ตอนที่ 2 = สามีส่งข้อความข้ามประเทศมาหาฉันตอนตีสองสี่สิบเจ็ดนาทีว่า:

สามีส่งข้อความข้ามประเทศมาหาฉันตอนตีสองสี่สิบเจ็ดนาทีว่า: “พี่เพิ่งแต่งงานกับเลขาตัวเองที่บาหลี… ผู้หญิงจืดชืดน่าเบื่ออย่างเธอมันน่าสมเพชสิ้นดี…

ตอนที่ 2: ผู้หญิงที่เดินลงจากรถพร้อมสามี ไม่ใช่ภรรยาใหม่เพียงคนเดียว
“พิม! แกทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง!”

เสียงของธนากระแทกเข้าหูฉันก่อนที่ฝุ่นหน้าปากซอยจะจางลงด้วยซ้ำ

แพรวาก้าวลงจากเบาะหลังช้าๆ ผ้าพันคอผืนบางปิดครึ่งหน้า ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลเป็นทาง

เธอสะอื้นจนไหล่สั่น แล้วรีบเดินหลบไปยืนข้างหลังธนาเหมือนลูกนกที่ตกใจ

ธนานิ้วสั่นชี้ตรงมาที่หน้าฉันต่อหน้าตำรวจทั้งสองนาย

นิ้วนั้นสั่น ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะโกรธจัดแบบที่ตั้งใจแสดงให้ทุกคนเห็น

ฉันกำขอบประตูเหล็กแน่นจนข้อขาว

“แกเปลี่ยนกุญแจบ้าน! แกคิดจะฆ่ากันให้ตายเลยใช่ไหม!”

เพื่อนบ้านหลังตรงข้ามแง้มประตูออกมาอีกนิด เสียงชะโงกกระซิบดังกันเป็นทอดๆ

ธนาหันไปมองทางนั้นแวบหนึ่ง แล้วเร่งเสียงให้ดังขึ้นกว่าเดิม

“ทุกคนฟังไว้นะครับ! ผู้หญิงคนนี้ขโมยเงินเก็บของผมไปหมด!”

“แถมยังส่งข้อความไปข่มขู่แพรวา ว่าจะเอาน้ำกรดสาดหน้า ถ้าไม่เลิกยุ่งกับผัวชาวบ้าน!”

หน้าอกฉันกระตุกวูบเหมือนโดนใครเอากำปั้นทุบกลางอก

มือของฉันเย็นเฉียบในเสี้ยววินาที ทั้งที่แดดเช้ากำลังส่องลงหลังคอ

“ธนา! คุณพูดบ้าอะไร!”

“ผมพูดความจริง! แกถอนเงินจากบัญชีร่วมของเราไปใช่ไหม!”

เขาเดินพรวดเข้ามาหาประตูรั้ว เหล็กดัดกั้นกลางระหว่างเราสองคน

“พูดมา! เงิน 5 ล้านในบัญชีหายไปไหน!”

ตำรวจรุ่นใหญ่ยกมือปราม “ใจเย็นก่อนครับคุณ อย่าตะโกน”

แต่ธนาไม่หยุด เขาจงใจหันหน้าไปทางเพื่อนบ้าน

“ผมไปทำงานต่างประเทศแค่ 3 วัน กลับมาเมียไล่ออกจากบ้าน แบบนี้มันยุติธรรมไหมครับ!”

แพรวาร้องไห้หนักกว่าเดิม เสียงสะอื้นแหลมจนแสบหู

“พี่พิม… หนูขอโทษ… หนูไม่ได้อยากแย่งพี่ธนาเลย…”

“แต่พี่ขู่หนูแบบนั้น หนูกลัวจนไม่กล้านอน…”

ฉันรู้สึกเลือดวิ่งขึ้นหน้าจนหูร้อนผ่าว

ปลายเล็บจิกเข้าฝ่ามือตัวเองจนเจ็บแปลบเพื่อบังคับสติให้อยู่กับตัว

อยากจะกรีดร้องว่าโกหก แต่ฉันบังคับตัวเองให้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแทน

“คุณตำรวจคะ ดูนี่ค่ะ”

ฉันยื่นหน้าจอสว่างวาบไปตรงหน้า

ภาพจุมพิตริมชายหาด รูปชุดเจ้าสาวสีขาว ข้อความตอนตี 2 47 นาทีของธนาอยู่ครบ

“เขาบอกเองว่าแต่งงานกับแพรวาที่บาหลี คบกันมา 8 เดือน แล้วด่าฉันว่าน่าเบื่อจนน่าสมเพช”

ตำรวจหนุ่มรับไปดู ริมฝีปากเม้มแน่น

เพื่อนบ้านสองสามคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายคลิป

ฉันคิดว่าหลักฐานนี้จะปิดปากธนาได้

แต่ธนากลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

“ฮ่า! นั่นไง! หลักฐานว่าคุณถูกทิ้ง!”

เขาชี้หน้าจอนั้นเหมือนมันเป็นถ้วยรางวัลของเขา

“พิม แกมันเมียเก่าที่ผัวไม่เอาแล้ว! แกอับอายจนต้องแคปแชตมาฟ้องตำรวจเนี่ยนะ?”

ฉันหายใจติดขัด เจ็บจี๊ดเหมือนมีก้างติดคอ กลืนไม่ลงคายไม่ออก

“ใครทิ้งใครกันแน่คะธนา คุณหนีไปแต่งงานซ้อน!”

“แต่งงานซ้อนอะไร! ฉันหย่ากับแกในใจไปนานแล้ว!”

คำนั้นหล่นลงพื้นดังกว่าที่คิด

ตำรวจรุ่นใหญ่ขมวดคิ้ว “คุณพูดแบบนี้ไม่ได้นะครับ ตราบใดที่ยังไม่จดทะเบียนหย่า”

“ผมกำลังจะหย่าครับ! เพราะเมียผมเสียสติไปแล้ว!”

แพรวาเช็ดน้ำตาแล้วพูดแทรกขึ้นมาเสียงสั่น

“พี่พิมหึงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายเดือนแล้วค่ะ…”

“หนูมีแชตที่พี่เขาส่งมาด่าหนูทุกคืน… หนูไม่ได้เอามา แต่หนูจำได้หมด…”

เธอพูดพลางกุมแขนธนาแน่น

“พี่ธนาเลยต้องพาหนูหนีไปบาหลีเพื่อความปลอดภัย…”

ฉันมองหน้าแพรวานิ่ง ความเย็นแล่นวาบจากต้นคอลงถึงปลายแขน

เมื่อคืนยังเป็นเลขาคนสนิท วันนี้กลายเป็นเหยื่อที่ต้องหนีตายงั้นเหรอ

“ฉันส่งข้อความหาคุณตอนไหนแพรวา เอาหลักฐานมาดูสิ”

“ลบไปแล้วค่ะ… เพราะหนูกลัว…”

ธนาตบไหล่แพรวาเบาๆ แล้วหันมาจ้องฉันตาเขม็ง

“และเพราะแกสติแตกแบบนี้ไง ผมเลยโทรสั่งอายัดบัตรทุกใบของคุณไว้แล้ว!”

“อะไรนะ?”

“ได้ยินชัดแล้วนี่! ผมอายัดบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัญชีออนไลน์ของแกหมดแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้แกถลุงเงินหนี!”

ท้องไส้ฉันบิดมวนเหมือนโดนบิดผ้า มือที่ถือโทรศัพท์สั่นจนต้องใช้มืออีกข้างประคอง

บัตรพวกนั้นเป็นชื่อฉัน ผูกกับเงินเดือนฉัน เขาจะอายัดได้ยังไง

นอกจากเขาจะโกหกตำรวจและโกหกฉันเพื่อขู่ให้กลัว

“คุณไม่มีสิทธิ์! นั่นเงินของฉัน!”

“เงินของแก? บ้านหลังนี้เราอยู่ด้วยกันมา 6 ปี มันก็ต้องเป็นของฉันครึ่งหนึ่งเหมือนกัน!”

ในที่สุดหางก็โผล่

แพรวาหยุดร้องไห้กะทันหัน เธอเงยหน้าขึ้น สูดน้ำมูก แล้วพูดชัดถ้อยชัดคำ

“พี่ธนาเขาสัญญาแล้วค่ะ ว่าจะยกห้องชั้นบนให้หนูอยู่”

“ไหนๆ พี่พิมก็อยู่คนเดียวใช้ไม่หมด บ้านตั้ง 2 ชั้น…”

“หนูท้องอยู่ค่ะ หนูต้องมีที่ปลอดภัยให้ลูก…”

ลมหายใจฉันขาดห้วงไปแวบหนึ่ง หูอื้อเหมือนมีคนเอามือมาตบทั้งสองข้าง

ไม่ได้มาขอเข้าบ้าน แต่มาทวงสิทธิ์ในทรัพย์สินงั้นเหรอ

ตำรวจหนุ่มถึงกับเงยหน้าพรวด เพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่ถึงกับอุทานออกมา

“แพรวา! แกพูดอะไรออกมา!” ฉันเสียงสั่น

“หนูก็พูดความจริง! พี่ธนาโอนรถให้หนูแล้ว เหลือแค่บ้านหลังนี้!”

ธนารีบดึงแขนแพรวาไว้ แต่ไม่ทันแล้ว

เขาเลยเปลี่ยนแผน ยิ้มเย็นแล้วล้วงโทรศัพท์ตัวเองออกมา

เขาเดินเข้าไปหาตำรวจรุ่นใหญ่ แล้วยื่นหน้าจอให้ดู

“คุณตำรวจครับ ดูสลิปนี้ครับ พิมเป็นคนส่งเงินให้ผมแต่งงานกับแพรวาเอง

ตอนที่ 3: เช้าวันนั้น ฉันถูกปลดจากงานเพราะความผิดที่ไม่เคยก่อ

โทรศัพท์ฉันสั่นไม่หยุด ขณะที่ธนายังยื่นหน้าจอให้ตำรวจดู

ฉันกดเปิดข้อความจากกลุ่มพนักงานบริษัท ประกาศของฝ่ายบุคคลเด้งขึ้นมาเป็นบรรทัดแรก

“บริษัทมีคำสั่งพักงานคุณพิมลภัส มีผลทันที ระหว่างตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องเงินกองทุน”

นิ้วฉันชาวาบจนเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ

เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ฉันยังยืนเถียงกับธนาที่หน้าบ้าน ตอนนี้คนทั้งบริษัทรู้ว่าฉันถูกพักงานแล้ว

“คุณทำอะไรกับงานฉัน” ฉันถาม

ธนาเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ยิ้มให้ตำรวจเหมือนคนไม่มีเรื่องต้องปิดบัง

“ก็ไปถามบริษัทเธอสิ”

ฉันโทรหาฝ่ายบุคคลทันที ปลายสายบอกเพียงว่าคณะกรรมการกำลังประชุม และถ้าฉันต้องการชี้แจง ต้องเข้าไปเดี๋ยวนี้

“ฉันไป” ฉันตอบ แล้วหันไปหาตำรวจ “ถ้ายังมีเรื่องที่ต้องสอบถาม ฝากติดต่อฉันทางโทรศัพท์นะคะ”

ตำรวจรุ่นใหญ่พยักหน้า ธนาขยับเข้ามาขวางทาง

“รีบไปทำไม กลัวเขารู้ว่าเงินหายไปไหนเหรอ”

ฉันมองหน้าเขา “ถอย”

รอยยิ้มเขาหุบไปนิดเดียว ก่อนจะหลีกให้

ระหว่างทาง ข้อความในกลุ่มพนักงานเด้งขึ้นอีกหลายครั้ง ไม่มีใครถามฉันสักคำว่าจริงไหม ฉันปิดเสียงโทรศัพท์ แต่ยังเห็นตัวเลขแจ้งเตือนเพิ่มอยู่บนหน้าจอ

พอถึงบริษัท ฉันเดินตรงเข้าห้องประชุม ประตูยังไม่ทันปิด เสียงของตัวเองก็ดังออกมาจากลำโพง

“เอายอดนั้นไปลงบัญชีอื่นก่อน ถ้ามีใครถาม ฉันรับผิดชอบเอง”

ฉันหยุดอยู่กลางห้อง

คณะกรรมการนั่งเรียงกันรอบโต๊ะ ธนายืนอยู่ข้างลำโพง มือแตะหน้าจอโทรศัพท์ เหมือนรอให้ฉันได้ยินประโยคนั้นพอดี

“นี่คือเสียงที่ผมส่งให้คณะกรรมการครับ” เขาพูด “ชัดดีใช่ไหม”

ฉันได้ยินเสียงตัวเองจริง แต่ช่วงก่อนหน้าและหลังประโยคนั้นหายไปหมด

“ใครเป็นคนตัดเสียง” ฉันถาม

ผู้บริหารที่นั่งหัวโต๊ะเงยหน้าขึ้น “คุณกำลังบอกว่าไม่ใช่เสียงคุณ?”

“เป็นเสียงฉันค่ะ แต่คลิปนี้ถูกตัด ฉันขอฟังไฟล์เต็ม”

ธนาหัวเราะเบาๆ “พอมีหลักฐานก็หาว่าคนอื่นตัดต่อ”

ฉันหันไปหาเขา “เปิดตั้งแต่ต้นสิ”

“ทำไมต้องเปิดตามที่เธอสั่ง”

“เพราะคุณเอามันมากล่าวหาฉัน”

ไม่มีใครพูดอะไร เสียงเครื่องปรับอากาศดังชัดขึ้นมาในความเงียบนั้น

ฉันกดปลายนิ้วกับขอบโต๊ะให้มือหยุดสั่น แล้วมองผู้บริหารทีละคน

“เงินกองทุนเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ ฉันไม่ขอให้เชื่อคำพูดฉัน แต่ขอให้ตรวจรายการเงินจริงกับไฟล์เสียงต้นฉบับก่อนตัดสิน”

ผู้บริหารคนหนึ่งเลื่อนสายตาไปทางธนา ธนายักไหล่

“ตรวจสิครับ ผมไม่ห้าม”

เขาหยุดนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อ

“ระหว่างตรวจ ก็อย่าให้เธอแตะงานอีกแล้วกัน”

ฉันหันขวับไปหาเขา

“คนที่เอาเสียงตัดต่อมาใส่ร้ายฉัน กลับยืนยิ้มอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ธนา คนโกงตัวจริงไม่กลัวเลยเหรอ”

รอยยิ้มเขาค้างอยู่บนหน้า แต่ดวงตาแข็งขึ้น

“ระวังคำพูดหน่อยพิม”

“ฉันระวังมานานแล้ว คุณถึงกล้าทำขนาดนี้”

ธนาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ “เธออยากให้ผมพูดเรื่องที่เธอไม่อยากให้ใครรู้ด้วยไหม”

ฉันเม้มปากแน่น ไม่ใช่เพราะกลัวเรื่องที่เขาจะพูด แต่เพราะรู้ว่าเขาพูดได้ทุกอย่างเพื่อให้คนในห้องนี้ลังเล

“พูดมา” ฉันตอบ

เขาไม่หันมาหาฉัน กลับหันไปทางคณะกรรมการ

“เรื่องชู้สาวของพิม ถ้าหลุดไปถึงคนนอก บริษัทจะตอบคำถามยังไงครับ”

เลือดฉันร้อนวาบขึ้นมาถึงหน้า

“ไม่มีเรื่องนั้น”

“เห็นไหมครับ” ธนาพูด “เธอปฏิเสธทุกเรื่อง”

ฉันหันไปหาผู้บริหาร “เขาขู่จะปล่อยข่าวเท็จต่อหน้าพวกคุณ และพวกคุณก็ได้ยิน”

ผู้บริหารหัวโต๊ะหลบตา ก่อนพูดเสียงเรียบ

“บริษัทต้องป้องกันความเสียหายไว้ก่อน คุณพักงานตามประกาศ และงดเข้าถึงงานทั้งหมดระหว่างการตรวจสอบ”

“แล้วคำขู่ของเขาล่ะคะ”

ไม่มีใครตอบ

ธนาถอยกลับไปยืนข้างลำโพง รอยยิ้มกลับมาแล้ว

“เซ็นรับทราบคำสั่งด้วยครับ” ผู้บริหารเลื่อนกระดาษมาทางฉัน

ฉันอ่านแค่หัวกระดาษ แล้วดันกลับ “ฉันรับทราบว่าบริษัทสั่งพักงาน แต่ไม่เซ็นอะไรตอนนี้ ขอสำเนากลับไปอ่านก่อนค่ะ”

ธนาหัวเราะในลำคอ

“กลัวเซ็นแล้วเหรอ”

คำว่าเซ็นทำให้ท้องฉันเกร็ง

ฉันนึกถึงวันที่เขาเอาเอกสารรับผิดเรื่องการเงินมาให้เซ็น เขายืนรอข้างโต๊ะ เร่งว่าต้องส่งก่อนหมดวัน และบอกว่าเป็นเพียงขั้นตอนภายใน ฉันถามเรื่องตัวเลข เขาก็ชี้ให้เซ็นตรงท้ายหน้า บอกว่าจะอธิบายทีหลัง

“เอกสารที่คุณเคยบังคับให้ฉันเซ็น” ฉันพูดช้าๆ “ตอนนั้นคุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าจะเอามาให้ฉันรับผิดแทน”

ธนาไม่ตอบทันที

เขามองกระดาษบนโต๊ะ แล้วเงยหน้าขึ้น “ลายเซ็นเป็นของเธอ”

“คุณเป็นคนเอามาให้”

“แต่เธอเป็นคนเซ็น”

ฉันกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก วันนั้นฉันไม่ยอมอ่านให้จบเอง ความผิดพลาดนั้นฉันยอมรับ แต่ไม่ได้แปลว่าฉันยักยอกเงิน

“ฉันขอสำเนาเอกสารฉบับนั้นด้วยค่ะ” ฉันบอกคณะกรรมการ “และขอให้ตรวจว่าความเสียหายเกิดจากใคร”

ผู้บริหารหัวโต๊ะเรียกเจ้าหน้าที่มาพาฉันออกจากห้อง

ฉันไม่เถียงอีก หยิบกระเป๋าแล้วเดินผ่านธนา เขาก้มลงพูดให้ได้ยินกัน 2 คน

“กลับไปพักเถอะพิม เรื่องงานไม่ต้องห่วงแล้ว”

ฉันหยุดเดิน แต่ไม่หันกลับไปให้เขาเห็นหน้าฉัน

หน้าลิฟต์ คุณอรทัยยืนอยู่ข้างทาง เธอรอจนเจ้าหน้าที่เดินนำไปกดปุ่ม จึงขยับเข้ามาใกล้

เสียงเธอเบามาก

“เอกสารตัวจริงไม่ได้อยู่กับเขาแล้วค่ะ”

ตอนที่ 4: บ้านของฉันถูกขายต่อ ทั้งที่ฉันยังยืนอยู่หน้าประตู

“คุณเป็นเจ้าของบ้านนี้ใช่ไหมครับ? ถ้าใช่ รบกวนเปิดประตูให้หน่อย”

ผู้ชายคนนี้อายุราว 50 ปี สวมสูทสีเทา ถือกุญแจเหล็กชุดใหญ่สำหรับถอดฝาครอบเหล็ก และยิ้มให้ฉันอย่างสุภาพฉันยังไม่ทันตอบ ก็มีเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มอยู่หลังหลังประตูรั้วเหล็ก

รถกระบะตู้หลังคันใหญ่จอดเต็มหน้าบ้าน เทียบเท่าเก็บของไปทั้งห้องนั่งเล่น หมอนหมู่บ้านทยอยออกจากหลังรถทีละใบ พรมกระดาษแผ่นใหญ่เล่นไปเป็นกอง2แม่เมื่อวานยังถามฉันด้วยน้ำเสียงหวาๆ ว่า “ย้ายไปอยู่บ้านแม่ก่อนนะลูก” ตอนนั้นฉันยังหัวเราะได้

“คุณพี่ธนาบอกว่าบ้านหลังนี้ถูกใช้ค้ำประกันหนี้กับธนาคาร” ผู้ชายยิ้มยืดยิ่มขึ้น “ถ้าผิดนัด2569 ทางธนาคารก็มีสิทธิ์ยึดขายครับ”

ปี 2569 อยู่ในหัวฉันทันที

ฉันกลืนน้ำลายแห้งไป คอยข้างตัน

“ขอเอกสารยึดขายก่อนค่ะ” ฉันยื่นมือไป “เอกสารค้ำประกัน สัญญาปรึกษา และหนังสือยินยอมให้ยึด ขอเห็นตัวจริง”

ผู้ชายหัวเราะเบาๆ หยิบโทรศัพท์ยื่นขึ้นมาให้ดูภาพบนหน้าจอคือหนังสือยินยอมให้ยึด พิมพ์ด้วย ลงวันที่ 3 มกราคม 2568ลายเซ็นของแม่

มือข้างนี้แน่นขึ้นจนเจ็บฝ่ามือ

“นี่ไม่ใช่หนังสือของฉัน” ฉันกลืนเสียงเข้าไป “และแม่ไม่มีอำนาจเซ็น”

“ก็เรื่องของผมและคุณพี่ธนาแล้วครับ” ผู้ชายเหลียวมอง “คุณเป็นแค่ผู้อยู่อาศัยในบ้านที่ค้ำประกันไว้ ผมมีหน้าที่แค่ส่งมอบ ไม่ได้มีหน้าที่คุยกับคุณเรื่องสิทธิ์ในโรงทรัพย์”

หัวใจฉันเต้นแรงจนได้ยินในหูแต่เสียงตัวเองกลับออกมานิ่งกว่าที่คาด

“ถ้าอย่างนั้น ฉันร้องเรียนกรมบังคับดำเนินคดี”

“ร้องได้ครับ” ผู้ชายตอบทันทีไม่มีความลังเลแม้แต่นิด “แต่ระหว่างนั้น ผมก็ต้องทำงานของผมต่อ”

เสียงแก้บกระบอกย้ายพรมเข้ามาดังขึ้น

“พิม!”

ฉันหันไป ธนายืนอยู่ในสวนหน้าบ้าน กางเกงซุกเข็มขัด เปิดคอมชั่นเสื้ออยู่ ผมยังหวีหน้าตอนนั้น

“ทำอะไรที่บ้านฉัน” ฉันถาม

“บ้านหลังนี้ไม่ใช่ของคุณแล้ว” ธนาตอบสบายๆ “ชื่อก็ไม่ใช่ พิม โฉนดเป็นของแม่เป็นของผมเก่า ๆ ก่อน แต่ตอนนี้มันติดค้ำไปแล้ว กูยื่นเรื่องให้ธนาคารทั้งหมด”

ฉันเดินตรงเข้าไปใกล้เขา ก้มมองเขา แล้วเบลอยังไง”ธนา อ่านออกไหมว่าฉันเป็นใคร”

“เป็นคนที่กูเลี้ยงมา 6 ปี” เขาตอบทันที เสียงเขาแหบลง โดยตั้งใจให้คนในซอยได้ยิน “กูแค่บอกว่ากูไม่รู้ว่าบ้านนั้นได้มายังไง กูรู้แค่ว่าทุกวันนี้มึงนอนบนเตียงหลังแปลงที่กูทำงานหน”เขาหันไปทางบ้านข้างๆ แล้วตะโกนต่อ “พี่บ้าน! คุณได้ยินไหม! มึงกูไม่รู้ว่าบ้านหลังนี้มันมาจากกูทั้งหมดเลยนะ!”

เสียงฝีมือบางผัวที่แอบยืนฟังอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กถอยออกไป

ฉันรู้สึกเหงื่อเย็นเปียกไหลลงหลังจนต้องกำผมไว้แน่นเพราะทั้งซอยกำลังจะกลายเป็นกองข่าวว่าฉันมีผู้ชายแฟนมาอยู่ด้วย

“เลิกตะโกนได้ไหม” ฉันเอ่ยเสียงแผ่ว แต่ก็รู้ว่าเขาต้องการเสียงให้ดัง

“กูไม่ได้ตะโกน” ธนายิ้มบาง “กูแค่บอกความจริง”

“ความจริงของฉันคือ ฉันไม่มีสิทธิ์ขัดขวางธนาคาร” ฉันก้าวเข้าไปอีกก้าว จนแทบชนปลายเท้าเขา “ส่วนความจริงของเธอคือ เธอเป็นคนเกาะกินอีกคนมาตลอดชีวิต”

ธนาหยุดยิ้มไปแป๊บเดียว แล้วกลับมาเหมือนเดิมทันที

“พูดกวนๆ นะพิม”

“กูกินข้าวที่แม่มึงทำทุกเย็น 6 ปี” ฉันยืนยัน เสียงเริ่มสั่นตรงท้อง “ฉันแพะย้มให้มึงยิ้มหน้าใส่กล้องทุกวันที่มึงเลือกรูป ฉันโอนเงินค่าน้ำค่าไฟจนถึงวันที่มึงตัดบัตรกลางเมือง ตอนนี้มึง�ายึดบ้านของฉันด้วยล่ะ?”

“กูไม่ได้มายึด” ธนายก้านหู้มือ “มึงเข้าใจผิดแล้ว พิม”

เขาหันไปหาผู้ชายสูทสีเทา แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงจากดิบกลายเป็นเสียงน่าเห็นใจในทันที

“พี่ครับ ผมขอโทษด้วยจริงๆ ที่ทำให้พี่ต้องเจออะไรแบบนี้ ผมรู้ว่าพี่โกรธผม แต่ผมแค่อยากทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย”

นั่นคือทักษะที่เขาใช้มาตลอดชีวิต ไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือการทำให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด

“แต่ก่อนอื่น” ธนาหันกลับมาหาฉัน เสียงต่ำลงจนแทบมีแต่ลมหายใจ “มึงโทรหาพ่อไม่ใช่แม่มึง ก็ได้ แต่มึงต้องฟังให้ดี”

“แม่ของฉันทำอะไรของเธอ”

“ป้าศศิธรเซ็นรับรองหนี้ให้ธนาคาร ด้วยตัวเธอเอง” ธนาพูดแต่ละคำช้า ๆ “ค้ำประกันวงเงิน 8 ล้านบาท และก็ไม่ได้เซ็นแค่ใบเดียว มีหนังสือรับรองหลายฉบับ ถ้ามึงยังต้องการรู้ว่าทำไม ไปถามป้าศศิธรสิบาน”

ฉันรู้สึกเหนือเกลา”ธนา อย่าเอามาแตะแม่ฉัน”

“กูไม่ได้แตะใคร” เขายิ้ม “กูแค่บอกมึงว่า ถ้าป้าศศิธรถูกจับ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปสอบถามในบ้านนี้ ถามว่าใครได้เงินไป ใครอยู่ในบ้านนี้ ป้าศศิธรอายุเท่าไหร่ มีโรคประจำตัวอะไร มึงจะยืนตรงไหน พิม”

น้ำตาในตาฉันร้อนจนแสบแต่ฉันไม่ยอมให้มันไหล

“มึงกลัวใช่ไหม” ฉันเอ่ยเบา ๆ “กลัวธนาคารเจอเบาะแสว่ามึงเอาบ้านคนอื่นมาตัด”

“ฉันไม่ได้กลัวอะไร” ธนาส่ายหน้า แล้วยิ้มบาง ๆ “ฉันแค่ไม่อยากเห็นป้าศศิธรไปนอนคุกเพราะพิม”

เขาพูดชื่อแม่ของฉันเบา ๆ และนุ่ม ๆ จนฟังดูเหมือนคนที่รักเราจริง ๆ

ฉันถอยออกไปสองก้าว รู้สึกเจ็บแปลกๆ ตรงกระดูกสัปหลัง เหมือนมีอะไรมาเขี่ยงลงไปแต่ยังไม่รู้ว่าเจ็บตรงไหนก่อน

“หนังสือรับรองอยู่ที่ไหน” ฉันถาม

“ที่บ้านป้าศศิธร”

“พาฉันไป”

“ตอนนี้ไม่ได้” เขามองนาฬิกา “ธนาคารจะยึดบ่ายสามโมง พิม และอีกอย่าง พี่หมู่บ้านเห็นเต็มไปหมดแล้ว เธออย่าให้ใครเห็นหน้าพิมตอนนี้”

ฉันไม่สนใจคำนั้นเลยฉันหันไปหาผู้ชายสูทสีเทา

“ผมขอสำเนาเอกสารฉบับเต็ม พร้อมเอกสารแนบทุกฉบับ”

“เดี๋ยวครับ” ผู้ชายหยิบแฟ้มจากในรถ

พร้อมกันนั้น ฉันก็หยิบโทรศัพท์ออกมา กดหมายเลขหนึ่งในรายชื่อที่คั่วไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า

แม่รับโทรศัพท์

“พิมลูก ทำไม? เจอกันแล้วเป็นไงบ้าง”

เสียงแม่เบาอย่างผิดปกติเหมือนกำลังระวังว่าใครอยู่ข้าง ๆ

“แม่” ฉันพูดเสียงเรียบ และบอกช้า ๆ “หนังสือยินยอมให้ยึด วันที่ 3 มกราคม 2568 ลายเซ็นแม่ แม่ยอมรับไหมคะ”

หงบสักครู่

“ยอม” เสียงแม่สั่นเล็กน้อย “แม่…แม่ไม่ได้ทำเอง”

“แม่ได้แต่อะไร” ฉันรีบถาม “ทำไมแม่ถึงเซ็นได้ล่ะแม่”

เงียบไปสามวินาที ห้าวินาที

“ตอนนั้นธนาบอกแม่ว่า… เขาหาหมอมาไว้ให้แล้ว” แม่ร่นเสียง “มะเร็งแป็นกำลังตกที่สำนักงาน เขาบอกว่าถ้าไม่เซ็น หมอเห็นแล้วเขาจะไม่ช่วย แม่ก็เลย…”

ฉันได้ยินเสียงคุณแม่สำลักเหมือนถูกมือกดปาก

“แม่” ฉันเอ่ยเบาที่สุดเท่าที่ทำได้ “แม่กำลังอยู่ตรงไหนตอนนี้”

มิดติดๆ

ฉันปิดสายลง ยังเห็นหน้ากระจกหินอ่อนที่บ้านฉัน พร้อมรถกระบะที่กำลังถูกโหลดของเต็มอีกคัน และใบสัญญายืมที่ภรรยาของคนขับรถกำลังเซ็นอยู่ในมือฉันหันไปมองธนาอีกครั้ง หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง

“ธนา ถ้าวันนี้ใครยิงฉันตาย ฉันจะไม่แปลกใจเลย” ฉันเอ่ย

“อย่าพูดแบบนั้น” เขายิ้ม “แล้วพี่หมู่บ้านคิดว่าเราทะเลาะกัน”

ฉันไม่ตอบ เพราะมือข้างนั้นทั้งสองข้างของฉันกำลังสั่นแรงจนเก็บกุญแจจากกระเป๋าไม่ออก

ฉันรีบโทรกลับไปหาแม่อีกครั้ง

แต่สายลงไปในเสียงนิ่งฉันยืนอยู่หน้าประตูที่เปลี่ยนไปแล้ว มือถือแนบแน่นตรงหู หายใจสั้น ๆ ทีละครั้ง

ไม่นานนั้น ฉันก็เห็นแม่เดินออกมาจากซอยข้างบ้าน ในมือถือจับโทรศัพท์ ส่ายหน้าไปมาเบา ๆ

แม่เดินตรงมาถึงรั้ว หยุดฝั่งนอก มือสั่นเย็นเฉียบจนแทบไม่กำโทรศัพท์ไหว

แล้วก็ยื่นกุญแจบ้านหลักที่ฉันใช้ตั้งแต่สร้างบ้านนี้ ผ่านรั้วเหล็ก ผ่านช่องให้หน่อย ไปวางลงบนฝ่ามือของธนาที่ยื่อรออยู่

คำขอของเขาบางอย่างก็ตามมาทีเดียวกันนั้น ไม่ว่าจะเป็นกุญแจบ้านหรืออะไรอีก

ฉันยังไม่ได้ขอ

แต่มือของแม่เป็นคนจ่ายให้ไปเอง

ตอนที่ 5: คนทั้งหมู่บ้านตะโกนไล่ฉัน จากเรื่องที่ไม่มีใครตรวจสอบ
“นั่นไง! เมียน้อยคลั่งผัวชาวบ้านมาแล้ว! ถ่ายไว้เลย!”
เสียงนั้นพุ่งเข้าใส่หน้าฉันก่อนที่ฉันจะก้าวพ้นประตูรั้วด้วยซ้ำ
ฉันชะงัก มือยังกำโทรศัพท์แน่นจนเจ็บฝ่ามือ
ตรงหน้าฉันมีโทรศัพท์ไม่ต่ำกว่า 10 เครื่องยกขึ้นพร้อมกัน
แสงแฟลชวาบเข้าตาจนฉันต้องยกแขนขึ้นบัง
“มึงยังกล้ามาอยู่หมู่บ้านนี้อีกเหรอ!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกน
ฉันมองไป เห็นคลิปในมือวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังเล่นวนอยู่
ในคลิปคือหน้าฉันตอนเถียงกับธนาหน้าบ้าน เสียงถูกตัดจนเหลือแต่ตอนฉันกรีดร้องว่า “ออกไป!”
ใต้คลิปมีตัวหนังสือสีแดงตัวใหญ่ “เมียน้อยบุกบ้านเมียหลวง ทำร้ายเจ้าของบ้าน ระวังคนบ้า!”
มือฉันเย็นวาบเหมือนเลือดหยุดเดิน
ฉันรีบพูด “นั่นไม่ใช่เรื่องจริง! บ้านหลังนั้นเป็นของฉัน!”
“ตอแหล!” ป้าข้างบ้านตะโกนสวนทันที “ผัวเมียเขาจดทะเบียนกันที่บาหลี มีรูปออกจะหรา!”
ธนาก้าวออกมาจากหลังกลุ่มคนพอดี
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด หน้าตาเหมือนคนเพิ่งผ่านเรื่องเลวร้ายมาอย่างแสนสาหัส
แพรวาเดินเกาะแขนเขาไว้แน่น ใส่แว่นดำ ผ้าพันคอปิดครึ่งหน้าเหมือนคนบอบช้ำ
“พอเถอะครับทุกคน อย่าไปว่าเขาเลย” ธนาพูดเสียงดังฟังชัด “ผมสงสารพิมเขา เขาป่วย เขาควบคุมตัวเองไม่ได้”
คำว่าป่วยของเขาทำให้คนทั้งซอยหันมามองฉันเหมือนมองตัวประหลาด
ฉันรู้สึกเลือดวิ่งขึ้นหน้าร้อนวูบ หูอื้อไปครึ่งหนึ่ง
ฉันตะโกนกลับ “ป่วยกับผีน่ะสิ! มึงแต่งงานซ้อน! มึงเอาบ้านกูไปค้ำหนี้!”
“เห็นไหมครับ” ธนาหันไปหาฝูงชน “เขาหลุดแบบนี้ตลอด ผมถึงต้องพาครอบครัวมาขอความคุ้มครองที่สำนักงานเขต”
เขาผายมือไปทางด้านหลัง มีผู้ชายสูงอายุ 2 คนกับผู้หญิงอีก 3 คนยืนอยู่
ฉันจำได้ลางๆ ว่าเป็นญาติฝั่งธนา ที่ไม่เคยโผล่หัวมาตอนฉันจ่ายค่าผ่อนบ้านสักงวด
“พี่น้องผมกลัวกันหมดแล้วครับ” ธนาพูดต่อ “เมื่อเช้าเขายังขู่จะทำร้ายแพรวาถึงหน้าบ้าน”
“กูขู่ตอนไหน!” ฉันก้าวเข้าไปหาเขา “มึงพูดออกมาสิ!”
ชายแก่คนหนึ่งก้าวมาขวาง “เฮ้ย! จะทำร้ายร่างกายกันต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านเลยรึ!”
คนรอบข้างเริ่มส่งเสียงฮือ ใครบางคนเอามือผลักไหล่ฉันจากด้านหลัง
ฉันเซไปข้างหน้าเกือบกระแทกกับรั้วเหล็ก หัวไหล่กระแทกจนชาไปทั้งแขน
ฉันกัดฟันแน่นจนปวดกราม ฝืนยืนให้ตรง
ฉันหันไปมองหาแม่ แม่ยืนหลบอยู่หลังเสาไฟฟ้าหน้าสำนักงานเขต
“แม่!” ฉันร้องเรียก “แม่พูดอะไรหน่อยสิ! แม่รู้ว่าบ้านเป็นชื่อหนู!”
แม่เดินออกมาช้าๆ หน้าซีด มือยังกำโทรศัพท์เก่าๆ ไว้
ฉันรีบเข้าไปจับแขนแม่ “แม่บอกทุกคนไป ว่าธนามันหลอกให้แม่เซ็น! แม่ไม่ได้ตั้งใจ!”
แม่สะบัดแขนฉันออกแรงๆ
“พอได้แล้วพิม!” แม่ตะโกนเสียงสั่น “แกจะอาละวาดให้อายคนถึงเมื่อไหร่!”
ฉันอึ้งจนพูดไม่ออก ลมหายใจติดค้างอยู่ที่คอ
“แม่พูดอะไร…” ฉันกระซิบ “แม่เห็นกับตาว่ามันเอากุญแจไปจากมือแม่…”
“ก็เพราะแกบ้าไง!” แม่ตัดบท “ธนาต้องมาเก็บกุญแจเองเพราะแกร้องจะฆ่าตัวตายในบ้าน! เขากลัวแกเผาบ้าน!”
“ไม่จริง!” ฉันส่ายหน้า น้ำตาเริ่มคลอจนมองหน้าแม่ไม่ชัด “แม่เชื่อมันได้ยังไง แม่เป็นแม่หนูนะ!”
“ก็เพราะกูเป็นแม่มึงไง!” แม่ตวาด “กูถึงรู้ว่ามึงหึงจนเสียสติไปแล้ว!”
ก่อนฉันจะทันอ้าปากตอบ ฝ่ามือของแม่ก็ฟาดลงมาที่แก้มฉันเต็มแรง
เพียะ!
เสียงตบดังก้องจนทั้งซอยเงียบไปเสี้ยววินาที
หน้าฉันหันไปตามแรงตบ ปากได้รสเลือดจางๆ
แก้มข้างซ้ายร้อนวาบแล้วชาไปทั้งแถบ หูข้างนั้นดังวิ้งยาว
ฉันยกมือแตะแก้มตัวเองโดยไม่รู้ตัว นิ้วสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้
คนรอบข้างเริ่มตบมือ ใครบางคนตะโกนว่า “ตบดี! สั่งสอนลูกเนรคุณ!”
ธนารีบเดินเข้ามาประคองแม่ ทำท่าเป็นลูกเขยแสนดี
“แม่ครับ อย่าทำแบบนี้เลยครับ ผมเจ็บแทนพิมเขา” เขาพูดเสียงนุ่ม “แม่นั่งพักก่อนนะครับ เรื่องนี้ผมรับเอง”
แม่พยักหน้าทั้งน้ำตา จับมือธนาไว้แน่นเหมือนยึดเสาหลักสุดท้ายในชีวิต
ภาพนั้นแทงเข้ากลางอกฉันจนจุก
จังหวะนั้นแพรวาถอดแว่นดำออก เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำเหมือนร้องไห้มาทั้งคืน
เธอเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ ยกมือไหว้ฉันต่อหน้ากล้องทุกตัว
“พี่พิม แพรวาขอโทษนะคะ” เธอพูดเสียงเครือ “แพรวาไม่เคยอยากแย่งใครเลย”
ฉันถอยหลังหนึ่งก้าว “อย่ามาแตะต้องฉัน!”
“แพรวารู้ว่าพี่เจ็บ” เธอยังพูดต่อเสียงดังขึ้น “แต่พี่ธนากับแพรวาแต่งงานกันถูกต้องแล้ว พี่หยุดทำร้ายชีวิตแต่งงานของแพรวาเถอะค่ะ”
คำว่าชีวิตแต่งงานของเธอทำให้ฝูงชนส่งเสียงเชียร์ลั่น
“สงสารน้องเขา!” “เมียหลวงตัวจริง!” “ไล่อีบ้าออกไป!”
ฉันหันมองรอบตัว โทรศัพท์ทุกเครื่องยังจ่อมาที่หน้าฉัน
ฉันรู้สึกลมหายใจสั้นลงทุกที หน้าอกรัดแน่นเหมือนโดนเชือกมัด
ฉันตะโกนสุดเสียง “พวกคุณไม่ตรวจสอบอะไรเลย! คลิปนั้นมันตัดต่อ! บ้านนั้นฉันซื้อก่อนแต่งงาน!”
“หลักฐานก็มี!” ญาติธนาคนหนึ่งชูโทรศัพท์ “ในกลุ่มไลน์หมู่บ้านมีครบ! สลิปโอนเงิน! ใบเซ็นรับหนี้ของแม่มึง!”
ฉันมองใบกระดาษที่เขาปริ้นท์มาถือโชว์ ใจฉันร่วงวูบ
มันคือเอกสารชุดเดียวกับที่เคยใช้มัดตัวฉันที่บริษัท
ฉันพูดไม่ออก ได้แต่กำมือจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เจ็บจนต้องกลั้นเสียงสะอื้นไว้ในลำคอ
มีช่วงเงียบสั้นๆ แวบหนึ่ง ฉันเห็นสายตาแม่มองมา
แค่เสี้ยววินาทีเดียวที่แม่ดูเหมือนจะลังเล ปากขยับเหมือนจะเรียกชื่อฉัน
แต่ธนากระแอมขึ้นมาเบาๆ แม่ก็ก้มหน้าหลบไปทันที
“แม่” ฉันเรียกเบาๆ “มองหนูหน่อย…”
แม่ไม่มอง แม่หันไปหาธนาแล้วพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน
“แม่ไม่มีลูกแบบนี้อีกต่อไปแล้ว” แม่พูดทีละคำ “ตั้งแต่วันนี้ พิมไม่ใช่ลูกของแม่”
ทั้งซอยปรบมือโห่ร้องเหมือนดูฉากจบละคร
ขาฉันอ่อนจนเกือบทรุด รู้สึกพื้นใต้เท้าเอียงวูบ ต้องเอามือยันกำแพงไว้
แพรวาร้องไห้โฮแล้วซบไหล่ธนา เหมือนผู้ชนะที่แสนบอบบาง
ธนาโอบเธอไว้ มองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ไม่มีความกลัวเหลืออยู่อีกเลย
เขายกมือไหว้รอบทิศเหมือนขอบคุณทุกคนที่ช่วยปกป้องครอบครัวของเขา
แล้วเขาก็เดินแทรกฝูงชนเข้ามาหาฉัน ใบหน้ายิ้มเรียบเย็น
กล้องทุกตัวยังถ่ายอยู่ แต่เขาเอาตัวบังมุมกล้องไว้พอดี
เขาก้มลงมาใกล้จนลมหายใจร้อนๆ เป่ารดข้างหูฉัน
ธนาก้มกระซิบข้างหูฉันว่า “พรุ่งนี้ไม่มีใครจำได้ด้วยซ้ำว่าเธอเคยมีบ้าน”

ตอนที่ 6: วันที่ทุกคนหัวเราะ ฉันเหลือเพียงกระเป๋าใบเดียว

“เอากระเป๋าเธอออกไปวางนอกรั้ว อย่าให้เหลืออะไรในบ้านผม!”

ธนาตะโกนสั่งคนขนของเสียงดัง ขณะที่ฉันยืนอยู่อีกฝั่งของประตูรั้ว ท่ามกลางโทรศัพท์นับสิบเครื่องที่กำลังถ่ายคลิปทุกการเคลื่อนไหว

กระเป๋าเดินทางใบเล็กถูกโยนลงบนพื้นตรงหน้าฉัน

ล้อลากข้างหนึ่งกระแทกขอบปูนจนแตก เสื้อเชิ้ตของฉันโผล่ออกมาจากซิปที่ปิดไม่สนิท

คนรอบข้างหัวเราะกันครืน

“นี่คือของทั้งหมดของฉันเหรอ?” ฉันถาม

ธนายืนอยู่ในรั้วบ้านของฉัน มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกมือหมุนพวงกุญแจเล่นอย่างผู้ชนะ

“ของที่จำเป็นก็มีแค่นี้” เขาตอบ “ส่วนของแพงๆ ต้องเก็บไว้ตรวจสอบก่อน เผื่อเป็นทรัพย์สินที่เธอซื้อด้วยเงินบริษัท”

“นาฬิกาของแม่ฉันก็เป็นเงินบริษัทหรือไง?”

“พิสูจน์มาสิ”

“เปิดประตูให้ฉันเข้าไปเอาเอกสาร”

เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายหน้าฉัน

“ทุกคนได้ยินนะครับ คนที่ถูกสอบเรื่องยักยอกเงินกำลังจะเข้าไปเอาเอกสารจากสถานที่เกิดเหตุ”

“สถานที่เกิดเหตุ?” ฉันจ้องเขา “นี่บ้านฉัน”

“เคยเป็น”

คำตอบสั้นๆ ทำให้เลือดพุ่งขึ้นขมับ ฉันกำหูกระเป๋าแน่นเพื่อห้ามตัวเองไม่ให้พุ่งเข้าไปตบหน้าเขาต่อหน้ากล้อง

ธนาเห็นฉันนิ่งก็ยิ่งยิ้มกว้าง

“อย่าอาละวาดอีกนะพิม” เขาพูด “วันนี้คนดูเยอะ ถ้าเธอแตะประตูแม้แต่นิดเดียว ผมจะเรียกตำรวจ”

เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นพอดี

ชื่อบริษัทปรากฏบนหน้าจอ

ฉันหันหลังให้ฝูงชนแล้วกดรับทันที

“สวัสดีค่ะ”

เสียงจากปลายสายเย็นชาและเป็นทางการ

“บริษัทมีมติยุติการจ้างงานคุณ มีผลตั้งแต่วันนี้ หนังสือเลิกจ้างถูกส่งเข้าอีเมลแล้ว กรุณาอย่ากลับเข้าพื้นที่บริษัทจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น”

ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“ฉันยังไม่ได้มีโอกาสชี้แจงต่อคณะกรรมการครบเลยนะคะ”

“หลักฐานที่เผยแพร่ออกมาส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชื่อเสียงบริษัท”

“หลักฐานหรือข่าวลือคะ?”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง

“บริษัทไม่สามารถรับความเสี่ยงจากบุคลากรที่มีพฤติกรรมรุนแรงและอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตได้”

สายถูกตัดทันที

หน้าจอแจ้งเตือนอีเมลเด้งขึ้นมาในวินาทีต่อมา

ยุติการจ้างงาน

ระงับสิทธิ์เข้าระบบ

เรียกคืนทรัพย์สินบริษัท

นิ้วฉันชาไปหมด โทรศัพท์แทบหลุดจากมือ แต่เสียงหัวเราะของธนาดังขึ้นจากด้านหลัง

“ตกงานแล้วเหรอ?”

ฉันหันกลับไปมองเขา

“ฝีมือมึงใช่ไหม?”

“พูดให้ดีหน่อย” เขายกคิ้ว “คนโกงถูกไล่ออกเอง แล้วจะโทษผัวเก่าได้ยังไง”

“ฉันยังเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของมึง”

สีหน้าธนากระตุกไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับมาเยาะเย้ยเหมือนเดิม

“ตำแหน่งบนกระดาษไม่ได้ช่วยคนที่ไม่มีบ้าน ไม่มีงาน และไม่มีใครเชื่อหรอก”

โทรศัพท์รอบตัวฉันสั่นดังต่อเนื่อง

คลิปใหม่ถูกแชร์ลงในกลุ่มชุมชน พร้อมข้อความว่าอดีตผู้บริหารกองทุนหญิงถูกไล่ออกหลังมีพฤติกรรมยักยอกเงินและทำร้ายภรรยาของชายอื่น

บางเพจนำภาพใบหน้าฉันไปวงกลมสีแดง

บางคนเรียกฉันว่านักต้มตุ๋น

บางคนเรียกร้องให้ตำรวจจับฉัน

ไม่มีใครถามฉันสักคำ

ฉันเงยหน้ามองธนา “มึงเอาเรื่องบริษัทไปปล่อยให้ใคร?”

เขายักไหล่ “ผมไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อ คนเขาแค่ดูออกว่าใครเป็นเหยื่อ ใครเป็นคนร้าย”

“แล้วแพรวาล่ะ รู้ไหมว่ามึงกำลังใช้เธอเป็นโล่?”

รอยยิ้มของเขาจางลงทันที

“อย่าเอ่ยชื่อเมียผมด้วยปากสกปรกๆ ของเธอ”

“ถ้าเธอรู้ความจริงทั้งหมด เธอจะยังยืนข้างมึงไหม?”

ธนาเดินเข้ามาชิดประตูรั้ว ลดเสียงลงจนมีเพียงฉันที่ได้ยิน

“ตอนนี้ต่อให้เธอพูดความจริง คนก็คิดว่าเธอโกหกอยู่ดี”

เขายื่นมือออกมานอกรั้ว แล้วใช้นิ้วเขี่ยสายกระเป๋าบนไหล่ฉัน

“รีบไปหาที่นอนเถอะ คืนนี้ฝนอาจตก คนไร้บ้านอย่างเธอน่าจะลำบาก”

ท้องฉันเกร็งแน่น ความโกรธแล่นขึ้นมาจนหายใจสะดุด แต่ฉันไม่ตอบ

ฉันลากกระเป๋าออกมาจากวงล้อมของผู้คน

ไม่มีใครหลีกทางให้ในตอนแรก

พอฉันเดินผ่าน เสียงหัวเราะ เสียงด่า และเสียงกระซิบก็ตามหลังมาตลอดทาง

ฉันกดโทรหาแม่

ครั้งแรกไม่มีคนรับ

ครั้งที่ 2 ถูกตัดสาย

ครั้งที่ 3 ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อหมายเลขนี้ได้

ฉันพิมพ์ข้อความสั้นๆ

“แม่ หนูไม่มีที่ไป ขอคุยกับแม่แค่ 5 นาทีได้ไหม”

ข้อความขึ้นว่าอ่านแล้ว

แต่ไม่มีคำตอบ

ฉันยืนมองหน้าจออยู่กลางทางเท้า รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งจุกอยู่ใต้ลิ้นปี่

ต่อให้ทั้งโลกเกลียดฉัน ฉันยังคิดว่าอย่างน้อยแม่จะเปิดประตูให้

แต่แม่เลือกปิดแม้กระทั่งเสียงโทรศัพท์

ไม่กี่นาทีต่อมา ธนาส่งรูปผ่านหมายเลขที่ฉันไม่รู้จัก

ในภาพ เขานั่งบนโซฟาห้องรับแขกของฉัน แพรวานั่งชิดอยู่ข้างกาย บนโต๊ะมีขวดไวน์กับแก้วหลายใบ

คนในภาพกำลังยิ้มและชูแก้ว

ด้านหลังคือภาพครอบครัวของฉันที่เคยแขวนอยู่บนผนัง แต่ใบหน้าของฉันถูกกระดาษสีดำแปะทับไว้

ข้อความใต้ภาพเขียนว่า

“บ้านสงบขึ้นเยอะตั้งแต่ไม่มีเธอ”

ฉันกดโทรกลับทันที

ธนารับสายพร้อมเสียงเพลงดังอึกทึก

“โทรมาทำไม หรืออยากฟังเสียงคนมีความสุข?”

“เอารูปครอบครัวฉันลง”

“บ้านผม ผมจะตกแต่งยังไงก็ได้”

“มึงขโมยทุกอย่างไปจากฉันแล้ว ยังต้องเหยียบซ้ำอีกเหรอ?”

เขาหัวเราะ

“ผมไม่ได้ขโมย เธอต่างหากที่รักษาอะไรไว้ไม่ได้เอง”

เสียงแพรวาดังแทรกมาจากข้างๆ

“พี่ธนาคะ อย่าคุยนานเลยค่ะ แพรวากลัว”

ธนาตอบเธอเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่ตรงนี้”

จากนั้นเขากลับมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง

“ได้ยินไหม? อย่ารบกวนครอบครัวผมอีก”

สายถูกตัด

ฉันยืนกำโทรศัพท์จนข้อนิ้วซีด ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาถึงข้อศอก

ก่อนจะทันเก็บโทรศัพท์ การแจ้งเตือนจากบัญชีของแพรวาก็เด้งขึ้นมา

เธอโพสต์ภาพมือของตัวเองวางบนท้อง โดยมีมือธนาทาบอยู่ด้านบน

ข้อความเขียนว่า

“ของขวัญชิ้นเล็กจากความรักของเรา ต่อจากนี้เราจะปกป้องลูกให้พ้นจากคนที่พยายามทำลายครอบครัว”

ภายในไม่ถึง 1 นาที ยอดแสดงความยินดีเพิ่มขึ้นหลายร้อยครั้ง

ความคิดเห็นไหลเร็วเสียจนอ่านแทบไม่ทัน

“สงสารเด็ก ต้องมีคนบ้ามารังควานตั้งแต่อยู่ในท้อง”

“แจ้งความไว้เลยค่ะ อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นเข้าใกล้”

“แม่แท้ๆ ต้องเข้มแข็งนะคะ”

“คนไม่มีลูกคงไม่เข้าใจคำว่าครอบครัว”

ฉันอ่านถึงตรงนั้นแล้วหน้ามืด ต้องจับเสาไฟไว้ไม่ให้ล้ม

ทั้งชีวิตของฉันถูกตัดสินผ่านคลิปไม่กี่วินาที ภาพไม่กี่ภาพ และคำโกหกที่ถูกพูดซ้ำจนกลายเป็นความจริง

บ้านไม่มีแล้ว

งานไม่มีแล้ว

แม่ไม่รับสาย

ส่วนคนที่ทำทุกอย่างกำลังฉลองอยู่หลังประตูบ้านของฉัน

รถเช่าที่เรียกไว้มาจอดริมถนน

ฉันเปิดประตูหลัง ยกกระเป๋าใบเดียวที่เหลืออยู่ขึ้นวาง ก่อนหยิบซองเล็กๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อ

ฉันก้มตัวเข้าไป วางมันไว้ใต้เบาะอย่างเงียบที่สุด แล้วปิดประตู

จากนั้นฉันเปิดโทรศัพท์ ส่งข้อความหาคุณอรทัยว่า “ถึงเวลาแล้ว”

ตอนที่ 7: วันที่ความจริงเดินเข้ามา โดยไม่ต้องให้ฉันแก้ตัว

“ผมขอให้สื่อทุกสำนักช่วยกันรายงานความจริงด้วยนะครับ ผู้หญิงคนนี้กำลังทำลายครอบครัวของผมและพยายามยึดทรัพย์สินของภรรยาผม”

เสียงของธนาดังลอดออกมาจากห้องจัดแถลงข่าวทันทีที่ฉันผลักประตูเข้าไป

สายตาของนักข่าวทุกคนหันมามองฉันพร้อมกัน

เขายืนอยู่บนเวทีในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าประดับรอยยิ้มสุภาพแบบผู้ชายแสนดี ส่วนแพรวายืนอยู่ข้างกาย สวมชุดคลุมท้องสีขาว มือหนึ่งกุมท้อง อีกมือปิดปากร้องไห้สะอื้น

คุณอรทัยเดินเข้ามาข้างฉันอย่างเงียบๆ

ทันทีที่ธนาเห็นเธอ รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายวับไป

“ใครอนุญาตให้เธอเข้ามา?” เขาตวาด

ฉันหยุดเดินกลางห้อง

“งานแถลงข่าวเปิดให้สื่อเข้าร่วมไม่ใช่เหรอคะ หรือคุณกลัวว่าความจริงจะเดินเข้ามาด้วย?”

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบห้อง

ธนากัดกรามแน่น ก่อนหันไปทางนักข่าวด้วยสีหน้าสงสาร

“ทุกคนเห็นแล้วใช่ไหมครับว่าเธอยังไม่ยอมรับความจริง เธอเสียบ้าน เสียงาน เพราะความผิดของตัวเอง แต่กลับพยายามโยนทุกอย่างมาให้ผม”

คำพูดของเขาแทงเข้ามาตรงกลางอก

ฝ่ามือของฉันเย็นเฉียบ แต่ฉันกำสายกระเป๋าแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

“ความผิดของฉันคืออะไรคะ?” ฉันถาม “ช่วยพูดให้ชัดต่อหน้าทุกคนด้วยค่ะ”

ธนาหัวเราะเยาะ

“คุณยักยอกเงินกองทุน ปลอมเอกสาร คุกคามแพรวา แล้วก็พยายามยึดบ้านที่ผมใช้หนี้แทนคุณทั้งหมด”

แพรวาก้มหน้าสะอื้น

“ฉันไม่เคยอยากมีเรื่องกับคุณเลยนะคะ แต่คุณพิมตามไปรังควานฉันถึงที่ทำงาน โทรข่มขู่ไม่เว้นแต่ละวัน ฉันแค่ต้องการปกป้องลูกในท้อง”

คำว่า “ลูก” ทำให้เลือดในตัวฉันสูบฉีดขึ้นหน้า

ผู้คนบางส่วนเริ่มซุบซิบกันเสียงดัง

ธนายกมือขึ้นเหมือนกำลังห้ามไม่ให้ใครตำหนิฉัน

“ผมไม่อยากเอาเรื่องส่วนตัวมาพูด แต่ในเมื่อเธอไม่หยุด ผมก็จำเป็นต้องออกมาปกป้องชื่อเสียงของตัวเองและแพรวา”

“ปกป้องชื่อเสียง?” ฉันมองเขานิ่งๆ “ด้วยการเอาเอกสารปลอมไปใส่ร้ายฉันน่ะเหรอคะ?”

สีหน้าของธนากระตุก

เพียงเสี้ยววินาทีเดียว แต่ฉันเห็นชัด

คุณอรทัยก้าวออกไปข้างหน้า วางโน้ตบุ๊กลงบนโต๊ะด้านหน้าเวที

“คุณธนาไม่ต้องกลัวค่ะ วันนี้ฉันไม่ได้มาพูดลอยๆ”

ธนาชี้หน้าเธอทันที

“เธอถูกไล่ออกไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์เอาเอกสารของบริษัทออกมาใช้ ถ้าไม่อยากถูกแจ้งความเพิ่มก็ออกไปเดี๋ยวนี้”

“ฉันรู้ค่ะว่าฉันเคยทำผิด”

คุณอรทัยพูดเสียงสั่น แต่ยังยืนตรง

“ฉันเคยช่วยจัดการเอกสารบางชุดตามคำสั่งคุณ และนั่นเป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกผิดมาตลอด แต่ไฟล์ต้นฉบับที่คุณคิดว่าลบไปแล้ว ยังอยู่ค่ะ”

ธนาหน้าซีดลงทันที

ฉันรู้สึกเหมือนอากาศในห้องหยุดนิ่ง

เขาหันไปมองแพรวา

“เธอพาคนพวกนี้มาทำอะไร?”

แพรวาไม่ตอบ

“แพรวา!” ธนาขึ้นเสียง “บอกพวกเขาไปสิว่าเธอเป็นภรรยาของฉัน และพิมเป็นคนบ้า”

หญิงสาวตัวสั่น น้ำตายังไหลไม่หยุด แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้หันมามองฉัน

เธอกลับจ้องธนาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

คุณอรทัยกดเปิดไฟล์เสียง

เสียงธนาดังออกมาจากลำโพงอย่างชัดเจน

“ทำเอกสารให้เหมือนพิมเป็นคนอนุมัติเงินเอง ส่วนไฟล์เสียงที่เธอคุยกับฝ่ายการเงิน เอาไปตัดให้เหลือเฉพาะประโยคที่ใช้เล่นงานเธอได้”

ทั้งห้องเงียบกริบ

ฉันได้ยินแม้กระทั่งเสียงสูดหายใจของคนที่ยืนอยู่แถวหลัง

ธนาพุ่งเข้าไปหาโน้ตบุ๊ก แต่คุณอรทัยก้าวถอยหลังทัน

“อย่าแตะต้องอุปกรณ์ค่ะ ไฟล์นี้ถูกส่งให้ฝ่ายกฎหมายและตำรวจไว้แล้ว”

“เสียงปลอม!” ธนาตะโกน “มันตัดต่อ! เธอใส่ร้ายผม!”

คุณอรทัยกดเล่นต่อ

เสียงของธนาดังขึ้นอีกครั้ง

“บ้านหลังนั้นเป็นชื่อพิมก็จริง แต่ถ้าเราทำให้เธอดูเหมือนมีหนี้ก้อนใหญ่ ธนาคารก็ต้องเข้ามายึดเอง พอข่าวออก เธอก็ไม่มีทางสู้ เพราะไม่มีใครเชื่อผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าโกง”

ปลายนิ้วของฉันสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้

เขาพูดทุกอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ เหมือนกำลังวางแผนซื้อของเข้าบ้าน

ธนาหันมาจ้องฉัน

“พิม ฟังผมก่อน มันไม่ใช่แบบนั้น”

“แต่เสียงเป็นของคุณ”

“มันถูกตัดต่อ!”

“งั้นคุณก็อธิบายสิคะ ว่าทำไมในเสียงถึงมีรายละเอียดทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริง”

ธนาเงียบ

ไม่มีคำตอบ

แพรวาก้าวถอยหลังออกจากเขา

“ธนา…”

“เธออย่าเพิ่งพูด!” เขาหันไปตวาด “ถ้าเธอยังอยากได้บ้าน อยากให้ลูกมีอนาคต เธอก็ต้องอยู่ข้างฉัน”

แพรวาชะงัก

คำพูดนั้นทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาช้าๆ

“บ้านอะไรคะ?”

ธนาเบิกตากว้าง

“เธอพูดอะไร?”

“บ้านที่คุณบอกว่าจะยกให้ฉันหลังจัดการพิมเสร็จไงคะ”

เสียงกระซิบรอบห้องดังขึ้นทันที

แพรวากำมือแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม

“คุณบอกว่าคุณหย่ากับเธอแล้ว คุณบอกว่าการแต่งงานที่บาหลีเป็นเรื่องจริง คุณบอกว่าฉันจะได้เป็นภรรยาของคุณอย่างถูกต้อง”

ธนาถอยหลังหนึ่งก้าว

“แพรวา เธอกำลังเข้าใจผิด”

“ฉันเห็นทะเบียนที่คุณส่งมา ฉันเห็นรูปพิธีแต่งงาน คุณบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว!”

“มันเป็นแค่ฉาก” ธนาหลุดปากออกมา

ทันทีที่พูดจบ เขาก็ชะงักไปเอง

ความเงียบแผ่ลงทั่วห้อง

แพรวาจ้องเขาเหมือนเพิ่งเห็นผู้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก

“ฉาก?”

“ผมหมายถึง—”

“คุณไม่ได้แต่งงานกับฉันจริงๆ ใช่ไหม?”

ธนาไม่ตอบ

แพรวายกมือขึ้นทุบอกเขาอย่างแรง

“คุณหลอกฉัน! คุณเอาฉันมาใช้เพื่อบีบให้พิมยอมแพ้ แล้วก็หลอกว่าฉันจะได้ทุกอย่าง!”

“หยุดร้องโวยวายเดี๋ยวนี้!”

“คุณไม่เคยรักฉันเลย คุณต้องการแค่เงินกับบ้านของเธอ!”

แพรวาทรุดลงนั่งกับเก้าอี้ ร้องไห้จนตัวสั่น

ฉันมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ไม่มีความสะใจ มีเพียงความเหนื่อยล้าที่ยืดเยื้อมาหลายเดือนกำลังคลายตัวลงทีละน้อย

ธนาหันกลับมาหาฉัน ดวงตาแข็งกร้าว

“พิม เธอต้องช่วยผม ถ้าเธอไม่พูดอะไร เรื่องนี้ยังแก้ได้”

“ฉันช่วยคุณมานานพอแล้วค่ะ”

“ถ้าเธอไม่ช่วย ผมจะทำให้เธอไม่ได้อะไรคืนเลย!”

“ทุกอย่างที่เป็นของฉัน คุณเอาไปด้วยคำโกหก”

ฉันมองเขาตรงๆ

“แต่วันนี้คุณจะเสียมันไปด้วยความจริง”

เสียงไซเรนดังขึ้นจากด้านนอกห้อง

ประตูถูกเปิดออก เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ

ธนาหน้าถอดสีทันที

“คุณธนา เรามีหมายจับในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ฉ้อโกง และใส่ความผู้อื่น ขอเชิญตัวไปสอบสวนครับ”

“ไม่! พวกคุณจับผมไม่ได้!”

เขาพยายามถอยหนี แต่เจ้าหน้าที่ควบคุมแขนทั้งสองข้างไว้

ธนาดิ้นอย่างบ้าคลั่ง หันมาตะโกนใส่ฉันต่อหน้าสื่อทุกคน

“พิม! เธอคิดว่าชนะแล้วเหรอ? ต่อให้ผมล้ม เธอก็ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้!”

ฉันยืนมองเขาถูกใส่กุญแจมือ

“ฉันไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นคนเดิมค่ะ”

เขาถูกพาออกไปจากห้อง ท่ามกลางแสงแฟลชและเสียงนักข่าวที่ดังต่อเนื่อง

ทันใดนั้น ฉันเห็นแม่เดินเข้ามาจากทางประตูด้านหลัง

ศศิธรหยุดยืนอยู่ห่างจากฉันไม่กี่ก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา

“แม่…”

เสียงของฉันแหบพร่า

แม่เดินเข้ามากอดฉันแน่น ร่างของแม่สั่นสะท้านอยู่กับอก

“แม่ขอโทษนะลูก แม่ผิดเอง”

ฉันหลับตา ปล่อยให้น้ำตาที่อดกลั้นมานานไหลออกมาเป็นครั้งแรก

“หนูกลับบ้านได้ไหมคะแม่?”

แม่กอดฉันแน่นกว่าเดิม

“กลับได้สิลูก บ้านของหนูยังเป็นบ้านของหนู ไม่มีใครเอาไปได้อีกแล้ว”

ด้านหลังเรา คุณอรทัยยืนปาดน้ำตาเงียบๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่เก็บอุปกรณ์และเอกสารต้นฉบับไว้เป็นหลักฐาน

ครั้งนี้ไม่มีใครต้องให้ฉันแก้ตัว

เพราะความจริงได้เดินเข้ามาพร้อมหลักฐาน และพาธนาออกไปต่อหน้าทุกคนแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *