บทที่ 2 = ฉันอุ้มลูกแฝดแรกเกิดกลับมาจากโรงพยาบาล

ฉันอุ้มลูกแฝดแรกเกิดกลับมาจากโรงพยาบาล แต่กลับพบว่าแม่สามีย้ายเข้ามานอนในห้องนอนใหญ่ของฉัน และสามีสั่งซื้อตู้เย็นหลังใหม่แยกไว้กินกับแม่ พร้อมสั่งหน้าตาเฉยว่า “ต่อจากนี้ ค่ากินอยู่ของเธอกับลูกสองคน ออกเงินซื้อกินเองนะ

บทที่ 2

เสียงลมหายใจที่สะดุดกึกของภวิศดังก้องไปทั่วห้องโถงชั้นล่าง

 

หยดเหงื่อกาฬเม็ดโป้งผุดซึมขึ้นมาตามไรผมและขมับของเขาอย่างรวดเร็ว

 

แก้วกาแฟเซรามิกสีขาวในมือหนาสั่นระริกจนผิวกาแฟดำด้านในกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่น

 

ดวงตาที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและถือดีเมื่อช่วงหัวค่ำวานนี้ บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด

 

สายตาของเขามองสลับไปมาระหว่างใบหน้าอันสงบนิ่งดุจน้ำแข็งของฉัน

 

กับร่างสูงใหญ่กำยำของพี่ชายทั้งสองคนที่ยืนขนาบข้างประตูหน้าราวกับทวารบาลศิลา

 

พี่กานต์… พี่ชายคนโต อดีตนายทหารเรือที่ปัจจุบันคุมกองเรือขนส่งสินค้าทางทะเล

 

แผ่นอกกว้างใต้เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนตึงเปรี๊ยะ แขนทั้งสองข้างที่กอดอกเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นจากการฝึกหนัก

 

ส่วนพี่วิน… พี่ชายคนรอง ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการภาคพื้นดิน

 

สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหลังกรอบแว่นไทเทเนียมสีเงิน กำลังจับจ้องตรงมาที่ลำคอของภวิศราวกับกำลังประเมินจุดตาย

 

และตรงกลางเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อน…

 

คุณพ่อชัชวาลในวัยหกสิบห้าปี ยังคงนั่งไขว่ห้างอย่างสง่าผ่าเผย

 

ชุดซาฟารีสีกรมท่าตัดเย็บอย่างประณีต ขับเน้นให้บารมีของอดีตนายกสมาคมขนส่งระดับประเทศดูน่าเกรงขามจนห้องโถงทั้งห้องดูแคบลงไปถนัดตา

 

มืออันหยาบกร้านจากการกรำงานหนักมาทั้งชีวิต ค่อยๆ วางกระบอกเก็บความร้อนลงบนโต๊ะ

 

เสียงก้นกระบอกกระทบพื้นหินอ่อนดัง “กึก” เบาๆ

 

แต่มันกลับดังก้องกัมปนาทในความเงียบงันราวกับเสียงระฆังแห่งการพิพากษา

 

“พะ… พ่อตาครับ…”

 

ภวิศเค้นเสียงที่แหบแห้งออกมาจากลำคอ ขากรรไกรของเขาบดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

 

“นี่มันเรื่องอะไรกันครับ? ทำไมถึงพาคนบุกรุกเข้ามาในบ้านของผมตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้?”

 

“แล้วตำรวจ… ตำรวจอะไรกัน ลดา! เธอเสียสติไปแล้วเหรอ?!”

 

เขารีบหันขวับมาตวาดใส่ฉัน หวังจะใช้ความคุ้นเคยในการข่มขู่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

“เธอเพิ่งคลอดลูกได้สามวัน จะมาสร้างเรื่องปัญญาอ่อนให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะทำไม!”

 

“บ้านของแกงั้นรึ?”

 

เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังของคุณพ่อแทรกผ่านความเงียบขึ้นมาทันที

 

พ่อไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองภวิศด้วยซ้ำ

 

สายตาของท่านยังคงจับจ้องอยู่ที่ควันกรุ่นของกาแฟดำในแก้ว

 

“ฉันส่งเสียลูกสาวคนเดียวของฉันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย…”

 

พ่อค่อยๆ ช้อนสายตาคมกริบดั่งใบมีดโกนขึ้นสบตากับลูกเขยตรงๆ

 

“แม้แต่ปลายนิ้วก้อยของลดา ฉันยังไม่เคยปล่อยให้มดริ้นไรตัวไหนมาไต่ตอม”

 

“แต่วันนี้… ไอ้ขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่ง ที่อาศัยใบบุญลูกสาวฉันชุบตัวจนได้ดิบได้ดี”

 

“กล้าพาแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง เข้ามาฮุบห้องนอน ขับไล่หลานสาวฝาแฝดของฉันไปอยู่ในซอกมืด”

 

“แถมยังกล้าตั้งตู้เย็นบ้าๆ บอๆ สั่งแยกค่ากับข้าวกับเมียที่เพิ่งเจ็บเจียนตายจากการผ่าคลอด!”

 

พ่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างช้าๆ

 

เงาร่างสูงใหญ่ของท่านทาบทับลงบนตัวของภวิศจนอีกฝ่ายต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ

 

“มึงคิดว่าลูกสาวของกูไม่มีพ่อมีแม่คอยคุ้มกะลาหัวอย่างนั้นหรือ… ไอ้ภวิศ?!”

 

คำรามลั่นประโยคนั้นทำให้แก้วกาแฟในมือของภวิศหลุดร่วงลงพื้น!

 

เพล้ง!

 

เศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพื้นหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี

 

น้ำกาแฟสีดำกระเซ็นเปรอะเปื้อนขากางเกงนอนผ้าฝ้ายของเขาจนเป็นคราบสกปรก

 

“กรี๊ดดดด! ตาภวิศ!”

 

เสียงหวีดร้องแหลมสูงของคุณนายกิ่งแก้วดังลั่นขึ้นมาจากเชิงบันได

 

นางรีบก้าวเท้าลงมาอย่างทุลักทุเล ชายชุดคลุมผ้าซาตินลายดอกไม้สะบัดไปมาตามแรงเดิน

 

ใบหน้าเหี่ยวย่นที่ฉาบทาด้วยครีมบำรุงราคาแพงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด

 

นิ้วมือที่ประดับด้วยแหวนทองคำหัวมังกรชี้ตรงมาที่หน้าพ่อของฉันอย่างไม่เกรงกลัว

 

“พวกคุณเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมารังแกและตะคอกใส่ลูกชายฉันในบ้านหลังนี้!”

 

“ต่อให้คุณเป็นพ่อตา แต่คุณก็ไม่มีสิทธิ์นำพวกนักเลงอันธพาลบุกรุกเข้ามาทำลายข้าวของ!”

 

“นี่มันคฤหาสน์ของลูกชายฉัน! ภวิศเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้!”

 

“นังลดาแต่งเข้ามาในตระกูลเรา มันก็ต้องตกเป็นสมบัติและขี้ข้าของบ้านนี้!”

 

“ฉันเป็นแม่ผัว ฉันจะนอนห้องไหน จะใช้ตู้เย็นกี่ใบ มันก็เรื่องในมุ้งของครอบครัวเรา!”

 

“พวกคุณรีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะโทรเรียกตำรวจมาลากคอพวกคุณทุกคนเข้าคุก!”

 

คำด่าทออันไร้ยางอายที่พ่นออกมาจากปากของแม่สามี ทำให้ฉันต้องแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ

 

มันเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นและความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างลึกซึ้ง

 

ฉันก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้แผลผ่าตัดใต้ร่มผ้าจะยังคงตึงและเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับ

 

แต่เกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นแม่ ได้ขับไล่ความอ่อนแอทั้งหมดออกไปจากจิตวิญญาณของฉัน

 

“คุณนายกิ่งแก้วคะ…”

 

ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วห้องโถง

 

“ดูเหมือนว่าความโลภและความหลงตัวเอง จะทำให้สายตาของคุณนายมืดบอดจนมองไม่เห็นความจริงสินะคะ”

 

ฉันเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารหินอ่อนกลางครัว

 

หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะที่วางอยู่ข้างกระเป๋าถือของฉันขึ้นมา

 

ฉันดึงเอกสารแผ่นแรกออกมาคลี่ออกช้าๆ

 

มันคือแผ่นกระดาษแข็งสีน้ำตาลอ่อน มีตราครุฑสีแดงชาดประทับเด่นหราอยู่กึ่งกลางด้านบน

 

‘โฉนดที่ดิน น.ส. 4 จ. เลขที่ 48921 ตำบลคลองตัน อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร’

 

ฉันยื่นโฉนดที่ดินฉบับจริงแผ่นนั้นไปตรงหน้าของสองแม่ลูก

 

“แหกตาดูให้ชัดๆ นะคะ คุณนายกิ่งแก้ว… คุณภวิศ”

 

ปลายนิ้วของฉันชี้ลงไปตรงช่องระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์

 

“ที่ดินแปลงนี้ ขนาดสองร้อยห้าสิบตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างคฤหาสน์คอนกรีตสองชั้นแห่งนี้…”

 

“ตกทอดมาจากกองมรดกของ ‘คุณหญิงรัตนาวลี อัครเดชากุล’ คุณแม่ผู้ล่วงลับของฉันแต่เพียงผู้เดียว”

 

“วันที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ คือวันที่ 14 พฤษภาคม 2558… สี่ปีเต็มก่อนที่ฉันจะหลงผิดไปจดทะเบียนสมรสกับลูกชายของคุณนาย!”

 

“ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทรัพย์สินชิ้นนี้คือ ‘สินส่วนตัว’ ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม!”

 

“ไม่มีชื่อของภวิศ ไม่มีหยาดเหงื่อของตระกูลพวกคุณ และไม่มีเงินแม้แต่สลึงเดียวจากกระเป๋าของลูกชายคุณนายเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย!”

 

คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางกระหม่อมของคุณนายกิ่งแก้ว!

 

ดวงตาที่เคยโปนโปนด้วยความหยิ่งผยองเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า

 

ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีส้มแปร๊ดสั่นพั่บๆ สลับกับอาการหน้าถอดสีจนกลายเป็นสีเทาขี้เถ้า

 

“มะ… ไม่จริง…”

 

นางกิ่งแก้วละล่ำละลัก สองมืออันสั่นเทาพยายามจะคว้าแผ่นโฉนดไปดู

 

“ตาภวิศ… แกบอกแม่ว่า… แกบอกแม่ว่าบ้านหลังนี้เป็นชื่อของแกไม่ใช่เหรอ?!”

 

นางหันขวับไปกระชากแขนเสื้อของลูกชายอย่างบ้าคลั่ง

 

“แกบอกว่าแกซื้อมาด้วยเงินยี่สิบล้านเพื่อเป็นเรือนหอ! แกบอกว่าแกเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้คนเดียวไม่ใช่เหรอตาภวิศ?!”

 

ภวิศยืนนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้ง เหงื่อกาฬไหลทะลักออกมาอาบแก้มจนเสื้อนอนเปียกชุ่ม

 

เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่ของตัวเอง

 

ความจริงอันน่าละอายที่เขาซุกซ่อนไว้ใต้พรมแห่งความภาคภูมิใจจอมปลอม ได้ถูกกระชากออกมาประจานต่อหน้าธารกำนัลจนหมดสิ้น

 

ตลอดเวลาสามปีที่แต่งงานกัน ภวิศชอบไปคุยโวโอ้อวดกับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงในวงเหล้า

 

ว่าเขาเป็นผู้นำครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ สามารถซื้อคฤหาสน์หรูใจกลางเมืองให้เมียและแม่ได้อยู่อาศัย

 

เขาสร้างภาพลักษณ์ของนักธุรกิจหนุ่มผู้มั่งคั่งบนหยาดเหงื่อและทรัพย์สมบัติที่แม่ของฉันทิ้งไว้ให้

 

ในขณะที่เงินเดือนของเขาในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายบริษัทวัสดุก่อสร้าง… มีเพียงแค่เจ็ดหมื่นบาทเศษเท่านั้น!

 

เงินจำนวนแค่นั้น… ลำพังแค่จ่ายค่าผ่อนรถยุโรปที่เขาหลอกให้ฉันช่วยดาวน์ให้ ก็แทบจะไม่พอใช้อยู่แล้ว!

 

“แกหลอกแม่เหรอตาภวิศ?!” นางกิ่งแก้วแผดเสียงร้องไห้โฮออกมาด้วยความตกใจและอับอาย

 

“แม่ครับ… ฟังผมก่อน…” ภวิศพยายามจะอธิบาย แต่ลิ้นในปากกลับแข็งทื่อจนพูดไม่เป็นคำ

 

“ยังไม่หมดแค่นั้นหรอกนะคะ คุณนาย”

 

ฉันหยิบเอกสารชุดที่สองออกมาจากซองสีน้ำตาล

 

มันคือสเตตเมนต์ธนาคารย้อนหลังสามปี และใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายภายในบ้านทั้งหมด

 

ฉันโยนแฟ้มเอกสารหนาเตอะลงบนโต๊ะอาหารหินอ่อนเสียงดัง “ปัง!”

 

“ค่าส่วนกลางหมู่บ้านปีละหนึ่งแสนสองหมื่นบาท… ตัดผ่านบัญชีของฉัน”

 

“ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคนสวน ค่าแม่บ้านทำความสะอาดเดือนละเกือบสี่หมื่นบาท… ฉันเป็นคนโอนจ่ายทั้งหมด”

 

“แม้กระทั่งผ้าม่านหลุยส์ โซฟาหนังแท้ แชนเดอเลียร์คริสตัลบนเพดาน และเตียงนอนคิงไซส์ที่คุณนายเพิ่งนอนหลับสบายอยู่เมื่อคืนนี้…”

 

ฉันก้าวเข้าไปประชิดตัวคุณนายกิ่งแก้ว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นระริกด้วยความขลาดเขลา

 

“ทุกชิ้น… ทุกตารางนิ้ว… ถูกรูดจ่ายผ่านบัตรเครดิตพรีเมียมที่เป็นชื่อของฉันแต่เพียงผู้เดียว!”

 

“แล้วเมื่อวานนี้… คุณนายกับลูกชายมีหน้ามาบอกว่า ฉันต้องรับผิดชอบเงินค่ากินอยู่ของตัวเองกับลูกแฝดงั้นเหรอคะ?”

 

“คุณนายบอกว่า ลูกชายของคุณนายมีรสนิยมกินอาหารบำรุงราคาแพง ส่วนฉันกินได้แค่เศษผักเศษปลางั้นเหรอ?!”

 

ความโกรธแค้นที่สะสมมาตลอดคืนระเบิดออกมาผ่านน้ำเสียงอันเฉียบขาด

 

ฉันหมุนตัวเดินตรงไปยังตู้เย็นสแตนเลสหลังใหม่เอี่ยมที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมเคาน์เตอร์

 

ตู้เย็นที่แปะเทปกาวสีขาวเขียนว่า ‘สำหรับภวิศและคุณแม่’

 

ฉันเอื้อมมือไปกระชากเทปกาวแผ่นนั้นออกอย่างแรงจนมันขาดวิ่นคามือ

 

แล้วขว้างเศษเทปกาวทิ้งลงบนพื้นแทบเท้าของภวิศ

 

“ตู้เย็นหลังนี้… ราคาเก้าหมื่นแปดพันบาท”

 

ฉันดึงสลิปใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จากแอปพลิเคชันในโทรศัพท์ขึ้นมาแสดง

 

“ภวิศ… คุณสั่งซื้อออนไลน์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยแอบเอาบัตรเสริมของผมที่คุณแม่ให้ไว้ใช้ยามฉุกเฉินไปรูดซื้อ!”

 

“คุณเอาเงินของฉัน ไปซื้อตู้เย็นมาเพื่อกีดกันไม่ให้ฉันกับลูกสาวแท้ๆ ของคุณได้กินของดีๆ ในบ้านของฉันเอง!”

 

“จิตใจของคุณสองคนแม่ลูก… มันทำด้วยอะไรกันแน่?!”

 

คำประจานของฉันทำให้ภวิศถึงกับเซถลา แผ่นหลังของเขากระแทกเข้ากับขอบตู้เย็นจนเกิดเสียงดังสนั่น

 

ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

 

“พี่วิน… พี่กานต์”

 

ฉันหันไปส่งสัญญาณให้พี่ชายทั้งสองคน

 

“ช่วยจัดการย้ายตู้เย็นหลังนี้ ออกไปตั้งไว้ที่ริมถนนหน้าประตูรั้วบ้านให้ทีค่ะ”

 

“รวมถึงของสด เนื้อวากิว รังนก ผลไม้นำเข้าที่คุณนายเขาซื้อมาบำรุงสุขภาพลูกชายสุดที่รัก…”

 

“โยนมันออกไปให้หมด อย่าให้มีกลิ่นสาปของคนเนรคุณหลงเหลืออยู่ในบ้านหลังนี้แม้แต่ชิ้นเดียว!”

 

“ได้เลยน้องรัก!”

 

พี่กานต์และพี่วินขานรับด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

 

ชายร่างยักษ์ทั้งสองคนก้าวพรวดเข้ามาในครัวทันที

 

โดยมีทีมงานขนย้ายร่างกำยำอีกสี่คนเดินตามเข้ามาสมทบ

 

พี่วินเอื้อมมือไปกระชากปลั๊กไฟของตู้เย็นออกเสียงดัง “พรึ่บ!”

 

ก่อนที่ทีมงานจะช่วยกันยกตู้เย็นสองบานเปิดขนาดยักษ์ลอยขึ้นเหนือพื้นอย่างง่ายดาย

 

“อย่านะ! พวกแกจะทำอะไรตู้เย็นของฉัน!” นางกิ่งแก้วหวีดร้อง ปรี่จะเข้าไปขวาง

 

แต่พี่กานต์เพียงแค่ใช้ท่อนแขนอันแข็งแกร่งกันร่างของนางไว้เบาๆ

 

นางกิ่งแก้วก็เสียหลักเซถลาลงไปก้นจ้ำเบ้ากับพื้นหินอ่อนอย่างหมดสภาพ

 

“กรี๊ดดด! มันผลักฉัน! ตาภวิศ ช่วยแม่ด้วย! มันจะฆ่าแม่แล้ว!”

 

นางกิ่งแก้วแผดเสียงร้องโวยวาย แกล้งทำเป็นนอนดิ้นพล่านอยู่บนพื้นเหมือนปลาขาดน้ำ

 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะลดา!” ภวิศตะโกนลั่น พยายามจะวิ่งเข้าไปช่วยแม่ของตน

 

แต่พ่อของฉันก้าวออกมายืนขวางหน้าเขาไว้ แววตาอันทรงอำนาจของพ่อยับยั้งขาของภวิศไว้ได้ชะงักงัน

 

“ถ้ามึงขยับอีกก้าวเดียว ไอ้ภวิศ…” พ่อเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำที่เย็นยะเยือก

 

“กระดูกซี่โครงของมึง จะไม่ได้หักแค่ท่อนเดียวเหมือนกระจกที่มึงทำแตกเมื่อกี้แน่”

 

ภวิศกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก สองขาสั่นพั่บๆ ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกกระเดี้ย

 

ในจังหวะนั้นเอง เสียงสัญญาณไซเรนของรถตำรวจสายตรวจก็ดังแว่วเข้ามาในซอย

 

ก่อนที่รถกระบะตราโล่ของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อจะแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูรั้วบ้านที่เปิดกว้าง

 

นายตำรวจสัญญาบัตรยศพันตำรวจโท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายตรวจอีกสามนาย ก้าวลงมาจากรถอย่างเร่งรีบ

 

ตามมาด้วยชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ถือกระเป๋าเอกสารหนังแท้

 

‘ทนายธีระ’ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายประจำตระกูลอัครเดชากุล และเป็นทนายความมือหนึ่งด้านคดีครอบครัวและทรัพย์สินของประเทศ!

 

นางกิ่งแก้วที่นอนอยู่บนพื้น เมื่อเห็นตำรวจเดินเข้ามาในบ้าน

 

แววตาที่หวาดกลัวก็พลันสว่างวาบขึ้นมาด้วยความหวังอันโง่เขลาทันที

 

นางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง แสร้งบีบน้ำตาคร่ำครวญ ชี้มือมาที่พ่อและพี่ชายของฉัน

 

“คุณตำรวจคะ! มาช่วยดิฉันด้วยค่ะ!”

 

นางร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ

 

“คนพวกนี้บุกรุกเข้ามาในบ้านของลูกชายดิฉัน ทำร้ายร่างกายคนแก่ และกำลังจะขโมยตู้เย็นกับข้าวของในบ้านไปค่ะ!”

 

“ช่วยจับพวกมันเข้าคุกเดี๋ยวนี้เลยนะคะคุณตำรวจ!”

 

สารวัตรเวรเดินตรงเข้ามาในห้องโถง สายตากวาดมองความวุ่นวายรอบตัวอย่างสุขุม

 

ทว่า แทนที่ท่านจะหันไปสนใจคำร้องทุกข์ของนางกิ่งแก้ว

 

สารวัตรกลับหันมาค้อมศีรษะทำความเคารพคุณพ่อชัชวาลอย่างนอบน้อมที่สุด

 

“สวัสดีครับท่านชัชวาล… ผม พันตำรวจโท สหรัฐ ได้รับการประสานงานจากทนายธีระเรียบร้อยแล้วครับ”

 

คำว่า ‘ท่านชัชวาล’ ทำให้เสียงคร่ำครวญของนางกิ่งแก้วหยุดกึกไปในทันที

 

นางอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

 

ทนายธีระก้าวขึ้นมาข้างหน้า เปิดกระเป๋าเอกสารแล้วดึงคำสั่งทางศาลและเอกสารสิทธิ์ออกมาวางตรงหน้าสารวัตร

 

“สารวัตรครับ นี่คือโฉนดที่ดินตัวจริงและเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวของ คุณรินลดา อัครเดชากุล”

 

ทนายธีระเอ่ยด้วยน้ำเสียงทางการและเฉียบคมทุกถ้อยคำ

 

“และนี่คือ ‘หนังสือบอกเลิกสิทธิการอยู่อาศัยและการอนุญาตให้อยู่ในเคหสถาน’ ที่ลงนามโดยคุณรินลดา”

 

“ซึ่งได้ทำการส่งมอบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และส่งมอบต่อหน้าเจ้าพนักงานในเวลานี้”

 

ทนายธีระหันกลับไปจ้องมองภวิศและนางกิ่งแก้วด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานี

 

“นายภวิศ วรโชติเมธี และ นางกิ่งแก้ว วรโชติเมธี…”

 

“พวกคุณทั้งสองคน ได้หมดสิทธิ์ในการพำนัก พักอาศัย หรือเหยียบย่างเข้ามาในเคหสถานแห่งนี้โดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว”

 

“และหากพวกคุณไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินส่วนบุคคลออกไปจากพื้นที่ภายในเวลาสิบห้านาทีนี้…”

 

“ทางเราจำเป็นต้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการจับกุมตัวพวกคุณในข้อหา ‘บุกรุกเคหสถานในเวลากลางวันโดยไม่มีเหตุอันควร’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 364 ทันทีครับ!”

 

“ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ!”

 

คำว่า ‘จับกุม’ และ ‘จำคุก’ ดังก้องสะท้อนอยู่ในแก้วหูของสองแม่ลูกราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ!

 

ภวิศหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีม่วง ขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยจนทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นข้างเศษแก้วกาแฟที่แตกกระจาย

 

“พะ… พ่อตาครับ… ลดา… ฟังผมก่อนสิ!”

 

ภวิศคลานเข่าเข้ามาหาฉัน สองมือที่สั่นเทาพยายามจะเอื้อมมาจับที่ปลายขากางเกงของฉัน

 

น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากอาบสองแก้มด้วยความสิ้นหวังสุดขีด

 

“เราเป็นสามีภรรยากันนะลดา! เรามีลูกด้วยกันตั้งสองคนนะ!”

 

“ผมขอโทษ… ผมยอมรับผิดทุกอย่างแล้ว! เรื่องตู้เย็นผมแค่คิดน้อยไปหน่อย เรื่องห้องนอนผมจะให้แม่ย้ายออกไปเดี๋ยวนี้เลย!”

 

“ยกโทษให้ผมเถอะนะลดา… อย่าไล่ผมออกจากบ้านเลยนะ ถ้าผมโดนคดีบุกรุก ชื่อเสียงและหน้าที่การงานของผมต้องพังพินาศแน่ๆ!”

 

ฉันก้มลงมองผู้ชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้า

 

ชายที่ฉันเคยรักหมดหัวใจ ชายที่ฉันเคยวาดฝันว่าจะร่วมสร้างอนาคตและแก่เฒ่าไปด้วยกัน

 

บัดนี้… สภาพของเขาไม่ต่างอะไรจากเศษสวะที่ไร้ราคา

 

ในดวงตาของฉันไม่มีแม้แต่หยดน้ำตาแห่งความสงสาร

 

ไม่มีความสะใจ… มีเพียงความว่างเปล่าอันเย็นเยียบดั่งธารน้ำแข็งขั้วโลก

 

“ตอนที่ฉันอุ้มลูกแฝดกลับมาจากโรงพยาบาลด้วยความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด…”

 

ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจคมมีดที่กรีดลึกลงไปในจิตสำนึกของเขา

 

“ตอนที่ฉันถามคุณว่า เราจะแยกกระเป๋าเงิน และให้ฉันออกค่าใช้จ่ายของลูกคนเดียวจริงๆ เหรอ…”

 

“คุณตอบฉันว่ายังไงนะ ภวิศ?”

 

ภวิศสะอึก อ้าปากค้าง ร่างกายสั่นเทาจนพูดไม่ออก

 

“คุณบอกว่า… ‘ยุคนี้เศรษฐกิจไม่ดี เราต้องบริหารเงินใครเงินมัน เธอมีเงินเก็บอยู่แล้วก็ดูแลตัวเองกับลูกไปสิ จะมาเรียกร้องอะไรมากมาย’…”

 

ฉันโน้มตัวลงไปสบตาเขาในระยะประชิด

 

“วันนี้… ฉันก็แค่ทำตามที่คุณต้องการไงคะภวิศ”

 

“เงินใครเงินมัน… บ้านของฉัน ทรัพย์สินของฉัน ลูกของฉัน… ฉันจะดูแลด้วยเงินของฉันเองทั้งหมด!”

 

“ส่วนคุณกับแม่ของคุณ… ก็ไสหัวออกไปบริหารเงินอันน้อยนิดของคุณข้างนอกซะ!”

 

ฉันสะบัดปลายขากางเกงหลุดออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างไม่ไยดี

 

ในวินาทีนั้นเอง เสียงร้องตะโกนของพี่วินก็ดังลอยลงมาจากชั้นสองของบ้าน

 

“คุณพ่อครับ! ลดา! มาดูนี่เร็วเข้า!”

 

พี่วินก้าวลงบันไดมาอย่างเร่งรีบ ในมือถือกล่องเหล็กนิรภัยขนาดเล็กที่ถูกงัดจนฝากล่องบิดเบี้ยว

 

ข้างในกล่องนั้น… ว่างเปล่า!

 

“นี่มันกล่องเซฟของคุณแม่ที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าห้องนอนใหญ่ไม่ใช่เหรอ?!” พ่อของฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจ

 

พี่วินชี้มือตรงไปยังนางกิ่งแก้วที่กำลังนั่งหน้าถอดสีอยู่บนพื้น

 

“ผมขึ้นไปตรวจดูห้องนอนใหญ่… พบว่าแม่เฒ่าคนนี้ ใช้ชะแลงเล็กงัดตู้เซฟใบนี้จนพัง!”

 

“เครื่องเพชรประจำตระกูลของคุณแม่ สร้อยคอทองคำหนักสิบบาท และแหวนมรกตล้อมเพชรที่คุณแม่ทิ้งไว้ให้ลดา… หายไปจนหมดเกลี้ยง!”

 

สายตาทุกคู่ในห้องโถงหันขวับไปจับจ้องที่ร่างของนางกิ่งแก้วเป็นจุดเดียวในทันที!

 

ความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัวเข้าครอบงำพื้นที่อีกครั้ง

 

นางกิ่งแก้วสะดุ้งสุดตัว มือข้างขวาเลื่อนไปกุมกระเป๋าถือผ้าไหมที่วางอยู่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ

 

“มะ… ไม่จริงนะ! ฉันไม่ได้เอาไป! ฉันไม่รู้เรื่อง!” นางละล่ำละลักปฏิเสธเสียงหลง

 

ทว่า สารวัตรสหรัฐไม่รอช้า พยักหน้าส่งสัญญาณให้ตำรวจหญิงที่ติดตามมาด้วยก้าวเข้าไปตรวจค้นทันที

 

ตำรวจหญิงดึงกระเป๋าถือของนางกิ่งแก้วมาเปิดออกต่อหน้าธารกำนัล

 

ซองกำมะหยี่สีแดงสดจำนวนหลายซองถูกเทกระจายออกมาบนพื้นกระเบื้อง!

 

สร้อยคอทองคำเส้นหนา แหวนเพชรเม็ดโต และกำไลหยกโบราณ ส่องประกายแวววาวล้อแสงไฟนีออน

 

ของมีค่าทั้งหมดที่เป็นมรดกตกทอดจากแม่ของฉัน… ถูกซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าของแม่สามีหน้าด้านคนนี้จริงๆ!

 

“นี่มันไม่ใช่แค่คดีบุกรุกแล้วครับ…” ทนายธีระเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เชือดเฉือนทุกความรู้สึก

 

“แต่นี่คือความผิดฐาน ‘ลักทรัพย์ในเคหสถาน’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8)”

 

“ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท… และที่สำคัญ เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้!”

 

“สารวัตรครับ… ดำเนินคดีจับกุมตัวผู้กระทำความผิดเดี๋ยวนี้เลยครับ!”

 

“กรี๊ดดดดดดดดดด!”

 

นางกิ่งแก้วหวีดร้องออกมาอย่างเสียสติเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงดึงกุญแจมือเหล็กออกมา

 

“ตาภวิศ! ช่วยแม่ด้วย! แม่ไม่ได้ขโมย แม่แค่จะเอาไปเก็บรักษาไว้ให้หลาน!”

 

“ปล่อยฉันนะ! ฉันเป็นผู้ดี! ฉันไม่เข้าคุก! กรี๊ดดดด!”

 

สองมือที่เคยชี้นิ้วสั่งการและดูถูกฉัน บัดนี้ถูกพันธนาการไว้ด้วยโลหะเย็นเฉียบในพริบตา

 

นางกิ่งแก้วดิ้นรนทุรนทุรายจนวิกผมปลอมหลุดกระเด็น เผยให้เห็นศีรษะที่ล้านเลี่ยนและใบหน้าที่เหี่ยวย่นน่าสมเพช

 

ส่วนภวิศ… เมื่อเห็นแม่ของตนถูกจับกุมในคดีอาญาอุกฉกรรจ์

 

เขาก็ทรุดฮวบลงไปนอนราบกับพื้นพรม ร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ

 

ภาพลักษณ์ของชายผู้สูงส่งและทะนงตน… ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงซากของคนขี้แพ้ที่กำลังถูกกรรมตามสนองอย่างสาสม!

 

ฉันยืนมองดูภาพความพินาศของสองแม่ลูกด้วยหัวใจที่นิ่งสงบ

 

เสียงเครื่องยนต์ของรถตู้บรรทุกคันแรกสตาร์ทติดเครื่องอยู่หน้าบ้าน

 

ลูกสาวฝาแฝดทั้งสองคนของฉัน กำลังนอนหลับอย่างปลอดภัยอยู่ในรถคันนั้นภายใต้การดูแลของพยาบาลพิเศษที่คุณพ่อจัดเตรียมไว้

 

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด

 

นี่ไม่ใช่จุดจบของความเจ็บปวด…

 

แต่มันคือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์แห่งการเชือดเฉือน ที่ฉันจะทำให้พวกเขาทั้งสองคนต้องชดใช้อย่างสาสมในทุกหยาดน้ำตาที่ฉันและลูกต้องหลั่งริน!

 

บทที่ 3

แสงแดดยามสายอันเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบผืนหญ้าสีเขียวขจีในอาณาบริเวณคฤหาสน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของตระกูลอัครเดชากุล

 

สายลมอ่อนๆ พัดพาเอาไอเย็นสดชื่นจากผิวน้ำมาปะทะผิวกาย

 

เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วบนกิ่งไม้ใหญ่ คลอเคลียไปกับเสียงเพลงบรรเลงคลาสสิกแผ่วเบาที่เปิดกล่อมเด็กอ่อน

 

บนระเบียงไม้สักทองขนาดใหญ่ริมน้ำ

 

เปลเด็กอ่อนสั่งทำพิเศษจากไม้เบิร์ชสีขาวสองหลังตั้งเคียงคู่กันอย่างสง่างาม

 

ภายในเปลนั้น… ทารกหญิงฝาแฝด ‘น้องพราว’ และ ‘น้องแพร’ กำลังนอนหลับสนิทอย่างแสนสุข

 

แก้มยุ้ยสีชมพูระเรื่อขยับเบาๆ ตามจังหวะการดูดจุกนมหลอก ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและผ่อนคลาย

 

ปราศจากเสียงรบกวน ปราศจากความหวาดระแวง และปราศจากไอความเย็นยะเยือกของความเกลียดชัง

 

ฉันในชุดเดรสผ้าฝ้ายลินินสีฟ้าอ่อน นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกข้างเปลลูก

 

ร่างกายของฉันได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชและโภชนาการส่วนตัวที่คุณพ่อจัดหาให้

 

แผลผ่าตัดหายสนิทจนแทบไม่หลงเหลือความเจ็บปวด

 

ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวจากการตรากตรำทำงานหนัก บัดนี้กลับมาเปล่งปลั่งและมีเลือดฝาดแห่งความสุข

 

บนโต๊ะน้ำชาข้างกายฉัน มีเอกสารคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และรายงานการตรวจสอบบัญชีฉบับสมบูรณ์วางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ

 

เวลาผ่านไปเพียงสามสัปดาห์หลังจากเช้าวันนั้น…

 

ทว่าโลกของภวิศและคุณนายกิ่งแก้ว กลับพลิกคว่ำคะมำหงายจนพังทลายลงสู่ขุมนรกภูมิอย่างไม่อาจฟื้นคืน

 

หลังจากที่นางกิ่งแก้วถูกตำรวจจับกุมตัวคาบ้านพร้อมของกลางเครื่องเพชรและทองคำมูลค่ากว่าแปดล้านบาท

 

ทนายธีระได้ยื่นคัดค้านการประกันตัวในชั้นสอบสวนอย่างแข็งกร้าว

 

เนื่องจากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการลักทรัพย์ในเคหสถานของผู้อื่นโดยใช้ยานพาหนะและมีมูลค่าสูงยิ่ง

 

นางกิ่งแก้ว… อดีตคุณนายผู้เย่อหยิ่งที่เคยสวมใส่แต่ชุดผ้าไหมและเครื่องสำอางแบรนด์เนม

 

ต้องเข้าไปนอนขดตัวอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์เต็ม

 

ไม่มีเตียงนุ่มๆ ไม่มีแอร์คอนดิชันเนอร์ และไม่มีใครคอยยกน้ำร้อนมาประเคนให้เหมือนในอดีต

 

มีเพียงพื้นซีเมนต์แข็งๆ อาหารหลวงในถาดหลุมสแตนเลส และเสียงกรีดร้องทะเลาะวิวาทของเหล่านักโทษคดีอุกฉกรรจ์

 

เมื่อญาติพี่น้องฝ่ายสามีของนางในต่างจังหวัดทราบข่าวว่านางถูกจับข้อหาลักทรัพย์และถูกประจานลงในหน้าข่าวอาชญากรรม

 

ทุกคนต่างพากันตัดขาดและปิดประตูบ้านหนีหน้า ไม่มีใครยอมควักเงินแม้แต่บาทเดียวมาช่วยประกันตัวนางออกมา

 

ในที่สุด ศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก นางกิ่งแก้ว วรโชติเมธี เป็นเวลาสามปีสี่เดือน โดยไม่รอลงอาญา!

 

และสำหรับ… ภวิศ

 

ชายผู้หลงคิดว่าตนเองเป็นช้างเท้าหน้าผู้ยิ่งใหญ่

 

หลังจากที่ถูกขับไล่ออกจากคฤหาสน์ของฉันในสภาพที่มีเพียงเสื้อผ้านอนติดตัวเพียงชุดเดียว

 

เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้ายของโลกทุนนิยมที่ไร้ความปรานี

 

ภวิศต้องบากหน้าไปขออาศัยนอนบนโซฟาห้องเช่าแคบๆ ของเพื่อนร่วมงาน

 

ทว่า… หายนะที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

 

ในเช้าวันจันทร์ถัดมา ทันทีที่ภวิศก้าวเท้าเข้าไปในบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เขาทำงานอยู่

 

ฝ่ายบุคคลก็ยื่นซองขาวพร้อมหนังสือเลิกจ้างให้เขาทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยแม้แต่บาทเดียว!

 

เนื่องจากฝ่ายตรวจสอบบัญชีภายในของบริษัท ได้รับการประสานงานจากทนายธีระและคุณพ่อของฉัน

 

ตรวจพบว่า ภวิศแอบปลอมแปลงใบเสร็จค่าน้ำมัน ค่ารับรองลูกค้า และแอบนำรถยนต์ส่วนกลางของบริษัทไปจำนำกับบ่อนการพนันผิดกฎหมาย

 

เพื่อนำเงินสดมาหมุนจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่เขาสร้างไว้ปรนเปรอความฟุ้งเฟ้อของแม่ตนเอง!

 

ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมในทันควัน

 

ชื่อของภวิศถูกขึ้นบัญชีดำในแวดวงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ

 

ไม่มีบริษัทไหนกล้ารับชายหนุ่มที่มีประวัติฉ้อโกง เนรคุณภรรยา และทอดทิ้งลูกอ่อนเข้าทำงานอีกต่อไป

 

และที่สาหัสสากรรจ์ที่สุด…

 

คือการพิจารณาคดีฟ้องหย่าและแบ่งทรัพย์สินที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเมื่อวานนี้

 

ภาพในห้องพิจารณาคดีบัลลังก์ที่สี่ ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของฉัน

 

ภวิศปรากฏตัวในสภาพที่ทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้

 

เสื้อเชิ้ตสีขาวมอซอ กางเกงสแล็กหลวมโพรกจนเห็นกระดูกสะโพก ใบหน้าตอบซูบ หนวดเคราขึ้นรกรุงรัง

 

ดวงตาของเขาแดงก่ำและลึกโหล ไร้ซึ่งประกายของความทะนงตนในอดีต

 

เขาพยายามจะพา ‘ทนายขอแรง’ ชั้นประถมมาต่อสู้คดี

 

หวังจะเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตร และขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในคฤหาสน์หรูโดยอ้างว่าเป็นสินสมรสที่ร่วมสร้างกันมา

 

ทว่า… ทนายธีระได้กางพยานหลักฐานทางการเงินทั้งหมดออกมาฟาดลงกลางศาลอย่างเลือดเย็น

 

หลักฐานการเสียภาษีย้อนหลังของฉันที่แสดงรายได้ปีละกว่าแปดล้านบาท

 

สัญญาก่อนสมรสที่ระบุการแยกทรัพย์สินอย่างชัดเจน

 

ภาพถ่ายกล้องวงจรปิดในห้องครัวที่แสดงให้เห็นตู้เย็นหลังใหม่พร้อมเทปกาวข้อความ ‘สำหรับภวิศและคุณแม่’

 

คลิปเสียงบันทึกการสนทนาที่ภวิศและแม่ของเขาวางแผนจะกดหัวฉันให้จมดินและยึดครองบ้าน

 

และที่สำคัญที่สุด… บันทึกเวชระเบียนจากโรงพยาบาลที่ระบุว่า ฉันเพิ่งผ่านการผ่าตัดคลอดบุตรฝาแฝดมาเพียงสามวัน แต่กลับถูกสามีปฏิเสธการดูแลและบีบบังคับให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทารกเพียงลำพัง

 

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลอ่านคำพิพากษาด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและสะเทือนเลื่อนลั่น:

 

‘จำเลยมีพฤติกรรมกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง’

 

‘กระทำการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทอดทิ้งภรรยาและบุตรผู้เยาว์แรกเกิดในภาวะวิกฤตทางสุขภาพ’

 

‘และสนับสนุนให้มารดาของตนกระทำความผิดอาญาในเคหสถานของโจทก์’

 

‘ศาลจึงมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยขาดจากการเป็นสามีภรรยากันนับแต่วันนี้!’

 

‘ให้สิทธิการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคน ตกเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวอย่างเด็ดขาด!’

 

‘และไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าใกล้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนในระยะต่ำกว่าห้าร้อยเมตรจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ!’

 

‘ยกคำร้องขอแบ่งทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมด เนื่องจากคฤหาสน์และทรัพย์สินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์โดยชัดแจ้ง!’

 

‘และมีคำสั่งให้จำเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดสิทธิในครอบครัว และชดใช้เงินที่แอบนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น สี่ล้านห้าแสนแปดหมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น!’

 

คำพิพากษานั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางแสกหน้าของภวิศจนร่างของเขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นบัลลังก์ศาล

 

เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ พยายามคลานเข้ามากอดขาฉันที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะโจทก์

 

“ลดา… พี่กราบล่ะลดา… ยกโทษให้พี่เถอะนะ!”

 

เสียงคร่ำครวญอันน่าสมเพชของเขายังคงดังก้องอยู่ในมโนสำนึก

 

“พี่ไม่มีเงินสี่ล้านมาจ่ายให้ลดาหรอก… ตอนนี้พี่ไม่มีงานทำ พี่ไม่มีที่อยู่ พี่ต้องไปนอนตามห้องแถวซอมซ่อเดือนละพันห้า!”

 

“แม่พี่ก็ต้องติดคุกอยู่ในนั้น… พี่ไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ ลดา!”

 

“ให้พี่ได้เจอลูกบ้างเถอะนะ… พี่เป็นพ่อแท้ๆ ของแกนะลดา!”

 

ฉันจำได้ดีว่าในวินาทีนั้น ฉันเพียงแค่ลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทของตนเองให้เข้าที่อย่างสง่างาม

 

ปรายตามองชายตรงหน้าที่นอนคลานอยู่แทบเท้าด้วยความเย็นชาดั่งผืนน้ำแข็ง

 

“พ่อแท้ๆ งั้นเหรอคะ คุณภวิศ?”

 

ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เชือดเฉือนทุกความรู้สึก

 

“พ่อแท้ๆ ที่ไหน… ตั้งตู้เย็นแยกกับลูกสาวแรกเกิดของตัวเอง?”

 

“พ่อแท้ๆ ที่ไหน… บอกว่าเศษผักเศษปลากับค่านมผงของลูก เป็นภาระที่เขาไม่ต้องการจ่าย?”

 

“คุณไม่ได้เป็นพ่อของเด็กสองคนนี้หรอกค่ะ…”

 

“คุณเป็นแค่ผู้บริจาคอสุจิที่ไร้ความรับผิดชอบ และนับจากนี้เป็นต้นไป… ในสูติบัตรและในชีวิตของลูกสาวฉัน จะไม่มีวันมีชื่อของคนอย่างคุณปรากฏอยู่อีกตลอดกาล!”

 

พูดจบ ฉันก็ก้าวข้ามร่างของเขาเดินออกจากห้องพิจารณาคดีไปอย่างเด็ดเดี่ยว

 

โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลเข้าล็อกตัวภวิศที่กำลังคลุ้มคลั่งกรีดร้องออกไปตามกระบวนการบังคับคดี…

 

กริ๊ก…

 

เสียงวางถ้วยน้ำชาเซรามิกบนโต๊ะดึงสติของฉันให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน

 

พี่กานต์และพี่วินเดินถือของเล่นเด็กเสริมพัฒนาการชิ้นใหญ่ก้าวเข้ามาที่ระเบียงริมน้ำด้วยรอยยิ้มกว้าง

 

“พราวกับแพรหลับปุ๋ยเลยนะเนี่ย ตัวแสบของลุง” พี่กานต์กระซิบเบาๆ พลางก้มลงมองหลานสาวฝาแฝดด้วยความเอ็นดู

 

พี่วินนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ยื่นแท็บเล็ตที่มีรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของบริษัทฉันมาให้ดู

 

“คุณพ่อเพิ่งเซ็นอนุมัติโครงการท่าเทียบเรือขนส่งสินค้าสีเขียวมูลค่าพันล้านให้ทีมของลดาเรียบร้อยแล้วนะ”

 

พี่วินกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

 

“คณะกรรมการบริหารทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ แต่งตั้งให้ลดาขึ้นดำรงตำแหน่ง ‘รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส’ ทันทีที่ครบกำหนดลาคลอดสัปดาห์หน้า”

 

“พวกพี่เตรียมห้องทำงานใหม่ไว้ให้ลดาแล้วนะ มีห้องเนอสเซอรี่ติดกระจกกันเสียงอย่างดี ให้ลดาพาลูกไปทำงานด้วยได้ทุกวันเลย”

 

น้ำตาแห่งความตื้นตันใจเอ่อล้นขึ้นมาคลอเบ้าตาของฉัน

 

ฉันยื่นมือออกไปกุมมืออันอบอุ่นของพี่ชายทั้งสองคนไว้แน่น

 

นี่คือครอบครัวที่แท้จริง…

 

ครอบครัวที่ไม่เคยคิดจะเอารัดเอาเปรียบ ครอบครัวที่ไม่เคยคิดจะเหยียบย่ำ และครอบครัวที่พร้อมจะกางปีกปกป้องฉันและลูกจากทุกมรสุมร้ายในชีวิต

 

“ขอบคุณมากนะคะพี่กานต์ พี่วิน… ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างค่ะ”

 

“พูดจาอะไรแปลกๆ ยัยลดา” พี่กานต์ยีหัวฉันเบาๆ เหมือนตอนเด็กๆ “น้องสาวคนเดียวของพวกพี่ หลานสาวตัวน้อยๆ ของตระกูลเรา… ถ้าพวกพี่ไม่ดูแล แล้วจะให้ใครดูแลล่ะจริงไหม?”

 

เสียงหัวเราะอบอุ่นของพวกเราสามพี่น้องดังก้องกังวานไปตามสายลมริมแม่น้ำ

 

ในจังหวะนั้นเอง เปลไม้สีขาวทั้งสองหลังก็เริ่มมีเสียงขยับตัวแผ่วเบา

 

น้องพราวและน้องแพรลืมตากลมโตสุกใสดั่งดวงดาวขึ้นมาพร้อมๆ กัน

 

แขนและขาน้อยๆ ปัดป่ายไปมาในอากาศ ส่งเสียงอ้อแอ้ทักทายแสงตะวันยามสายอย่างร่าเริง

 

ฉันค่อยๆ ย่อตัวลง ช้อนร่างอันนุ่มนิ่มและมีกลิ่นหอมแป้งเด็กบริสุทธิ์ของลูกสาวทั้งสองคนเข้าสู่อ้อมอก

 

สัมผัสอันอบอุ่นจากร่างกายของลูกน้อยทั้งสอง ชโลมล้างรอยแผลเป็นในอดีตของฉันจนมลายหายไปจนหมดสิ้น

 

พวกเธอคือของขวัญอันล้ำค่าที่สุดในชีวิต

 

พวกเธอคือพลังใจที่ทำให้ฉันรู้ว่า ผู้หญิงเราไม่ได้เกิดมาเพื่อยอมจำนนต่อความอยุติธรรมของใคร

 

เรามีสองมือที่แข็งแกร่ง เรามีสมองที่ชาญฉลาด และเรามีศักดิ์ศรีที่ไม่มีอำนาจเงินหรือคำขู่เข็ญของคนชั่วหน้าไหนจะมาเหยียบย่ำได้

 

คุณพ่อชัชวาลเดินก้าวออกมาจากตัวบ้าน สวมแว่นสายตาก้มลงมองหลานสาวฝาแฝดด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข

 

“มาให้คุณตาอุ้มหน่อยซิคนเก่งทั้งสองคน…”

 

พ่อรับน้องพราวไปอุ้มไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม ขณะที่ฉันโอบกอดน้องแพรไว้ด้วยรอยยิ้ม

 

สายลมแม่น้ำเจ้าพระยาพัดผ่านวูบใหญ่ หอบเอาความหนาวเหน็บและความทรงจำอันเลวร้ายให้ลอยลับหายไปกับเกลียวคลื่น

 

แสงอาทิตย์สีทองอร่ามสาดส่องทาบทาลงบนผืนแผ่นดินอันมั่นคงของครอบครัวเรา

 

บ้านหลังนี้… ชีวิตใหม่นี้… และอนาคตที่สดใสนี้

 

จะเป็นของฉันและลูกสาวทั้งสองคนแต่เพียงผู้เดียว

 

บนเส้นทางแห่งเกียรติยศ ความรักอันบริสุทธิ์ และความสุขที่แท้จริง

 

ตราบชั่วชีวิต… และตลอดกาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *