
ฉันอุ้มลูกแฝดแรกเกิดกลับมาจากโรงพยาบาล แต่กลับพบว่าแม่สามีย้ายเข้ามานอนในห้องนอนใหญ่ของฉัน และสามีสั่งซื้อตู้เย็นหลังใหม่แยกไว้กินกับแม่ พร้อมสั่งหน้าตาเฉยว่า “ต่อจากนี้ ค่ากินอยู่ของเธอกับลูกสองคน ออกเงินซื้อกินเองนะ
บทที่ 2
เสียงลมหายใจที่สะดุดกึกของภวิศดังก้องไปทั่วห้องโถงชั้นล่าง
หยดเหงื่อกาฬเม็ดโป้งผุดซึมขึ้นมาตามไรผมและขมับของเขาอย่างรวดเร็ว
แก้วกาแฟเซรามิกสีขาวในมือหนาสั่นระริกจนผิวกาแฟดำด้านในกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่น
ดวงตาที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและถือดีเมื่อช่วงหัวค่ำวานนี้ บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
สายตาของเขามองสลับไปมาระหว่างใบหน้าอันสงบนิ่งดุจน้ำแข็งของฉัน
กับร่างสูงใหญ่กำยำของพี่ชายทั้งสองคนที่ยืนขนาบข้างประตูหน้าราวกับทวารบาลศิลา
พี่กานต์… พี่ชายคนโต อดีตนายทหารเรือที่ปัจจุบันคุมกองเรือขนส่งสินค้าทางทะเล
แผ่นอกกว้างใต้เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนตึงเปรี๊ยะ แขนทั้งสองข้างที่กอดอกเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นจากการฝึกหนัก
ส่วนพี่วิน… พี่ชายคนรอง ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการภาคพื้นดิน
สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหลังกรอบแว่นไทเทเนียมสีเงิน กำลังจับจ้องตรงมาที่ลำคอของภวิศราวกับกำลังประเมินจุดตาย
และตรงกลางเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อน…
คุณพ่อชัชวาลในวัยหกสิบห้าปี ยังคงนั่งไขว่ห้างอย่างสง่าผ่าเผย
ชุดซาฟารีสีกรมท่าตัดเย็บอย่างประณีต ขับเน้นให้บารมีของอดีตนายกสมาคมขนส่งระดับประเทศดูน่าเกรงขามจนห้องโถงทั้งห้องดูแคบลงไปถนัดตา
มืออันหยาบกร้านจากการกรำงานหนักมาทั้งชีวิต ค่อยๆ วางกระบอกเก็บความร้อนลงบนโต๊ะ
เสียงก้นกระบอกกระทบพื้นหินอ่อนดัง “กึก” เบาๆ
แต่มันกลับดังก้องกัมปนาทในความเงียบงันราวกับเสียงระฆังแห่งการพิพากษา
“พะ… พ่อตาครับ…”
ภวิศเค้นเสียงที่แหบแห้งออกมาจากลำคอ ขากรรไกรของเขาบดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“นี่มันเรื่องอะไรกันครับ? ทำไมถึงพาคนบุกรุกเข้ามาในบ้านของผมตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้?”
“แล้วตำรวจ… ตำรวจอะไรกัน ลดา! เธอเสียสติไปแล้วเหรอ?!”
เขารีบหันขวับมาตวาดใส่ฉัน หวังจะใช้ความคุ้นเคยในการข่มขู่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
“เธอเพิ่งคลอดลูกได้สามวัน จะมาสร้างเรื่องปัญญาอ่อนให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะทำไม!”
“บ้านของแกงั้นรึ?”
เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังของคุณพ่อแทรกผ่านความเงียบขึ้นมาทันที
พ่อไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองภวิศด้วยซ้ำ
สายตาของท่านยังคงจับจ้องอยู่ที่ควันกรุ่นของกาแฟดำในแก้ว
“ฉันส่งเสียลูกสาวคนเดียวของฉันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย…”
พ่อค่อยๆ ช้อนสายตาคมกริบดั่งใบมีดโกนขึ้นสบตากับลูกเขยตรงๆ
“แม้แต่ปลายนิ้วก้อยของลดา ฉันยังไม่เคยปล่อยให้มดริ้นไรตัวไหนมาไต่ตอม”
“แต่วันนี้… ไอ้ขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่ง ที่อาศัยใบบุญลูกสาวฉันชุบตัวจนได้ดิบได้ดี”
“กล้าพาแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง เข้ามาฮุบห้องนอน ขับไล่หลานสาวฝาแฝดของฉันไปอยู่ในซอกมืด”
“แถมยังกล้าตั้งตู้เย็นบ้าๆ บอๆ สั่งแยกค่ากับข้าวกับเมียที่เพิ่งเจ็บเจียนตายจากการผ่าคลอด!”
พ่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างช้าๆ
เงาร่างสูงใหญ่ของท่านทาบทับลงบนตัวของภวิศจนอีกฝ่ายต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
“มึงคิดว่าลูกสาวของกูไม่มีพ่อมีแม่คอยคุ้มกะลาหัวอย่างนั้นหรือ… ไอ้ภวิศ?!”
คำรามลั่นประโยคนั้นทำให้แก้วกาแฟในมือของภวิศหลุดร่วงลงพื้น!
เพล้ง!
เศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพื้นหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี
น้ำกาแฟสีดำกระเซ็นเปรอะเปื้อนขากางเกงนอนผ้าฝ้ายของเขาจนเป็นคราบสกปรก
“กรี๊ดดดด! ตาภวิศ!”
เสียงหวีดร้องแหลมสูงของคุณนายกิ่งแก้วดังลั่นขึ้นมาจากเชิงบันได
นางรีบก้าวเท้าลงมาอย่างทุลักทุเล ชายชุดคลุมผ้าซาตินลายดอกไม้สะบัดไปมาตามแรงเดิน
ใบหน้าเหี่ยวย่นที่ฉาบทาด้วยครีมบำรุงราคาแพงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
นิ้วมือที่ประดับด้วยแหวนทองคำหัวมังกรชี้ตรงมาที่หน้าพ่อของฉันอย่างไม่เกรงกลัว
“พวกคุณเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมารังแกและตะคอกใส่ลูกชายฉันในบ้านหลังนี้!”
“ต่อให้คุณเป็นพ่อตา แต่คุณก็ไม่มีสิทธิ์นำพวกนักเลงอันธพาลบุกรุกเข้ามาทำลายข้าวของ!”
“นี่มันคฤหาสน์ของลูกชายฉัน! ภวิศเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้!”
“นังลดาแต่งเข้ามาในตระกูลเรา มันก็ต้องตกเป็นสมบัติและขี้ข้าของบ้านนี้!”
“ฉันเป็นแม่ผัว ฉันจะนอนห้องไหน จะใช้ตู้เย็นกี่ใบ มันก็เรื่องในมุ้งของครอบครัวเรา!”
“พวกคุณรีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะโทรเรียกตำรวจมาลากคอพวกคุณทุกคนเข้าคุก!”
คำด่าทออันไร้ยางอายที่พ่นออกมาจากปากของแม่สามี ทำให้ฉันต้องแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
มันเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นและความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างลึกซึ้ง
ฉันก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้แผลผ่าตัดใต้ร่มผ้าจะยังคงตึงและเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับ
แต่เกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นแม่ ได้ขับไล่ความอ่อนแอทั้งหมดออกไปจากจิตวิญญาณของฉัน
“คุณนายกิ่งแก้วคะ…”
ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วห้องโถง
“ดูเหมือนว่าความโลภและความหลงตัวเอง จะทำให้สายตาของคุณนายมืดบอดจนมองไม่เห็นความจริงสินะคะ”
ฉันเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารหินอ่อนกลางครัว
หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะที่วางอยู่ข้างกระเป๋าถือของฉันขึ้นมา
ฉันดึงเอกสารแผ่นแรกออกมาคลี่ออกช้าๆ
มันคือแผ่นกระดาษแข็งสีน้ำตาลอ่อน มีตราครุฑสีแดงชาดประทับเด่นหราอยู่กึ่งกลางด้านบน
‘โฉนดที่ดิน น.ส. 4 จ. เลขที่ 48921 ตำบลคลองตัน อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร’
ฉันยื่นโฉนดที่ดินฉบับจริงแผ่นนั้นไปตรงหน้าของสองแม่ลูก
“แหกตาดูให้ชัดๆ นะคะ คุณนายกิ่งแก้ว… คุณภวิศ”
ปลายนิ้วของฉันชี้ลงไปตรงช่องระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์
“ที่ดินแปลงนี้ ขนาดสองร้อยห้าสิบตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างคฤหาสน์คอนกรีตสองชั้นแห่งนี้…”
“ตกทอดมาจากกองมรดกของ ‘คุณหญิงรัตนาวลี อัครเดชากุล’ คุณแม่ผู้ล่วงลับของฉันแต่เพียงผู้เดียว”
“วันที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ คือวันที่ 14 พฤษภาคม 2558… สี่ปีเต็มก่อนที่ฉันจะหลงผิดไปจดทะเบียนสมรสกับลูกชายของคุณนาย!”
“ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทรัพย์สินชิ้นนี้คือ ‘สินส่วนตัว’ ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม!”
“ไม่มีชื่อของภวิศ ไม่มีหยาดเหงื่อของตระกูลพวกคุณ และไม่มีเงินแม้แต่สลึงเดียวจากกระเป๋าของลูกชายคุณนายเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย!”
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางกระหม่อมของคุณนายกิ่งแก้ว!
ดวงตาที่เคยโปนโปนด้วยความหยิ่งผยองเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีส้มแปร๊ดสั่นพั่บๆ สลับกับอาการหน้าถอดสีจนกลายเป็นสีเทาขี้เถ้า
“มะ… ไม่จริง…”
นางกิ่งแก้วละล่ำละลัก สองมืออันสั่นเทาพยายามจะคว้าแผ่นโฉนดไปดู
“ตาภวิศ… แกบอกแม่ว่า… แกบอกแม่ว่าบ้านหลังนี้เป็นชื่อของแกไม่ใช่เหรอ?!”
นางหันขวับไปกระชากแขนเสื้อของลูกชายอย่างบ้าคลั่ง
“แกบอกว่าแกซื้อมาด้วยเงินยี่สิบล้านเพื่อเป็นเรือนหอ! แกบอกว่าแกเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้คนเดียวไม่ใช่เหรอตาภวิศ?!”
ภวิศยืนนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้ง เหงื่อกาฬไหลทะลักออกมาอาบแก้มจนเสื้อนอนเปียกชุ่ม
เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่ของตัวเอง
ความจริงอันน่าละอายที่เขาซุกซ่อนไว้ใต้พรมแห่งความภาคภูมิใจจอมปลอม ได้ถูกกระชากออกมาประจานต่อหน้าธารกำนัลจนหมดสิ้น
ตลอดเวลาสามปีที่แต่งงานกัน ภวิศชอบไปคุยโวโอ้อวดกับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงในวงเหล้า
ว่าเขาเป็นผู้นำครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ สามารถซื้อคฤหาสน์หรูใจกลางเมืองให้เมียและแม่ได้อยู่อาศัย
เขาสร้างภาพลักษณ์ของนักธุรกิจหนุ่มผู้มั่งคั่งบนหยาดเหงื่อและทรัพย์สมบัติที่แม่ของฉันทิ้งไว้ให้
ในขณะที่เงินเดือนของเขาในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายบริษัทวัสดุก่อสร้าง… มีเพียงแค่เจ็ดหมื่นบาทเศษเท่านั้น!
เงินจำนวนแค่นั้น… ลำพังแค่จ่ายค่าผ่อนรถยุโรปที่เขาหลอกให้ฉันช่วยดาวน์ให้ ก็แทบจะไม่พอใช้อยู่แล้ว!
“แกหลอกแม่เหรอตาภวิศ?!” นางกิ่งแก้วแผดเสียงร้องไห้โฮออกมาด้วยความตกใจและอับอาย
“แม่ครับ… ฟังผมก่อน…” ภวิศพยายามจะอธิบาย แต่ลิ้นในปากกลับแข็งทื่อจนพูดไม่เป็นคำ
“ยังไม่หมดแค่นั้นหรอกนะคะ คุณนาย”
ฉันหยิบเอกสารชุดที่สองออกมาจากซองสีน้ำตาล
มันคือสเตตเมนต์ธนาคารย้อนหลังสามปี และใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายภายในบ้านทั้งหมด
ฉันโยนแฟ้มเอกสารหนาเตอะลงบนโต๊ะอาหารหินอ่อนเสียงดัง “ปัง!”
“ค่าส่วนกลางหมู่บ้านปีละหนึ่งแสนสองหมื่นบาท… ตัดผ่านบัญชีของฉัน”
“ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคนสวน ค่าแม่บ้านทำความสะอาดเดือนละเกือบสี่หมื่นบาท… ฉันเป็นคนโอนจ่ายทั้งหมด”
“แม้กระทั่งผ้าม่านหลุยส์ โซฟาหนังแท้ แชนเดอเลียร์คริสตัลบนเพดาน และเตียงนอนคิงไซส์ที่คุณนายเพิ่งนอนหลับสบายอยู่เมื่อคืนนี้…”
ฉันก้าวเข้าไปประชิดตัวคุณนายกิ่งแก้ว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นระริกด้วยความขลาดเขลา
“ทุกชิ้น… ทุกตารางนิ้ว… ถูกรูดจ่ายผ่านบัตรเครดิตพรีเมียมที่เป็นชื่อของฉันแต่เพียงผู้เดียว!”
“แล้วเมื่อวานนี้… คุณนายกับลูกชายมีหน้ามาบอกว่า ฉันต้องรับผิดชอบเงินค่ากินอยู่ของตัวเองกับลูกแฝดงั้นเหรอคะ?”
“คุณนายบอกว่า ลูกชายของคุณนายมีรสนิยมกินอาหารบำรุงราคาแพง ส่วนฉันกินได้แค่เศษผักเศษปลางั้นเหรอ?!”
ความโกรธแค้นที่สะสมมาตลอดคืนระเบิดออกมาผ่านน้ำเสียงอันเฉียบขาด
ฉันหมุนตัวเดินตรงไปยังตู้เย็นสแตนเลสหลังใหม่เอี่ยมที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมเคาน์เตอร์
ตู้เย็นที่แปะเทปกาวสีขาวเขียนว่า ‘สำหรับภวิศและคุณแม่’
ฉันเอื้อมมือไปกระชากเทปกาวแผ่นนั้นออกอย่างแรงจนมันขาดวิ่นคามือ
แล้วขว้างเศษเทปกาวทิ้งลงบนพื้นแทบเท้าของภวิศ
“ตู้เย็นหลังนี้… ราคาเก้าหมื่นแปดพันบาท”
ฉันดึงสลิปใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จากแอปพลิเคชันในโทรศัพท์ขึ้นมาแสดง
“ภวิศ… คุณสั่งซื้อออนไลน์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยแอบเอาบัตรเสริมของผมที่คุณแม่ให้ไว้ใช้ยามฉุกเฉินไปรูดซื้อ!”
“คุณเอาเงินของฉัน ไปซื้อตู้เย็นมาเพื่อกีดกันไม่ให้ฉันกับลูกสาวแท้ๆ ของคุณได้กินของดีๆ ในบ้านของฉันเอง!”
“จิตใจของคุณสองคนแม่ลูก… มันทำด้วยอะไรกันแน่?!”
คำประจานของฉันทำให้ภวิศถึงกับเซถลา แผ่นหลังของเขากระแทกเข้ากับขอบตู้เย็นจนเกิดเสียงดังสนั่น
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“พี่วิน… พี่กานต์”
ฉันหันไปส่งสัญญาณให้พี่ชายทั้งสองคน
“ช่วยจัดการย้ายตู้เย็นหลังนี้ ออกไปตั้งไว้ที่ริมถนนหน้าประตูรั้วบ้านให้ทีค่ะ”
“รวมถึงของสด เนื้อวากิว รังนก ผลไม้นำเข้าที่คุณนายเขาซื้อมาบำรุงสุขภาพลูกชายสุดที่รัก…”
“โยนมันออกไปให้หมด อย่าให้มีกลิ่นสาปของคนเนรคุณหลงเหลืออยู่ในบ้านหลังนี้แม้แต่ชิ้นเดียว!”
“ได้เลยน้องรัก!”
พี่กานต์และพี่วินขานรับด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
ชายร่างยักษ์ทั้งสองคนก้าวพรวดเข้ามาในครัวทันที
โดยมีทีมงานขนย้ายร่างกำยำอีกสี่คนเดินตามเข้ามาสมทบ
พี่วินเอื้อมมือไปกระชากปลั๊กไฟของตู้เย็นออกเสียงดัง “พรึ่บ!”
ก่อนที่ทีมงานจะช่วยกันยกตู้เย็นสองบานเปิดขนาดยักษ์ลอยขึ้นเหนือพื้นอย่างง่ายดาย
“อย่านะ! พวกแกจะทำอะไรตู้เย็นของฉัน!” นางกิ่งแก้วหวีดร้อง ปรี่จะเข้าไปขวาง
แต่พี่กานต์เพียงแค่ใช้ท่อนแขนอันแข็งแกร่งกันร่างของนางไว้เบาๆ
นางกิ่งแก้วก็เสียหลักเซถลาลงไปก้นจ้ำเบ้ากับพื้นหินอ่อนอย่างหมดสภาพ
“กรี๊ดดด! มันผลักฉัน! ตาภวิศ ช่วยแม่ด้วย! มันจะฆ่าแม่แล้ว!”
นางกิ่งแก้วแผดเสียงร้องโวยวาย แกล้งทำเป็นนอนดิ้นพล่านอยู่บนพื้นเหมือนปลาขาดน้ำ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะลดา!” ภวิศตะโกนลั่น พยายามจะวิ่งเข้าไปช่วยแม่ของตน
แต่พ่อของฉันก้าวออกมายืนขวางหน้าเขาไว้ แววตาอันทรงอำนาจของพ่อยับยั้งขาของภวิศไว้ได้ชะงักงัน
“ถ้ามึงขยับอีกก้าวเดียว ไอ้ภวิศ…” พ่อเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำที่เย็นยะเยือก
“กระดูกซี่โครงของมึง จะไม่ได้หักแค่ท่อนเดียวเหมือนกระจกที่มึงทำแตกเมื่อกี้แน่”
ภวิศกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก สองขาสั่นพั่บๆ ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกกระเดี้ย
ในจังหวะนั้นเอง เสียงสัญญาณไซเรนของรถตำรวจสายตรวจก็ดังแว่วเข้ามาในซอย
ก่อนที่รถกระบะตราโล่ของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อจะแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูรั้วบ้านที่เปิดกว้าง
นายตำรวจสัญญาบัตรยศพันตำรวจโท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายตรวจอีกสามนาย ก้าวลงมาจากรถอย่างเร่งรีบ
ตามมาด้วยชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ถือกระเป๋าเอกสารหนังแท้
‘ทนายธีระ’ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายประจำตระกูลอัครเดชากุล และเป็นทนายความมือหนึ่งด้านคดีครอบครัวและทรัพย์สินของประเทศ!
นางกิ่งแก้วที่นอนอยู่บนพื้น เมื่อเห็นตำรวจเดินเข้ามาในบ้าน
แววตาที่หวาดกลัวก็พลันสว่างวาบขึ้นมาด้วยความหวังอันโง่เขลาทันที
นางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง แสร้งบีบน้ำตาคร่ำครวญ ชี้มือมาที่พ่อและพี่ชายของฉัน
“คุณตำรวจคะ! มาช่วยดิฉันด้วยค่ะ!”
นางร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ
“คนพวกนี้บุกรุกเข้ามาในบ้านของลูกชายดิฉัน ทำร้ายร่างกายคนแก่ และกำลังจะขโมยตู้เย็นกับข้าวของในบ้านไปค่ะ!”
“ช่วยจับพวกมันเข้าคุกเดี๋ยวนี้เลยนะคะคุณตำรวจ!”
สารวัตรเวรเดินตรงเข้ามาในห้องโถง สายตากวาดมองความวุ่นวายรอบตัวอย่างสุขุม
ทว่า แทนที่ท่านจะหันไปสนใจคำร้องทุกข์ของนางกิ่งแก้ว
สารวัตรกลับหันมาค้อมศีรษะทำความเคารพคุณพ่อชัชวาลอย่างนอบน้อมที่สุด
“สวัสดีครับท่านชัชวาล… ผม พันตำรวจโท สหรัฐ ได้รับการประสานงานจากทนายธีระเรียบร้อยแล้วครับ”
คำว่า ‘ท่านชัชวาล’ ทำให้เสียงคร่ำครวญของนางกิ่งแก้วหยุดกึกไปในทันที
นางอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ทนายธีระก้าวขึ้นมาข้างหน้า เปิดกระเป๋าเอกสารแล้วดึงคำสั่งทางศาลและเอกสารสิทธิ์ออกมาวางตรงหน้าสารวัตร
“สารวัตรครับ นี่คือโฉนดที่ดินตัวจริงและเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวของ คุณรินลดา อัครเดชากุล”
ทนายธีระเอ่ยด้วยน้ำเสียงทางการและเฉียบคมทุกถ้อยคำ
“และนี่คือ ‘หนังสือบอกเลิกสิทธิการอยู่อาศัยและการอนุญาตให้อยู่ในเคหสถาน’ ที่ลงนามโดยคุณรินลดา”
“ซึ่งได้ทำการส่งมอบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และส่งมอบต่อหน้าเจ้าพนักงานในเวลานี้”
ทนายธีระหันกลับไปจ้องมองภวิศและนางกิ่งแก้วด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานี
“นายภวิศ วรโชติเมธี และ นางกิ่งแก้ว วรโชติเมธี…”
“พวกคุณทั้งสองคน ได้หมดสิทธิ์ในการพำนัก พักอาศัย หรือเหยียบย่างเข้ามาในเคหสถานแห่งนี้โดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว”
“และหากพวกคุณไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินส่วนบุคคลออกไปจากพื้นที่ภายในเวลาสิบห้านาทีนี้…”
“ทางเราจำเป็นต้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการจับกุมตัวพวกคุณในข้อหา ‘บุกรุกเคหสถานในเวลากลางวันโดยไม่มีเหตุอันควร’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 364 ทันทีครับ!”
“ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ!”
คำว่า ‘จับกุม’ และ ‘จำคุก’ ดังก้องสะท้อนอยู่ในแก้วหูของสองแม่ลูกราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ!
ภวิศหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีม่วง ขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยจนทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นข้างเศษแก้วกาแฟที่แตกกระจาย
“พะ… พ่อตาครับ… ลดา… ฟังผมก่อนสิ!”
ภวิศคลานเข่าเข้ามาหาฉัน สองมือที่สั่นเทาพยายามจะเอื้อมมาจับที่ปลายขากางเกงของฉัน
น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากอาบสองแก้มด้วยความสิ้นหวังสุดขีด
“เราเป็นสามีภรรยากันนะลดา! เรามีลูกด้วยกันตั้งสองคนนะ!”
“ผมขอโทษ… ผมยอมรับผิดทุกอย่างแล้ว! เรื่องตู้เย็นผมแค่คิดน้อยไปหน่อย เรื่องห้องนอนผมจะให้แม่ย้ายออกไปเดี๋ยวนี้เลย!”
“ยกโทษให้ผมเถอะนะลดา… อย่าไล่ผมออกจากบ้านเลยนะ ถ้าผมโดนคดีบุกรุก ชื่อเสียงและหน้าที่การงานของผมต้องพังพินาศแน่ๆ!”
ฉันก้มลงมองผู้ชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้า
ชายที่ฉันเคยรักหมดหัวใจ ชายที่ฉันเคยวาดฝันว่าจะร่วมสร้างอนาคตและแก่เฒ่าไปด้วยกัน
บัดนี้… สภาพของเขาไม่ต่างอะไรจากเศษสวะที่ไร้ราคา
ในดวงตาของฉันไม่มีแม้แต่หยดน้ำตาแห่งความสงสาร
ไม่มีความสะใจ… มีเพียงความว่างเปล่าอันเย็นเยียบดั่งธารน้ำแข็งขั้วโลก
“ตอนที่ฉันอุ้มลูกแฝดกลับมาจากโรงพยาบาลด้วยความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด…”
ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจคมมีดที่กรีดลึกลงไปในจิตสำนึกของเขา
“ตอนที่ฉันถามคุณว่า เราจะแยกกระเป๋าเงิน และให้ฉันออกค่าใช้จ่ายของลูกคนเดียวจริงๆ เหรอ…”
“คุณตอบฉันว่ายังไงนะ ภวิศ?”
ภวิศสะอึก อ้าปากค้าง ร่างกายสั่นเทาจนพูดไม่ออก
“คุณบอกว่า… ‘ยุคนี้เศรษฐกิจไม่ดี เราต้องบริหารเงินใครเงินมัน เธอมีเงินเก็บอยู่แล้วก็ดูแลตัวเองกับลูกไปสิ จะมาเรียกร้องอะไรมากมาย’…”
ฉันโน้มตัวลงไปสบตาเขาในระยะประชิด
“วันนี้… ฉันก็แค่ทำตามที่คุณต้องการไงคะภวิศ”
“เงินใครเงินมัน… บ้านของฉัน ทรัพย์สินของฉัน ลูกของฉัน… ฉันจะดูแลด้วยเงินของฉันเองทั้งหมด!”
“ส่วนคุณกับแม่ของคุณ… ก็ไสหัวออกไปบริหารเงินอันน้อยนิดของคุณข้างนอกซะ!”
ฉันสะบัดปลายขากางเกงหลุดออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างไม่ไยดี
ในวินาทีนั้นเอง เสียงร้องตะโกนของพี่วินก็ดังลอยลงมาจากชั้นสองของบ้าน
“คุณพ่อครับ! ลดา! มาดูนี่เร็วเข้า!”
พี่วินก้าวลงบันไดมาอย่างเร่งรีบ ในมือถือกล่องเหล็กนิรภัยขนาดเล็กที่ถูกงัดจนฝากล่องบิดเบี้ยว
ข้างในกล่องนั้น… ว่างเปล่า!
“นี่มันกล่องเซฟของคุณแม่ที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าห้องนอนใหญ่ไม่ใช่เหรอ?!” พ่อของฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจ
พี่วินชี้มือตรงไปยังนางกิ่งแก้วที่กำลังนั่งหน้าถอดสีอยู่บนพื้น
“ผมขึ้นไปตรวจดูห้องนอนใหญ่… พบว่าแม่เฒ่าคนนี้ ใช้ชะแลงเล็กงัดตู้เซฟใบนี้จนพัง!”
“เครื่องเพชรประจำตระกูลของคุณแม่ สร้อยคอทองคำหนักสิบบาท และแหวนมรกตล้อมเพชรที่คุณแม่ทิ้งไว้ให้ลดา… หายไปจนหมดเกลี้ยง!”
สายตาทุกคู่ในห้องโถงหันขวับไปจับจ้องที่ร่างของนางกิ่งแก้วเป็นจุดเดียวในทันที!
ความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัวเข้าครอบงำพื้นที่อีกครั้ง
นางกิ่งแก้วสะดุ้งสุดตัว มือข้างขวาเลื่อนไปกุมกระเป๋าถือผ้าไหมที่วางอยู่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ
“มะ… ไม่จริงนะ! ฉันไม่ได้เอาไป! ฉันไม่รู้เรื่อง!” นางละล่ำละลักปฏิเสธเสียงหลง
ทว่า สารวัตรสหรัฐไม่รอช้า พยักหน้าส่งสัญญาณให้ตำรวจหญิงที่ติดตามมาด้วยก้าวเข้าไปตรวจค้นทันที
ตำรวจหญิงดึงกระเป๋าถือของนางกิ่งแก้วมาเปิดออกต่อหน้าธารกำนัล
ซองกำมะหยี่สีแดงสดจำนวนหลายซองถูกเทกระจายออกมาบนพื้นกระเบื้อง!
สร้อยคอทองคำเส้นหนา แหวนเพชรเม็ดโต และกำไลหยกโบราณ ส่องประกายแวววาวล้อแสงไฟนีออน
ของมีค่าทั้งหมดที่เป็นมรดกตกทอดจากแม่ของฉัน… ถูกซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าของแม่สามีหน้าด้านคนนี้จริงๆ!
“นี่มันไม่ใช่แค่คดีบุกรุกแล้วครับ…” ทนายธีระเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เชือดเฉือนทุกความรู้สึก
“แต่นี่คือความผิดฐาน ‘ลักทรัพย์ในเคหสถาน’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8)”
“ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท… และที่สำคัญ เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้!”
“สารวัตรครับ… ดำเนินคดีจับกุมตัวผู้กระทำความผิดเดี๋ยวนี้เลยครับ!”
“กรี๊ดดดดดดดดดด!”
นางกิ่งแก้วหวีดร้องออกมาอย่างเสียสติเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงดึงกุญแจมือเหล็กออกมา
“ตาภวิศ! ช่วยแม่ด้วย! แม่ไม่ได้ขโมย แม่แค่จะเอาไปเก็บรักษาไว้ให้หลาน!”
“ปล่อยฉันนะ! ฉันเป็นผู้ดี! ฉันไม่เข้าคุก! กรี๊ดดดด!”
สองมือที่เคยชี้นิ้วสั่งการและดูถูกฉัน บัดนี้ถูกพันธนาการไว้ด้วยโลหะเย็นเฉียบในพริบตา
นางกิ่งแก้วดิ้นรนทุรนทุรายจนวิกผมปลอมหลุดกระเด็น เผยให้เห็นศีรษะที่ล้านเลี่ยนและใบหน้าที่เหี่ยวย่นน่าสมเพช
ส่วนภวิศ… เมื่อเห็นแม่ของตนถูกจับกุมในคดีอาญาอุกฉกรรจ์
เขาก็ทรุดฮวบลงไปนอนราบกับพื้นพรม ร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ
ภาพลักษณ์ของชายผู้สูงส่งและทะนงตน… ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงซากของคนขี้แพ้ที่กำลังถูกกรรมตามสนองอย่างสาสม!
ฉันยืนมองดูภาพความพินาศของสองแม่ลูกด้วยหัวใจที่นิ่งสงบ
เสียงเครื่องยนต์ของรถตู้บรรทุกคันแรกสตาร์ทติดเครื่องอยู่หน้าบ้าน
ลูกสาวฝาแฝดทั้งสองคนของฉัน กำลังนอนหลับอย่างปลอดภัยอยู่ในรถคันนั้นภายใต้การดูแลของพยาบาลพิเศษที่คุณพ่อจัดเตรียมไว้
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด
นี่ไม่ใช่จุดจบของความเจ็บปวด…
แต่มันคือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์แห่งการเชือดเฉือน ที่ฉันจะทำให้พวกเขาทั้งสองคนต้องชดใช้อย่างสาสมในทุกหยาดน้ำตาที่ฉันและลูกต้องหลั่งริน!
บทที่ 3
แสงแดดยามสายอันเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบผืนหญ้าสีเขียวขจีในอาณาบริเวณคฤหาสน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของตระกูลอัครเดชากุล
สายลมอ่อนๆ พัดพาเอาไอเย็นสดชื่นจากผิวน้ำมาปะทะผิวกาย
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วบนกิ่งไม้ใหญ่ คลอเคลียไปกับเสียงเพลงบรรเลงคลาสสิกแผ่วเบาที่เปิดกล่อมเด็กอ่อน
บนระเบียงไม้สักทองขนาดใหญ่ริมน้ำ
เปลเด็กอ่อนสั่งทำพิเศษจากไม้เบิร์ชสีขาวสองหลังตั้งเคียงคู่กันอย่างสง่างาม
ภายในเปลนั้น… ทารกหญิงฝาแฝด ‘น้องพราว’ และ ‘น้องแพร’ กำลังนอนหลับสนิทอย่างแสนสุข
แก้มยุ้ยสีชมพูระเรื่อขยับเบาๆ ตามจังหวะการดูดจุกนมหลอก ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและผ่อนคลาย
ปราศจากเสียงรบกวน ปราศจากความหวาดระแวง และปราศจากไอความเย็นยะเยือกของความเกลียดชัง
ฉันในชุดเดรสผ้าฝ้ายลินินสีฟ้าอ่อน นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกข้างเปลลูก
ร่างกายของฉันได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชและโภชนาการส่วนตัวที่คุณพ่อจัดหาให้
แผลผ่าตัดหายสนิทจนแทบไม่หลงเหลือความเจ็บปวด
ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวจากการตรากตรำทำงานหนัก บัดนี้กลับมาเปล่งปลั่งและมีเลือดฝาดแห่งความสุข
บนโต๊ะน้ำชาข้างกายฉัน มีเอกสารคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และรายงานการตรวจสอบบัญชีฉบับสมบูรณ์วางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ
เวลาผ่านไปเพียงสามสัปดาห์หลังจากเช้าวันนั้น…
ทว่าโลกของภวิศและคุณนายกิ่งแก้ว กลับพลิกคว่ำคะมำหงายจนพังทลายลงสู่ขุมนรกภูมิอย่างไม่อาจฟื้นคืน
หลังจากที่นางกิ่งแก้วถูกตำรวจจับกุมตัวคาบ้านพร้อมของกลางเครื่องเพชรและทองคำมูลค่ากว่าแปดล้านบาท
ทนายธีระได้ยื่นคัดค้านการประกันตัวในชั้นสอบสวนอย่างแข็งกร้าว
เนื่องจากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการลักทรัพย์ในเคหสถานของผู้อื่นโดยใช้ยานพาหนะและมีมูลค่าสูงยิ่ง
นางกิ่งแก้ว… อดีตคุณนายผู้เย่อหยิ่งที่เคยสวมใส่แต่ชุดผ้าไหมและเครื่องสำอางแบรนด์เนม
ต้องเข้าไปนอนขดตัวอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์เต็ม
ไม่มีเตียงนุ่มๆ ไม่มีแอร์คอนดิชันเนอร์ และไม่มีใครคอยยกน้ำร้อนมาประเคนให้เหมือนในอดีต
มีเพียงพื้นซีเมนต์แข็งๆ อาหารหลวงในถาดหลุมสแตนเลส และเสียงกรีดร้องทะเลาะวิวาทของเหล่านักโทษคดีอุกฉกรรจ์
เมื่อญาติพี่น้องฝ่ายสามีของนางในต่างจังหวัดทราบข่าวว่านางถูกจับข้อหาลักทรัพย์และถูกประจานลงในหน้าข่าวอาชญากรรม
ทุกคนต่างพากันตัดขาดและปิดประตูบ้านหนีหน้า ไม่มีใครยอมควักเงินแม้แต่บาทเดียวมาช่วยประกันตัวนางออกมา
ในที่สุด ศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก นางกิ่งแก้ว วรโชติเมธี เป็นเวลาสามปีสี่เดือน โดยไม่รอลงอาญา!
และสำหรับ… ภวิศ
ชายผู้หลงคิดว่าตนเองเป็นช้างเท้าหน้าผู้ยิ่งใหญ่
หลังจากที่ถูกขับไล่ออกจากคฤหาสน์ของฉันในสภาพที่มีเพียงเสื้อผ้านอนติดตัวเพียงชุดเดียว
เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้ายของโลกทุนนิยมที่ไร้ความปรานี
ภวิศต้องบากหน้าไปขออาศัยนอนบนโซฟาห้องเช่าแคบๆ ของเพื่อนร่วมงาน
ทว่า… หายนะที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ในเช้าวันจันทร์ถัดมา ทันทีที่ภวิศก้าวเท้าเข้าไปในบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เขาทำงานอยู่
ฝ่ายบุคคลก็ยื่นซองขาวพร้อมหนังสือเลิกจ้างให้เขาทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยแม้แต่บาทเดียว!
เนื่องจากฝ่ายตรวจสอบบัญชีภายในของบริษัท ได้รับการประสานงานจากทนายธีระและคุณพ่อของฉัน
ตรวจพบว่า ภวิศแอบปลอมแปลงใบเสร็จค่าน้ำมัน ค่ารับรองลูกค้า และแอบนำรถยนต์ส่วนกลางของบริษัทไปจำนำกับบ่อนการพนันผิดกฎหมาย
เพื่อนำเงินสดมาหมุนจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่เขาสร้างไว้ปรนเปรอความฟุ้งเฟ้อของแม่ตนเอง!
ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมในทันควัน
ชื่อของภวิศถูกขึ้นบัญชีดำในแวดวงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ
ไม่มีบริษัทไหนกล้ารับชายหนุ่มที่มีประวัติฉ้อโกง เนรคุณภรรยา และทอดทิ้งลูกอ่อนเข้าทำงานอีกต่อไป
และที่สาหัสสากรรจ์ที่สุด…
คือการพิจารณาคดีฟ้องหย่าและแบ่งทรัพย์สินที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเมื่อวานนี้
ภาพในห้องพิจารณาคดีบัลลังก์ที่สี่ ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของฉัน
ภวิศปรากฏตัวในสภาพที่ทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้
เสื้อเชิ้ตสีขาวมอซอ กางเกงสแล็กหลวมโพรกจนเห็นกระดูกสะโพก ใบหน้าตอบซูบ หนวดเคราขึ้นรกรุงรัง
ดวงตาของเขาแดงก่ำและลึกโหล ไร้ซึ่งประกายของความทะนงตนในอดีต
เขาพยายามจะพา ‘ทนายขอแรง’ ชั้นประถมมาต่อสู้คดี
หวังจะเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตร และขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในคฤหาสน์หรูโดยอ้างว่าเป็นสินสมรสที่ร่วมสร้างกันมา
ทว่า… ทนายธีระได้กางพยานหลักฐานทางการเงินทั้งหมดออกมาฟาดลงกลางศาลอย่างเลือดเย็น
หลักฐานการเสียภาษีย้อนหลังของฉันที่แสดงรายได้ปีละกว่าแปดล้านบาท
สัญญาก่อนสมรสที่ระบุการแยกทรัพย์สินอย่างชัดเจน
ภาพถ่ายกล้องวงจรปิดในห้องครัวที่แสดงให้เห็นตู้เย็นหลังใหม่พร้อมเทปกาวข้อความ ‘สำหรับภวิศและคุณแม่’
คลิปเสียงบันทึกการสนทนาที่ภวิศและแม่ของเขาวางแผนจะกดหัวฉันให้จมดินและยึดครองบ้าน
และที่สำคัญที่สุด… บันทึกเวชระเบียนจากโรงพยาบาลที่ระบุว่า ฉันเพิ่งผ่านการผ่าตัดคลอดบุตรฝาแฝดมาเพียงสามวัน แต่กลับถูกสามีปฏิเสธการดูแลและบีบบังคับให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทารกเพียงลำพัง
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลอ่านคำพิพากษาด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและสะเทือนเลื่อนลั่น:
‘จำเลยมีพฤติกรรมกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง’
‘กระทำการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทอดทิ้งภรรยาและบุตรผู้เยาว์แรกเกิดในภาวะวิกฤตทางสุขภาพ’
‘และสนับสนุนให้มารดาของตนกระทำความผิดอาญาในเคหสถานของโจทก์’
‘ศาลจึงมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยขาดจากการเป็นสามีภรรยากันนับแต่วันนี้!’
‘ให้สิทธิการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคน ตกเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวอย่างเด็ดขาด!’
‘และไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าใกล้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนในระยะต่ำกว่าห้าร้อยเมตรจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ!’
‘ยกคำร้องขอแบ่งทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมด เนื่องจากคฤหาสน์และทรัพย์สินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์โดยชัดแจ้ง!’
‘และมีคำสั่งให้จำเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดสิทธิในครอบครัว และชดใช้เงินที่แอบนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น สี่ล้านห้าแสนแปดหมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น!’
คำพิพากษานั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางแสกหน้าของภวิศจนร่างของเขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นบัลลังก์ศาล
เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ พยายามคลานเข้ามากอดขาฉันที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะโจทก์
“ลดา… พี่กราบล่ะลดา… ยกโทษให้พี่เถอะนะ!”
เสียงคร่ำครวญอันน่าสมเพชของเขายังคงดังก้องอยู่ในมโนสำนึก
“พี่ไม่มีเงินสี่ล้านมาจ่ายให้ลดาหรอก… ตอนนี้พี่ไม่มีงานทำ พี่ไม่มีที่อยู่ พี่ต้องไปนอนตามห้องแถวซอมซ่อเดือนละพันห้า!”
“แม่พี่ก็ต้องติดคุกอยู่ในนั้น… พี่ไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ ลดา!”
“ให้พี่ได้เจอลูกบ้างเถอะนะ… พี่เป็นพ่อแท้ๆ ของแกนะลดา!”
ฉันจำได้ดีว่าในวินาทีนั้น ฉันเพียงแค่ลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทของตนเองให้เข้าที่อย่างสง่างาม
ปรายตามองชายตรงหน้าที่นอนคลานอยู่แทบเท้าด้วยความเย็นชาดั่งผืนน้ำแข็ง
“พ่อแท้ๆ งั้นเหรอคะ คุณภวิศ?”
ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เชือดเฉือนทุกความรู้สึก
“พ่อแท้ๆ ที่ไหน… ตั้งตู้เย็นแยกกับลูกสาวแรกเกิดของตัวเอง?”
“พ่อแท้ๆ ที่ไหน… บอกว่าเศษผักเศษปลากับค่านมผงของลูก เป็นภาระที่เขาไม่ต้องการจ่าย?”
“คุณไม่ได้เป็นพ่อของเด็กสองคนนี้หรอกค่ะ…”
“คุณเป็นแค่ผู้บริจาคอสุจิที่ไร้ความรับผิดชอบ และนับจากนี้เป็นต้นไป… ในสูติบัตรและในชีวิตของลูกสาวฉัน จะไม่มีวันมีชื่อของคนอย่างคุณปรากฏอยู่อีกตลอดกาล!”
พูดจบ ฉันก็ก้าวข้ามร่างของเขาเดินออกจากห้องพิจารณาคดีไปอย่างเด็ดเดี่ยว
โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลเข้าล็อกตัวภวิศที่กำลังคลุ้มคลั่งกรีดร้องออกไปตามกระบวนการบังคับคดี…
กริ๊ก…
เสียงวางถ้วยน้ำชาเซรามิกบนโต๊ะดึงสติของฉันให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน
พี่กานต์และพี่วินเดินถือของเล่นเด็กเสริมพัฒนาการชิ้นใหญ่ก้าวเข้ามาที่ระเบียงริมน้ำด้วยรอยยิ้มกว้าง
“พราวกับแพรหลับปุ๋ยเลยนะเนี่ย ตัวแสบของลุง” พี่กานต์กระซิบเบาๆ พลางก้มลงมองหลานสาวฝาแฝดด้วยความเอ็นดู
พี่วินนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ยื่นแท็บเล็ตที่มีรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของบริษัทฉันมาให้ดู
“คุณพ่อเพิ่งเซ็นอนุมัติโครงการท่าเทียบเรือขนส่งสินค้าสีเขียวมูลค่าพันล้านให้ทีมของลดาเรียบร้อยแล้วนะ”
พี่วินกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
“คณะกรรมการบริหารทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ แต่งตั้งให้ลดาขึ้นดำรงตำแหน่ง ‘รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส’ ทันทีที่ครบกำหนดลาคลอดสัปดาห์หน้า”
“พวกพี่เตรียมห้องทำงานใหม่ไว้ให้ลดาแล้วนะ มีห้องเนอสเซอรี่ติดกระจกกันเสียงอย่างดี ให้ลดาพาลูกไปทำงานด้วยได้ทุกวันเลย”
น้ำตาแห่งความตื้นตันใจเอ่อล้นขึ้นมาคลอเบ้าตาของฉัน
ฉันยื่นมือออกไปกุมมืออันอบอุ่นของพี่ชายทั้งสองคนไว้แน่น
นี่คือครอบครัวที่แท้จริง…
ครอบครัวที่ไม่เคยคิดจะเอารัดเอาเปรียบ ครอบครัวที่ไม่เคยคิดจะเหยียบย่ำ และครอบครัวที่พร้อมจะกางปีกปกป้องฉันและลูกจากทุกมรสุมร้ายในชีวิต
“ขอบคุณมากนะคะพี่กานต์ พี่วิน… ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างค่ะ”
“พูดจาอะไรแปลกๆ ยัยลดา” พี่กานต์ยีหัวฉันเบาๆ เหมือนตอนเด็กๆ “น้องสาวคนเดียวของพวกพี่ หลานสาวตัวน้อยๆ ของตระกูลเรา… ถ้าพวกพี่ไม่ดูแล แล้วจะให้ใครดูแลล่ะจริงไหม?”
เสียงหัวเราะอบอุ่นของพวกเราสามพี่น้องดังก้องกังวานไปตามสายลมริมแม่น้ำ
ในจังหวะนั้นเอง เปลไม้สีขาวทั้งสองหลังก็เริ่มมีเสียงขยับตัวแผ่วเบา
น้องพราวและน้องแพรลืมตากลมโตสุกใสดั่งดวงดาวขึ้นมาพร้อมๆ กัน
แขนและขาน้อยๆ ปัดป่ายไปมาในอากาศ ส่งเสียงอ้อแอ้ทักทายแสงตะวันยามสายอย่างร่าเริง
ฉันค่อยๆ ย่อตัวลง ช้อนร่างอันนุ่มนิ่มและมีกลิ่นหอมแป้งเด็กบริสุทธิ์ของลูกสาวทั้งสองคนเข้าสู่อ้อมอก
สัมผัสอันอบอุ่นจากร่างกายของลูกน้อยทั้งสอง ชโลมล้างรอยแผลเป็นในอดีตของฉันจนมลายหายไปจนหมดสิ้น
พวกเธอคือของขวัญอันล้ำค่าที่สุดในชีวิต
พวกเธอคือพลังใจที่ทำให้ฉันรู้ว่า ผู้หญิงเราไม่ได้เกิดมาเพื่อยอมจำนนต่อความอยุติธรรมของใคร
เรามีสองมือที่แข็งแกร่ง เรามีสมองที่ชาญฉลาด และเรามีศักดิ์ศรีที่ไม่มีอำนาจเงินหรือคำขู่เข็ญของคนชั่วหน้าไหนจะมาเหยียบย่ำได้
คุณพ่อชัชวาลเดินก้าวออกมาจากตัวบ้าน สวมแว่นสายตาก้มลงมองหลานสาวฝาแฝดด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
“มาให้คุณตาอุ้มหน่อยซิคนเก่งทั้งสองคน…”
พ่อรับน้องพราวไปอุ้มไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม ขณะที่ฉันโอบกอดน้องแพรไว้ด้วยรอยยิ้ม
สายลมแม่น้ำเจ้าพระยาพัดผ่านวูบใหญ่ หอบเอาความหนาวเหน็บและความทรงจำอันเลวร้ายให้ลอยลับหายไปกับเกลียวคลื่น
แสงอาทิตย์สีทองอร่ามสาดส่องทาบทาลงบนผืนแผ่นดินอันมั่นคงของครอบครัวเรา
บ้านหลังนี้… ชีวิตใหม่นี้… และอนาคตที่สดใสนี้
จะเป็นของฉันและลูกสาวทั้งสองคนแต่เพียงผู้เดียว
บนเส้นทางแห่งเกียรติยศ ความรักอันบริสุทธิ์ และความสุขที่แท้จริง
ตราบชั่วชีวิต… และตลอดกาล