิ” เธอถอยไปหนึ่งก้าว “พาลูกเธอออกไปจากบ้านนี้ แล้วฉันจะโอนเงินค่ารักษาที่เหลือให้เอง”
ท่านเจ้าสัวเริ่มไถรถเข็นเข้ามาใกล้
“ดวงเดือน… อย่าทำเกินเลย”
“พี่ชาย” เธอหันไปหาท่าน น้ำเสียงอ่อนลง “พี่ต้องพัก อย่าให้ความเครียดนี้ทำให้พี่แย่กว่านี้”
“ฉันไม่ได้เครียด”
“พี่หน้ามืดเมื่อกี้แล้ว” เธอชี้ “ฉันเห็นด้วยตาตัวเอง”
ท่านเจ้าสัวหยุดรถเข็น หายใจหอบเล็กน้อย
“ฉันแค่—”
“พี่ต้องพัก” เธอตัดบท “บ้านหลังนี้ฉันดูแลได้ ปล่อยให้ฉันจัดการ”
เธอหันมาหาฉันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ยิ้ม
“พรุ่งนี้เช้า พาลูกเธอออกไป”
“ท่านเจ้าสัวคะ” ฉันหันไปหาสามี “ช่วยพูดอะไรสักคำเถอะค่ะ”
ท่านเงียบ ดวงตาฝ้าฟางจ้องมาที่ฉัน แล้วเบือนหน้าไปทางหน้าต่างอีกครั้ง
ฉันรู้สึกเหมือนถูกผลักตกลงจากที่สูง
คุณหญิงดวงเดือนเดินตรงไปที่ห้องน้องภีม เธอเปิดประตูเข้าไป ฉันวิ่งตาม
“อย่าเข้าไป!”
เธอไม่สนใจ นั่งลงข้างเตียง จับมือลูกชายฉัน
“น้องภีมจ๊ะ”
น้องภีมลืมตา งุนงง
“แม่… ทำไมมีคนเยอะจัง”
“ไม่ใช่แม่” เธอพูด “แม่ของเธอไม่ได้อยู่ที่นี่”
ฉัน ไปชั่วขณะ
“อย่าพูดอย่างนั้นกับลูกฉัน”
เธอเพิกเฉย ยังจับมือลูกชายฉันต่อ
“แม่ของเธอเลือกเงินมากกว่าความปลอดภัยของเธอ น้องภีม”
น้องภีมขมวดคิ้ว มองมาที่ฉัน
“แม่…”
“ไม่จริง!” ฉันร้อง “ลูก แม่ไม่เคย—”
“แม่แต่งงานเพราะผม หรือเพราะเงิน?”
คำถามนั้นตัดเข้าที่อกฉันเหมือนมีด
น้องภีมสะบัดมือฉันออก ดวงตาเปียกแฉะมองมาด้วยความสับสน
ฉันยืนนิ่ง ไม่ได้สติจะตอบอะไรเลย
ตอนที่ 5: ลูกชายไม่ยอมจับมือฉัน
“เพราะลูกจ้ะ”
ฉันย่อตัวลงตรงหน้าน้องภีม พยายามให้สายตาเราอยู่ระดับเดียวกัน แต่เขาถอยไปชิดขาคุณหญิงดวงเดือนก่อนที่ฉันจะพูดต่อ
เธอก้าวแทรกกลางทันที
“ตอบง่ายดีนะ แต่งงานกับคนแก่เพื่อเงิน แล้วบอกว่าทำเพื่อลูก”
“ถอยค่ะ ฉันกำลังคุยกับลูก”
“เด็กถามเธอตรง ๆ ก็ตอบให้ครบสิ ว่าเธอได้อะไรจากการแต่งงานครั้งนี้”
เลือดร้อนวาบขึ้นมาถึงใบหน้า ฉันอยากเถียงให้สุดเสียง แต่สายตาน้องภีมจ้องอยู่ที่ปากฉัน รอฟังทุกคำ
“แม่แต่งงานเพื่อให้ลูกได้รักษา” ฉันพูดช้า ๆ “แม่รู้ว่าลูกตกใจ แม่ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อน”
น้องภีมก้มมองมือตัวเอง
“แล้วเงินล่ะแม่?”
คำถามสั้น ๆ ทำให้คอฉันฝืด ฉันกลืนน้ำลายก่อนตอบ
“แม่ไม่ต้องการเงินมาเก็บไว้กับตัว แม่ต้องการให้ลูกมีโอกาสหาย”
คุณหญิงดวงเดือนหัวเราะเบา ๆ แล้ววางมือบนไหล่น้องภีม
“ถ้าอย่างนั้นก็ง่าย ฉันดูแลค่ารักษาของเด็กเอง”
ฉันเงยหน้ามองเธอทันที
“ท่านเจ้าสัวรับปากเรื่องค่ารักษาไว้แล้วค่ะ”
“พี่ชายฉันกำลังป่วย เธอยังจะให้เขามารับปากอะไรอีก?” เธอหันไปหาน้องภีม “ถ้าอยู่กับย่าเดือน หนูจะได้ไปโรงพยาบาล ไม่ต้องยืนฟังผู้ใหญ่ทะเลาะกันแบบนี้”
น้องภีมเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง ฉันเห็นความหวังในตาเขาแล้วใจหาย
“คุณหญิงจะทำอะไรคะ”
“เธอถอนตัวจากมรดกเสีย ทั้งของเธอและส่วนที่เธอคิดจะเอาให้ลูก แล้วฉันจะดูแลเด็ก”
ห้องเงียบลงจนได้ยินเสียงหายใจของน้องภีม มือฉันที่วางบนเข่าสั่น แต่ฉันกดมันไว้
“น้องภีมไม่ใช่ของที่จะเอามาต่อรองค่ะ”
“เธอนั่นแหละที่เอาเขามาต่อรองตั้งแต่วันแต่งงาน”
“ฉันขอเงินรักษาลูก ไม่เคยขอให้ลูกต้องไปอยู่กับใครเพื่อแลกกับมัน”
คุณหญิงดวงเดือนยิ้ม แต่ดวงตาไม่ยิ้มตาม
“ปากเก่งได้ตอนนี้แหละ พอเด็กต้องกลับเข้าโรงพยาบาล เธอจะเอาอะไรไปจ่าย?”
ฉันหันไปหาน้องภีม เขายังยืนอยู่หลังเธอ ฉันจึงไม่ขยับเข้าไปใกล้
“ลูกฟังแม่นะ ค่ารักษาของลูกสำคัญกว่าเงินที่แม่จะได้หรือไม่ได้ แม่ไม่เอาเงินของใครเข้ากระเป๋า ถ้าลูกได้รักษา แม่ทำงานหาเงินเองได้”
“แล้วทำไมแม่ไม่ยอมที่คุณย่าบอกล่ะ?” เขาถามเสียงเบา
ฉันชะงัก คำตอบของผู้ใหญ่มีหลายชั้นเกินกว่าจะวางลงบนไหล่เด็ก 8 ขวบ แต่ฉันจะปล่อยให้เขาคิดว่าตัวเองเป็นภาระก็ไม่ได้
“แม่ยอมให้ลูกไปรักษา แต่แม่ไม่ยอมให้ใครใช้เรื่องนั้นมาบังคับว่าแม่ต้องทิ้งลูก”
“ใครบอกว่าจะให้เธอทิ้ง?” คุณหญิงดวงเดือนสวน “ฉันแค่บอกให้เธอเลิกยุ่งกับเงินของบ้านนี้”
“ถ้าแค่เรื่องเงิน คุณหญิงก็คุยกับฉันค่ะ อย่าพูดเหมือนน้องภีมต้องเลือกว่าจะอยู่กับใคร”
เธอบีบไหล่ลูกฉันเบา ๆ แล้วหันไปถามเขา
“หนูอยากให้แม่กับย่าทะเลาะกันต่อไหม”
“ไม่ครับ”
“เห็นไหม เด็กยังรู้ว่าอะไรควรหยุด”
น้องภีมไม่ได้มองฉัน เขาจ้องพื้นตรงปลายเท้า ฉันเม้มปากจนเจ็บ อยากดึงเขามากอด แต่กลัวว่าเขาจะสะบัดออกอีก
ฉันลุกขึ้น
“ฉันจะไปคุยกับท่านเจ้าสัว”
คุณหญิงดวงเดือนขยับมาขวางทาง
“ไม่ต้อง พี่ชายฉันต้องพัก”
“ฉันจะถามอาการท่าน แค่นั้นค่ะ”
“เธอเพิ่งเห็นเขาหน้ามืด ยังจะเข้าไปกดดันเรื่องมรดกอีกหรือ”
“ฉันไม่ได้พูดเรื่องมรดก”
“แต่เธอจะพูด” เธอตอบทันที “ฉันไม่ให้เธอเข้าเยี่ยม”
ฉันมองผ่านไหล่เธอไปทางห้องท่านเจ้าสัว ประตูปิดอยู่ ไม่เห็นแม้แต่เงาคนด้านใน
“ท่านเป็นสามีฉันค่ะ”
“แล้วเขาเป็นพี่ชายฉัน” เธอพูดชัดทีละคำ “คืนนี้เธออยู่ห่างจากห้องเขา”
หน้าอกฉันแน่นขึ้น ฉันอยากผลักผ่านไป แต่ลูกยืนมองอยู่ หากฉันทำอะไรบุ่มบ่าม คุณหญิงดวงเดือนคงเอาไปพูดกับเขาอีก
“อย่างน้อยบอกฉันได้ไหมว่าท่านเป็นอย่างไร”
“ตอนเธอหยุดสร้างเรื่อง เขาก็คงดีขึ้น”
เธอหันกลับไปหาน้องภีม ราวกับฉันไม่ยืนอยู่ตรงนั้น
“ไปหยิบรองเท้าสิ ย่าจะพาไปโรงพยาบาล”
“ตอนนี้เลยหรือคะ?” ฉันถาม
“เด็กป่วย จะให้รอเธอเถียงจนเช้าหรือไง”
“ฉันไปด้วย”
“ไม่ได้”
คำเดียวสั้น ๆ ทำเอาฝ่ามือฉันเย็นเฉียบ
“ฉันเป็นแม่เขา”
“งั้นก็หัดฟังลูกบ้าง” เธอก้มลงถามน้องภีม “หนูอยากให้แม่ไปด้วยไหม”
ฉันมองลูก เขาเอานิ้วถูชายเสื้ออยู่พักใหญ่ ก่อนเดินไปหยิบรองเท้าของตัวเอง
ฉันย่อตัวอีกครั้ง ยื่นมือไปช่วยใส่ แต่เขาสวมมันเอง มือฉันค้างอยู่กลางอากาศ
“ภีม แม่ไปโรงพยาบาลด้วยได้นะ แม่จะไม่ทะเลาะกับใคร”
เขาผูกเชือกรองเท้าช้า ๆ
“แม่สัญญาได้ไหม”
“ได้จ้ะ”
คุณหญิงดวงเดือนส่งเสียงขึ้นมาทันที
“เมื่อกี้แม่หนูก็สัญญาว่าทำทุกอย่างเพื่อลูก แล้วพอฉันเสนอจะดูแล หนูก็เห็นว่าเป็นยังไง”
“คุณหญิง หยุดพูดแทนฉันต่อหน้าลูก”
“ฉันพูดกับเด็ก ไม่ได้พูดกับเธอ”
น้องภีมเงยหน้ามองเราสลับกัน ริมฝีปากเขาเม้มแน่น ฉันหุบปากทันที แต่สายไปแล้ว
“แม่” เขาเรียก
“จ้ะ”
“ผมอยากอยู่ห่างแม่สักพัก”
ฉันนิ่งไป เหมือนเท้าทั้ง 2 ข้างถูกตรึงไว้กับพื้น
“ลูกโกรธแม่ได้” ฉันบอกเขา “แต่ถ้าไปโรงพยาบาลแล้วอยากหาแม่เมื่อไร บอกแม่ได้เลยนะ”
น้องภีมพยักหน้าโดยไม่ยอมสบตา ฉันขยับมือเข้าไปอีกนิด หวังเพียงแตะปลายนิ้วเขา แต่เขาเก็บมือไว้ข้างหลัง
คุณหญิงดวงเดือนจับมือนั้นแทน
“ไปกันเถอะ”
ฉันถอยให้ทาง ประตูเปิดออก น้องภีมเดินผ่านฉันไปช้า ๆ โดยไม่หันมา
ก่อนก้าวตามลูก คุณหญิงดวงเดือนหยุดแล้วหันมามองฉัน
“พรุ่งนี้พูดต่อหน้าทุกคนว่าเธอหลอกพี่ชายฉัน”
ตอนที่ 6: วันที่ทุกคนเรียกฉันว่าคนหลอกลวง
สองแขนของฉันถูกคนรับใช้ชายร่างใหญ่บีบแน่นแล้วลากถูลู่ถูกังเข้ามากลางห้องจัดเลี้ยงใหญ่ของคฤหาสน์
สายตานับสิบคู่จากเครือญาติที่นั่งล้อมโต๊ะอาหารยาวหันมามองฉันเป็นจุดเดียว
ที่ปลายโต๊ะอีกด้าน น้องภีมนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้ไม้บุนวม ใบหน้าเล็กซีดเผือด สายตาของลูกเอาแต่มองต่ำลงที่ตัก ไม่ยอมสบตาฉันเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ลำคอของฉันตีบตัน ความเจ็บแล่นริ้วจนแทบหายใจไม่ออก
“เชิญดูหน้าผู้หญิงชั้นต่ำคนนี้ให้เต็มตา”
เสียงแหลมสูงของคุณหญิงดวงเดือนดังขึ้น เธอเดินนวยนาดออกมากลางห้อง พร้อมถือซองเอกสารสีน้ำตาลเคาะลงบนฝ่ามือตัวเอง
“เธอจงใจเข้าบ้านนี้มาในฐานะคนรับใช้ เพื่อวางยาเสน่ห์หลอกคนแก่วัยแปดสิบเอ็ดปีที่กำลังป่วยเจียนตาย หวังจะฮุบมรดกทั้งหมดของตระกูลเรา!”
เสียงซุบซิบดังฮือขึ้นทันที
สายตาเหยียดหยามจากเหล่าทายาททิ่มแทงเข้ามาเหมือนเข็มนับพันเล่ม
“ไม่จริงค่ะ…” ฉันเค้นเสียงสั่นพร่าออกมาจากลำคอ “ฉันแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย และท่านเจ้าสัวเป็นคนขอร้องให้ฉัน—”
“หุบปากสกปรกของแกเดี๋ยวนี้!” คุณหญิงดวงเดือนตวาดกร้าว เธอปรี่เข้ามาชี้หน้าฉันจนเล็บที่ทาสีแดงสดแทบจะทิ่มเข้าเบ้าตา “แกมันปลิงดูดเลือด เอาลูกป่วยมาเป็นเครื่องมือหากิน หลอกพี่ชายฉันจนหัวปักหัวปำ!”
หัวใจของฉันกระตุกวูบ มือสองข้างสั่นระริกด้วยความโกรธปนสมเพชตัวเอง
ฉันไม่สนว่าคนพวกนี้จะด่าทอฉันอย่างไร
สายตาของฉันมองข้ามคุณหญิงดวงเดือน ตรงไปยังร่างเล็กที่นั่งก้มหน้าอยู่
“น้องภีม…” ฉันเรียกชื่อลูกเบา ๆ เสียงสั่นเครือ “มองแม่หน่อยสิลูก ฟังก้อน…”
ฉันก้าวเท้าไปข้างหน้า หวังเพียงเข้าใกล้ลูกอีกสักนิด
“แม่ขอพูดกับลูกแค่คำเดียว—”
“อย่าให้ผู้หญิงคนนี้เข้าใกล้เด็กเด็ดขาด!” คุณหญิงดวงเดือนส่งสัญญาณให้คนรับใช้ผลักฉันกลับไปจนหลังกระแทกขอบเสาไม้สัก
ความเจ็บแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลัง
เธอหมุนตัวกลับไปหาบรรดาญาติพี่น้องที่นั่งล้อมโต๊ะ
“ในเมื่อพี่ชายฉันนอนหมดสติอยู่โรงพยาบาล ฉันในฐานะคนดูแลตระกูล ขอประกาศตัดสิทธิ์ผู้หญิงไร้ยางอายคนนี้ออกจากบ้านหลังนี้อย่างถาวร!”
เธอปรายยิ้มหยันแล้วโยนกระดาษแผ่นหนึ่งลงแทบเท้าฉัน
“แกจะไม่ได้เงินสักบาทเดียว บ้านหลังนี้แกไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามาอีก และที่สำคัญที่สุด… แกจะไม่มีสิทธิ์ได้เจอหน้าเด็กคนนี้อีกต่อไป ฉันจะยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนสิทธิ์ความเป็นแม่ของแก!”
แปะ แปะ แปะ!
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวขึ้นจากรอบโต๊ะ เหล่าลูกหลานและทายาทต่างพากันหัวเราะชอบใจ ราวกับกำลังชมการแสดงละครสัตว์ที่จบลงด้วยชัยชนะของพวกเขา
“จัดการได้ดีมากครับคุณอา คนพรรค์นี้ต้องสั่งสอนให้เข็ด” หลานชายคนหนึ่งตะโกนสนับสนุน
เล็บของฉันจิกแน่นเข้ากับอุ้งมือจนเลือดซิบ
ฉันอยากจะพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อเธอ อยากจะบอกความจริงกับลูก แต่เรี่ยวแรงในตัวมันเหือดแห้งไปหมดเมื่อเห็นน้องภีมยิ่งหดตัวเล็กลงเรื่อย ๆ ราวกับกลัวฉันจับใจ
คุณหญิงดวงเดือนเดินช้า ๆ เข้ามาหยุดตรงหน้าฉัน เธอโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่เต็มไปด้วยความสะใจ
“สมน้ำหน้า… แกคิดจริง ๆ เหรอว่าคนอย่างแกจะชนะฉันได้?”
เธอหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“ไม่มีใครเชื่อคำพูดของแม่ที่ยอมขายศักดิ์ศรีแลกเศษเงินหรอกนลิน แม้แต่ลูกชายแท้ ๆ ของแก… ตอนนี้เขาก็รังเกียจแกจนไม่อยากมองหน้าแล้ว”
คำพูดของเธอเหมือนมีดกรีดลึกลงกลางใจ เลือดในกายเย็นเฉียบ
ฉันทำได้เพียงยืนก้มหน้านิ่ง หยาดน้ำตาหยดแรกร่วงเผาะลงบนพื้นพรม ปล่อยให้ความเงียบและความเจ็บปวดกัดกินหัวใจ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง…
ตึก… ตึก…
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งดังแทรกความเงียบมาจากทางเดินด้านนอก
ตามมาด้วยเสียงล้อโลหะที่หมุนบดไปกับพื้นหินอ่อนอย่างช้า ๆ ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูห้องจัดเลี้ยงที่ปิดสนิท
ตอนที่ 7: คนที่เธอคิดว่าเงียบ จะพูดแล้ว
บานประตูไม้สักบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกเสียงดังสนั่น
สายตาทุกคู่ในห้องจัดเลี้ยงหันขวับไปมองเป็นจุดเดียว
ท่านเจ้าสัวอัครเดชนั่งอยู่บนรถเข็นไฟฟ้า ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามากลางห้องด้วยแววตากร้าวแกร่ง ไร้ร่องรอยคนป่วยใกล้ตายเหมือนไม่กี่นาทีก่อน
ฉันยืนตัวชา ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นท่านจ้องตรงมาที่น้องภีม
คุณหญิงดวงเดือนหน้าถอดสีไปวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบปั้นยิ้มแล้วก้าวเข้าไปขวางหน้ารถเข็น
“พี่อัครเดชคะ! ทำไมถึงลุกออกมาแบบนี้ รีบกลับห้องไปพักผ่อนเดี๋ยวนี้เลยค่ะ นังนลินมันกำลังทำลายเกียรติของตระกูลเราจนพังหมดแล้ว!”
เธอสั่งเสียงแข็ง พลางเอื้อมมือจะคว้าที่จับรถเข็นเพื่อเข็นพี่ชายออกไป
“ถอยไป ดวงเดือน”
สุรเสียงทรงอำนาจของท่านเจ้าสัวดังสะกดจนแขกทั้งห้องเงียบกริบ
มือของเธอชะงักค้างกลางอากาศ ริมฝีปากสั่นระริก
“ฉันนอนทนฟังแกพ่นความเท็จมานานเกินพอแล้ว”
ท่านเจ้าสัวจ้องหน้าน้องสาวเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังระคนชิงชัง
“พี่หมายความว่ายังไงคะ? น้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องทรัพย์สมบัติของพี่ ปกป้องครอบครัวเราจากสองแม่ลูกคู่นี้นะคะ!”
“แกปกป้องตัวเองต่างหาก!”
ท่านเจ้าสัวตวาดลั่นจนลำคอโปนขึ้นเป็นเส้นเลือด
“แกคิดว่าฉันจำไม่ได้เหรอ ว่าเมื่อ 9 ปีก่อน ใครเป็นคนยืนขู่ลูกชายแท้ ๆ ของฉันอยู่ในห้องทำงานใหญ่!”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางห้องจัดเลี้ยง
พวกญาติพี่น้องที่เคยยืนล้อมรอบเธอเริ่มถอยร่นออกไปคนละก้าว สับสนกับสิ่งที่ได้ยิน
“มะ…ไม่จริง มันหนีไปเอง!”
คุณหญิงดวงเดือนแก้ตัวเสียงหลง แววตาเริ่มลนลานจนปิดไม่มิด
“มันทิ้งพี่ ทิ้งผู้หญิงคนนี้ แล้วหนีเอาตัวรอดไปเองต่างหาก พี่จะมาโทษน้องได้ยังไง!”
“ฉันนอนอยู่บนเตียงหลังฉากกั้นในคืนนั้น ฉันได้ยินทุกคำที่แกสั่งมัน!”
ท่านเจ้าสัวชี้หน้าน้องสาว นิ้วมือสั่นเทิ้มด้วยแรงโทสะ
“แกบอกมันว่า ถ้ามันไม่ยอมเซ็นสละมรดกและหายหัวไปจากกรุงเทพฯ คืนนั้น แกจะส่งคนไปเอาเลือดหัวของนลินและบดขยี้เด็กที่อยู่ในท้องให้ตายคามือ!”
หัวใจของฉันกระตุกวูบอย่างแรงจนแทบหยุดเต้น
ลำคอตีบตัน แข้งขาอ่อนแรงจนเกือบทรุดลงกับพื้นพรม
ที่แท้เขาไม่ได้ทิ้งฉันเพราะหมดรัก… แต่เขายอมหนีไป ยอมให้ฉันเกลียดชัง เพื่อแลกกับลมหายใจของฉันและลูกชาย!
และเขาก็เพิ่งจะกล้าติดต่อกลับมาหาพ่อแท้ ๆ ของเขาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เพื่อตามหาพวกเราสองคน
“มันยอมทิ้งทุกอย่าง ยอมเร่ร่อนเหมือนหมาข้างถนน ก็เพราะมันกลัวแกจะฆ่าเมียกับลูกของมัน!”
ท่านเจ้าสัวเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตามีประกายน้ำตาคลอ
“แล้วแกยังกล้าโกหกหลานแท้ ๆ ของฉันว่าแม่มันขายวิญญาณแลกเงินงั้นเหรอ?!”
คุณหญิงดวงเดือนยืนตัวสั่นงันงก สายตาเลิ่กลั่กมองหาคนช่วย
แต่ไม่มีญาติคนไหนยอมสบตากับเธออีกต่อไป ทุกคนก้มหน้าถอยหนีคนบงการใจอำมหิต
ท่านเจ้าสัวหยิบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมา แล้วกดโทรออกเปิดลำโพงต่อหน้าทุกคน
“ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลใช่ไหม… ผมอัครเดชเองนะ”
ห้องทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงแอร์
“คำสั่งระงับเงินค่าผ่าตัดของน้องภีมเมื่อครู่ ให้ยกเลิกทั้งหมด ผมโอนเงินส่วนตัวเข้าบัญชีโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ และเตรียมทีมแพทย์ปลูกถ่ายหัวใจที่ดีที่สุดไว้ได้เลย”
ฉันยกสองมือขึ้นปิดปาก น้ำตาแห่งความโล่งอกพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย
ท่านเจ้าสัวหันกลับมามองน้องสาวร่วมสายเลือดด้วยแววตาที่ตัดขาดไร้เยื่อใย
“ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ฉันขอถอดชื่อ ดวงเดือน ออกจากทุกตำแหน่งในบริษัท และตัดสิทธิ์จากกองมรดกทุกบาททุกสตางค์!”
“พี่อัครเดช! ไม่ได้นะคะ พี่จะทำแบบนี้กับน้องสาวแท้ ๆ ไม่ได้!”
เธอหวีดร้องพลางทรุดตัวลงคุกเข่าเกาะขอบรถเข็นอย่างน่าสมเพช
“รปภ. ลากตัวผู้หญิงคนนี้ออกไปจากบ้านฉัน อย่าให้มันเหยียบเข้ามาที่นี่อีกแม้แต่ก้าวเดียว!”
ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสองคนรีบก้าวเข้ามา ล็อกแขนคุณหญิงดวงเดือนแล้วลากตัวออกไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องโวยวายที่ค่อย ๆ ไกลออกไป
ความสงบกลับคืนสู่งานเลี้ยงอีกครั้ง
ท่านเจ้าสัวค่อย ๆ เลื่อนสายตาอันอบอุ่นมามองเด็กชายตัวน้อยที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างหน้า
“น้องภีม… มาหาปู่สิลููก”
เด็กชายกระพริบตาถี่ ๆ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลอาบสองแก้มกลม
น้องภีมหันมามองฉัน แววตาที่เคยหวาดระแวงมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรักและความเข้าใจ
“แม่ครับ…”
สองขาเล็ก ๆ วิ่งโผเข้ามาหาฉันสุดแรงเกิด
ฉันทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า อ้าแขนรับร่างของลูกชายเข้ามากอดไว้แนบอกจนแน่นที่สุดในชีวิต
“แม่ครับ… ภีมขอโทษ ภีมรักแม่ครับ”
เสียงสะอื้นของลูกชายที่ซุกอยู่ตรงซอกคอ ทำให้บาดแผลตลอด 9 ปีในหัวใจของฉันได้รับการเยียวยาจนหมดสิ้น
ฉันลูบแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นเบา ๆ สูดดมกลิ่นแป้งเด็กที่คุ้นเคย น้ำตาของสองแม่ลูกไหลปนเปกัน
ลูก