เวลาตีสามตรงท่ามกลางความมืดมิด

 

 

เวลาตีสามตรงท่ามกลางความมืดมิด ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความกระหายน้ำ และเห็นแม่สามีที่แสร้งทำเป็นคนพิการเดินไม่ได้ กำลังคุกเข่าเอาเบบี้ออยล์ชโลมบันไดไม้สักทีละขั้น หวังให้ฉันกับลูกในท้องเจ็ดเดือนลื่นตกบันไดคอหักตาย เพื่อฮุบเงินกองทุนมรดกแปดสิบล้านบาท

บทที่ 2

เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงบันไดไม้สักอันโอ่อ่า

 

มันเป็นสุ้มเสียงที่ชวนให้กระเพาะอาหารบิดเกร็งจนคลื่นเหียน

 

ร่างหนาของภวินท์ไถลครูดไปตามสันเหลี่ยมของขั้นบันไดสูงชันสิบห้าขั้นอย่างไม่อาจทรงตัว

 

เสียงศีรษะของเขากระแทกลงบนขอบไม้สักดัง กึก… กึก… โครม!

 

ความเร็วและแรงเหวี่ยงเหวี่ยงร่างของสามีฉันให้หมุนคว้างกลางอากาศราวกับหุ่นไล่กาที่ไร้กระดูก

 

ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะร่วงดิ่งลงสู่พื้นหินอ่อนแท้จากอิตาลีชั้นล่างสุดด้วยเสียงทึบหนัก

 

ผัวะ!

 

ความเงียบสงัดที่ตามมานั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ ในโลก

 

มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของฉันที่หลบอยู่หลังแจกันเบญจรงค์โบราณลายพุ่มข้าวบิณฑ์

 

และกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ที่เริ่มลอยโชยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นหอมหวานเอียนของเบบี้ออยล์

 

บนพื้นหินอ่อนสีขาวคาร์ราราเบื้องล่าง ร่างของภวินท์นอนบิดเบี้ยวในท่าทางที่ผิดธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง

 

คอของเขาพับเอียงไปด้านข้างในมุมที่มนุษย์ที่มีชีวิตไม่อาจทำได้

 

แขนขวาพับหักอยู่ใต้แผ่นหลัง ลำตัวกระตุกเกร็งเป็นจังหวะสั้นๆ อย่างไร้การควบคุม

 

โลหิตสีแดงเข้มข้นค่อยๆ ทะลักรินออกจากรูหู ปาก และจมูกของเขา

 

มันแผ่ขยายวงกว้างออกไปบนพื้นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ช้าๆ… เยือกเย็น… และน่าสยดสยอง

 

ดวงตาของภวินท์ยังคงเบิกโพลง นัยน์ตาที่เคยทอประกายอบอุ่นอ่อนโยนยามที่เขาก้มลงจูบหน้าท้องของฉัน

 

บัดนี้กลับกลอกกลิ้งอย่างไร้จุดหมาย ม่านตาขยายกว้างสะท้อนแสงจันทร์สีเงินที่ลอดผ่านหน้าต่างทรงโค้ง

 

ริมฝีปากที่เปรอะเปื้อนฟองเลือดสีชมพูพยายามจะขยับเปล่งเสียง

 

แต่สิ่งที่หลุดรอดออกมามีเพียงเสียงลมหวีดหวิวในลำคอที่ฟังไม่ได้ศัพท์

 

ตรงชานพักบันไดขั้นบนสุด…

 

คุณหญิงนวลแขยังคงคุกเข่าค้างอยู่ในท่าเดิม

 

ขวดเบบี้ออยล์ในมือเหี่ยวย่นของเธอร่วงหล่นลงพื้นไม้สัก ส่งเสียง กุก… กุก… กุก… กลิ้งลงไปตามขั้นบันได

 

สายตาของหญิงชราที่เคยแสร้งทำเป็นเมตตาอารี บัดนี้เบิกกว้างจนแทบจะฉีกขาดออกจากเบ้าตา

 

ใบหน้าที่ผ่านการฉีดโบท็อกซ์และศัลยกรรมดึงตึงจนไร้ริ้วรอย บัดนี้กระตุกเกร็งอย่างน่าเกลียดน่ากลัว

 

ริมฝีปากสีแดงสดที่เธอเพิ่งทาเมื่อหัวค่ำสั่นระริกจนฟันกระทบกันดังกึกๆ

 

“ตาวิน…”

 

เสียงพึมพำของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่พ้นริมฝีปากแห้งผาก

 

“ตาวิน… ลูกแม่…”

 

ความตกตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด

 

ขาของหญิงชราวัยหกสิบห้าปี… ขาสองข้างที่เธออ้างกับทุกคนในวงสังคมและแพทย์ประจำตัวว่าข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย

 

ขาสองข้างที่ทำให้เธอนั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ราคาหลักแสนมาตลอดหนึ่งปีเต็ม…

 

บัดนี้มันกำลังขยับเหยียดตรงขึ้นอย่างมั่นคงและรวดเร็ว!

 

เธอผุดลุกขึ้นยืนบนสองเท้าของตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยไม้เท้าหรือคนพยุงแม้แต่น้อย

 

ทว่าในเสี้ยววินาทีที่สติสัมปชัญญะของเธอกลับคืนมา

 

สายตาอันเหี้ยมเกรียมของหญิงชราก็เหลือบมองลงไปยังพื้นไม้สักที่เคลือบชโลมไปด้วยน้ำมันลื่นเป็นประกาย

 

บันไดสิบห้าขั้นที่เธอเพิ่งบรรจงละเลงกับดักมรณะไว้ด้วยสองมือของตัวเอง

 

มันกลายเป็นกำแพงหนามที่ขวางกั้นระหว่างเธอกับร่างที่กำลังชักกระตุกของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน!

 

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด!”

 

เสียงกรีดร้องโหยหวนของคุณหญิงนวลแขดังบาดลึกเข้าไปในความเงียบสงัดของยามวิกาล

 

มันเป็นเสียงร้องที่เปี่ยมไปด้วยความคลุ้มคลั่งและสับสน

 

เธออยากจะพุ่งตัวลงไปหาลูกชาย แต่สัญชาตญาณความกลัวตายทำให้เธอต้องชะงักปลายเท้าไว้ตรงขอบไม้สักขั้นแรก

 

เธอรู้ดีกว่าใครว่า หากเธอก้าวเท้าลงไปบนความลื่นไหลที่เธอสร้างขึ้น เธอเองก็จะต้องมีจุดจบไม่ต่างจากภวินท์

 

ฉันยืนนิ่งงันอยู่หลังแจกันเบญจรงค์ ลมหายใจของฉันสะดุดกึกอยู่ในทรวงอก

 

หัวใจดวงน้อยๆ ของลูกในครรภ์กำลังดิ้นถีบผนังท้องของฉันอย่างรุนแรง

 

ตุบ… ตุบ… ตุบ…

 

แรงดิ้นนั้นราวกับจะเตือนสติของฉันว่าอย่าเพิ่งหมดสติไปในนาทีนี้

 

ฉันยกมือข้างซ้ายขึ้นลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองผ่านเนื้อผ้าซาตินของชุดคลุมท้องสีครีม

 

‘แม่สัญญา… แม่จะปกป้องหนูด้วยชีวิต’

 

ฉันกระซิบบอกลูกในใจอย่างเงียบงัน น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบสองแก้มที่เย็นเฉียบ

 

สายตาของฉันเลื่อนต่ำลง มองดูแผ่นกระดาษที่ปลิวมาตกอยู่แทบเท้าของฉันตั้งแต่ตอนที่ภวินท์ร่วงหล่น

 

ฉันค่อยๆ ย่อตัวลงอย่างระมัดระวัง พยายามไม่ให้เนื้อผ้าเสียดสีกันจนเกิดเสียง

 

มือขวาของฉันที่ยังคงถือโทรศัพท์มือถือที่กำลังบันทึกภาพทุกอย่างด้วยระบบ 4K สั่นเทาอย่างรุนแรง

 

แต่ฉันก็ฝืนบังคับกล้ามเนื้อมือให้เอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู

 

แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟระย้าคริสตัลบนเพดานส่องกระทบตัวอักษรพิมพ์ดีดสีดำบนกระดาษถนอมสายตาอย่างชัดเจน

 

มันคือเอกสารแนบท้ายพินัยกรรมและสัญญาประกันชีวิตกลุ่มพิเศษที่ทำไว้กับบริษัทประกันข้ามชาติ

 

สายตาของฉันกวาดอ่านข้อความในเอกสารอย่างรวดเร็ว และทุกตัวอักษรที่แล่นผ่านสายตาก็เหมือนเข็มพิษที่ทิ่มแทงหัวใจของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ข้อตกลงพิเศษว่าด้วยการมอบอำนาจและการแบ่งผลประโยชน์ในกองทุนมรดกแปดสิบล้านบาท

 

ในกรณีที่นางสาวพิมพ์รดา วรโชติพาณิชย์ (ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์) และทารกในครรภ์ ถึงแก่ความตายจากอุบัติเหตุที่ไม่สามารถพิสูจน์ผู้กระทำผิดได้

 

ข้าพเจ้า นายภวินท์ อัครเดชโภคิน ในฐานะสามีและผู้รับผลประโยชน์ตามกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว

 

ยินยอมโอนกรรมสิทธิ์เงินสดร้อยละห้าสิบ คิดเป็นจำนวนสี่สิบล้านบาท ให้แก่ นางนวลแข อัครเดชโภคิน (มารดา)

 

เพื่อนำไปชำระหนี้สินการพนันบ่อนกาสิโนต่างประเทศและหนี้เงินกู้นอกระบบของตระกูลอัครเดชโภคินที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมด…

 

มือของฉันสั่นจนกระดาษในมือสั่นสะบัดส่งเสียงกรอบแกรบเบาๆ

 

หนี้การพนัน…

 

หนี้นอกระบบ…

 

ภาพความทรงจำเมื่อสองปีก่อนผุดพรายขึ้นมาในสมองของฉันราวกับภาพยนตร์ย้อนยุค

 

วันที่ภวินท์เข้ามาในชีวิตของฉัน ชายหนุ่มรูปงาม การศึกษาสูง ทายาทตระกูลเก่าแก่ที่ดูเพียบพร้อมทุกประการ

 

เขาเข้ามาจีบฉันในช่วงเวลาที่ฉันเปราะบางที่สุด ช่วงเวลาที่คุณพ่อของฉันเพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ

 

เขาคอยกุมมือฉัน คอยเช็ดน้ำตาให้ฉัน ปลอบประโลมฉันด้วยคำพูดหวานหูว่าเขาไม่ได้ต้องการทรัพย์สมบัติใดๆ ขอเพียงได้ดูแลฉันไปตลอดชีวิต

 

และคุณหญิงนวลแข… แม่สามีผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่บนรถเข็น คอยลูบหัวฉันด้วยความเอ็นดู

 

แสร้งทำเป็นแม่พระผู้ใจบุญที่ยอมรับผู้หญิงกำพร้าอย่างฉันเข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่

 

ทุกอย่าง… ตั้งแต่วันแรกที่เขาก้าวเข้ามา จนถึงวันที่ฉันตั้งครรภ์

 

มันคือบทละครตบตาที่ถูกจัดฉากไว้อย่างเลือดเย็น!

 

พวกเขาไม่ได้ต้องการฉัน… พวกเขาไม่ได้รักลูกของฉัน…

 

พวกเขากำลังจะจมน้ำตายในกองหนี้สิน และทางรอดเดียวของพวกเขาคือการเหยียบย่ำบนซากศพของฉันและลูกเพื่อคว้าเงินแปดสิบล้านบาทของคุณพ่อ!

 

แต่ความน่าสะพรึงกลัวในกระดาษแผ่นนั้นยังไม่หมดเพียงแค่นั้น

 

สายตาของฉันเหลือบไปเห็นกระดาษอีกแผ่นหนึ่งที่ซ้อนอยู่ด้านหลัง

 

มันคือใบสั่งยาภาษาอังกฤษจากคลินิกเถื่อนแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด

 

ระบุชื่อสารเคมีกลุ่ม ไซลาซีน (Xylazine) ยาสลบและคลายกล้ามเนื้อสำหรับสัตว์ขนาดใหญ่

 

พร้อมตารางการผสมสารเคมีในปริมาณทีละน้อยลงใน ‘ซุปตุ๋นยาจีนบำรุงครรภ์’ ที่คุณหญิงนวลแขสั่งให้คนรับใช้ยกมาให้ฉันดื่มทุกเช้า!

 

ลำคอของฉันตีบตัน ความคลื่นเหียนแล่นริ้วขึ้นมาจนแทบจะอาเจียน

 

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา อาการวิงเวียนศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และความง่วงงุนผิดปกติที่ฉันคิดว่าเป็นเพียงอาการแพ้ท้อง…

 

แท้จริงแล้วมันคือการวางยาพิษทีละน้อยเพื่อให้ประสาทสัมผัสและการทรงตัวของฉันเสื่อมถอยลง!

 

พวกเขาไม่ได้แค่วางแผนจะให้ฉันลื่นล้มธรรมดาๆ

 

แต่พวกเขาวางแผนที่จะทำให้ฉันมึนงงจนก้าวพลาดตกบันไดลงไปเองอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ผลการชันสูตรพลิกศพออกมาเป็นเพียง ‘อุบัติเหตุของหญิงมีครรภ์ที่มีอาการวูบหมดสติ’!

 

“ไอ้พวกสัตว์นรก…”

 

คำสบถที่ฉันไม่เคยคิดจะพูดออกมาในชีวิต หลุดรอดออกมาจากไรฟันที่ขบแน่นจนเลือดซึม

 

ความรัก ความผูกพัน และความเคารพที่เคยมีให้ครอบครัวนี้ มลายหายไปจนสิ้นเชิง

 

สิ่งที่เหลืออยู่ในหัวใจของฉันเวลานี้ มีเพียงสัญชาตญาณดิบของแม่ที่พร้อมจะฉีกเนื้อใครก็ตามที่คิดจะทำร้ายลูกของฉัน!

 

“ตาวิน! แข็งใจไว้ลูก! อย่าเพิ่งหลับนะ! ลืมตามองแม่สิ!”

 

เสียงของคุณหญิงนวลแขที่กรีดร้องอยู่ตรงหัวบันไดยังคงดังไม่หยุด

 

เธอพยายามย่อตัวลง ใช้มือเกาะราวบันไดไม้สักไว้แน่น แล้วค่อยๆ หยั่งเท้าลงไปบนบันไดขั้นแรก

 

แต่เพียงแค่ปลายเท้าเปล่าสัมผัสโดนคราบเบบี้ออยล์ ร่างของเธอก็ไถลวูบจนเกือบจะหงายหลัง

 

“ว้ายยย!”

 

เธอรีบกระชากตัวกลับขึ้นมาบนชานพักอย่างทุลักทุเล หน้าอกกระเพื่อมไหวด้วยความกลัวตาย

 

เธอหันซ้ายหันขวาอย่างตื่นตระหนก แสงไฟสลัวส่องให้เห็นเหงื่อกาฬที่ผุดพรายเต็มหน้าผากที่เหี่ยวย่น

 

และในจังหวะนั้นเอง…

 

สายตาอันกราดเกรี้ยวและหวาดระแวงของหญิงชรา ก็กวาดมองมาตามแนวทางเดินชั้นสอง

 

แสงสะท้อนวูบหนึ่งจากเลนส์กล้องโทรศัพท์มือถือในมือของฉัน กระทบเข้ากับสายตาของเธออย่างจัง!

 

บรรยากาศในโถงทางเดินพลันหยุดนิ่งลงในเสี้ยววินาที

 

ความเงียบที่หนักอึ้งเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหยดเลือดของภวินท์ที่หยดกระทบพื้นดัง ติ๋ง… ติ๋ง… จากชั้นล่าง

 

คุณหญิงนวลแขค่อยๆ หรี่ตาลง มองฝ่าความมืดมายังมุมเสาหลังแจกันเบญจรงค์

 

เธอเห็นชายกระโปรงคลุมท้องสีครีมของฉันที่โผล่พ้นเหลี่ยมเสาออกมาเล็กน้อย

 

และเธอก็เห็นมือที่กำลังถือโทรศัพท์มือถือ เล็งตรงมาที่เธออย่างไม่ลดละ

 

รอยยิ้มของหญิงชราที่เคยอ่อนโยนดั่งแม่พระ ค่อยๆ บิดเบี้ยวกลายเป็นรอยยิ้มแสยะของอสูรร้าย

 

แววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความอำมหิตและเคียดแค้นอย่างสุดขีด

 

“พิมพ์รดา…”

 

น้ำเสียงของเธอไม่ได้แหบพร่าเหมือนคนแก่ที่ป่วยไข้อีกต่อไป

 

แต่มันเป็นน้ำเสียงที่แหลมเล็ก เย็นเยียบ และทรงพลังอย่างน่าประหลาด

 

“แกเองเหรอ… นังตัวดี”

 

ฉันไม่หลบซ่อนอีกต่อไป

 

ฉันค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากหลังแจกันเบญจรงค์อย่างช้าๆ มือขวายังคงยกโทรศัพท์มือถือบันทึกภาพใบหน้าของเธอไว้ทุกวินาที

 

มือซ้ายกุมเอกสารมรณะและใบสั่งยาพิษไว้แนบอก

 

สายตาของฉันจ้องประสานกับหญิงชราตรงๆ โดยไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

 

“ใช่ค่ะ… ฉันเอง คุณแม่”

 

ฉันเน้นคำว่า ‘คุณแม่’ ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและเฉียบขาด

 

“หรือฉันควรจะเรียกคุณว่า ฆาตกร ดีคะ?”

 

คุณหญิงนวลแขยืนตัวตรง ร่างกายของเธอไม่ได้โค้งงอหรือสั่นเทาเหมือนคนแก่พิการเลยสักนิด

 

เธอกวาดสายตามองโทรศัพท์ในมือฉัน สลับกับมองกระดาษเอกสารที่ฉันถืออยู่

 

ประกายตาของเธอวาวโรจน์ขึ้นด้วยความตื่นตระหนกเมื่อตระหนักได้ว่า หลักฐานทุกอย่างตกอยู่ในมือของฉันหมดแล้ว

 

“แกเห็นหมดแล้วสินะ…” เธอเค้นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ชวนขนลุก

 

“เห็นสิคะ… เห็นชัดเจนเต็มสองตาในระดับ 4K เลยล่ะค่ะ”

 

ฉันตอบกลับไปพลางก้าวถอยหลังอย่างระมัดระวัง เว้นระยะห่างจากเธอประมาณห้าเมตร

 

“ฉันเห็นคุณหญิงผู้สูงศักดิ์ ลุกขึ้นมาจากวีลแชร์มาคุกเข่าเทน้ำมันลงบนบันไดเพื่อหวังจะฆ่าฉันกับลูก”

 

“และฉันก็เห็น… ผลกรรมที่มันสนองกลับคืนสู่ตระกูลของคุณในทันทีทันใด!”

 

คำพูดของฉันเหมือนแส้ที่ฟาดลงบนแผลสดของคุณหญิงนวลแข

 

เธอตวัดสายตามองลงไปยังร่างของลูกชายที่นอนจมกองเลือดอยู่ข้างล่าง

 

ร่างของภวินท์เริ่มหยุดกระตุกแล้ว นัยน์ตาของเขาเริ่มด้านชาและไร้ประกายชีวิต ลมหายใจรวยรินลงทุกขณะ

 

“ตาวินไม่ได้ตั้งใจจะลงมาเวลานี้!”

 

หญิงชราแผดเสียงลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ

 

“เพราะแก! นังตัวกาลกิณี! ถ้าแกไม่ออกมาจากห้อง ถ้าแกเดินลงไปดื่มน้ำตามเวลาปกติเหมือนทุกคืน ตาวินของฉันก็คงไม่ต้องมารับเคราะห์แทนแก!”

 

ตรรกะวิปริตของเธอทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนจนเกินจะบรรยาย

 

คนพวกนี้ไม่เคยคิดว่าความโลภและความชั่วร้ายของตัวเองคือสาเหตุของหายนะ

 

แต่กลับโยนความผิดทั้งหมดให้เหยื่อที่รอดชีวิตมาได้!

 

“คุณโทษฉันงั้นเหรอคะ?” ฉันเค้นเสียงหัวเราะอย่างสมเพช

 

“คนที่เทน้ำมันคือคุณ คนที่คิดแผนการชั่วช้านี้คือพวกคุณสองคนแม่ลูก”

 

“พระเจ้ามีตาค่ะคุณหญิง… บันไดนรกขั้นนี้ คุณสร้างมันขึ้นมาเพื่อฆ่าฉันกับหลานแท้ๆ ของคุณ”

 

“แต่คนที่ต้องสังเวยชีวิตให้มันเป็นคนแรก… คือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่คุณรักยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง!”

 

“หุบปากของแกเดี๋ยวนี้!”

 

คุณหญิงนวลแขกรีดร้องจนเสียงหลง เธอชี้นิ้วเหี่ยวย่นที่สั่นระริกมาที่หน้าฉัน

 

“ส่งโทรศัพท์กับกระดาษพวกนั้นมาให้ฉัน!”

 

“ถ้าอยากได้… ก็เดินลุยคราบน้ำมันข้ามมาเอาสิคะ”

 

ฉันท้าทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นที่ทำให้หญิงชราต้องชะงัก

 

คุณหญิงนวลแขมองดูระยะห่างระหว่างเราสองคน ทางเดินชั้นสองเป็นพื้นไม้ปาร์เกต์ขัดมันที่แห้งสนิท

 

แต่ตรงจุดที่เธอยืนอยู่คือชานพักบันได ซึ่งมีคราบน้ำมันเลอะเปรอะเปื้อนอยู่ประปรายจากการที่เธอใช้ผ้าเช็ด

 

หากเธอจะเดินอ้อมมาหาฉัน เธอจะต้องเดินเลียบขอบกำแพงมาอย่างช้าๆ

 

ดวงตาของหญิงชรากลอกกลิ้งอย่างรวดเร็ว ความคิดชั่วร้ายกำลังแล่นพล่านในสมองที่วิปริต

 

เธอรู้ดีว่า หากปล่อยให้ฉันเดินออกจากคฤหาสน์หลังนี้ไปพร้อมกับคลิปวิดีโอและเอกสารพวกนี้

 

ไม่เพียงแต่เงินแปดสิบล้านบาทจะหลุดลอยไปตลอดกาล

 

แต่ทั้งเธอและตระกูลอัครเดชโภคินจะต้องถูกลากคอเข้าคุกในข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และการฉ้อโกงครั้งประวัติศาสตร์

 

ชื่อเสียง เกียรติยศ และความหรูหราจอมปลอมที่เธอสร้างมาทั้งชีวิตจะพังทลายลงในพริบตา!

 

และที่สำคัญที่สุด… ภวินท์กำลังจะตาย

 

หากไม่มีเงินก้อนนี้ไปใช้หนี้ เจ้าหนี้นอกระบบและมาเฟียคาสิโนก็คงไม่ปล่อยให้หญิงชราอย่างเธอมีชีวิตรอดอยู่ได้อย่างแน่นอน

 

หนทางรอดเดียวของเธอในค่ำคืนนี้… คือต้องทำให้ฉันตายไปพร้อมกับความลับนี้ให้ได้!

 

สายตาของหญิงชราเหลือบไปเห็นเชิงเทียนทองเหลืองโบราณขนาดยักษ์ที่ตั้งประดับอยู่บนโต๊ะคอนโซลข้างชานพัก

 

มันเป็นเชิงเทียนหล่อตัน หนักไม่ต่ำกว่าห้ากิโลกรัม ปลายยอดแหลมคมสำหรับปักเทียนพรรษา

 

มือเหี่ยวย่นของเธอเอื้อมไปคว้าด้ามเชิงเทียนนั้นขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ

 

กล้ามเนื้อแขนของเธอเกร็งแน่น เผยให้เห็นพละกำลังที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ชุดนอนผ้าไหมราคาแพง

 

“ในบ้านหลังนี้… ไม่มีใครช่วยแกได้หรอก นังพิมพ์รดา”

 

คุณหญิงนวลแขพูดด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงจนฟังดูคล้ายเสียงขู่ฟ่อของงูพิษ

 

“คนรับใช้สองคนข้างล่าง ฉันให้ยานอนหลับพวกมันผสมในน้ำดื่มตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เพื่อไม่ให้พวกมันตื่นขึ้นมาเห็นตอนที่แกตกบันได”

 

“ต่อให้แกร้องจนคอแตก ก็ไม่มีหมาตัวไหนวิ่งขึ้นมาช่วยแก!”

 

“แกคิดว่าแกถือไพ่เหนือกว่างั้นเหรอ? แกคิดว่าคลิปในมือถือนั่นจะช่วยชีวิตแกกับนังเด็กในท้องได้งั้นเหรอ?”

 

เธอค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากชานพักบันไดอย่างเชื่องช้า เลี่ยงจุดที่มีคราบน้ำมันอย่างระมัดระวัง

 

สองมือของเธอกระชับเชิงเทียนทองเหลืองแน่น ยกขึ้นมาในระดับอก

 

“ถ้าแกตายไปพร้อมกับตาวิน… ตำรวจก็จะสรุปคดีว่า ผัวเมียทะเลาะกันจนเกิดอุบัติเหตุตกลงไปตายทั้งคู่!”

 

“ส่วนฉัน… หญิงชราพิการที่นอนอยู่บนเตียง จะเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวที่น่าสงสารที่สุด!”

 

“และเงินแปดสิบล้านนั่น… ในฐานะแม่ของตาวินและทายาทคนสุดท้าย ฉันก็ยังคงมีสิทธิ์ฟ้องร้องเอามาเป็นของฉันได้อยู่ดี!”

 

ความบ้าคลั่งในแววตาของเธอทำให้ฉันรู้ว่า ผู้หญิงคนนี้เสียสติไปแล้วโดยสิ้นเชิงด้วยความโลภ

 

ฉันไม่รอช้า รีบหันหลังแล้วสาวเท้าก้าวหนีไปตามโถงทางเดินทันที!

 

“จะหนีไปไหน! นังตัวดี!”

 

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของหญิงชราวิ่งไล่กวดตามมาด้านหลังอย่างรวดเร็วผิดมนุษย์วัยหกสิบห้า

 

เสียงปลายแหลมของเชิงเทียนทองเหลืองลากครูดไปกับผนังไม้สักดัง ครืดดดด… ครืดดดด…

 

มันเป็นเสียงที่กรีดแทงประสาทจนขนหัวลุก

 

ฉันพยายามเร่งฝีเท้า แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากทารกในครรภ์เจ็ดเดือน

 

และความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาบริเวณอุ้งเชิงกรานจากการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน

 

ทำให้การก้าวขาของฉันเชื่องช้าและยากลำบากกว่าปกติหลายเท่านัก

 

‘อดทนไว้ลูก… อดทนไว้กับแม่นะ’

 

ฉันกัดฟันกรอด น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดทางกายและความกดดันมหาศาล

 

เป้าหมายของฉันคือห้องนอนใหญ่ที่อยู่สุดปลายทางเดิน

 

ห้องนอนนั้นมีประตูไม้สักหนาพร้อมกลอนล็อกจากด้านในที่แน่นหนา

 

และที่สำคัญที่สุด… ในห้องนั้นมีโทรศัพท์บ้านสายตรงที่สามารถใช้โทรแจ้งตำรวจได้ หากสัญญาณมือถือถูกรบกวน!

 

ฟึ่บ!

 

เสียงลมตัดผ่านอากาศดังหวืดเฉียดแผ่นหลังของฉันไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร!

 

คุณหญิงนวลแขเหวี่ยงเชิงเทียนทองเหลืองฟาดเข้ามาสุดแรง

 

ปลายแหลมของมันกระแทกเข้ากับกรอบรูปแต่งงานขนาดใหญ่ของฉันกับภวินท์ที่แขวนอยู่บนผนังทางเดิน

 

เพล้งงงงง!

 

กระจกกรอบรูปแตกกระจาย เศษแก้วแหลมคมร่วงกราวลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์

 

ภาพถ่ายวันแต่งงานที่แสนหวานชื่น… ภาพที่ภวินท์กำลังสวมแหวนเพชรให้ฉันด้วยรอยยิ้ม

 

บัดนี้ถูกฉีกขาดเป็นรอยแผลเหวอะหวะด้วยน้ำมือของแม่แท้ๆ ของเขาเอง!

 

แรงเหวี่ยงทำให้หญิงชราเสียหลักเซไปชนกับผนังเล็กน้อย

 

นั่นเปิดโอกาสให้ฉันมีเวลาเสี้ยววินาทีในการพุ่งตัวเข้าไปในห้องนอนใหญ่!

 

ฉันใช้แผ่นหลังดันบานประตูไม้สักหนาให้ปิดลงอย่างรวดเร็ว

 

ปัง!

 

มือซ้ายของฉันรีบหมุนลูกบิดและกดปุ่มล็อคด้านล่างทันที พร้อมกับดึงสลักกลอนทองเหลืองตัวใหญ่ด้านบนให้เลื่อนเข้าล็อกเสียงดัง คลิก!

 

โครมมมมม!

 

ในเสี้ยววินาทีต่อมา ร่างของคุณหญิงนวลแขก็พุ่งกระแทกเข้ากับบานประตูอย่างบ้าคลั่ง

 

ตามมาด้วยเสียงเชิงเทียนทองเหลืองที่กระหน่ำทุบลงบนเนื้อไม้สักอย่างไม่ยั้ง

 

ปัง! ปัง! ปัง!

 

“เปิดประตูนะ นังพิมพ์รดา! เปิดเดี๋ยวนี้!”

 

เสียงแหลมแหบของเธอกรีดร้องผ่านช่องว่างใต้ประตู

 

“แกหนีไม่พ้นหรอก! บ้านหลังนี้เป็นของตระกูลฉัน! ทุกซอกทุกมุมเป็นของฉัน!”

 

“แกคิดว่าประตูกระจอกๆ นี่จะกันฉันได้เหรอ? ฉันจะทุบมันให้แหลก แล้วฉันจะควักเอาลูกในท้องของแกออกมาโยนให้หมากิน!”

 

คำพูดที่เหี้ยมเกรียมและวิปริตดั่งอสูรกายทำให้ฉันต้องยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น

 

ฉันถอยหลังกรูดออกจากบานประตูที่กำลังสั่นสะเทือนตามแรงกระแทก

 

เนื้อไม้สักหนาสองนิ้วเริ่มปรากฏรอยบุบและรอยปริแตกจากแรงฟาดของโลหะหนัก

 

ฉันรู้ดีว่า ประตูนี้คงต้านทานความบ้าคลั่งของเธอได้อีกไม่เกินสิบนาที!

 

ฉันรีบกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนใหญ่ที่คุ้นเคย

 

ห้องที่ครั้งหนึ่งฉันเคยคิดว่าเป็นวิมาน แต่บัดนี้กลับกลายเป็นกรงขังมรณะ

 

ฉันรีบเดินตรงไปยังโต๊ะข้างเตียง คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูหน้าจอ

 

สัญญาณโทรศัพท์ยังคงเต็มสี่ขีด และวิดีโอ 4K ความยาวกว่าหกนาทีที่บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบถูกบันทึกลงในหน่วยความจำเครื่องเรียบร้อยแล้ว

 

ฉันไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว

 

ปลายนิ้วที่สั่นเทากดส่งไฟล์วิดีโอนั้นขึ้นสู่ระบบ Cloud Storage ส่วนตัวที่เชื่อมโยงกับอีเมลของฉัน

 

พร้อมกับกดแชร์ลิงก์ด่วนไปยังแอปพลิเคชันไลน์ของบุคคลสองคนที่ฉันไว้ใจที่สุดในชีวิต

 

คนแรกคือ ทนายกานต์ ทนายความประจำตระกูลผู้เป็นเพื่อนสนิทและมือขวาของคุณพ่อฉันมาตลอดสามสิบปี

 

และคนที่สองคือ สารวัตรธเนศ นายตำรวจตงฉินผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณพ่อ!

 

จากนั้น ฉันก็กดโทรออกเบอร์ฉุกเฉิน 191 ทันที

 

เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นในลำโพง ตู๊ด… ตู๊ด…

 

หัวใจของฉันเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ทุกวินาทีที่ผ่านไปเชื่องช้าราวกับตกนรก

 

“รับสิ… ได้โปรดรับสายที…” ฉันพึมพำวิงวอนทั้งน้ำตา

 

คลิก!

 

“191 รับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายครับ” เสียงเจ้าหน้าที่ปลายสายดังขึ้นอย่างสุขุม

 

“ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยฉันด้วย!”

 

ฉันกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ด้วยความรวดเร็วและพยายามควบคุมไม่ให้เสียงสั่น

 

“มีการพยายามฆ่าเกิดขึ้นที่คฤหาสน์อัครเดชโภคิน ถนนราชพฤกษ์ ซอย 14 ค่ะ!”

 

“มีคนตกบันไดบาดเจ็บสาหัส เลือดออกในสมอง และตอนนี้ผู้ก่อเหตุกำลังใช้ของแข็งทุบทำลายประตูพยายามจะเข้ามาฆ่าฉันค่ะ!”

 

“ฉันท้องเจ็ดเดือนค่ะ ได้โปรดส่งกำลังตำรวจและรถพยาบาลฉุกเฉินมาด่วนที่สุดเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”

 

“ใจเย็นๆ นะครับคุณผู้หญิง เจ้าหน้าที่กำลังบันทึกพิกัด… ราชพฤกษ์ ซอย 14 คฤหาสน์อัครเดชโภคิน ใช่ไหมครับ?”

 

“ใช่ค่ะ! รีบมานะคะ ประตูห้องนอนชั้นสองกำลังจะพังแล้—”

 

โครมมมมมมม!

 

ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบประโยค เสียงไม้สักปริแตกอย่างรุนแรงก็ดังสนั่นหวั่นไหว

 

ปลายแหลมของเชิงเทียนทองเหลืองทะลุผ่านเนื้อไม้เข้ามาเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ตรงกึ่งกลางบานประตู!

 

เศษเสี้ยนไม้กระเด็นว่อนไปทั่วห้อง

 

และผ่านรูโหว่นั้น…

 

ดวงตาสีแดงก่ำที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและความวิปลาสของคุณหญิงนวลแข ก็โผล่เข้ามาแนบชิดกับช่องไม้

 

เธอแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีเหลืองเกรอะกรัง

 

“แจ้งตำรวจเหรอจ๊ะ… ลูกสะใภ้คนดี?”

 

เสียงกระซิบของเธอดังลอดผ่านช่องไม้เข้ามาอย่างเยือกเย็น

 

“แกคิดว่าตำรวจจะมาทันก่อนที่กะโหลกของแกจะแหลกคามือฉันงั้นเหรอ?!”

 

มือเหี่ยวย่นของเธอสอดผ่านรูโหว่เข้ามา พยายามจะเอื้อมลงไปปลดสลักกลอนประตูด้านใน!

 

ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังของฉันในเสี้ยววินาทีนั้น

 

แต่ความกลัวไม่ได้ทำให้ฉันยอมจำนน

 

สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งให้ฉันต้องสู้!

 

ฉันเหลือบไปเห็นแจกันแก้วเจียระไนทรงสูงที่ใส่น้ำและดอกลิลลี่สีขาวตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งข้างประตู

 

ฉันไม่ลังเลที่จะทิ้งโทรศัพท์ลงบนเตียง แล้วพุ่งตัวเข้าไปคว้าแจกันใบนั้นด้วยสองมือ

 

น้ำหนักของแก้วตันผสมกับน้ำเกือบสองลิตรหนักอึ้งในมือ

 

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีของหญิงมีครรภ์

 

แล้วฟาดแจกันแก้วหนานั้นลงไปที่ท่อนแขนเหี่ยวย่นของคุณหญิงนวลแขที่กำลังพยายามปลดกลอนประตูอย่างสุดแรงเกิด!

 

เพล้งงงงงงงงง!

 

“กรี๊ดดดดดดดดดดดด!”

 

เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของคุณหญิงนวลแขดังทะลุประตูเข้ามา

 

เศษแก้วเจียระไนแตกละเอียดบาดเข้าที่เนื้อแขนและข้อมือของเธอจนเลือดสดๆ ไหลทะลัก

 

เธอรีบชักแขนกลับออกไปผ่านรูโหว่ทันทีด้วยความเจ็บปวด

 

“นังแพศยา! นังสารเลว!”

 

หญิงชราก่นด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายที่เธอไม่เคยคิดจะเอ่ยในวงสังคมชั้นสูง

 

เสียงฝีเท้าของเธอเซถอยหลังไปครู่หนึ่ง

 

แต่ฉันรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการซื้อเวลาสั้นๆ เท่านั้น

 

บาดแผลและความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้ความคลุ้มคลั่งของเธอลดลง ตรงกันข้าม มันยิ่งกระตุ้นให้สัตว์ร้ายในคราบผู้ดีตัวนี้กระหายเลือดมากขึ้น!

 

ฉันหันกลับมามองหาทางรอดอื่นภายในห้องนอน

 

หน้าต่างทุกบานติดเหล็กดัดลวดลายหลุยส์โบราณที่แน่นหนาเพื่อป้องกันขโมย

 

ทางออกเดียวคือประตูบานเลื่อนกระจกที่เชื่อมออกไปสู่ระเบียงกว้างด้านนอก

 

ฉันรีบเดินตรงไปยังระเบียง เลื่อนประตูกระจกเปิดออก ลมหนาวของยามดึกพัดกรรโชกเข้ามาปะทะใบหน้าจนชาดิก

 

จากระเบียงชั้นสองนี้ มองลงไปเบื้องล่างคือสวนหย่อมและสระว่ายน้ำ

 

ความสูงเกือบหกเมตร… สำหรับคนท้องแก่เจ็ดเดือน การกระโดดลงไปย่อมหมายถึงการฆ่าตัวตายและฆ่าลูกในท้องอย่างไม่ต้องสงสัย

 

แต่แล้ว สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นบันไดหนีไฟเหล็กดัดทรงแคบที่ซ่อนอยู่ตรงมุมระเบียง

 

มันเป็นบันไดโบราณที่เชื่อมลงไปยังชานชาลาเรือนเพาะชำกล้วยไม้ด้านล่าง ซึ่งคุณพ่อของภวินท์เคยสร้างไว้เมื่อสามสิบปีก่อน!

 

สนิมเกรอะกรังและเถาวัลย์ไม้เลื้อยปกคลุมจนแทบมองไม่เห็น

 

แต่โครงสร้างเหล็กกล้ายังคงดูแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของฉันได้

 

โครม! ปัง!

 

เสียงที่ประตูห้องนอนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่เชิงเทียน

 

แต่ดูเหมือนคุณหญิงนวลแขจะไปลากขวานจามฟืนหรือชะแลงเหล็กมาจากห้องเก็บของใต้บันได

 

รอยแยกบนบานประตูขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนบานพับตัวบนเริ่มหลุดออกจากวงกบ!

 

ฉันไม่มีเวลาคิดอีกต่อไปแล้ว

 

ฉันก้าวข้ามขอบระเบียงหินอ่อน เอื้อมมือไปจับราวเหล็กเย็นเฉียบของบันไดหนีไฟไว้แน่น

 

ฝ่ามือของฉันชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นจนลื่น

 

ฉันค่อยๆ หยั่งปลายเท้าเปล่าลงไปบนขั้นบันไดเหล็กขั้นแรก

 

เสียงเหล็กเสียดสีกันดัง เอี๊ยด… เบาๆ ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิว

 

ในอกของฉันมีเพียงคำภาวนาเดียวที่ดังก้องซ้ำไปซ้ำมา

 

‘ขอให้ลูกปลอดภัย… ขอให้แม่มีแรงพาหนูไปให้ถึงพื้นดินอย่างปลอดภัย…’

 

และในจังหวะที่เท้าของฉันเหยียบลงสู่ขั้นบันไดขั้นที่สาม

 

เสียงบานประตูห้องนอนใหญ่ก็พังทลายลงมาทั้งบานเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!

 

เงาร่างของหญิงชราที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของตัวเองและเลือดของลูกชาย

 

ก้าวข้ามซากปรักหักพังของประตูเข้ามาในห้องนอนที่ว่างเปล่า

 

สายตาอันเหี้ยมเกรียมของเธอตวัดตรงมาที่ระเบียง… และปะทะเข้ากับร่างของฉันที่กำลังปีนลงบันไดหนีไฟในทันที!

 

บทที่ 3

“แกคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือฉันเหรอ นังพิมพ์รดา!”

 

เสียงของคุณหญิงนวลแขคำรามก้องท่ามกลางสายลมกรรโชกแรงของเวลาใกล้รุ่ง

 

ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าประตูระเบียงคือภาพของหญิงชราผู้สูญสิ้นคราบผู้ดีแปดสาแหรกไปจนหมดสิ้น

 

ผมเผ้าที่เคยเกล้าเป็นมวยเรียบหรูหลุดลุ่ยกระเซอะกระเซิงปรกหน้าปรกตา

 

ชุดนอนผ้าไหมสีงาช้างราคาเหยียบแสนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงฉาน ทั้งเลือดของภวินท์ที่กระเซ็นใส่ และเลือดจากบาดแผลที่ข้อมือของเธอเองที่ยังคงหยดแหมะๆ ลงบนพื้นหินอ่อน

 

ในมือขวาของเธอไม่ได้ถือเชิงเทียนอีกต่อไป

 

แต่เธอถือชะแลงเหล็กข้ออ้อยขนาดยาวเกือบหนึ่งเมตร ปลายแบนของมันคมกริบและเปื้อนคราบสนิม

 

ดวงตาของเธอเบิกกว้าง เส้นเลือดฝอยในตาแตกจนกลายเป็นสีแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังบ้าคลั่ง

 

เธอก้าวพรวดพราดข้ามซากประตูกระจกระเบียงออกมาอย่างไม่หวาดหวั่นต่อความสูง

 

ลมหายใจของเธอหอบเหนื่อยจนตัวโยน แต่แรงพยาบาทกลับขับเคลื่อนร่างกายที่ควรจะโรยราให้เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว

 

ฉันยืนเกาะราวบันไดหนีไฟเหล็กอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างชั้นสองกับพื้นดิน

 

ลมหนาวพัดชายชุดคลุมท้องของฉันสะบัดรัว

 

หน้าท้องของฉันเริ่มมีอาการแข็งเกร็งเป็นก้อนแข็ง ความเจ็บปวดจากการบีบตัวของมดลูกแล่นริ้วขึ้นมาเป็นระลอกอย่างน่ากลัว

 

อาการเจ็บครรภ์เตือนที่ถูกกระตุ้นด้วยความเครียดและอะดรีนาลีนที่พุ่งสูงปรี๊ดกำลังคุกคามฉันและลูก

 

‘อย่าเพิ่งออกมาตอนนี้ลูก… แม่อ้อนวอน… อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น’

 

ฉันกัดริมฝีปากแน่นจนรับรู้ได้ถึงรสชาติเค็มปร่าของเลือด พยายามบังคับขาทั้งสองข้างที่สั่นเทาให้ก้าวถอยต่ำลงไปทีละขั้น

 

แต่บันไดหนีไฟโบราณหลังนี้ถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี

 

ขั้นบันไดเหล็กบางขั้นผุกร่อนจนเกิดสนิมขุม และเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำลื่นๆ จากละอองฝนที่ตกสะสม

 

ทุกย่างก้าวคือการเดิมพันด้วยชีวิตของสองแม่ลูก

 

ตึง! ตึง! ตึง!

 

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคุณหญิงนวลแขเดินตรงมาหยุดอยู่ที่หัวบันไดหนีไฟด้านบน

 

เธอชะโงกหน้าลงมามองฉัน รอยยิ้มวิปริตผุดขึ้นบนใบหน้าที่อาบไปด้วยเหงื่อและเลือด

 

“แกหนีไปไหนไม่ได้แล้ว นังโง่!”

 

เธอเงื้อชะแลงเหล็กในมือขึ้นสูง

 

แต่แทนที่เธอจะปีนตามฉันลงมา…

 

เธอกลับกระหน่ำฟาดชะแลงเหล็กลงบนจุดยึดของบันไดหนีไฟที่เชื่อมต่อกับคานระเบียงปูนชั้นสองอย่างบ้าคลั่ง!

 

เปรี้ยงงงงง! เปรี้ยงงงงง!

 

เสียงโลหะปะทะกับคอนกรีตดังสนั่นหวั่นไหว สะเก็ดไฟแล่นวาบในความมืด

 

น็อตเหล็กตัวใหญ่ที่ขึ้นสนิมกร่อนเริ่มคลายเกลียวและปริขาดออกจากผนังปูนทีละตัว!

 

โครงสร้างบันไดหนีไฟทั้งแผงเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง

 

เอี๊ยดดดดดด… ครืนนนน!

 

แรงเหวี่ยงทำให้ร่างของฉันที่กำลังเกาะราวบันไดเสียหลักอย่างกะทันหัน

 

มือขวาของฉันหลุดออกจากราวเหล็ก ร่างทั้งร่างเกือบจะร่วงดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่าง!

 

“ว้ายยย!”

 

ฉันกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด สัญชาตญาณความเป็นแม่สั่งให้ฉันใช้แขนซ้ายโอบรัดราวบันไดไว้แน่นจนกระดูกข้อศอกแทบแหลก

 

ในขณะที่มือขวารีบตวัดกลับมากอดประคองหน้าท้องของตัวเองไว้แนบอกอย่างไม่คิดชีวิต

 

เศษปูนและเศษสนิมร่วงกราวลงมาใส่ศีรษะและใบหน้าของฉันจนแสบตา

 

“ตายไปซะทั้งแม่ทั้งลูก! ไปลงนรกพร้อมกับเงินแปดสิบล้านของแก!”

 

คุณหญิงนวลแขแผดเสียงหัวเราะเยาะอย่างสะใจ เธอเงื้อชะแลงขึ้นอีกครั้งเพื่อจะฟาดลงบนน็อตตัวสุดท้ายที่ยึดโครงสร้างไว้

 

หากน็อตตัวนั้นขาดลง… บันไดเหล็กทั้งแผงจะพังถล่มฟาดลงกับพื้นดิน และร่างของฉันจะถูกทับแหลกเหลวอยู่ใต้ซากเหล็กตันหลายร้อยกิโลกรัม!

 

ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง…

 

วี้หว่อ… วี้หว่อ… วี้หว่ออออออ!

 

เสียงไซเรนของรถตำรวจและรถพยาบาลฉุกเฉินดังกระหึ่มแหวกลมหนาวเข้ามาในตรอกซอยราชพฤกษ์ 14!

 

แสงไฟกระพริบฉุกเฉินสีแดงและน้ำเงินสาดส่องตัดผ่านความมืดมิด ส่องกระทบยอดไม้ใหญ่และสะท้อนเข้ากับกระจกหน้าต่างของคฤหาสน์ไม้สักโบราณจนสว่างไสวไปทั่วอาณาบริเวณ!

 

เสียงเครื่องยนต์ทรงพลังหลายคันแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูรั้วเหล็กดัดด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

 

ตามมาด้วยเสียงเบรกดัง เอี๊ยดดดดด!

 

“หยุดการกระทำเดี๋ยวนี้! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ!”

 

เสียงประกาศผ่านโทรโข่งดังกึกก้องและทรงอำนาจ

 

“เราได้รับการประสานงานจาก พันตำรวจเอก ธเนศ และทนายกานต์ วรโชติพาณิชย์”

 

“เจ้าหน้าที่ติดอาวุธได้ปิดล้อมพื้นที่ไว้หมดแล้ว วางอาวุธลงแล้วยกมือขึ้นเดี๋ยวนี้!”

 

การมาถึงของกองกำลังตำรวจและรถพยาบาลฉุกเฉินทำให้การเคลื่อนไหวของคุณหญิงนวลแขชะงักค้างกลางอากาศ

 

ชะแลงเหล็กในมือของเธอค่อยๆ ลดต่ำลง

 

ใบหน้าที่เคยบ้าคลั่งและยิ้มเยาะเริ่มถอดสี กลายเป็นความขาวซีดเผือดราวกับคนตาย

 

“มะ… ไม่จริง… ตำรวจมาเร็วขนาดนี้ได้ยังไง…”

 

เธอพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

 

สิ่งที่เธอไม่เคยรู้คือ ทันทีที่ฉันส่งคลิปวิดีโอ 4K และหลักฐานเอกสารทั้งหมดเข้าไลน์ของสารวัตรธเนศและทนายกานต์

 

สารวัตรธเนศซึ่งประจำการอยู่ที่กองบังคับการตำรวจนครบาลและกำลังปฏิบัติหน้าที่เวรดึก ได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษและสายตรวจที่อยู่ใกล้ที่สุดในย่านตลิ่งชันและราชพฤกษ์ บึ่งรถนำขบวนมายังพิกัดทันทีโดยไม่ต้องรอหมายค้น!

 

เพราะหลักฐานที่ฉันส่งไปนั้นชัดเจนจนเข้าข่าย ‘เหตุฉุกเฉินซึ่งหน้าที่มีการพยายามฆ่าและมีผู้บาดเจ็บสาหัส’!

 

โครมมมมม!

 

เสียงประตูรั้วเหล็กดัดหน้าบ้านถูกรถกระบะสายตรวจพุ่งชนจนพังเปิดออก

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจในชุดเกราะพร้อมอาวุธปืนครบมือนับสิบนาย วิ่งกระจายกำลังเข้าสู่ตัวบ้านและโอบล้อมรอบเรือนเพาะชำกล้วยไม้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว

 

ลำแสงจากไฟฉายแรงสูงนับสิบดวงสาดส่องขึ้นมาบนระเบียงชั้นสองและบันไดหนีไฟ

 

แสงไฟสีขาวสว่างจ้าจนส่องเห็นทุกรายละเอียดอย่างแจ่มชัด

 

เห็นคุณหญิงนวลแขที่ยืนถือชะแลงเหล็กโชกเลือด…

 

เห็นสภาพบันไดหนีไฟที่กำลังจะพังทลาย…

 

และเห็นร่างของฉัน หญิงตั้งครรภ์เจ็ดเดือนที่กำลังห้อยโหนอยู่กลางอากาศด้วยความทรมาน!

 

“คุณพิมพ์รดา! อย่าปล่อยมือนะครับ!”

 

เสียงที่คุ้นเคยตะโกนฝ่าความโกลาหลขึ้นมา

 

นั่นคือทนายกานต์! ชายวัยห้าสิบห้าปีในชุดสูทสากลที่รีบร้อนวิ่งตามเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและห่วงใย

 

ข้างๆ เขาคือสารวัตรธเนศในเครื่องแบบเต็มยศที่กำลังชักปืนพกประจำกายออกมาเล็งตรงไปยังคุณหญิงนวลแข

 

“วางชะแลงลงเดี๋ยวนี้ นวลแข!” สารวัตรธเนศตวาดเสียงกร้าว

 

“ถ้าคุณขยับแม้แต่นิ้วเดียว ผมจะสั่งยิงทันที!”

 

คุณหญิงนวลแขยืนตัวสั่นเทาอยู่ใต้ลำแสงไฟฉายนับสิบดวง

 

ความจริงอันโหดร้ายกำลังบดขยี้ภาพลวงตาแห่งอำนาจของเธอจนแหลกละเอียด

 

แต่หญิงชราผู้หยิ่งยโสในชนชั้นยังคงพยายามจะเล่นละครเป็นครั้งสุดท้าย

 

ชะแลงเหล็กในมือของเธอร่วงหล่นลงพื้นระเบียงเสียงดัง เคร้ง!

 

เธอยกสองมือที่เปื้อนเลือดขึ้นมาปิดหน้า ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงนั่งคุกเข่าบนพื้นปูน แสร้งทำเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา

 

“ช่วยด้วยค่ะคุณตำรวจ! ฮืออออ… ช่วยฉันด้วย!”

 

เธอแผดเสียงร้องไห้คร่ำครวญ บีบน้ำตาออกมาอย่างแนบเนียน

 

“นังสะใภ้ใจร้ายคนนี้มันผลักลูกชายของฉันตกบันไดค่ะ! ตาวินนอนจมกองเลือดอยู่ข้างล่าง!”

 

“พอมันเห็นว่าตาวินไม่ตาย มันก็วิ่งขึ้นมาจะทำร้ายฉันที่เป็นคนแก่พิการเดินไม่ได้!”

 

“ฉันต้องพยายามลากสังขารมาป้องกันตัว… ฉันไม่ได้อยากทำร้ายมันเลยนะคะคุณตำรวจ! ช่วยตาวินด้วยเถอะค่ะ!”

 

คำโกหกพกลมที่พรั่งพรูออกมาจากปากของหญิงชราที่เพิ่งจะวิ่งไล่ล่าฉันและใช้ชะแลงทุบบันไดอย่างบ้าคลั่ง

 

มันช่างไร้ยางอายและน่ารังเกียจจนเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายถึงกับขมวดคิ้วด้วยความสะอิดสะเอียน

 

เพราะทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้… ได้เห็นภาพจากคลิปวิดีโอ 4K ที่ฉันส่งให้สารวัตรธเนศแล้วทั้งสิ้น!

 

คลิปที่บันทึกภาพหญิงชราคนนี้ ลุกขึ้นมาจากวีลแชร์ด้วยสองขาที่แข็งแรง

 

คุกเข่าเทเบบี้ออยล์ลงบนบันไดทีละขั้นด้วยความเหี้ยมโหด

 

และคลิปที่บันทึกเสียงคำรามของเธอที่บอกว่าจะควักลูกในท้องของฉันออกมา!

 

“หุบปากของคุณซะ นวลแข!” สารวัตรธเนศพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและรังเกียจอย่างถึงที่สุด

 

“เลิกเล่นละครน้ำเน่าได้แล้ว หลักฐานการกระทำความผิดของคุณทั้งหมด มันอยู่ในระบบคลาวด์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรียบร้อยแล้วตั้งแต่สิบห้านาทีที่แล้ว!”

 

“เจ้าหน้าที่ชุดสอง บุกขึ้นไปควบคุมตัวผู้ต้องหาเดี๋ยวนี้!”

 

“ชุดกู้ภัย นำเบาะลมและบันไดไฮดรอลิกเข้ามารับคุณพิมพ์รดาด่วนที่สุด!”

 

คำสั่งที่เฉียบขาดทำให้คุณหญิงนวลแขเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างไร้คำพูด

 

เธอมองดูเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยคอมมานโดสี่นายที่วิ่งกรูขึ้นบันไดบ้านเพื่อไปจับกุมเธอ

 

ในขณะที่หน่วยกู้ภัยด้านล่างรีบกางเบาะลมขนาดใหญ่รองรับใต้บันไดหนีไฟ

 

และเจ้าหน้าที่กู้ชีพสองนายปีนบันไดอลูมิเนียมยาวขึ้นมารับตัวฉันลงไปอย่างระมัดระวัง

 

วินาทีที่เท้าเปล่าของฉันแตะลงบนผืนหญ้าที่นุ่มนวลและปลอดภัย…

 

วินาทีที่อ้อมแขนของเจ้าหน้าที่กู้ชีพและทนายกานต์เข้ามาช่วยประคองร่างที่อ่อนล้าของฉันไว้

 

เรี่ยวแรงทั้งหมดที่ฉันฝืนใช้มาตลอดหนึ่งชั่วโมงเต็มก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น

 

ความอบอุ่น ความปลอดภัย และความโล่งใจถาโถมเข้าใส่จนน้ำตาของฉันทะลักล้นออกมาไม่ขาดสาย

 

“ปลอดภัยแล้วครับคุณหนูพิมพ์… คุณหนูปลอดภัยแล้ว”

 

ทนายกานต์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาของทนายรุ่นพ่อเอ่อคลอเบ้าด้วยความโล่งอก

 

เขารีบถอดเสื้อสูทของตัวเองออกมาคลุมไหล่ที่สั่นเทาของฉันเพื่อกันลมหนาว

 

“ลูก… ลูกของฉัน…” ฉันกระซิบถาม ละล่ำละลักด้วยความกลัว มือยังคงกุมหน้าท้องที่แข็งเกร็งไว้แน่น

 

“คุณแม่ใจเย็นๆ นะครับ สัญญาณชีพจรของทารกยังเต้นอยู่ครับ แต่คุณแม่มีภาวะมดลูกบีบตัวรุนแรง เราต้องรีบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!”

 

เจ้าหน้าที่กู้ชีพรีบพยุงฉันขึ้นนอนบนเตียงพยาบาลเข็น (Stretcher) อย่างรวดเร็วและนุ่มนวลที่สุด

 

ในขณะที่พวกเขากำลังเข็นฉันผ่านโถงทางเข้าชั้นล่างของคฤหาสน์…

 

สายตาของฉันเหลือบมองเข้าไปในห้องโถงใหญ่

 

ทีมแพทย์ฉุกเฉินอีกชุดหนึ่งกำลังรุมปั๊มหัวใจและใส่ท่อช่วยหายใจให้ภวินท์ที่นอนอยู่บนพื้นหินอ่อน

 

สภาพของสามีฉันในระยะใกล้ช่างน่าเวทนายิ่งนัก

 

ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยหยิ่งยโสบวมช้ำจนจำเค้าเดิมไม่ได้ กะโหลกศีรษะด้านหลังยุบตัวลงไปอย่างเห็นได้ชัด

 

เลือดที่ไหลทะลักออกมาเปรอะเปื้อนแผ่นกระดาษพินัยกรรมที่กระจายเกลื่อนพื้น

 

ชีพจรของเขาบนหน้าจอมอนิเตอร์พกพาส่งเสียงร้องเตือนถี่รัวและแผ่วเบาลงทุกที

 

ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…………

 

ไม่มีแววตาแห่งความแค้นหลงเหลืออยู่ในหัวใจของฉันอีกต่อไปเมื่อได้เห็นภาพนั้น

 

มีเพียงความเวทนาและสังเวชในผลกรรมที่เขาก่อขึ้น

 

ชายที่ยอมขายวิญญาณและความรักเพื่อแลกกับเศษเงิน… บัดนี้ต้องมาชดใช้ด้วยชีวิตและร่างกายที่แหลกเหลวของตัวเอง

 

และตรงบันไดหลัก…

 

คุณหญิงนวลแขถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายใส่กุญแจมือไพล่หลัง และกำลังกึ่งลากกึ่งจูงลงมาจากชั้นบน

 

ขาสองข้างที่เธอเคยอ้างว่าเดินไม่ได้ บัดนี้ต้องก้าวเดินลงมาตามขั้นบันไดอย่างทุลักทุเล

 

แต่คราวนี้… สายตาของเธอไม่ได้มองหาความรุ่งเรืองหรือเงินทองอีกต่อไป

 

สายตาของเธอจ้องมองร่างของลูกชายที่กำลังถูกปั๊มหัวใจอย่างสิ้นหวัง

 

“ตาวิน! ตาวินอย่าทิ้งแม่ไปนะลูก! หมอคะ ช่วยลูกฉันด้วย! เอาเงินไปเท่าไหร่ก็ได้ ช่วยลูกฉันที!”

 

เธอหวีดร้องอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนใบหน้า

 

แต่ไม่มีใครสนใจคำร้องขอของเธอ

 

เงิน… ที่เธอเคยคิดว่าสามารถซื้อได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของสะใภ้และหลานในท้อง

 

บัดนี้มันไม่อาจซื้อลมหายใจที่กำลังจะดับสูญของลูกชายเธอได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว!

 

“พาตัวออกไป!” สารวัตรธเนศสั่งการเสียงเฉียบขาด

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวหญิงชราที่ยังคงกรีดร้องโหยหวนเดินผ่านเตียงเข็นของฉันออกไปสู่รถขัง

 

ประตูรถพยาบาลฉุกเฉินของฉันปิดลง พร้อมกับเสียงไซเรนที่ดังกระหึ่มพาฉันและลูกมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลศิริราชอย่างรวดเร็วที่สุดในชีวิต

 

…

 

ห้าชั่วโมงต่อมา… ณ ห้องผ่าตัดฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช

 

แสงไฟสว่างจ้าบนเพดานห้องผ่าตัดส่องกระทบใบหน้าของฉันที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ

 

กลิ่นยาฆ่าเชื้อและเสียงเครื่องมอนิเตอร์วัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

 

“คุณแม่คะ สูดหายใจเข้าลึกๆ นะคะ เราจำเป็นต้องทำการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินเนื่องจากมีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดจากความเครียดรุนแรงค่ะ”

 

เสียงของคุณหมอสูตินรีแพทย์หญิงผู้ใจดีดังแว่วผ่านหน้ากากอนามัย

 

“แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ น้องแข็งแรงมาก หัวใจของน้องยังเต้นสม่ำเสมอดีมากค่ะ… เด็กคนนี้เป็นนักสู้เหมือนคุณแม่เลยนะคะ”

 

คำพูดของคุณหมอทำให้น้ำตาแห่งความปลื้มปีติของฉันไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน

 

ความเจ็บปวดจากการผ่าตัดถูกระงับไว้ด้วยยาชาบล็อกหลัง

 

ฉันนอนมองเพดานห้องผ่าตัด สองมือประสานกันไว้บนอก ภาวนาถึงคุณพ่อผู้ล่วงลับบนสรวงสวรรค์

 

‘คุณพ่อคะ… พิมพ์รอดแล้วนะคะ พิมพ์ปกป้องหลานของคุณพ่อไว้ได้แล้วค่ะ’

 

และในเวลา 08.49 น. ของเช้าวันใหม่…

 

แสงอาทิตย์สีทองอบอุ่นของวันใหม่สาดส่องลอดผ่านกระจกหน้าต่างห้องผ่าตัดเข้ามา

 

พร้อมกับเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาแหวกลมหายใจของทุกคนในห้อง

 

อุแว้! อุแว้! อุแว้รรรรรรรรร!

 

เสียงร้องไห้ที่ดังกังวาน บริสุทธิ์ และเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของทารกตัวน้อย!

 

“ยินดีด้วยนะคะคุณแม่… ได้ลูกสาวค่ะ! น้ำหนักสองพันหนึ่งร้อยกรัม สมบูรณ์แข็งแรงดีทุกอย่างค่ะ!”

 

พยาบาลอุ้มร่างเล็กสีชมพูที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนูสีขาวสะอาดเข้ามาหาฉัน

 

ใบหน้ากลมป้อม ดวงตากลมโตที่เริ่มลืมขึ้นมองโลก ผิวพรรณเนียนละเอียด และริมฝีปากจิ้มลิ้มสีแดงระเรื่อ

 

วินาทีที่คุณพยาบาลวางร่างของลูกน้อยลงบนอกของฉัน…

 

สัมผัสที่อบอุ่นและกลิ่นหอมบริสุทธิ์ของทารกแรกเกิดทำให้หัวใจที่เคยแหลกสลายของฉันได้รับการเยียวยาจนเต็มเปี่ยมในทันที

 

ฉันยกมือที่สั่นเทาขึ้นแตะแก้มยุ้ยของลูกเบาๆ

 

“สวัสดีค่ะ… พิมพ์พิชชาของแม่”

 

ฉันกระซิบเรียกชื่อที่ฉันตั้งใจเตรียมไว้ให้เธอมาตลอดเจ็ดเดือน

 

ชื่อที่แปลว่า ‘ผู้มีชัยชนะและความรู้’

 

เธอคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน ชัยชนะเหนือความมืดมิดและความชั่วร้ายทั้งปวง

 

…

 

หนึ่งเดือนต่อมา…

 

ห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยแสงแดดอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกกุหลาบสีชมพูที่ทนายกานต์นำมาเยี่ยม

 

ร่างกายน้อยๆ ของน้องพิชชาแข็งแรงขึ้นจนสามารถออกจากตู้อบมานอนหลับปุ๋ยอยู่ในเปลเด็กข้างเตียงของฉันได้แล้ว

 

ทนายกานต์นั่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาฝั่งตรงข้าม ในมือถือแฟ้มเอกสารรายงานความคืบหน้าทางคดีความหนาหลายสิบนิ้ว

 

สีหน้าของทนายรุ่นพ่อดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความยินดี

 

“เรื่องคดีความทุกอย่างเรียบร้อยและรัดกุมที่สุดแล้วครับคุณหนูพิมพ์”

 

ทนายกานต์เริ่มรายงานด้วยน้ำเสียงสุขุม

 

“ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนชื่อของนายภวินท์ออกจากสิทธิ์ในกองทุนมรดกแปดสิบล้านบาทอย่างถาวรแล้วครับ ตามมาตรา 1563 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยผู้มีพฤติกรรมเป็นผู้ไม่สมควรได้รับมรดกเนื่องจากพยายามฆ่าเจ้ามรดกและทายาท”

 

“เงินกองทุนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย บัดนี้ถูกโอนเข้าสู่บัญชีทรัสต์เพื่อการดูแลเด็กหญิงพิมพ์พิชชา วรโชติพาณิชย์ ภายใต้การดูแลของคุณหนูแต่เพียงผู้เดียวเรียบร้อยแล้วครับ”

 

ฉันพยักหน้ารับอย่างสงบ ไม่ได้มีความตื่นเต้นกับตัวเลขแปดสิบล้านนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

เพราะสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของฉันเวลานี้ คือลมหายใจที่สม่ำเสมอของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนอยู่ในเปล

 

“แล้ว… พวกเขาเป็นอย่างไรบ้างคะ ลุงกานต์?” ฉันเอ่ยถามถึงอดีตสามีและอดีตแม่สามี

 

ทนายกานต์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเปิดเอกสารอีกหน้าหนึ่ง

 

“นางนวลแข… ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในทุกกรณีครับ เนื่องจากพฤติการณ์มีความร้ายแรง อุกอาจ และมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอย่างชัดเจนจากพยานหลักฐานวิดีโอ 4K และเอกสารการซื้อสารพิษไซลาซีน”

 

“นอกจากนี้ ทางกองปราบปรามยังขยายผลตรวจพบการฟอกเงินและการฉ้อโกงใบรับรองแพทย์เรื่องการแกล้งพิการเพื่อรับเงินเบี้ยคนชราและสวัสดิการรัฐมานานหลายปี”

 

“โทษรวมกันทั้งหมด… อัยการสั่งฟ้องข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อประโยชน์แห่งทรัพย์สิน โทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิตครับ”

 

“ตอนนี้เธอถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง สภาพจิตใจย่ำแย่จนแทบจะกลายเป็นคนวิกลจริต เฝ้าแต่พึมพำเรียกหาเงินแปดสิบล้านและลูกชายทั้งวันทั้งคืนในห้องขังเดี่ยว”

 

ฉันหลับตาลงช้าๆ นึกภาพหญิงชราผู้เคยหยิ่งยโสในสายเลือดผู้ดี บัดนี้ต้องสวมชุดนักโทษสีมอซอ กินข้าวหลวงในถาดสังกะสี และนอนบนพื้นคอนกรีตเย็นเยียบไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่

 

นั่นคือคุกที่เธอสร้างขึ้นมาขังตัวเองด้วยความโลภโดยแท้

 

“แล้ว… ภวินท์ล่ะคะ?” ฉันถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

“นายภวินท์… รอดชีวิตจากอาการสมองบวมมาได้อย่างปาฏิหาริย์ครับ” ทนายกานต์ตอบ แววตาฉายความเวทนา

 

“แต่กระดูกสันหลังส่วนคอข้อที่สามและสี่แตกละเอียด สมองส่วนสั่งการถูกทำลายอย่างถาวรจากการกระแทกอย่างรุนแรง”

 

“เขากลายเป็นอัมพาตทั้งตัวตั้งแต่คอลงไป (Quadriplegia) ไม่สามารถขยับแขนขาได้อีกตลอดชีวิต และเส้นเสียงถูกทำลายจนไม่สามารถเปล่งเสียงพูดได้อีกต่อไป”

 

“ตอนนี้เขาถูกย้ายไปรักษาตัวอยู่ที่แผนกผู้ป่วยต้องขังของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ยังกลอกกลิ้งรับรู้สิ่งรอบข้างได้”

 

“แพทย์รายงานว่า… เขารู้สึกตัวและรับรู้ทุกอย่างอย่างสมบูรณ์แบบ เขารู้ว่าตัวเองสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว รู้ว่าแม่ของเขาติดคุก และรู้ว่าเงินมรดกทั้งหมดตกเป็นของลูกสาวที่คุณหนูให้กำเนิด”

 

“เขาร้องไห้ทุกวัน… น้ำตาไหลออกจากตาทั้งสองข้างไม่หยุด แต่เขาไม่สามารถแม้แต่จะยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาของตัวเองได้เลย”

 

ฉันหันไปมองน้องพิชชาที่กำลังขยับตัวบิดขี้เกียจในเปล

 

ความยุติธรรมของกฎแห่งกรรมนั้น ช่างเที่ยงตรงและสาสมยิ่งกว่าคำพิพากษาของศาลใดๆ บนโลกมนุษย์

 

ภวินท์อยากได้เงินแปดสิบล้านจนยอมแลกด้วยชีวิตของลูกและเมีย

 

ผลลัพธ์คือ เขาต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปในร่างที่ตายทั้งเป็น ติดอยู่ในกรงขังแห่งร่างกายตัวเอง มองดูความพินาศของตระกูลโดยไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้จนกว่าจะหมดลมหายใจ

 

…

 

หกเดือนต่อมา…

 

ณ ริมชายหาดบ้านกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

บ้านพักตากอากาศสองชั้นสีขาวสะอาดตาสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอล ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลอย่างสงบเงียบ

 

สวนหน้าบ้านเต็มไปด้วยต้นมะพร้าวที่เอนลู่ไปตามลมทะเล และแปลงดอกไม้เมืองร้อนสีสันสดใส

 

คฤหาสน์ไม้สักโบราณที่ราชพฤกษ์… ฉันได้สั่งให้ทนายกานต์ประกาศขายทอดตลาดไปเรียบร้อยแล้วในราคาเจ็ดสิบล้านบาท

 

เงินทั้งหมดจากการขายบ้านหลังนั้น ฉันไม่ได้เก็บไว้แม้แต่บาทเดียว

 

แต่ฉันนำไปจัดตั้ง ‘มูลนิธิวรโชติพาณิชย์เพื่อแม่และเด็กผู้ถูกทารุณกรรม’ เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว ให้มีที่พักพิง มีทุนการศึกษา และมีชีวิตใหม่ที่ปลอดภัย

 

ลมทะเลพัดพากลิ่นไอเค็มสดชื่นเข้ามาปะทะใบหน้าของฉัน

 

ฉันในชุดเดรสผ้าฝ้ายสีขาวโปร่งสบาย กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายริมระเบียงหน้าบ้าน

 

บนตักของฉันมีร่างจ้ำม่ำของน้องพิชชาในวัยเก้าเดือน ผิวขาวอมชมพู สวมหมวกไหมพรมใบจิ๋ว

 

ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสของแกกำลังจ้องมองเกลียวคลื่นสีขาวที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งทรายสีทอง

 

มือป้อมๆ ทั้งสองข้างของลูกเอื้อมขึ้นมาจับนิ้วชี้ของฉันไว้แน่น แล้วหัวเราะคิกคักด้วยความร่าเริง

 

เอิ๊ก… เอิ๊ก…

 

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูก… คือบทกวีที่ไพเราะที่สุดในจักรวาล

 

มันได้ลบล้างรอยแผลเป็นและความทรงจำอันเลวร้ายในค่ำคืนตีสามคืนนั้นไปจนหมดสิ้น

 

ในอดีต ฉันเคยคิดว่าความสุขคือการได้อยู่ในตระกูลที่มั่งคั่ง มีหน้ามีตาในสังคม และมีบ้านหลังใหญ่โตราวกับปราสาท

 

แต่วันนี้ ฉันได้เรียนรู้แล้วว่า…

 

ความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวเลขในสมุดบัญชีหรือประกายของเครื่องเพชร

 

หากแต่คือการได้มีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

 

การได้มองเห็นคนที่เรารักเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมที่เปี่ยมไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์และปลอดภัย

 

และที่สำคัญที่สุด… คือการมีจิตใจที่ไม่ตกเป็นทาสของความโลภ

 

พระอาทิตย์ยามเย็นค่อยๆ ลอยต่ำลงแตะเส้นขอบฟ้า ท้องทะเลและผืนฟ้าถูกย้อมไปด้วยเฉดสีส้มทองอันแสนงดงามและอบอุ่น

 

ฉันโน้มตัวลง จูบลงบนหน้าผากเนียนนุ่มของลูกสาวเบาๆ ด้วยความรักทั้งหมดที่มีในหัวใจ

 

“ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วนะคนเก่งของแม่…”

 

ฉันกระซิบบอกลูกท่ามกลางเสียงคลื่นลมที่ขับกล่อมอย่างอ่อนโยน

 

“แม่จะอยู่ตรงนี้… จะเป็นท้องฟ้า จะเป็นผืนดิน และจะเป็นกำแพงที่ไม่มีวันพังทลาย เพื่อปกป้องหนูไปตลอดชีวิต”

 

เด็กหญิงตัวน้อยซุกหน้าเข้ากับอกของฉัน ส่งเสียงพึมพำอ้อแอ้อย่างมีความสุข

 

ค่ำคืนอันมืดมิดและหนาวเหน็บได้ผ่านพ้นไปตลอดกาลแล้ว

 

และเบื้องหน้าของเราสองคนแม่ลูก…

 

มีเพียงแสงสว่างอันเจิดจ้าของรุ่งอรุณใหม่ที่ไม่มีวันดับสูญ.

 

— จบบริบูรณ์ —

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *