2 : ในวินาทีที่โลงศพของภรรยาที่กำลัง

 

“ในวินาทีที่โลงศพของภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์แปดเดือนกำลังจะถูกดันเข้าเตาเผา ผมขอเปิดฝาโลงเพื่อบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย… แต่สิ่งที่ผมเห็นคือหน้าท้องของเธอกำลังขยับดิ้นอย่างรุนแรง”

PART 2 — ลมหายใจสุดท้ายเปิดโปงความจริง

“เด็กยังไม่พ้นขีดอันตรายครับ”

คำพูดของกุมารแพทย์ทำให้หัวใจของผมที่เพิ่งมีความหวังกลับจมดิ่งลงอีกครั้ง

ผมยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ของหออภิบาลทารกแรกเกิด โรงพยาบาลทั่วไปประจำจังหวัด ในเวลาเกือบ 21.00 น. ของคืนวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567

หลังแผ่นกระจก ลูกสาวตัวน้อยของผมนอนอยู่ในตู้อบใส

ร่างของเธอเล็กจนแทบจมหายไปใต้สายระโยงระยาง เครื่องช่วยหายใจครอบอยู่เหนือจมูกและปาก หน้าอกบางขยับขึ้นลงอย่างแผ่วเบา

“ลูกผมจะรอดไหมครับหมอ”

แพทย์ชายวัยกลางคนมองผ่านกระจกเข้าไป ก่อนหันมาตอบด้วยน้ำเสียงสุขุม

“เด็กอายุครรภ์ประมาณ 8 เดือน น้ำหนักตัวต่ำ และขาดออกซิเจนช่วงหนึ่ง เราต้องเฝ้าระวังเรื่องปอด สมอง และการติดเชื้ออย่างใกล้ชิด”

“แต่ที่หัวใจเด็กยังเต้นอยู่ ทั้งที่แม่เสียชีวิตไปแล้ว… มันเกิดขึ้นได้ยังไงครับ”

“ร่างกายของทารกมีการตอบสนองเพื่อเอาตัวรอดครับ ช่วงที่รถตกลงไปในน้ำ อุณหภูมิของร่างคุณรินดาลดลงอย่างรวดเร็ว ความเย็นทำให้กระบวนการใช้ออกซิเจนของร่างกายช้าลง”

หมอชี้ไปยังเส้นกราฟชีพจรบนหน้าจอข้างตู้อบ

“ประกอบกับเด็กได้รับออกซิเจนผ่านรกในปริมาณที่น้อยมาก แต่ยังไม่หยุดสนิท หัวใจจึงประคองตัวมาได้ เป็นโอกาสรอดที่น้อยมากครับ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

ผมยกฝ่ามือแตะกระจก

นิ้วมือของลูกขยับเพียงนิดเดียวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเล็ก

“พ่ออยู่นี่นะลูก”

ผมพูดทั้งที่รู้ว่าเธอคงไม่ได้ยิน

“หนูต้องอยู่ต่อ แม่หนูพาหนูมาถึงตรงนี้แล้ว”

เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นทางเดินดังเข้ามาจากด้านหลัง

พ.ต.ท. ธวินเดินตรงมาหาผม เขายังสวมชุดเดิมจากหน้าเมรุ ใบหน้าเข้มเคร่งเครียดกว่าเดิม ในมือมีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลกับถุงพลาสติกใสสำหรับเก็บของกลาง

“คุณอนันต์ครับ ผมสั่งระงับการเคลื่อนย้ายศพทั้งหมดแล้ว”

ผมหันกลับไปมองเขา

“หมายความว่ายังไงครับ”

“ศพของคุณรินดาจะถูกส่งไปตรวจอย่างละเอียดที่ศูนย์นิติเวชจังหวัดคืนนี้ เราจะเปิดคดีฆาตกรรมโดยจัดฉากให้เหมือนอุบัติเหตุ”

“ผลตรวจยืนยันแล้วหรือครับ”

“ผลเบื้องต้นจากของเหลวในกระเพาะพบสารพิษครับ ส่วนรอยรัดที่คอชัดเกินกว่าจะเกิดจากเข็มขัดนิรภัยหรือแรงกระแทก”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนลดเสียงลง

“คนร้ายอาจเชื่อว่าศพจะถูกเผาในคืนนี้ พอไม่มีศพ หลักฐานก็หายไปเกือบหมด”

คำพูดนั้นทำให้ผมนึกถึงมือของแม่ยายที่กระชากแขนผมอยู่ข้างโลง

ปล่อยให้วิญญาณรินไปสู่สุคติได้แล้ว

ในเวลานั้นผมคิดว่าเธอกำลังเสียใจ แต่ตอนนี้คำพูดเดียวกันกลับเย็นเยียบจนผมหายใจไม่ทั่วท้อง

พ.ต.ท. ธวินยื่นถุงพลาสติกใสมาให้

“ของใช้ส่วนตัวที่กู้ได้จากรถครับ เราถ่ายภาพและลงบันทึกไว้หมดแล้ว สิ่งที่ไม่เกี่ยวกับคดีสามารถส่งคืนให้ครอบครัวได้”

ผมรับถุงนั้นมาด้วยสองมือ

ด้านในมีโทรศัพท์มือถือที่เปียกน้ำจนเปิดไม่ติด กระเป๋าสตางค์ หนังยางมัดผม กุญแจบ้าน ผ้าเช็ดหน้า และแหวนวงเล็กที่รินดาชอบสวมติดนิ้วก้อย

ผมเทของทุกชิ้นลงบนโต๊ะข้างผนังแล้วตรวจดูทีละอย่าง

บางอย่างหายไป

“สร้อยข้อมือล่ะครับ”

พ.ต.ท. ธวินขมวดคิ้ว

“สร้อยข้อมืออะไร”

“ลักข้อมือเงินของรินครับ เป็นเส้นหนา มีตัวล็อกคล้ายแม่กุญแจเล็กๆ พ่อของเธอให้ไว้ก่อนเสียชีวิต”

ผมพลิกถุงดูอีกครั้ง

ไม่มีมันอยู่ในนั้น

“เธอใส่ติดตัวตลอด” ผมยืนยัน “แม้แต่ตอนอาบน้ำก็ไม่เคยถอด”

นายตำรวจเปิดแฟ้มแล้วดูภาพที่ถ่ายจากจุดเกิดเหตุ

“ในบัญชีทรัพย์สินไม่มีลักข้อมือครับ ตอนพบรถ ประตูด้านคนขับปิดอยู่ หน่วยกู้ภัยนำศพขึ้นมาแล้วส่งให้ครอบครัวจัดการเรื่องงานศพ”

“ถ้าอย่างนั้นมันหายตอนไหน”

“คุณเห็นมันครั้งสุดท้ายเมื่อไรครับ”

ผมหลับตานึกถึงเช้าวันเกิดเหตุ

รินดานั่งดื่มนมอยู่ตรงโต๊ะอาหาร มือซ้ายลูบท้อง ส่วนข้อมือขวามีแสงสีเงินสะท้อนอยู่ข้างถ้วย

“เช้าวันที่ 12 ตุลาคมครับ ก่อนผมออกไปทำงาน”

“มีใครสัมผัสศพก่อนถึงวัดบ้าง”

“ครอบครัวของเธอเป็นคนจัดการทั้งหมด แม่ยายบอกว่าผมกำลังเสียใจมากเกินไป เธอเลยไม่ให้ผมเข้าไปดูตอนแต่งหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ริน”

พ.ต.ท. ธวินจดข้อความลงในสมุด

“ผมจะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบครับ คุณจำลักษณะพิเศษของมันได้อีกไหม”

“ตรงตัวล็อกหนากว่าปกติ รินเคยบอกว่าพ่อสั่งทำขึ้นมาโดยเฉพาะ”

ผมหยิบแหวนวงเล็กกลับใส่ถุง

“เธอสัญญากับพ่อว่าจะไม่มีวันถอดมันออก”

ประตูลิฟต์ปลายทางเดินเปิดออก

มาลัยเดินออกมาพร้อมนิชา

แม่ยายของผมยังสวมชุดดำจากงานศพ ผมสีน้ำตาลเข้มที่ดัดเป็นลอนเริ่มยุ่ง ใบหน้าซึ่งแต่งหน้าไว้อย่างประณีตแข็งตึง ส่วนลูกสาวคนเล็กเดินตามหลังด้วยดวงตาที่หลบต่ำ

“หลานอยู่ไหน”

มาลัยถามขึ้นทันทีเมื่อมาถึง

ผมชี้ไปทางตู้อบหลังแผ่นกระจก

เธอมองเข้าไปเพียงชั่วครู่ ก่อนหันไปหากุมารแพทย์

“เด็กจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหนคะ”

แพทย์ชะงักกับถ้อยคำของเธอ

“ตอนนี้เรายังตอบไม่ได้ครับ ต้องประเมินเป็นระยะ”

“โอกาสรอดกี่เปอร์เซ็นต์”

“อาการยังวิกฤต แต่หัวใจตอบสนองต่อการรักษา เด็กมีโอกาสครับ”

มาลัยเม้มริมฝีปาก

เธอไม่ได้ถามว่าเด็กเจ็บไหม ไม่ได้ถามว่าต้องการเลือดหรือยาอะไร และไม่ได้แม้แต่จะเอ่ยขอดูหน้าหลานใกล้ๆ

เธอถามเพียงว่าเด็กจะรอดหรือไม่

“แล้วศพรินล่ะ” เธอหันไปหา พ.ต.ท. ธวิน “จะคืนให้ครอบครัวเมื่อไร งานสวดถูกหยุดไปหมดแล้ว ญาติรอกันอยู่”

“ยังคืนไม่ได้ครับ”

“ทำไมจะไม่ได้”

“ศพเป็นหลักฐานในคดีฆาตกรรม”

สีหน้าของนิชาซีดลงทันที

ส่วนมาลัยกลับก้าวเข้าไปหานายตำรวจอย่างไม่เกรงกลัว

“ลูกสาวฉันตายเพราะรถตกน้ำ ตำรวจตรวจสถานที่เกิดเหตุไปแล้ว จะมารั้งศพไว้อีกทำไม”

“ผลตรวจพบสารพิษและรอยรัดที่คอครับ”

ทางเดินทั้งเส้นเงียบลง

นิชายกมือขึ้นจับสายกระเป๋าแน่น ขณะที่มาลัยนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนแสดงสีหน้าโกรธจัด

“หมอตรวจผิดหรือเปล่า ศพแช่น้ำอยู่ตั้งนาน รอยช้ำจะเกิดขึ้นตรงไหนก็ได้”

“เราจะให้แพทย์นิติเวชเป็นผู้ตอบครับ”

“ประเพณีของครอบครัวฉันต้องเผาศพเร็วที่สุด วิญญาณจะได้ไม่ติดค้าง”

“คนตายต้องได้รับความยุติธรรมก่อนครับ”

พ.ต.ท. ธวินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่หนักแน่น

มาลัยมองมาที่ผม

“แกจะปล่อยให้เขาผ่าศพรินอีกหรืออนันต์ แกไม่สงสารเมียบ้างเลยหรือไง”

“ผมสงสารรินครับ”

ผมกำถุงใส่ของใช้ของเธอแน่น

“เพราะอย่างนั้นผมถึงอยากรู้ว่าใครฆ่าเธอ”

ดวงตาของแม่ยายแข็งขึ้น

“อย่ากล่าวหาใครมั่วๆ”

“ผมยังไม่ได้เอ่ยชื่อใครเลยครับ”

นิชาดึงแขนแม่เบาๆ

“แม่ กลับกันก่อนเถอะ”

“แกเงียบไปเลย”

มาลัยสะบัดมือออก ก่อนหันไปถามหมออีกครั้ง

“ถ้าเด็กหยุดหายใจ โรงพยาบาลจะแจ้งฉันทันทีใช่ไหม”

ผมขยับตัวไปยืนขวางหน้าเธอ

“ทำไมแม่สนใจแต่ตอนที่ลูกผมจะตาย”

“ฉันเป็นยายของเด็ก ฉันก็ต้องถาม”

“แต่แม่ไม่เคยเรียกเธอว่าหลานสักคำจนเมื่อกี้”

มาลัยจ้องหน้าผม แล้วหันหลังเดินกลับไปทางลิฟต์

นิชายังยืนอยู่กับที่

สายตาของเธอเลื่อนไปยังถุงทรัพย์สินในมือผม แล้วหยุดตรงข้อมือที่ว่างเปล่าของรินดาในภาพถ่ายบนแฟ้มตำรวจ

ผมถามทันที

“นิชา เธอเห็นลักข้อมือของพี่รินไหม”

ร่างของเธอสะดุ้ง

“ไม่เห็น”

“เธอช่วยแต่งตัวให้พี่สาวก่อนใส่โลงหรือเปล่า”

“ฉัน… ฉันแค่ช่วยแม่หยิบของ”

“ลักข้อมืออยู่กับรินตอนนั้นไหม”

“ไม่รู้ ฉันจำไม่ได้”

เธอตอบเร็วเกินไป แล้วรีบวิ่งตามมาลัยเข้าลิฟต์

ก่อนประตูจะปิด ผมเห็นแม่ยายกระซิบบางอย่างข้างหูนิชา

นิชาพยักหน้า มือของเธอยังคงกำสายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด

พ.ต.ท. ธวินยืนมองภาพนั้นอยู่ข้างผม

“คืนนี้อย่าเพิ่งกลับไปพักที่บ้านของคุณมาลัยนะครับ”

“ผู้กองสงสัยพวกเธอหรือครับ”

“ผมสงสัยทุกคนที่พยายามทำลายหลักฐาน”

เขาปิดแฟ้มลง

“รวมถึงคนที่รู้ว่าลักข้อมือเส้นนั้นหายไป แต่ไม่ยอมบอกว่าเห็นมันครั้งสุดท้ายที่ไหน”

คืนนั้นผมไม่ได้หลับ

ผมนั่งอยู่หน้าหออภิบาลทารกจนฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ทุกครั้งที่เครื่องด้านในส่งเสียงเตือน ผมจะลุกพรวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

พยาบาลอนุญาตให้ผมสอดมือผ่านช่องเล็กของตู้อบได้เพียงไม่กี่นาที

ปลายนิ้วของลูกเล็กกว่านิ้วก้อยของผม

เมื่อผมแตะลงบนฝ่ามือ เธอกลับกำปลายนิ้วผมไว้เบาๆ

แรงนั้นแทบไม่มีน้ำหนัก แต่ทำให้ผมตัดสินใจได้ทันที

ผมจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องลูกอีก

ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม

เช้าวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2567 เวลา 08.30 น. พ.ต.ท. ธวินโทรมาบอกให้ผมไปพบที่ห้องพักญาติข้างห้องนิติเวช

เมื่อผมไปถึง แพทย์หญิงผู้ทำการผ่าคลอดเมื่อคืนวางรายงานหลายแผ่นอยู่บนโต๊ะ

ข้างเธอมีแพทย์นิติเวชหญิงในเสื้อกาวน์สีขาว

“เราได้ผลตรวจเพิ่มเติมแล้วค่ะ”

แพทย์นิติเวชเลื่อนภาพถ่ายรอยช้ำบริเวณลำคอของรินดามาตรงหน้าผม

มันเป็นรอยยาวรอบคอ มีบางช่วงลึกกว่าส่วนอื่น

“ภรรยาคุณถูกวัตถุประเภทผ้าหรือสายรัดที่มีความกว้างพอสมควรรัดจากด้านหลัง แรงกดทำให้หลอดเลือดบริเวณคอเสียหาย”

ผมมองภาพนั้นได้ไม่ถึง 2 วินาทีก็ต้องเบือนหน้า

“เธอเสียชีวิตเพราะถูกบีบคอใช่ไหมครับ”

“สาเหตุโดยตรงคือภาวะขาดอากาศค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นร่างกายได้รับสารแทลเลียมในปริมาณต่ำสะสมต่อเนื่องมาหลายวัน”

“สารนั้นอยู่ในอะไร”

“ยืนยันไม่ได้จนกว่าจะพบภาชนะหรืออาหารที่ปนเปื้อน แต่สารชนิดนี้สามารถผสมในเครื่องดื่มได้ ผู้ได้รับจะอ่อนแรง คลื่นไส้ ปวดท้อง และมีอาการคล้ายคนป่วยทั่วไป”

ผมนึกถึงรินดาในช่วงสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุ

เธอบ่นว่ารู้สึกไม่มีแรงหลายครั้ง แต่แม่ยายยืนยันว่าเป็นอาการปกติของคนท้องแก่

ทุกคืนมาลัยจะยกนมผงสำหรับหญิงตั้งครรภ์มาให้ลูกสาวด้วยตัวเอง และยืนรอจนรินดาดื่มหมดแก้ว

“ยังมีอีกอย่างค่ะ”

แพทย์นิติเวชแตะภาพขยายของผิวหนังบริเวณคอ

“เราเจอเครื่องสำอางชนิดกันน้ำเคลือบอยู่หนามาก เป็นรองพื้นสำหรับงานถ่ายภาพ ไม่ใช่ปริมาณที่ใช้แต่งหน้าศพตามปกติ”

“มันถูกทาเพื่อปิดรอยช้ำหรือครับ”

“มีความเป็นไปได้สูงค่ะ โดยเฉพาะบริเวณที่รอยรัดเข้มที่สุด ถูกลงรองพื้นซ้ำหลายชั้น”

พ.ต.ท. ธวินถามขึ้น

“ครอบครัวใช้ร้านรับแต่งหน้าศพหรือทำกันเอง”

“แม่ยายกับนิชาทำกันเองครับ”

ผมตอบทันที

“มาลัยเคยเปิดร้านเสริมสวยมาก่อน ส่วนนิชาเรียนแต่งหน้า เธอมีเครื่องสำอางเต็มห้อง”

นายตำรวจเขียนข้อความลงในแฟ้ม

“เราจะขอหมายค้นบ้าน แต่ต้องรวบรวมเหตุอันควรเชื่อให้ชัดกว่านี้ ระหว่างนี้คุณต้องกลับไปเอาของใช้ให้ลูกใช่ไหม”

“ครับ เสื้อผ้ากับเอกสารของรินอยู่ที่บ้านสวน”

“อย่าแตะต้องสิ่งที่เกี่ยวกับอาหารหรือเครื่องสำอาง ถ้าพบอะไร ให้ถ่ายภาพไว้แล้วโทรหาผมทันที”

ก่อนผมออกจากห้อง แพทย์นิติเวชเรียกไว้

“คุณอนันต์คะ”

ผมหันกลับไป

“เด็กอยู่รอดมาได้เพราะหลายอย่างประกอบกัน แต่สิ่งสำคัญคือเราเปิดหน้าท้องนำเด็กออกมาได้ทันเวลา ถ้าช้ากว่านั้นอีกไม่กี่นาที ผลอาจไม่เหมือนเดิม”

ผมกำแหวนแต่งงานในกระเป๋ากางเกง

“ผมเกือบปล่อยให้เขาเผาเธอไปแล้ว”

“แต่คุณหยุดไว้ค่ะ”

ผมไม่ได้ตอบ

ภาพผ้าลูกไม้ที่ปูดขึ้นตรงหน้าท้องยังติดอยู่ในตา

รินดาอาจพูดไม่ได้แล้ว แต่ในวินาทีสุดท้าย ลูกของเรากลับดิ้นแรงพอจะเรียกผมให้หันไปมอง

เวลาเกือบ 10.00 น. ผมขับรถไปถึงบ้านสวนของมาลัย

บ้านหลังใหญ่ตั้งอยู่กลางที่ดินซึ่งเคยเป็นของประเสริฐ พ่อแท้ๆ ของรินดา เขาเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2565 และมาลัยเป็นผู้ดูแลบ้านมานับแต่นั้น

ประตูรั้วไม่ได้ล็อก

รถของแม่ยายไม่อยู่ แต่นิชายืนรดน้ำต้นไม้อยู่ข้างระเบียง เมื่อเห็นผม เธอรีบวางสายยางลง

“พี่มาทำไม”

“มาเอาของให้ลูก”

“แม่ไม่อยู่”

“ฉันไม่ได้มาหาแม่”

ผมเดินผ่านเธอเข้าไปในบ้าน

นิชาตามมาติดๆ

“พี่จะเอาอะไร บอกฉันก็ได้”

“เสื้อผ้าเด็ก เอกสารฝากครรภ์ แล้วก็ของใช้ของริน”

“ของพวกนั้นแม่เก็บไว้หมดแล้ว”

ผมหยุดเดินตรงกลางห้องรับแขก

กลิ่นหวานของเครื่องสำอางลอยมาจากโต๊ะด้านข้าง บนโต๊ะมีฟองน้ำแต่งหน้าเปื้อนคราบสีเนื้อกับกล่องรองพื้นสีดำทองเปิดฝาทิ้งไว้

ตรงฉลากเขียนว่าเป็นสูตรปกปิดสูงและกันน้ำ

ผมจำชื่อยี่ห้อเดียวกับที่แพทย์นิติเวชอ่านให้ฟังเมื่อเช้าได้

นิชาเห็นสายตาของผมแล้วรีบเดินเข้าไปปิดฝากล่อง

“อันนี้ของฉัน”

“ใช้แต่งหน้ารินหรือเปล่า”

“ก็ต้องใช้สิ พี่รินหน้าซีดมาก”

“ใช้ตรงคอด้วยไหม”

มือของเธอชะงัก

“ฉันจำไม่ได้”

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพกล่องรองพื้น ฟองน้ำ และรหัสสีใต้กล่องโดยไม่แตะต้องสิ่งใด

นิชาพุ่งเข้ามาจะคว้าโทรศัพท์

“พี่ไม่มีสิทธิ์ถ่ายของฉัน”

ผมถอยหลังหลบ

“ถ้าไม่มีอะไรต้องปิดบัง เธอจะกลัวทำไม”

“ฉันไม่ได้กลัว”

“งั้นบอกฉันมาว่าใครลงรองพื้นหนาๆ บนคอริน”

นิชาหายใจแรง ดวงตาแดงก่ำ

“แม่เป็นคนแต่ง ฉันแค่หยิบของให้”

คำตอบหลุดจากปากเธอก่อนจะทันคิด

เธอปิดปากตัวเองทันที

ผมจ้องหน้าเธอ

“เมื่อคืนเธอบอกว่าจำอะไรไม่ได้”

“ฉันเครียด”

“แล้วลักข้อมือรินอยู่ไหน”

“ไม่รู้!”

เธอตะโกนเสียงดัง ก่อนคว้ากล่องรองพื้นขึ้นมาแล้ววิ่งไปทางห้องนอน

ผมไม่ได้ตามไป

ข้างโต๊ะอาหารมีถุงกระดาษใบใหญ่ ภายในบรรจุกล่องนมผงสำหรับหญิงตั้งครรภ์ยี่ห้อเดียวกับที่รินดาดื่มทุกคืน

กล่องหนึ่งเปิดใช้แล้ว ฝาปิดมีผงสีขาวติดอยู่ตามขอบ

ผมยกโทรศัพท์ถ่ายภาพจากระยะห่าง

นิชาเดินกลับออกมาโดยถือกล่องรองพื้นไว้ในมือ

เมื่อเห็นผมอยู่ใกล้ถุงนม สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป

“อย่าแตะนะ”

“ทำไม”

“ของแม่”

“นมคนท้องเป็นของแม่เธอตั้งแต่เมื่อไร”

เธอไม่ตอบ

ผมโทรหา พ.ต.ท. ธวินต่อหน้าเธอ

“ผู้กองครับ ผมพบรองพื้นยี่ห้อตรงกับรายงาน และนมที่รินดาดื่มก่อนเสียชีวิตอยู่ในบ้าน”

นิชาพุ่งเข้ามากระชากโทรศัพท์ แต่ผมปัดมือเธอออก

เสียง พ.ต.ท. ธวินดังผ่านลำโพง

“ออกจากบริเวณนั้นก่อนครับ ห้ามเคลื่อนย้ายทุกอย่าง ผมกำลังประสานหมายค้นและจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าบ้าน”

“ได้ครับ”

ผมวางสายแล้วเดินขึ้นชั้นบน

ห้องของรินดายังอยู่ในสภาพเดิม

ชุดคลุมท้องแขวนอยู่ข้างตู้ เตียงมีหมอนยาวที่เธอใช้รองหลัง และบนโต๊ะหัวเตียงมีสมุดบันทึกการฝากครรภ์วางอยู่

ผมหยิบเฉพาะเอกสารกับถุงเสื้อผ้าทารกที่เราเตรียมไว้ด้วยกัน

ตอนกำลังจะออก ผมเห็นภาพถ่ายของประเสริฐวางอยู่ข้างกระจก

ในภาพ เขากำลังสวมลักข้อมือเงินให้ลูกสาวในวันเกิดของเธอ ตัวล็อกทรงแม่กุญแจเด่นชัดอยู่กลางข้อมือ

ด้านหลังภาพมีลายมือของรินดา

“ของชิ้นนี้จะเก็บเสียงของความจริงไว้เสมอ”

ผมอ่านซ้ำ 2 รอบ

คำว่า “เสียง” ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ แต่ก่อนจะได้พิจารณามากกว่านั้น เสียงรถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านก็ดังขึ้น

มาลัยกลับมาแล้ว

ผมเก็บภาพถ่ายใส่แฟ้มฝากครรภ์แล้วลงไปชั้นล่าง

แม่ยายยืนอยู่กลางห้องรับแขก ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ นิชายืนข้างเธอพร้อมกล่องรองพื้นในมือ

“แกพาตำรวจมาค้นบ้านฉันหรือ”

“ตำรวจยังไม่มา แต่กำลังมา”

“แกกล้าดียังไง”

“บ้านนี้เป็นสถานที่สุดท้ายที่รินอยู่ก่อนเกิดเหตุ ผมมีสิทธิ์รู้ว่าเธอกินอะไร และใครแต่งหน้าปิดรอยที่คอ”

มาลัยก้าวเข้ามาใกล้

“รอยที่คอเกิดจากอุบัติเหตุ หมอพวกนั้นอยากทำคดีใหญ่ก็พูดไปเรื่อย”

“แล้วสารพิษล่ะครับ”

“รินอาจกินอะไรผิดเอง”

“ทุกคืนแม่เป็นคนชงนมให้เธอ”

“ฉันดูแลลูกฉันผิดตรงไหน”

ผมมองกล่องรองพื้นในมือนิชา

“ถ้าไม่ผิด ก็วางทุกอย่างไว้ที่เดิม รอให้ตำรวจมาตรวจ”

มาลัยหันไปมองลูกสาวคนเล็ก

“เอากล่องไปเก็บ”

ผมขยับไปขวางประตู

“ห้ามเอาออกจากบ้าน”

“นี่บ้านฉัน!”

“แต่ของในบ้านอาจเป็นหลักฐานว่ารินถูกฆ่า”

เธอยกมือขึ้นเหมือนจะตบผม แต่เสียงรถตำรวจที่เลี้ยวเข้ามาหน้ารั้วทำให้มือนั้นค้างอยู่กลางอากาศ

เจ้าหน้าที่ 2 นายลงจากรถและยืนเฝ้าทางเข้า

พ.ต.ท. ธวินโทรมาแจ้งว่าเขากำลังดำเนินการตามขั้นตอนและขอให้ทุกคนหยุดแตะต้องสิ่งของ

มาลัยลดมือลงช้าๆ

“แกกำลังทำลายครอบครัวนี้ อนันต์”

“ครอบครัวนี้ถูกทำลายตั้งแต่คืนวันที่ 12 แล้วครับ”

ผมถือถุงเสื้อผ้าลูกเดินออกจากบ้าน

ก่อนขึ้นรถ ผมหันกลับไปเห็นนิชายืนหลังม่านหน้าต่าง

เธอกอดกระเป๋าถือใบเดิมไว้แนบอก

ช่วงสายวันนั้น ผมได้รับสายจากหมายเลขที่คุ้นตา

เจ้าของสายคือทนายวิโรจน์ ผู้ดูแลพินัยกรรมของประเสริฐ ผมเคยพบเขาในพิธีศพเมื่อ 2 ปีก่อน

“คุณอนันต์ ผมทราบข่าวคุณรินดาและเด็กแล้วครับ เราจำเป็นต้องคุยกันด่วน”

“เรื่องอะไรครับ”

“เรื่องพินัยกรรมของคุณประเสริฐ”

เรานัดพบกันที่สำนักงานของเขาใกล้โรงพยาบาลในเวลา 11.30 น.

ทนายวิโรจน์เปิดตู้เหล็กต่อหน้าผม แล้วนำสำเนาพินัยกรรมที่มีตรารับรองออกมาวางบนโต๊ะ

“คุณประเสริฐจัดทำเอกสารนี้ไว้ก่อนเสียชีวิตครับ ทรัพย์สินประกอบด้วยบ้านสวน ที่ดินทำการเกษตร เงินฝาก และสินทรัพย์อื่น รวมมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท”

“รินไม่เคยบอกผมเรื่องจำนวนเงิน”

“เธอไม่สนใจเงินครับ เธอขอเพียงให้ผมดูแลเอกสารตามเจตนาของพ่อ”

เขาเปิดไปยังหน้าที่มีแถบสีเหลืองคั่นไว้

“เงื่อนไขระบุว่า ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของรินดาเมื่อเธอมีทายาทโดยสายเลือด และหากเธอเสียชีวิตภายหลังคลอด ทรัพย์สินจะถูกส่งต่อให้บุตรทันที”

ผมมองข้อความบนกระดาษ

“ถ้าลูกผมมีชีวิตอยู่ เธอจะได้รับทั้งหมดใช่ไหมครับ”

“ใช่ครับ โดยผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายจะดูแลทรัพย์สินแทนจนกว่าเด็กบรรลุนิติภาวะ แต่ทรัพย์สินไม่ใช่ของผู้ปกครอง จะนำไปใช้ได้เฉพาะเพื่อประโยชน์ของเด็กและต้องมีบัญชีชัดเจน”

“แล้วถ้ารินเสียชีวิตโดยไม่มีลูกที่รอดชีวิตล่ะครับ”

ทนายวิโรจน์เงียบไปครู่หนึ่ง

“ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของคุณมาลัย”

คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องดูแคบลงทันที

“แม่ยายผมรู้เงื่อนไขนี้ไหม”

“รู้ครับ เธออยู่ในวันที่เปิดอ่านพินัยกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2565”

ผมกำขอบโต๊ะ

ตอนมาลัยถามหมอว่าเด็กมีโอกาสรอดกี่เปอร์เซ็นต์ น้ำเสียงของเธอไม่ได้เหมือนยายที่กำลังเป็นห่วงหลาน

มันเหมือนคนที่กำลังรอฟังผลของเงื่อนไขบางอย่าง

“แล้วนิชาล่ะครับ”

“คุณประเสริฐไม่ใช่พ่อโดยสายเลือดของนิชา จึงไม่ได้ยกทรัพย์ส่วนนี้ให้เธอ แต่ถ้าคุณมาลัยได้รับมรดก เธอจะจัดการต่ออย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของเธอ”

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“ผมขอแจ้งเรื่องนี้กับตำรวจได้ไหม”

“ได้ครับ และผมจะมอบสำเนาที่รับรองแล้วให้พนักงานสอบสวนด้วยตัวเอง”

“ทำไมคุณถึงช่วยผม”

ทนายวิโรจน์มองรูปประเสริฐที่ติดอยู่บนผนัง

“ผมไม่ได้ช่วยฝ่ายไหน ผมกำลังรักษาเจตนาของผู้ตาย”

เขาปิดแฟ้มช้าๆ

“เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน คุณรินดามาหาผม เธอถามว่า หากเธอเสียชีวิตก่อนคลอด ลูกในท้องจะมีสิทธิ์หรือไม่”

ผมเงยหน้าขึ้นทันที

“ทำไมเธอถามแบบนั้น”

“เธอบอกเพียงว่าช่วงนั้นป่วยบ่อย และเริ่มไม่ไว้ใจเครื่องดื่มในบ้าน ผมแนะนำให้ไปตรวจร่างกาย แต่เธอขอให้ผมเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ที่สำนักงาน ห้ามส่งกลับบ้าน”

“เธอรู้ว่าตัวเองกำลังถูกทำร้าย”

“เธออาจแค่สงสัยครับ แต่เธอระวังตัวมาก”

ผมนึกถึงข้อความหลังภาพถ่าย

ของชิ้นนี้จะเก็บเสียงของความจริงไว้เสมอ

“เธอพูดถึงลักข้อมือไหมครับ”

ทนายวิโรจน์พยักหน้า

“คุณประเสริฐเป็นคนสั่งทำ ตัวล็อกมีช่องเก็บของขนาดเล็ก รินดาเคยเอามาให้ผมดูเมื่อหลายปีก่อน”

“เก็บอะไร”

“อุปกรณ์บันทึกเสียงครับ เป็นแผ่นความจำขนาดเล็กที่เสียบไว้ในตัวล็อก”

หัวใจผมเต้นแรง

“ถ้าลักข้อมือนั่นบันทึกเสียงคืนเกิดเหตุไว้…”

“มันอาจตอบทุกอย่างได้”

แต่ลักข้อมือหายไปแล้ว

และนิชาก็กอดกระเป๋าของตัวเองแน่นทุกครั้งที่มีคนพูดถึงมัน

เวลา 14.30 น. ผมกลับถึงโรงพยาบาลพร้อมเสื้อผ้าของลูกและสำเนาเอกสารจากทนาย

อาการของลูกยังไม่ดีขึ้น

ระดับออกซิเจนลดลงหลายครั้ง แพทย์ต้องปรับเครื่องช่วยหายใจและให้ยากระตุ้นปอด

ผมสอดมือผ่านช่องตู้อบ แตะเท้าเล็กๆ ที่เย็นกว่าปกติ

“พ่อเอาเสื้อที่แม่เลือกมาให้แล้วนะ”

เสื้อตัวนั้นเป็นสีขาว มีลายดอกไม้เล็กๆ ตรงอก

รินดาซื้อไว้ตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ลูกสาวหรือลูกชาย

“แม่บอกว่าสีนี้ใส่ได้ทุกคน”

ผมกลั้นน้ำตา

“หนูต้องได้ใส่มันนะลูก”

ประตูหออภิบาลเปิดออก

มาลัยเดินเข้ามาพร้อมนิชาและชายในชุดสูทคนหนึ่ง

เธอถือแฟ้มเอกสารสีน้ำเงิน สีหน้ามั่นใจกว่าเมื่อคืน

“ฉันจะรับหลานไปดูแล”

ผมดึงมือออกจากตู้อบแล้วปิดช่องทันที

“ลูกยังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้”

“ฉันไม่ได้หมายถึงวันนี้ ฉันยื่นคำร้องขอเป็นผู้ปกครองเด็กแล้ว”

ชายในชุดสูทก้าวออกมาแนะนำตัวว่าเป็นทนายส่วนตัวของมาลัย

“คุณมาลัยเป็นญาติฝ่ายมารดา มีบ้าน มีทรัพย์สิน และมีความพร้อมมากกว่าคุณอนันต์ครับ”

“ผมเป็นพ่อของเด็ก”

“แต่คุณมีรายได้จากงานวิศวกรเพียงทางเดียว และค่าใช้จ่ายในหออภิบาลสูงมาก คุณมาลัยกังวลว่าคุณอาจดูแลเด็กไม่ไหว”

ผมหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น

“เด็กยังไม่พ้นขีดอันตราย แต่พวกคุณเตรียมแย่งสิทธิ์กันแล้วหรือ”

มาลัยกอดอก

“ฉันทำเพื่อหลาน แกไม่มีเงินพอจะรักษาเขา”

“โรงพยาบาลยังไม่ได้เรียกเก็บเงินก้อนใด และต่อให้เรียก ผมก็จะหาทางจ่าย”

“ด้วยเงินเดือนของแกน่ะหรือ”

“หรือแม่อยากได้สิทธิ์ดูแล เพราะรู้ว่าลูกผมมีทรัพย์สิน 40 ล้านบาท”

สีหน้ามาลัยเปลี่ยนทันที

นิชาหันมองแม่ด้วยความตกใจ

ทนายของเธอรีบพูดแทรก

“กรุณาอย่ากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานครับ”

ผมยกสำเนาพินัยกรรมขึ้น

“นี่คือหลักฐาน ถ้าลูกผมรอด เธอเป็นเจ้าของมรดกทั้งหมด ถ้าเธอตาย มาลัยอาจอ้างสิทธิ์ตามเงื่อนไขเดิม”

“เงื่อนไขต้องตีความตามกฎหมาย” ทนายพูด “คุณมาลัยเพียงต้องการคุ้มครองผลประโยชน์ของเด็ก”

“ถ้าต้องการคุ้มครองจริง ทำไมถึงเร่งเผาศพแม่ของเด็ก”

มาลัยชี้หน้าผม

“แกกำลังใส่ร้ายฉัน”

“ผลนิติเวชพบแทลเลียมสะสมในร่างริน พบรองพื้นกันน้ำปิดรอยรัดที่คอ และรองพื้นยี่ห้อเดียวกันอยู่ในบ้านแม่”

นิชาถอยหลังไป 1 ก้าว

ผมชี้ไปทางเธอ

“เธอยอมรับเองว่าแม่เป็นคนแต่งหน้าศพ”

“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น!”

“เธอพูดต่อหน้าฉัน และตำรวจถ่ายของกลางไว้หมดแล้ว”

“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ”

มาลัยพุ่งเข้ามาผลักอกผม

ผมเซไปชนเก้าอี้ แต่ยังยืนขวางประตูหออภิบาลไว้

“ไม่มีใครเข้าไปหาลูกผมทั้งนั้น”

“ฉันเป็นยาย!”

“คนเป็นยายจะไม่ถามทุกชั่วโมงว่าหลานตายหรือยัง”

มาลัยเงื้อมือขึ้น

นิชารีบเข้ามาดึงแขนแม่ ทว่ามาลัยสะบัดแรงจนไหล่ของนิชาชนกับผนัง

กระเป๋าถือราคาแพงหลุดจากมือเธอ

มันตกกระแทกพื้นและเปิดออก

เครื่องสำอาง กุญแจรถ กระเป๋าสตางค์ และของชิ้นหนึ่งกลิ้งออกมาตามพื้นกระเบื้อง

เสียงโลหะกระทบพื้นดังแกร่ง

ผมหยุดหายใจ

ลักข้อมือเงินของรินดากลิ้งมาหยุดตรงปลายรองเท้าผม

ตัวล็อกรูปแม่กุญแจมีรอยขีดที่ผมจำได้ดี

นิชาถลาลงไปจะคว้ามัน แต่ผมก้มลงก่อน

มาลัยกระโจนเข้ามาดึงข้อมือผม

“เอาคืนมา!”

เสียงตวาดของเธอดังไปทั่วทางเดิน

พ.ต.ท. ธวินกับเจ้าหน้าที่อีก 2 นายวิ่งออกมาจากลิฟต์พอดี เขาเข้าล็อกแขนมาลัย ขณะที่ตำรวจหญิงกันนิชาออกไป

ผมยังถือลักข้อมือไว้ในฝ่ามือ

มันเย็นจัด

“นี่ของภรรยาผมครับ”

พ.ต.ท. ธวินสวมถุงมือแล้วกางถุงเก็บหลักฐาน

“ขอผมรับไว้เป็นของกลาง”

ผมวางลักข้อมือลงในถุงต่อหน้าทุกคน

นายตำรวจปิดผนึกและเซ็นชื่อกำกับทันที

“พบสิ่งของจากกระเป๋าของคุณนิชา เวลา 16.12 น. บริเวณหน้าหออภิบาลทารกแรกเกิด”

นิชาตัวสั่น

“ฉันไม่ได้ขโมยนะ พี่รินให้ฉัน”

“ให้เมื่อไรครับ” พ.ต.ท. ธวินถาม

“ก่อนเกิดอุบัติเหตุ”

“เมื่อคืนนายอนันต์ถาม คุณบอกว่าไม่เคยเห็น”

“ฉันตกใจ ฉันเลยพูดผิด”

ผมจ้องเธอ

“รินไม่มีวันให้ของชิ้นนี้กับเธอ”

มาลัยดิ้นจากมือเจ้าหน้าที่

“มันเป็นของในครอบครัว ฉันให้ลูกคนเล็กเก็บไว้เอง มีปัญหาอะไร”

“มีครับ” พ.ต.ท. ธวินตอบ “เพราะมันหายไปจากศพของผู้เสียชีวิต และถูกซุกอยู่ในกระเป๋าคนที่ช่วยแต่งหน้าศพ”

ทนายของมาลัยก้าวเข้ามา

“ลูกความผมยังไม่ถูกตั้งข้อหา ห้ามควบคุมตัวโดยไม่มีเหตุ”

“เรายังไม่ได้จับกุมครับ แต่ขอเชิญทุกคนไปให้ปากคำ”

พ.ต.ท. ธวินหันไปหาผม

“คุณบอกว่าตัวล็อกมีลักษณะพิเศษใช่ไหม”

ผมหยิบภาพถ่ายของรินดากับพ่อออกจากแฟ้ม

ด้านหลังยังมีข้อความลายมือของเธอ

นายตำรวจอ่านแล้วมองตัวล็อกผ่านถุงใส

เขาใช้ไฟฉายส่องตรงร่องเล็กๆ ข้างแม่กุญแจ

“มีช่องเปิดครับ”

เจ้าหน้าที่เทคนิคที่มากับเขารับถุงไปตรวจบนโต๊ะโดยไม่ทำลายรอยนิ้วมือ

หลังใช้แหนบปลดสลักเล็กๆ ฝาครอบของตัวล็อกก็แยกออก

ด้านในไม่ใช่โลหะตัน

มีเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กและแผ่นไมโครเอสดีซ่อนอยู่จริง

นิชาทรุดนั่งลงกับพื้นทันที

มาลัยหันไปตวาดลูกสาว

“ลุกขึ้น อย่าทำตัวน่าสงสัย!”

แต่เสียงของเธอไม่ได้มั่นคงเหมือนเดิมแล้ว

พ.ต.ท. ธวินปิดผนึกอุปกรณ์อีกชั้น

“เราจะนำไปตรวจที่ห้องเทคนิคต่อหน้าผู้เกี่ยวข้องครับ”

ผมมองลักข้อมืออยู่ในถุงของกลาง

รินดาไม่ได้ทิ้งผมไว้โดยไม่มีคำตอบ

เธอรู้ว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย และเลือกซ่อนความจริงไว้ในของชิ้นเดียวที่ไม่เคยถอดจากตัว

แต่ใครบางคนกลับถอดมันออกจากศพ

เพราะรู้ดีว่าข้างในเก็บอะไรไว้

ระหว่างที่ตำรวจพาทุกคนไปสถานี พยาบาลวิ่งออกมาจากหออภิบาล

“คุณพ่อคะ เด็กมีภาวะหยุดหายใจชั่วคราว หมอกำลังช่วยอยู่ค่ะ”

โลกทั้งใบของผมหยุดลงทันที

ผมวิ่งกลับไปที่กระจก

แพทย์และพยาบาลหลายคนล้อมตู้อบ เครื่องวัดส่งเสียงเตือนต่อเนื่อง มือของหมอกำลังช่วยกระตุ้นการหายใจผ่านถุงลมขนาดเล็ก

“ลูก…”

ผมแตะกระจกทั้ง 2 มือ

เส้นชีพจรบนหน้าจออ่อนลงจนเกือบเป็นเส้นตรง

รินดาตายไปแล้ว

ผมไม่อาจสูญเสียลูกไปอีกคน

“สู้สิลูก พ่ออยู่นี่”

ผมพูดซ้ำอยู่หน้ากระจก

“หนูได้ยินพ่อไหม สู้ต่ออีกนิดเดียว”

เวลาผ่านไปไม่กี่นาที แต่ยาวนานจนผมแทบยืนไม่ไหว

แล้วเส้นบนหน้าจอก็ขยับสูงขึ้น

เสียงสัญญาณชีพจรกลับมาเป็นจังหวะ

ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…

ผมทรุดนั่งลงบนเก้าอี้

แพทย์เดินออกมาหลังจากอาการคงที่

“เราช่วยการหายใจกลับมาได้ครับ แต่คืนนี้ยังสำคัญมาก ถ้าเด็กผ่าน 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ได้ โอกาสรอดจะสูงขึ้น”

ผมหันไปมองทางลิฟต์ที่ตำรวจเพิ่งพามาลัยกับนิชาออกไป

ผมต้องเลือกว่าจะอยู่เฝ้าลูก หรือไปฟังสิ่งที่อาจเป็นเสียงสุดท้ายของภรรยา

หากผมไม่ไป ตำรวจก็ตรวจหลักฐานต่อได้

แต่รินดาอาจเรียกชื่อผมในบันทึกนั้น และผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ฟังอีกเมื่อไร

ผมสอดมือเข้าไปแตะฝ่ามือลูกอีกครั้ง

“พ่อขอไปพาแม่กลับมาหาหนูนะ”

นิ้วเล็กๆ ไม่ได้กำตอบ

ผมยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนฝากหมายเลขโทรศัพท์ไว้กับพยาบาล แล้วเดินไปสถานีตำรวจพร้อมหัวใจที่เหมือนถูกฉีกออกเป็น 2 ส่วน

เวลา 19.30 น. ห้องสอบสวนชั้น 2 สว่างด้วยแสงสีขาว

มาลัยนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของกระจกกั้นกับทนาย นิชานั่งห่างออกไป ใบหน้าซีดเซียวและไม่ยอมสบตาใคร

ผมนั่งข้าง พ.ต.ท. ธวิน

บนโต๊ะมีเครื่องอ่านแผ่นความจำที่เพิ่งแกะออกจากซองต่อหน้าทุกคน เจ้าหน้าที่เทคนิคทำสำเนาข้อมูลตามขั้นตอน แล้วเก็บต้นฉบับกลับเข้าซองทันที

“พบไฟล์เสียงทั้งหมด 7 ไฟล์ครับ” เจ้าหน้าที่รายงาน “6 ไฟล์แรกเป็นการทดสอบสั้นๆ ส่วนไฟล์ล่าสุดเริ่มบันทึกเวลาในคืนวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2567”

พ.ต.ท. ธวินมองทุกคน

“เราจะเปิดสำเนาไฟล์ล่าสุด ทุกฝ่ายรับทราบนะครับ”

ทนายของมาลัยพยักหน้าอย่างระมัดระวัง

นิชาก้มหน้าต่ำกว่าเดิม

เจ้าหน้าที่กดเล่น

ช่วงแรกมีเพียงเสียงฝนกระทบกระจกดังซ่า ตามด้วยเสียงลมหายใจของรินดาที่หนักและติดขัด

จากนั้นเสียงของเธอก็ดังขึ้น

“แม่ใส่อะไรในนมของริน”

หัวใจผมกระตุกแรง

เสียงนั้นอ่อนล้า แต่ผมจำได้ทุกถ้อยคำ

มาลัยในห้องสอบสวนตัวแข็งทื่อ

เสียงของเธอในบันทึกตอบกลับอย่างหงุดหงิด

“แกพูดอะไรเพ้อเจ้อ นั่นก็นมที่แกกินทุกคืน”

“รินเอาไปตรวจแล้ว รินรู้ว่ามีสารพิษ”

มีเสียงแก้วตกกระทบพื้น

นิชาในห้องสอบสวนเริ่มหายใจถี่

ในบันทึก เสียงมาลัยลดต่ำลง

“ถ้ารู้แล้วก็เซ็นเอกสารซะ”

“รินไม่เซ็น”

“แค่ยอมสละสิทธิ์ในที่ดิน ทุกอย่างก็จบ”

“มันไม่ใช่ของแม่ พ่อยกให้ลูกของริน”

“พ่อแกตายไปแล้ว!”

เสียงตบดังขึ้น 1 ครั้ง

ผมกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ

รินดาร้องครางเบาๆ ก่อนพูดต่อ

“แม่จะทำอะไรก็ได้กับริน แต่อย่าแตะต้องลูก”

“ถ้าเด็กคนนี้เกิดมา ฉันก็ไม่ได้อะไรเลย”

“นี่คือเหตุผลที่แม่วางยารินหรือ”

ความเงียบในบันทึกกินเวลาไม่กี่วินาที

แล้วเสียงมาลัยก็ดังขึ้นอย่างเย็นชา

“แกเป็นลูกที่ไม่เคยรู้อะไรเลย บ้านนี้ ที่ดินนี้ เงินทุกบาทควรเป็นของฉัน ฉันอยู่กับประเสริฐมาตั้งกี่ปี แต่เขากลับยกทุกอย่างให้แกกับเด็กที่ยังไม่เกิด”

เสียงของรินดาสั่น

“เพราะพ่อรู้ว่าแม่เป็นคนแบบไหน”

เสียงเก้าอี้ล้มดังโครม

ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงรินดาร้องเรียก

“นิชา ช่วยพี่ด้วย!”

นิชาในห้องสอบสวนเริ่มร้องไห้

ในบันทึก เสียงของเธอดังอยู่ใกล้มาก

“แม่ พอเถอะ พี่รินท้องอยู่นะ”

“จับแขนมันไว้!”

“หนูกลัว”

“ถ้าแกไม่ช่วย ทุกอย่างก็เป็นของลูกมัน แล้วแกจะไม่ได้อะไรเลย!”

เกิดเสียงยื้อยุด ผ้าถูกดึงเสียดสีกับเครื่องบันทึก

รินดาหายใจไม่ออก เสียงไอของเธอขาดเป็นช่วง

“ปล่อย… ลูก…”

ผมลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

พ.ต.ท. ธวินจับแขนผมไว้

“คุณอนันต์ นั่งก่อนครับ”

“ปิดมัน…”

เสียงผมแตกพร่า

แต่ในวินาทีต่อมา ผมกลับส่ายหน้า

“ไม่ เปิดต่อ ผมจะฟังให้จบ”

เสียงดิ้นรนในบันทึกค่อยๆ เบาลง

มีเสียงร่างหนึ่งล้มกระแทกพื้น

จากนั้นทุกอย่างก็เงียบ เหลือเพียงเสียงฝนกับเสียงหอบของคน 2 คน

เสียงนิชาร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก

“แม่ พี่รินไม่หายใจแล้ว”

“ไปเอากุญแจรถมา”

“เราต้องเรียกรถพยาบาล เด็กยังอยู่ในท้องนะ”

“ถ้ามันฟื้น เราทั้งคู่เข้าคุก!”

“แต่แม่เป็นคนทำ หนูแค่—”

“แกจับมันไว้ แกก็ร่วมมือแล้ว”

นิชาในห้องสอบสวนเอามือปิดหู

“ปิดเถอะ… ได้โปรดปิด”

ไม่มีใครกดหยุด

เสียงในบันทึกดำเนินต่อไป

มีเสียงลากบางอย่างไปตามพื้น เสียงประตูบ้านเปิด และเสียงฝนดังขึ้นชัดเจน

มาลัยออกคำสั่งเป็นระยะ

“ประคองหัวมันไว้”

“เอาไปนั่งฝั่งคนขับ”

“คาดเข็มขัดหลวมๆ อย่าให้รอยที่คอเห็น”

“ลักข้อมือมันกระแทกเบาะอยู่ ถอดออกก่อน”

นิชาสะอื้นอยู่ในไฟล์

“ถอดยังไง”

“กดตรงข้างตัวล็อก ประเสริฐเคยสอนฉัน”

มีเสียงโลหะกระทบกัน

จากนั้นเสียงนิชาก็ดังขึ้น

“แม่ มีไฟสีแดงตรงนี้ มันกำลังบันทึกอยู่”

ความเงียบเกิดขึ้นทันที

ตามด้วยเสียงมาลัยสบถ

“เอามานี่!”

มีเสียงกระแทกดังขึ้นหลายครั้ง แต่เครื่องยังทำงานต่อ

“มันเปิดไม่ได้”

“เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยทำลาย”

“แล้วพี่รินล่ะ”

“พอถึงทางลงเขา เราจะปล่อยรถไหลลงน้ำ ทุกคนจะคิดว่ามันหน้ามืดเพราะท้องแก่”

เสียงประตูรถปิด

เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น และบันทึกเปลี่ยนเป็นเสียงสั่นสะเทือนเบาๆ

รินดาเงียบไปแล้ว

ไม่มีเสียงหายใจ ไม่มีคำพูด และไม่มีโอกาสเรียกชื่อผม

ไฟล์บันทึกจบลงหลังเสียงรถอีกคันหยุดอยู่ท่ามกลางฝน ตามด้วยเสียงมาลัยสั่งเป็นครั้งสุดท้าย

“ปลดเบรกมือ แล้วผลัก”

มีเสียงโลหะครูดกับพื้น

เสียงนิชาร้องไห้

เสียงน้ำแตกกระจายดังมาจากระยะไกล

จากนั้นไฟล์ก็ดับลง

ทั้งห้องเงียบสนิท

ผมมองโต๊ะตรงหน้าโดยไม่รู้ว่าตัวเองยังหายใจอยู่หรือไม่

คืนวันที่ 12 ตุลาคม รินดาไม่ได้ขับรถออกไปตามลำพัง

เธอถูกวางยา ถูกแม่แท้ๆ รัดคอ และถูกน้องสาวช่วยพาร่างไปจัดฉากบนรถ

รถไม่ได้เสียหลักเพราะฝน

มันถูกผลักลงไปในน้ำเพื่อฆ่าทั้งแม่และลูก

มาลัยตบโต๊ะ

“เสียงตัดต่อ! ใครก็ทำได้!”

เจ้าหน้าที่เทคนิคตอบทันที

“ไฟล์อยู่ในแผ่นความจำต้นฉบับ ไม่มีร่องรอยตัดต่อ ลำดับเวลาต่อเนื่อง และมีข้อมูลการบันทึกตรงกับคืนเกิดเหตุครับ”

“ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น”

พ.ต.ท. ธวินเปิดแฟ้มอีกชุด

“นอกจากไฟล์เสียง เราพบสารแทลเลียมในกล่องนมที่บ้านคุณ พบลายนิ้วมือคุณบนช้อนตวง และพบเครื่องสำอางยี่ห้อเดียวกับสารที่เคลือบคอผู้ตายในห้องของนิชา”

เขาวางภาพถ่ายแต่ละใบลงตรงหน้า

“เรายังพบเส้นใยจากผ้าม่านผูกเอวในรถของคุณ ตรงกับเส้นใยที่ติดอยู่บนรอยแผลบริเวณคอผู้ตาย”

มาลัยหันไปหาทนาย

“คุณต้องช่วยฉันสิ”

ทนายของเธอถอยแฟ้มออกจากมือ

“ผมแนะนำให้คุณหยุดให้การจนกว่าจะพิจารณาหลักฐานครบถ้วนครับ”

นิชาสะอื้นดังขึ้นเรื่อยๆ

“แม่บอกว่าพี่รินจะไม่เจ็บ”

มาลัยหันขวับ

“หุบปาก!”

“แม่บอกว่าแค่ทำให้พี่เขาหมดสติ แล้วจะจัดการเอกสารทีหลัง”

“ฉันบอกให้เงียบ!”

“แต่แม่รัดคอพี่จนไม่หายใจ!”

นิชาทรุดลงคุกเข่ากับพื้น

ตำรวจหญิงเข้าไปประคอง แต่เธอส่ายหน้าและยกมือไหว้ผมทั้งน้ำตา

“พี่อนันต์ หนูขอโทษ”

ผมมองเธอโดยไม่มีคำพูดใดเหลืออยู่

“หนูไม่ได้อยากให้พี่รินตาย แม่บอกว่าถ้าไม่ช่วย หนูจะติดคุกไปด้วย หนูกลัว…”

“เธอถอดลักข้อมือออกจากร่างพี่สาว”

เสียงของผมเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“เธอรู้ว่ามันบันทึกทุกอย่าง แล้วเธอยังปล่อยให้รถไหลลงน้ำ”

นิชาก้มลงจนหน้าผากแตะพื้น

“หนูผิดเอง”

มาลัยพยายามลุกขึ้น แต่เจ้าหน้าที่กดไหล่เธอกลับลงเก้าอี้

“แกมันโง่!” เธอตวาดใส่ลูกสาว “ถ้าเด็กนั่นตาย ทุกอย่างก็จบแล้ว เราจะได้ 40 ล้าน แกจะมีชีวิตสบายไปทั้งชาติ!”

คำพูดนั้นทำให้แม้แต่ทนายของเธอก็หลับตาลง

พ.ต.ท. ธวินพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่

ตำรวจหญิงเข้าไปจับแขนนิชา ขณะที่นายตำรวจอีกคนหยิบกุญแจมือออกมา

“มาลัยและนิชา คุณทั้ง 2 ถูกจับในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่าทารกในครรภ์ อำพรางศพ จัดฉากสถานที่เกิดเหตุ และทำลายหรือซ่อนเร้นพยานหลักฐาน”

เสียงกุญแจมือดังคลิก

มาลัยยังคงดิ้นและตะโกน

“ฉันเป็นแม่ของริน! ทรัพย์สินนั่นควรเป็นของฉัน!”

ผมลุกขึ้นยืนตรงหน้าเธอ

ผู้หญิงคนนี้คือคนที่รินดาเรียกว่าแม่มาตลอด 28 ปี

“รินเคยเชื่อว่าแม่จะรักลูกของตัวเองครับ”

มาลัยจ้องผมด้วยดวงตาแข็งกร้าว

“แต่สุดท้าย คนที่แม่อยากเผาทิ้งไม่ใช่แค่ศพของเธอ”

ผมมองกุญแจมือบนข้อมือเธอ

“แม่อยากเผาความจริงทั้งหมดไปพร้อมกัน”

เจ้าหน้าที่พาตัวมาลัยออกจากห้อง

เมื่อเดินผ่านนิชา เธอไม่หันไปมองลูกสาวคนเล็กแม้แต่น้อย

นิชาถูกพาออกตามหลัง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา

ก่อนประตูปิด เธอหยุดและหันมาพูดกับผม

“ลักข้อมืออยู่ในกระเป๋าหนูตั้งแต่คืนเกิดเหตุ แม่สั่งให้เผาพร้อมศพ แต่หนูกลัวตำรวจเห็น เลยเก็บไว้เอง”

“ทำไมไม่ทำลาย”

“หนูลองแล้ว แต่เปิดตัวล็อกไม่ได้ หนูกลัวว่าถ้าทุบมัน แม่จะโกรธ”

ผมมองเธอเป็นครั้งสุดท้าย

“ความกลัวของเธอเกือบทำให้ลูกผมถูกเผาทั้งเป็น”

นิชาหลับตา

ตำรวจพาเธอออกไปโดยไม่มีคำพูดอีก

เวลาเกือบ 22.00 น. พ.ต.ท. ธวินส่งสำเนาบันทึกรับของกลางให้ผม

“ลักข้อมือยังคืนไม่ได้จนกว่าคดีจะสิ้นสุดนะครับ”

“ผมเข้าใจครับ”

“ส่วนศพคุณรินดา หลังตรวจเสร็จจะส่งคืนเพื่อประกอบพิธีใหม่ ตำรวจจะไม่ขัดข้องเมื่อทุกขั้นตอนสมบูรณ์”

ผมพยักหน้า

อย่างน้อยครั้งต่อไป รินดาจะไม่ถูกเร่งพาเข้าเตาเผาเพื่อทำลายหลักฐาน

เธอจะได้รับการส่งลาในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ต่อสู้จนวินาทีสุดท้ายเพื่อปกป้องลูก

โทรศัพท์ของผมสั่นขึ้น

สายจากโรงพยาบาล

ผมรับด้วยมือที่เย็นเฉียบ

“คุณพ่อคะ ขอให้กลับมาที่หออภิบาลด่วนค่ะ”

ผมไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ผมวิ่งออกจากสถานีตำรวจทันที

ตลอดทางกลับโรงพยาบาล ผมได้ยินเพียงเสียงรินดาในบันทึก

อย่าแตะต้องลูก

นั่นคือคำขอสุดท้ายของเธอ

และผมไม่รู้ว่าตัวเองจะรักษาสัญญาได้ทันหรือไม่

เวลา 22.40 น. ผมวิ่งมาถึงหน้าหออภิบาลทารกแรกเกิด

กุมารแพทย์ยืนรออยู่หน้าประตู

ผมหยุดตรงหน้าเขา หอบจนพูดแทบไม่ออก

“ลูกผม…”

หมอยิ้ม

เป็นครั้งแรกตั้งแต่คืนก่อนที่ผมเห็นรอยยิ้มจากคนในชุดกาวน์

“เธอผ่านช่วงวิกฤตที่สุดมาแล้วครับ”

เขาพาผมเข้าไปใกล้ตู้อบ

“ปอดเริ่มตอบสนองดีขึ้น ระดับออกซิเจนคงที่ เราลดการช่วยจากเครื่องลง และตอนนี้เด็กเริ่มหายใจได้ด้วยตัวเองแล้ว”

ผมมองหน้าอกเล็กๆ ที่ขยับขึ้นลง

ไม่มีถุงลมบีบช่วยอยู่ข้างตัวอีก

เสียงสัญญาณชีพจรยังดังสม่ำเสมอ

ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…

เสียงเดียวกับที่ดังขึ้นหน้าเมรุ แต่ครั้งนี้มันชัดเจนและมั่นคงกว่าเดิม

“ผมจับลูกได้ไหมครับ”

“ได้ครับ แต่ต้องเบามาก”

พยาบาลเปิดช่องตู้อบให้

ผมสอดมือเข้าไป ฝ่ามือสั่นจนต้องหยุดหายใจ

ปลายนิ้วของผมแตะแก้มเล็กๆ

ลูกขยับหน้าเข้าหาความอุ่น และมือข้างหนึ่งค่อยๆ กำปลายนิ้วผม

คราวนี้แรงกำแน่นกว่าเดิม

น้ำตาผมไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว

“แม่ทำสำเร็จแล้วนะลูก”

พยาบาลถามเบาๆ

“คุณพ่อคิดชื่อไว้หรือยังคะ โรงพยาบาลต้องลงข้อมูลเบื้องต้นค่ะ”

ผมเคยคุยเรื่องชื่อลูกกับรินดาหลายครั้ง

เธออยากให้ชื่อของลูกมีเสียงคล้ายชื่อแม่ แต่ยังเป็นชื่อของตัวเอง

ผมมองใบหน้าเล็กๆ ในตู้อบ

“รินรดาครับ”

“ชื่อเล่นล่ะคะ”

“น้องริน”

ผมยิ้มทั้งน้ำตา

“รินรดา แปลว่าผู้เป็นที่รักและนำความยินดีมาให้”

คืนนั้นทนายวิโรจน์ส่งเอกสารยืนยันมายังโรงพยาบาลตามคำร้องของตำรวจ

ในฐานะบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ผมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองลูกเพียงคนเดียว มาลัยซึ่งถูกจับกุมไม่มีสิทธิ์นำตัวเด็กออกจากโรงพยาบาลหรือจัดการทรัพย์สินใด

มรดกมูลค่า 40 ล้านบาทของประเสริฐถูกกันไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของรินรดา

ผมไม่มีสิทธิ์นำเงินนั้นมาเป็นของตัวเอง

หน้าที่ของผมคือดูแลทุกอย่างแทนลูก จัดทำบัญชี และรักษาทรัพย์สินไว้จนกว่าเธอจะโตพอรับช่วงต่อ

ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะดำเนินการผ่านสิทธิ์ของเด็กและกองทรัพย์มรดกตามขั้นตอน โดยมีทนายวิโรจน์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ

แต่เรื่องเงินไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดในเวลานั้น

ผมต้องการเพียงให้ลูกหายใจต่อ

ผมยืนข้างตู้อบจนเกือบ 23.30 น.

พยาบาลนำถุงทรัพย์สินของรินดามาคืนให้ผมอีกครั้ง หลังตำรวจตรวจรายการเสร็จแล้ว

ข้างในยังมีโทรศัพท์ที่เปิดไม่ติด แหวนวงเล็ก ผ้าเช็ดหน้า และกุญแจบ้าน

ลักข้อมือไม่อยู่ในถุง เพราะมันยังเป็นหลักฐานในคดี

แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันอยู่ที่ไหน และทำหน้าที่สุดท้ายแทนเจ้าของของมันอย่างไร

ผมหยิบแหวนแต่งงานของรินดาออกมาวางบนฝ่ามือ

จากนั้นวางมันไว้ข้างตู้อบในจุดที่พยาบาลอนุญาต

“วันหนึ่งพ่อจะเล่าเรื่องแม่ให้หนูฟัง”

ผมพูดกับลูก

“พ่อจะไม่บอกแค่ว่าแม่เสียชีวิตยังไง แต่จะบอกว่าแม่รักหนูมากแค่ไหน”

รินรดาขยับนิ้วเล็กๆ

ผมแตะมือลงบนผนังใสของตู้อบ

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ผมวางมือบนหน้าท้องอันเย็นเยียบของรินดา และรู้สึกถึงแรงเต้นแผ่วเบาจากข้างใน

ตอนนี้มีเพียงแผ่นกระจกบางๆ คั่นระหว่างผมกับชีวิตที่เธอฝากไว้

ความร้อนจากเตาเผาไม่อาจแตะต้องลูกของเราได้อีกแล้ว

คำโกหกทั้งหมดถูกหยุดไว้ตรงหน้าเมรุ

ส่วนความจริงที่รินดาซ่อนไว้ในลักข้อมือของพ่อ ได้พาคนทำผิดไปอยู่หลังลูกกรง

หลายสัปดาห์ต่อมา รินรดาแข็งแรงขึ้นทีละน้อย

เธอถอดเครื่องช่วยหายใจได้เต็มที่ น้ำหนักเพิ่มขึ้น และเริ่มลืมตานานกว่าเดิม

วันที่แพทย์อนุญาตให้ผมอุ้มเธอแนบอกเป็นครั้งแรก ผมกลัวจนแขนเกร็ง

แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงหัวใจของผม เธอก็หยุดร้อง

ผมก้มลงจูบหน้าผากเล็กๆ

“กลับบ้านกันนะลูก”

ก่อนออกจากโรงพยาบาล ผมพาเธอไปยืนหน้าห้องเก็บร่างของรินดาเป็นครั้งสุดท้าย

พิธีศพครั้งใหม่ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีใครเร่งเวลา ไม่มีใครปิดบังรอยแผล และไม่มีใครห้ามผมเปิดฝาโลงบอกลา

ผมวางดอกมะลิขาวลงข้างมือของภรรยา

“ริน ลูกปลอดภัยแล้ว”

ใบหน้าของเธอยังคงสงบนิ่ง

แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้มองหาการขยับใต้ผ้าคลุมอีก

ผมรู้แล้วว่าปาฏิหาริย์ของเธออยู่ในอ้อมแขนของผม

รินรดาส่งเสียงเบาๆ แล้วกำชายเสื้อผมไว้

ผมหันลูกเข้าหาแม่เป็นครั้งสุดท้าย

“นี่ไงครับ ลูกสาวของเรา”

ลมเย็นพัดผ่านประตูศาลา กลิ่นธูปลอยเข้ามาบางๆ

ผมแตะขอบโลงเหมือนวันนั้น แต่หัวใจไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

“คราวนี้ผมพร้อมบอกลาแล้วนะริน”

ผมก้มลงกระซิบข้างหูเธอ

“ไม่ต้องห่วงลูก ผมจะไม่ปล่อยมือเธอ”

จากนั้นผมอุ้มรินรดาเดินออกจากศาลา

นิ้วเล็กๆ ของลูกยังกำเสื้อผมแน่น

และใต้ฝ่ามือของผม หัวใจดวงน้อยกำลังเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…

ราวกับกำลังบอกแม่ของเธอว่า

หนูยังอยู่ตรงนี้

— จบบริบูรณ์ —

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *