ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทและทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างฉัน

ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทและทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างฉัน เขาตระกองกอดฉันไว้ในอ้อมแขนอันอบอุ่น ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูเหนื่อยล้าบัดนี้เปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข

PART 2 :
สายลมกรรโชกแรงยามค่ำคืนหวีดหวิวผ่านแมกไม้ แต่เสียงนั้นกลับเบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับเสียงหัวใจของฉันที่เต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
แสงไฟหน้ารถสปอร์ตคันหรูสาดส่องกระทบวัตถุสีขาวในมือของติณณ์ แถบสีแดงสองขีดที่เข้มจัดจนแทบไหม้เกรียมสะท้อนเข้าสู่ม่านตาของฉันอย่างโหดร้าย
เขารู้แล้ว…
เขารู้เรื่องที่ฉันพยายามจะกลบฝังไว้ใต้ก้นถังขยะ
ดวงตาคมกริบของติณณ์ที่มักจะสงบนิ่งดั่งมหาสมุทรไร้คลื่น บัดนี้กลับแดงก่ำและสั่นระริกด้วยความรู้สึกบางอย่างที่รุนแรงเกินกว่าจะอธิบาย มันไม่ใช่เพียงแค่ความโกรธแค้น แต่มันเจือปนไปด้วยความตื่นตระหนก ความเจ็บปวด และความบ้าคลั่งที่พร้อมจะเผาทำลายทุกสิ่งรอบตัว
“คุณจะไปไหน มินตรา?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาแหบพร่า มันสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาไม่รอให้ฉันตอบ ร่างสูงก้าวประชิดเข้ามาด้วยความเร็วที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว กลิ่นอายความเย็นยะเยือกผสมผสานกับกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ และกลิ่นน้ำหอมที่ฉันเกลียดชังแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
มือหนาข้างที่ไม่ได้ถือแท่งตรวจครรภ์คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของฉันอย่างแรง แรงบีบนั้นแน่นหนาราวกับคีมเหล็กกล้าที่ไม่อาจหลุดพ้น
“ปล่อยฉัน!”
ฉันพยายามดิ้นรน สะบัดข้อมือออกสุดแรงเกิด แต่แรงของฉันกลับเหมือนมดปลวกที่พยายามเขย่าต้นไม้ใหญ่
“ปล่อยงั้นเหรอ?” ติณณ์เค้นยิ้มที่ดูน่ากลัวที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา ดวงตาของเขาจ้องเขม็งลงมาที่ใบหน้าของฉัน ก่อนจะตวัดสายตามองไปยังกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างเท้า “ถ้าผมมาช้าไปแค่นาทีเดียว… คุณก็จะเดินออกไปจากชีวิตผมพร้อมกับลูกของผมใช่ไหม?!”
คำว่า ‘ลูกของผม’ ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล
ความอดทนและความหวาดกลัวที่ฉันพยายามสะกดกลั้นไว้ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมาพังทลายลงในชั่วพริบตา ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดเข้าสู่หัวใจจนกลั่นออกมาเป็นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
“ลูกของคุณ?” ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าน้ำตาจะเริ่มเอ่อล้นคลอเบ้า “คุณแน่ใจได้ยังไงว่านี่คือลูกของคุณ? คุณติณณ์… คุณเอาเวลาไหนมาคิดเรื่องลูก ในเมื่อเวลาทั้งหมดของคุณเพิ่งจะมอบให้กับผู้หญิงคนนั้นไป!”
แววตาของติณณ์กระตุกวูบ ความตกใจพาดผ่านใบหน้าอันหล่อเหลาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยขมวดคิ้วแน่น
“คุณพูดบ้าอะไรของตนเอง มินตรา!”
“ฉันไม่ได้บ้า!” ฉันแผดเสียงใส่หน้าเขาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนตลอดสามปีที่ผ่านมา ความเจ็บปวดที่ถูกกักขังไว้ผลักดันให้ฉันสูญเสียการควบคุมตัวเอง “กลิ่นน้ำหอมบนตัวคุณ… รอยลิปสติกสีพีชประกายชิมเมอร์บนคอเสื้อเชิ้ตของคุณ… แล้วไหนจะรูปถ่ายที่คุณยืนเคียงข้างพริมาในงานเลี้ยงการกุศลคืนนี้อีกล่ะ! คุณคิดว่าฉันตาบอดหรือโง่จนดูไม่ออกว่าพวกคุณสองคนกลับมารักกันแล้ว?!”
ติณณ์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลคำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากของฉัน
แต่แทนที่เขาจะรู้สึกผิดหรือละอายใจ เขากลับกระชากร่างของฉันเข้าหาตัวอย่างแรงจนหน้าอกของฉันกระแทกเข้ากับแผงอกแกร่งของเขา
“เข้าบ้าน” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบที่ไม่อาจต่อรองได้
“ไม่! ฉันไม่กลับเข้าไปในกรงทองบ้าๆ นั่นอีกแล้ว!” ฉันกรีดร้องพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างผลักอกเขาออก “ปล่อยฉันนะติณณ์! สามปีที่ผ่านมาฉันยอมอยู่ในสถานะคนคั่นเวลา ยอมเป็นแค่เงา ยอมเป็นแค่ตัวแทนของพริมามานานพอแล้ว! ตอนนี้ตัวจริงของคุณกลับมาแล้ว คุณก็ปล่อยฉันไปสิ! ปล่อยให้ฉันมีชีวิตของฉัน ปล่อยให้ฉันพาลูกไป!”
“ผมบอกให้เข้าบ้าน!”
ติณณ์ไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูดอะไรอีกต่อไป เขาใช้แขนข้างหนึ่งรวบเอวของฉันลอยขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดาย ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของฉันติดมือมาด้วย
“ติณณ์! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ! คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้!”
ฉันทุบกำปั้นลงบนแผ่นหลังและไหล่หนาของเขาอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาแห่งความอัปยศไหลพรากอาบสองแก้ม แต่ชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขาสาวเท้ายาวๆ ก้าวผ่านประตูรั้วเหล็กดัดกลับเข้าไปในอาณาเขตของคฤหาสน์ ป้าสายที่ยืนมองอยู่ตรงหน้าประตูบ้านด้วยใบหน้าซีดเผือดรีบถอยกรูดออกไปด้านข้างด้วยความหวาดกลัว
ติณณ์เตะบานประตูไม้สักหนาหนักให้เปิดออก แล้วเดินตรงเข้าไปในห้องรับแขกใหญ่ ก่อนจะวางตัวฉันลงบนโซฟาหนังตัวยาวอย่างนุ่มนวลกว่าที่คิด
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังยืนตระหง่านขวางทางออกไว้ ราวกับผู้คุมที่กำลังจ้องมองนักโทษประหาร
กระเป๋าเดินทางของฉันถูกเหวี่ยงไปกองอยู่ตรงมุมห้อง เสียงล้อกระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งห้องโถงที่เงียบสงัด
ติณณ์โยนแท่งตรวจครรภ์ลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าฉัน มันหมุนวนอยู่สองสามรอบก่อนจะหยุดนิ่ง แถบสีแดงสองขีดยังคงเด่นชัดและตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
“ทีนี้… อธิบายมา” ติณณ์ยืนกอดอก ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นลำคอแกร่งที่มีรอยแดงเป็นปื้น “คุณรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วทำไมถึงคิดจะหนีไปคนเดียว?”
ฉันนั่งขดตัวอยู่บนโซฟา มือทั้งสองข้างกุมท้องตัวเองไว้โดยสัญชาตญาณ ราวกับต้องการปกป้องสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เพิ่งหยั่งรากฝังลึกอยู่ในกายจากพายุอารมณ์ตรงหน้า
“มันไม่เกี่ยวว่าฉันรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามเค้นให้ราบเรียบที่สุด แม้ว่าริมฝีปากจะสั่นระริก “ที่สำคัญคือ… เด็กคนนี้เป็นลูกของฉันคนเดียว คุณไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น กลับไปหาพริมาเถอะค่ะ ไปสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบกับคนที่คุณรักจริงๆ”
“หยุดพูดชื่อพริมาเดี๋ยวนี้!”
ติณณ์คำรามลั่น เสียงของเขาดังกึกก้องจนแจกันแก้วบนชั้นวางสั่นสะเทือน
เขาก้าวเข้ามากดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าฉัน สองมือหนาวางทาบลงบนที่พักแขนของโซฟาทั้งสองข้าง กักขังฉันไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างลมหายใจอันร้อนผ่าวของเขา
“คุณคิดว่าผมโง่ขนาดที่ไม่รู้เหรอว่าเด็กในท้องนี้เป็นลูกของใคร?!” ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความปวดร้าวอย่างแสนสาหัส “ตลอดสามปีที่ผ่านมา มินตรา… นอกจากผมแล้ว คุณเคยปล่อยให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้คุณงั้นเหรอ? และนอกจากคุณแล้ว คุณคิดว่าผมเคยนอนกับใครอีกงั้นเหรอ?!”
“แล้วรอยลิปสติกนั่นล่ะ?!” ฉันตวาดกลับ ชี้ไปที่คอเสื้อเชิ้ตของเขา “แล้วกลิ่นน้ำหอมนี่อีกล่ะ! คุณจะบอกว่ามันลอยมาติดเสื้อคุณเองงั้นเหรอ? แล้วรูปในข่าว… สายตาที่คุณมองเธอในงานคืนนี้ล่ะ! คุณมองเธอเหมือนกับว่าเธอคือโลกทั้งใบของคุณ สายตาแบบที่คุณไม่เคยใช้มองฉันเลยสักครั้งเดียว!”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจของเราสองคนที่ผสานกัน
ติณณ์หลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังพยายามระงับความเดือดดาลในใจ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทีละเม็ด… ทีละเม็ด
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขยับถอยหลังหนี “คุณจะทำอะไร?!”
ติณณ์ไม่ตอบ เขาถอดเสื้อเชิ้ตราคาแพงตัวนั้นออกแล้วโยนมันลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี เผยให้เห็นรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณซี่โครงด้านซ้าย และบาดแผลถลอกยาวเป็นทางที่ไหล่ขวา แผลนั้นยังคงมีเลือดซึมออกมาจางๆ
ฉันชะงักงัน ลมหายใจสะดุดไปทันที
“นี่มัน… เกิดอะไรขึ้น?” ฉันถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นใน ‘งานเลี้ยงหรูหรา’ ที่คุณเห็นในข่าวไงล่ะ” ติณณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพรมข้างโซฟา พิงแผ่นหลังกว้างเข้ากับขอบโซฟาข้างๆ ขาของฉัน
“คุณคิดว่าผมไปยืนยิ้มหวาน มีความสุขกับพริมางั้นเหรอ?” ติณณ์หันมามองฉัน แววตาเย้ยหยันตัวเองปรากฏขึ้นบนใบหน้า “รูปที่คุณเห็นในข่าวน่ะ… มันเป็นรูปที่ถูกถ่ายไว้ตั้งแต่สองชั่วโมงแรกของงาน ตอนที่ผมยังต้องเล่นละครตบตาคนทั้งตระกูลอัครไพศาลและพวกบอร์ดบริหาร!”
“เล่นละคร?” ฉันขมวดคิ้ว สมองเริ่มสับสนกับสิ่งที่ได้ยิน
“พริมาไม่ได้กลับมาเพื่อหาผม มินตรา…” ติณณ์เอ่ยชื่อผู้หญิงคนนั้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างเปิดเผย “เธอกลับมาพร้อมกับหนี้สินเกือบสองร้อยล้านที่เธอไปก่อไว้ในบ่อนคาสิโนที่มาเก๊า และคนที่พาเธอกลับมา… คนที่จ้างเธอมาเล่นละครคืนนี้ คือ ‘อาคชา’ อาแท้ๆ ของผมเอง”
ชื่อของคชา อัครไพศาล ทำเอาฉันขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ฉันรู้ดีว่าคชาคือคู่แข่งคนสำคัญในการแย่งชิงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของเครืออัครไพศาล เขาเป็นคนที่พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายติณณ์
“อาคชาวางแผนใช้พริมามาล่อให้ผมติดกับ” ติณณ์เล่าต่อ น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ “พวกมันรู้ว่าข่าวลือเรื่องผมกับพริมาจะทำให้หุ้นของบริษัทผันผวน และพวกมันก็แอบวางยาในเครื่องดื่มของผมในงาน หวังจะให้ผมพาพริมาไปที่ห้องพักของโรงแรมที่พวกมันติดกล้องแอบถ่ายไว้ เพื่อสร้างข่าวฉาวทำลายชื่อเสียงของผมก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นในสัปดาห์หน้า”
หัวใจของฉันเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ “แล้ว… รอยลิปสติกนั่น…”
“พริมาพยายามจะกระโจนเข้ามากอดผมตอนที่ยาเริ่มออกฤทธิ์” ติณณ์พูดพร้อมกับส่งสายตารังเกียจไปยังเสื้อเชิ้ตที่กองอยู่บนพื้น “กลิ่นน้ำหอมบ้าๆ นั่น รอยลิปสติกนั่น… เกิดขึ้นตอนที่ผมผลักเธอออกสุดแรงจนหัวของเธอฟาดเข้ากับขอบโต๊ะ! แผลพวกนี้… เกิดขึ้นตอนที่ผมต้องสู้กับพวกการ์ดของอาคชาที่พยายามจะกักตัวผมไว้ในห้องวีไอพี!”
ติณณ์หันกลับมาสบตาฉันอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาไร้ซึ่งความดุดัน หลงเหลือเพียงความเว้าวอนที่น่าใจหาย
“ข้อความที่เลขาฯ ส่งหาคุณ… ไม่ใช่คำสั่งของผม อาคชาแย่งโทรศัพท์ของผมไปตอนที่ผมหมดสติชั่วคราว และเลขาฯ ของผมก็ถูกพวกมันซื้อตัวไปแล้ว! ทันทีที่ผมได้สติและหนีออกมาได้ สิ่งเดียวที่ผมคิดถึง… คือการกลับมาหาคุณที่นี่”
“แล้วทำไม…” ฉันกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก รู้สึกเหมือนเสียงของตัวเองเบาหวิว “ทำไมคุณถึงไปค้นถังขยะในห้องน้ำ?”
ติณณ์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือขึ้นมาแตะที่หลังมือของฉันเบาๆ สัมผัสของเขาอบอุ่นและสั่นเทา
“เพราะป้าสายโทรหาผมทันทีที่คุณให้เงินเดือนแก” ติณณ์เอ่ยความจริงออกมา “ป้าสายโทรมาบอกว่าคุณกำลังเก็บกระเป๋าและมีท่าทางแปลกๆ ผมรีบขับรถกลับมาเหมือนคนบ้า ตอนที่วิ่งขึ้นไปบนห้องนอนแล้วเห็นตู้เสื้อผ้าว่างเปล่า ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลาย… ผมเดินตามหาคุณไปทั่วห้อง จนกระทั่งก้าวเข้าไปในห้องน้ำ แล้วสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นซองฟอยล์สีเงินที่ถูกฉีกทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า”
ติณณ์กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ดวงตาของเขารื้นไปด้วยน้ำตา
“ผมจำซองฟอยล์นั่นได้… ผมเลยก้มลงไปคุ้ยในถังขยะ เพื่อดูว่าสิ่งที่ผมสงสัยมันคือเรื่องจริงหรือเปล่า”
น้ำตาหยดหนึ่งของติณณ์ไหลรินลงมาอาบแก้ม ชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและไร้หัวใจในสายตาของคนทั้งโลก บัดนี้กำลังนั่งร้องไห้อยู่แทบเท้าของฉัน
“มินตรา… คุณไม่รู้หรอกว่าสามปีที่ผ่านมา คุณมีความหมายกับผมมากแค่ไหน”
“ไม่จริง…” ฉันส่ายหน้าเบาๆ น้ำตาไหลพราก “ถ้าฉันมีความหมายกับคุณจริง ทำไมตลอดสามปีที่ผ่านมา คุณถึงทำเหมือนฉันเป็นแค่คนนอก? ทำไมคุณไม่เคยพาฉันไปเปิดตัวกับครอบครัวของคุณ? ทำไมคุณถึงปล่อยให้คนอื่นเข้าใจว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงที่คุณเลี้ยงไว้รอเวลาที่พริมาจะกลับมา?!”
นี่คือบาดแผลที่ฝังลึกที่สุดในใจของฉัน
ตลอดสามปีที่ฉันอยู่ร่วมชายคากับเขา ฉันไม่เคยมีตัวตนในแวดวงสังคมของติณณ์เลยแม้แต่น้อย ฉันเป็นเพียงผู้หญิงลึกลับที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ ปรุงอาหารรอเขากลับมา ซักเสื้อผ้า และนอนเคียงข้างเขาในยามค่ำคืน แต่ในยามกลางวัน… ฉันไม่มีตัวตนอยู่จริง
ติณณ์เอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสูทที่ถูกโยนไว้ข้างๆ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าด้านใน แล้วดึงซองเอกสารสีน้ำตาลหนาซองหนึ่งออกมา
เขาวางมันลงบนตักของฉัน
“เปิดดูสิ”
ฉันมองซองเอกสารนั้นด้วยความสับสน มือที่สั่นเทาค่อยๆ เปิดผนึกซองออก ด้านในมีเอกสารทางกฎหมายหลายฉบับ และสมุดทะเบียนสมรสที่ยังไม่มีตราประทับของนายทะเบียน แต่มีลายเซ็นของติณณ์เซ็นกำกับไว้อย่างชัดเจนในช่อง ‘สามี’
นอกจากนั้น… ยังมีเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์หุ้นร้อยละห้าสิบในนามของติณณ์ รวมถึงโฉนดที่ดินของคฤหาสน์หลังนี้ ทั้งหมดถูกระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็นชื่อของฉัน… นางสาวมินตรา วรโชติ
วันที่ที่ระบุในเอกสารทั้งหมด… คือเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
ก่อนที่พริมาจะกลับมา
ก่อนที่ฉันจะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ด้วยซ้ำ!
“นี่มัน… อะไรกันคะ?” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
“นี่คือคำตอบของทุกอย่างที่คุณถามผม” ติณณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจัง “คุณคิดว่าตระกูลอัครไพศาลเป็นครอบครัวที่อบอุ่นงั้นเหรอ มินตรา? คุณคิดว่าการเป็นภรรยาที่เปิดเผยของผมมันปลอดภัยงั้นเหรอ?”
แววตาของติณณ์เปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นและเจ็บปวดลึกซึ้ง
“เมื่อสามปีก่อน… พ่อของผมเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทุกคนคิดว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุ แต่ผมรู้ดีว่าเบื้องหลังคือฝีมือของอาคชากับคนในตระกูลที่ต้องการฮุบมรดก และหลังจากนั้นไม่กี่เดือน… รถของผมก็ถูกตัดสายเบรก ผมรอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ แต่มันก็ทำให้ผมรู้ว่าตราบใดที่ผมยังกุมอำนาจบริหารไม่เบ็ดเสร็จ คนรอบตัวของผมทุกคนจะตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหาร!”
ติณณ์เอื้อมมือมากุมมือทั้งสองข้างของฉันไว้แน่น ดึงมันขึ้นมาแนบไว้ที่ริมฝีปากของเขา
“ตอนที่ผมพบคุณเมื่อสามปีก่อน… คุณคือแสงสว่างเดียวที่ส่องเข้ามาในชีวิตที่มืดมนของผม แต่เพราะผมรักคุณ ผมถึงต้องซ่อนคุณไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด ผมต้องแกล้งทำเป็นเย็นชา ต้องแกล้งทำเป็นว่าคุณเป็นแค่ผู้หญิงชั่วคราวที่ผมไม่ได้ใส่ใจ เพื่อไม่ให้พวกมันหันมาเพ่งเล็งคุณ! คุณคิดว่าการที่ผมยื่นแบล็กการ์ดให้คุณ แล้วคุณไม่ยอมแตะต้องมันเลยตลอดสามปี ผมมีความสุขงั้นเหรอ? ผมเจ็บปวดแทบคลั่งทุกครั้งที่เห็นคุณพยายามประหยัด พยายามทำตัวเหมือนไม่มีตัวตน เพราะคุณกลัวว่าจะติดค้างผม!”
น้ำตาของฉันร่วงเผาะลงบนหลังมือของเขา คำสารภาพของติณณ์ราวกับค้อนขนาดใหญ่ที่ทุบทำลายกำแพงความเข้าใจผิดทั้งหมดที่ฉันสร้างขึ้นมาตลอดสามปี
“แล้ว… เรื่องพริมาล่ะคะ?” ฉันสะอื้นไห้ “คุณเคยรักเธอไม่ใช่เหรอ?”
ติณณ์ส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด
“ผมไม่เคยรักพริมาเลย มินตรา… พริมาคือผู้หญิงที่พ่อของผมพยายามจะจับคู่ให้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ เมื่อสามปีก่อน ตอนที่ผมประสบอุบัติเหตุเจียนตายและบริษัทกำลังจะล้มละลาย ผู้หญิงคนนั้นทิ้งผมไปทันทีที่รู้ว่าผมอาจจะเป็นอัมพาตและหมดอำนาจ เธอหอบเงินก้อนโตที่พ่อของผมให้ไปเสวยสุขที่ต่างประเทศ! คนแบบนั้น… มีค่าอะไรให้ผมต้องไปอาลัยอาวรณ์งั้นเหรอ?!”
ติณณ์ขยับตัวขึ้นมานั่งบนโซฟาข้างๆ ฉัน สองแขนแกร่งโอบกอดร่างของฉันไว้แน่น ราวกับกลัวว่าฉันจะอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา
“เอกสารพวกนี้… ผมเตรียมไว้เพื่อที่จะมอบให้คุณในวันเกิดของคุณเดือนหน้า ผมจัดการกวาดล้างพวกหนอนบ่อนไส้ในบริษัทไปเกือบหมดแล้ว และตั้งใจว่าจะจดทะเบียนสมรสกับคุณ จัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อประกาศให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่าคุณคือผู้หญิงคนเดียวที่ผมรัก และเป็นนายหญิงคนเดียวของอัครไพศาล…”
เสียงของติณณ์แผ่วเบาลง ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดอยู่ที่ขมับของฉัน
“แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า… สวรรค์จะมอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดให้กับผมในคืนนี้”
มือหนาของเขาค่อยๆ เลื่อนลงมาวางทาบลงบนหน้าท้องที่ยังคงแบนราบของฉันอย่างทะนุถนอม สัมผัสของเขานุ่มนวลและอ่อนโยนจนหัวใจของฉันละลาย
ทว่าในจังหวะนั้นเอง… ฉันกลับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้านที่ผิดปกติจากมือของเขา
ติณณ์ไม่ได้แค่ตื่นเต้น
แต่เขากำลัง… ตัวสั่นด้วยความกลัว
“ติณณ์… คุณเป็นอะไรไปคะ?” ฉันถามพลางยกมือขึ้นแตะใบหน้าของเขา
ติณณ์ก้มหน้าลง ซบหน้าผากเข้ากับไหล่ของฉัน เสียงสะอื้นที่เขาพยายามสะกดไว้เล็ดลอดออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้
“มินตรา… คุณจำได้ไหม ตอนที่ผมบอกคุณว่าผมรอดตายจากอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน?”
ฉันพยักหน้าเบาๆ “จำได้ค่ะ”
“หมอไม่ได้บอกแค่ว่าผมเกือบจะเป็นอัมพาต…” ติณณ์กลืนก้อนสะอื้นลงคอ “แรงกระแทกจากอุบัติเหตุครั้งนั้น… มันทำลายระบบสืบพันธุ์ของผม หมอบอกว่าโอกาสที่ผมจะมีลูกตามธรรมชาติ… มันมีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มันแทบจะเป็นศูนย์…”
คำพูดนั้นทำให้ฉันตกตะลึงจนตัวชา
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา… ผมถึงไม่เคยกล้าพูดเรื่องการมีลูกกับคุณเลย” ติณณ์เงยหน้าขึ้น สบตาฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและปาฏิหาริย์ “ผมคิดมาตลอดว่าตัวเองไม่สมบูรณ์แบบพอที่จะให้ครอบครัวที่แท้จริงกับคุณได้… แต่เด็กคนนี้… เด็กคนนี้คือปาฏิหาริย์ มินตรา… เขาคือของขวัญที่พระเจ้าส่งมาให้เราสองคน”
น้ำตาของฉันไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย คราวนี้มันไม่ใช่ความเจ็บปวดหรือความเสียใจอีกต่อไป แต่เป็นความโล่งอกและความรักที่ท่วมท้นจนล้นปรี่ในอก
ฉันยกมือขึ้นลูบผมของเขาเบาๆ ปลอบประโลมความเจ็บปวดที่เขาซ่อนไว้มาเนิ่นนาน
“ติณณ์… ฉันขอโทษที่เข้าใจคุณผิด” ฉันกระซิบ “ฉันคิดว่าตัวเองเป็นแค่เงา… คิดว่าคุณไม่เคยรักฉันเลย”
“อย่าขอโทษผมเลยที่รัก” ติณณ์กดจูบลงบนหน้าผากของฉันอย่างดูดดื่มและเนิ่นนาน “ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ… ขอโทษที่ทำให้คุณต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ขอโทษที่ความขี้ขลาดของผมเกือบจะทำให้ผมต้องสูญเสียคุณกับลูกไปตลอดกาล…”
บรรยากาศภายในห้องโถงอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและความเข้าใจที่ขาดหายไปนานถึงสามปี ความมืดมิดที่เคยบดบังหัวใจของเราสองคนกำลังถูกปัดเป่าออกไปทีละน้อย
ทว่า…
ความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
บรึ้มมมม!
เสียงคำรามของเครื่องยนต์รถยนต์หลายคันดังกระหึ่มขึ้นมาจากหน้าคฤหาสน์ ตามมาด้วยเสียงแตรที่ดังลากยาวอย่างหยาบคาย!
แสงไฟหน้ารถหลายดวงสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ สว่างวาบจนห้องโถงกลายเป็นสีขาวโพลน
ติณณ์ผละออกจากอ้อมกอดของฉันทันที แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมและดุดันในพริบตา เขาดึงฉันให้ลุกขึ้นแล้วดันให้ฉันไปยืนอยู่ด้านหลังของเขา
“ป้าสาย!” ติณณ์ตะโกนสั่ง “พาคุณมินตราขึ้นไปชั้นบน เดี๋ยวนี้!”
“เกิดอะไรขึ้นคะติณณ์?!” ฉันจับแขนเสื้อของเขาไว้แน่นด้วยความตื่นตระหนก
“พวกมันตามมาเร็วกว่าที่คิด” ติณณ์เอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่ดวงตาจ้องเขม็งไปยังประตูหน้าบ้าน “อาคชา… กับพริมา”
ยังไม่ทันที่ป้าสายจะวิ่งมารับตัวฉัน บานประตูใหญ่ของคฤหาสน์ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสี่คน!
ตามมาด้วยร่างของหญิงสาวในชุดราตรีเกาะอกสีเงินที่คุ้นตา… พริมา
แต่พริมาในตอนนี้ไม่ได้ดูสง่างามเหมือนในรูปถ่ายข่าวบันเทิงอีกต่อไป ผมเผ้าของเธอยุ่งเหยิง ที่มุมปากมีรอยช้ำ และข้อมือข้างหนึ่งถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาว ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
และคนที่เดินเคียงข้างเธอเข้ามา… คือชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมแว่นตากรอบทอง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์
คชา อัครไพศาล
“แหม… หลานชายตัวดี” คชาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถง “หนีออกจากงานเลี้ยงกลางคัน ทำเอาแขกเหรื่อตกใจกันหมด อาอุตส่าห์พาพริมามาส่งถึงบ้าน… กะว่าจะมาเจรจาเรื่องสินสอดสักหน่อย แต่ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีความลับซ่อนอยู่เยอะกว่าที่คิดนะ”
สายตาของคชาเลื่อนมาหยุดลงที่ฉัน ซึ่งยืนหลบอยู่หลังแผ่นหลังกว้างของติณณ์
“อ้อ… นังเด็กกาฝากคนนี้นี่เอง ที่ทำให้แกปฏิเสธข้อเสนอของอามาตลอดสามปี”
“หุบปากสกปรกของแกซะ คชา!” ติณณ์คำราม ก้าวขึ้นมาบังร่างของฉันไว้จนมิด “ที่นี่คือบ้านของฉัน แกไม่มีสิทธิ์พาสวะพวกนี้เข้ามาก้าวร้าว!”
“สวะงั้นเหรอ?!” พริมากรีดร้องขึ้นมาอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เธอชี้หน้าติณณ์ด้วยความโกรธแค้น “ติณณ์! คุณกล้าดียังไงมาเรียกฉันว่าสวะ! คุณทำร้ายร่างกายฉันในงานเลี้ยง คุณหักหน้าฉันต่อหน้าพวกไฮโซทั้งเมือง แล้วคุณก็วิ่งโร่กลับมาหากระหรี่ชั้นต่ำคนนี้นี่นะ?!”
“พริมา!” ฉันอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงออกไป ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาในอก
“ทำไม?! ฉันพูดความจริงรับไม่ได้เหรอ?!” พริมาแสยะยิ้มอย่างบ้าคลั่ง “แกคิดว่าแกวิเศษวิเศษมาจากไหน มินตรา? แกมันก็แค่ผู้หญิงที่ติณณ์เอาไว้แก้ขัดตอนที่ฉันไม่อยู่! แกคิดว่าเขารักแกจริงเหรอ? ตระกูลอัครไพศาลไม่มีวันยอมรับผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างแกเข้ามาเป็นสะใภ้หรอก!”
“แต่ตระกูลอัครไพศาลก็ไม่เคยคิดจะเอาผู้หญิงร่านที่ติดหนี้พนันจนหัวโตอย่างเธอมาเป็นสะใภ้เหมือนกัน!”
เสียงทรงอำนาจอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังกลุ่มชายชุดดำ!
ทุกคนในห้องชะงักงันไปในทันที แม้กระทั่งคชาก็ยังมีสีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
กลุ่มชายชุดดำรีบแหวกทางออก เผยให้เห็นร่างของชายชราผมขาวโพลนในชุดสูทสากลภูมิฐาน เดินค้ำไม้เท้าหัวมังกรก้าวเข้ามาในบ้านอย่างสง่างาม โดยมีทนายความประจำตระกูลและบอดี้การ์ดร่างยักษ์อีกนับสิบคนเดินตามหลังมา
ท่านเจ้าสัวไพศาล อัครไพศาล
ประมุขสูงสุดของตระกูล ผู้เป็นปู่แท้ๆ ของติณณ์ และเป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของเครืออัครไพศาล!
“คุณพ่อ…” คชาเอ่ยเสียงสั่น “คุณพ่อมาที่นี่ได้ยังไงครับ?”
“ถ้าฉันไม่มา… ฉันคงไม่ได้เห็นความระยำตำบอนของแกกับนังผู้หญิงแพศยาคนนี้สินะ คชา!” เจ้าสัวไพศาลตวาดลั่น ยกไม้เท้าชี้หน้าลูกชายคนรองของตัวเอง “แกคิดว่าฉันแก่จนเลอะเลือนหรือไง?! แกคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าแกแอบยักยอกเงินบริษัทไปฟอกที่มาเก๊า แล้วยังกล้าสมคบคิดกับนังพริมาเพื่อจะฮุบตำแหน่งประธานของเจ้าติณณ์!”
พริมายืนตัวสั่นเทา หน้าซีดไร้สีเลือด เธอค่อยๆ ถอยหลังหนี แต่กลับถูกบอดี้การ์ดของเจ้าสัวขวางทางออกไว้
“คุณท่านคะ… มะ… มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ พริมาถูกคุณคชาหลอก…”
“หุบปาก!” เจ้าสัวตวาดตัดบทอย่างไม่ไยดี “หลักฐานการโอนเงินและคลิปเสียงที่พวกแกวางแผนในห้องวีไอพีเมื่อคืน ตำรวจมีครบหมดแล้ว! เจ้าหน้าที่กำลังรอพวกแกอยู่หน้าบ้าน… ลากตัวพวกมันออกไป!”
สิ้นเสียงคำสั่ง บอดี้การ์ดของเจ้าสัวก็กรูกันเข้าล็อกตัวคชาและพริมาทันที
“ปล่อยฉันนะ! ติณณ์ ช่วยฉันด้วย! ติณณ์!” พริมากรีดร้องโหยหวนขณะถูกลากตัวออกไป แต่ติณณ์กลับยืนนิ่งเฉย ไม่แม้แต่จะชายตามองเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
คชาพยายามดิ้นรน ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเคียดแค้น “ไอ้ติณณ์! แกคิดว่าแกชนะแล้วงั้นเหรอ?! แกไม่มีวันมีทายาทมาสืบทอดตระกูลหรอก! แกมันเป็นหมัน! ฮ่าๆๆๆ แกมันเป็นไอ้ผู้ชายไร้น้ำยา!”
คำสาปแช่งของคชาดังก้องไปทั่วห้องโถง ก่อนที่เสียงนั้นจะเงียบหายไปพร้อมกับประตูบ้านที่ถูกปิดลงอีกครั้ง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องโถงใหญ่อีกหน
เจ้าสัวไพศาลหันกลับมามองหลานชายคนโตของตน สายตาที่เคยดุดันอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่สายตาของชายชราจะเลื่อนมาหยุดลงที่ตัวฉัน
ฉันก้มหน้าลงด้วยความประหม่า รู้สึกตัวลีบเล็กลงไปถนัดตา
แต่แล้ว… สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เจ้าสัวไพศาลค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาหาฉันอย่างช้าๆ ชายชราหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉัน แล้วก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“หนูมินตรา…”
“คะ… คุณท่าน” ฉันรีบยกมือไหว้ด้วยความตกใจ
“ฉันต้องขอโทษหนูด้วยนะ” น้ำเสียงของเจ้าสัวเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างจริงใจ “สามปีที่ผ่านมา… เพื่อความปลอดภัยของหนูและเพื่อแผนการล่อหนอนบ่อนไส้ของเจ้าติณณ์ ฉันเลยต้องแกล้งทำเป็นไม่รับรู้เรื่องที่หนูเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ปล่อยให้หนูต้องทนทุกข์และถูกมองอย่างไม่เป็นธรรมมานานเหลือเกิน”
ฉันเบิกตากว้าง หันไปมองหน้าติณณ์ด้วยความงุนงง ติณณ์ส่งยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนกลับมาให้ฉัน
“คุณปู่รู้เรื่องของเรามาตั้งแต่ต้นแล้วครับ มินตรา” ติณณ์เอ่ยอธิบาย “คุณปู่คือคนที่ช่วยผมปิดบังเรื่องของคุณจากอาคชามาตลอด”
“และตอนนี้… ทุกอย่างจบลงแล้ว” เจ้าสัวไพศาลยิ้มอย่างอบอุ่น สายตาของท่านเหลือบไปเห็นแท่งตรวจครรภ์บนโต๊ะกระจกที่ติณณ์วางทิ้งไว้
แววตาของชายชราเป็นประกายขึ้นมาทันที ราวกับมองเห็นขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต
“นั่นมัน…” เจ้าสัวชี้มือที่สั่นเทาไปยังแท่งตรวจครรภ์
ติณณ์เดินเข้ามากุมมือฉันไว้ แล้วหันไปสบตากับผู้เป็นปู่
“ครับคุณปู่… มินตรากำลังตั้งท้องลูกของผม เหลนของคุณปู่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ครับ”
เจ้าสัวไพศาลยืนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นออกมาคลอเบ้าของชายชราผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งชีวิต ท่านยกไม้เท้าขึ้นชี้ฟ้าพร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างกึกก้อง
“ฮ่าๆๆๆ! ได้ยินไหมไอ้คชา! ฟ้ามีตาจริงๆ! ตระกูลอัครไพศาลมีผู้สืบทอดแล้ว!”
เจ้าสัวหันกลับมาจับมือของฉันไปกุมไว้แน่นด้วยความซาบซึ้ง “ขอบใจหนูมากนะมินตรา… ขอบใจที่หนูช่วยเติมเต็มชีวิตของเจ้าติณณ์ และมอบของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับตระกูลของเรา”
คืนนั้นผ่านพ้นไปด้วยความวุ่นวายที่จบลงด้วยความสุข
หลังจากที่เจ้าสัวไพศาลและทนายความเดินทางกลับไป คฤหาสน์หลังใหญ่ก็กลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง
ติณณ์อุ้มฉันขึ้นมาบนห้องนอนใหญ่ชั้นบนอย่างทะนุถนอม ราวกับว่าฉันเป็นเครื่องแก้วที่บอบบางที่สุดในโลก เขาวางฉันลงบนเตียงนอนหนานุ่ม แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้จนถึงหน้าอก
ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทและทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างฉัน เขาตระกองกอดฉันไว้ในอ้อมแขนอันอบอุ่น ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูเหนื่อยล้าบัดนี้เปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข
“เหนื่อยไหมครับ?” เขาถามพลางจุมพิตที่เปลือกตาของฉันเบาๆ
“เหนื่อยค่ะ… เหมือนฝันไปเลย” ฉันตอบตามความจริง ซบหน้าลงกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขา “ฉันเกือบจะเดินออกจากบ้านหลังนี้ไปแล้วจริงๆ นะคะติณณ์ ถ้าคุณมาช้ากว่านี้…”
“อย่าพูดถึงมันอีกเลยนะคนดี” ติณณ์กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น “จากนี้ไป… ผมจะไม่มีวันปล่อยให้คุณต้องร้องไห้คนเดียวอีกแล้ว จะไม่มีความลับ จะไม่มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรระหว่างเราอีก”
เขาเลื่อนริมฝีปากลงมาจูบที่หน้าท้องของฉันอย่างแผ่วเบาผ่านเนื้อผ้าบางเบา
“ขอบคุณนะครับตัวเล็ก… ที่เลือกมาเกิดเป็นลูกของป๊ากับม๊า”
ฉันยิ้มทั้งน้ำตา ลูบผมของติณณ์ด้วยความรักที่เปี่ยมล้น
กระเป๋าเดินทางใบนั้น… คงไม่มีความจำเป็นต้องใช้อีกต่อไป
เพราะในที่สุด… ฉันก็ได้รู้แล้วว่า ที่ตรงนี้ไม่ใช่กรงแก้วที่คุมขังฉันไว้
แต่มันคือ ‘บ้าน’ ที่แท้จริงของฉันและลูกตลอดไป.
PART 3 :
แสงแดดยามเช้าทอประกายอบอุ่นลอดผ่านม่านลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ขับไล่ความมืดมิดและไอหนาวเหน็บของค่ำคืนที่แสนบ้าคลั่งออกไปจนหมดสิ้น
ฉันลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาไม่ใช่เพดานห้องนอนที่เคยดูว่างเปล่าและโดดเดี่ยว แต่เป็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของติณณ์ที่กำลังหลับใหลอยู่ข้างกาย แขนข้างหนึ่งของเขายังคงตระกองกอดเอวของฉันไว้แน่นหนา ราวกับแม้แต่ในห้วงนิทรา เขาก็ยังหวาดกลัวว่าฉันจะแอบหนีหายไป
รอยฟกช้ำบนซี่โครงและแผลถลอกบนแผ่นอกของเขาตอกย้ำว่าเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อคืนไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน
ฉันค่อยๆ ยกมือขึ้นสัมผัสสันกรามคมสันของเขาอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วไล่ผ่านรอยแผลด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวแทนเขา น้ำตาอุ่นๆ เอ่อรื้นขึ้นมาในดวงตาอีกครั้ง แต่คราวนี้… มันไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง หากแต่เป็นความตื้นตันใจที่ได้รู้ว่า ผู้ชายที่ฉันรักสุดหัวใจคนนี้ ไม่เคยทรยศต่อความรู้สึกของฉันเลยแม้แต่วินาทีเดียว
แพขนตายาวของติณณ์ขยับไหว ก่อนที่ดวงตาคู่คมสีสนิมเหล็กจะค่อยๆ เปิดขึ้น
เมื่อสายตาของเราประสานกัน รอยยิ้มละมุนละไมที่หาดูได้ยากยิ่งก็ผุดขึ้นที่มุมปากของเขา ดวงตาคู่นั้นทอประกายหวานเชื่อมจนหัวใจของฉันสั่นไหว
“ตื่นเช้าจังครับ… มารดาของลูกผม” น้ำเสียงทุ้มต่ำยามเพิ่งตื่นนอนของเขาช่างเซ็กซี่และเย้ายวนเหลือเกิน
ฉันหน้าร้อนผ่าว รีบก้มหน้าซุกเข้ากับแผงอกของเขา “คุณติณณ์… อย่าแกล้งล้อสิคะ”
“ใครบอกว่าล้อเล่นกันล่ะ?” ติณณ์หัวเราะในลำคอเบาๆ แขนแกร่งกระชับร่างของฉันเข้าแนบชิดยิ่งขึ้น เขากดจูบลงบนกลุ่มผมของฉันอย่างทะนุถนอม “แล้วก็เลิกเรียกผมว่า ‘คุณติณณ์’ ได้แล้ว… เรียก ‘พี่ติณณ์’ สิครับ สามปีที่ผ่านมา คุณเรียกผมห่างเหินจนหัวใจผมแทบจะเฉาตายอยู่แล้วนะ”
“พี่ติณณ์…” ฉันลองเอ่ยเรียกแผ่วเบา เสียงหัวใจของตัวเองเต้นกระหน่ำจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน
ติณณ์ยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ เขาก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากของฉันอย่างดูดดื่ม อ่อนหวานและลึกซึ้ง เนิ่นนานจนฉันแทบจะหมดลมหายใจ ลิ้นร้อนของเขาตักตวงความหวานไปจากฉันจนร่างกายอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขน
“วันนี้… เรามีเรื่องสำคัญต้องทำกันทั้งวันเลยนะที่รัก” เขาถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปลายนิ้วเกลี่ยแก้มของฉันอย่างรักใคร่ “อย่างแรกคือ… พี่จะพาเรากับลูกไปโรงพยาบาล”
ฉันมองหน้าเขาด้วยความสงสัย “ไปตรวจครรภ์เหรอคะ?”
“ใช่ครับ… ไปตรวจให้แน่ใจว่าตัวเล็กแข็งแรงดี และอีกอย่าง…” แววตาของติณณ์เปลี่ยนเป็นความจริงจังและเคร่งขรึมขึ้นชั่วพริบตา “พี่ยังมีอีกหนึ่งความจริงที่ต้องพิสูจน์… ความจริงที่อาคชาพยายามจะฝังกลบมันไว้ตลอดสามปีที่ผ่านมา”
สองชั่วโมงต่อมา รถยนต์พระที่นั่งส่วนตัวของตระกูลอัครไพศาลแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าอาคารศูนย์สุขภาพสตรีของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำระดับประเทศ
ที่นี่ถูกจัดการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำนับสิบคนกระจายกำลังคอยอารักขารอบบริเวณ ติณณ์ไม่ยอมปล่อยให้เท้าของฉันแตะพื้นนานเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ เขากุมมือฉันไว้แน่นตลอดเวลา เดินเคียงข้างและคอยประคองฉันราวกับไข่ในหิน
ภาพของมหาเศรษฐีหนุ่มผู้เย็นชาและเข้าถึงยากที่สุดในวงการธุรกิจ บัดนี้กำลังยืนก้มหน้าพัดวีและประคองผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งอย่างไม่แคร์สายตาใคร ทำให้แพทย์และพยาบาลทั้งแผนกต่างพากันมองด้วยความตกตะลึง
ภายในห้องตรวจส่วนบุคคลระดับวีไอพี
เสียงหัวใจดวงเล็กๆ ดังสะท้อนก้องออกมาจากเครื่องอัลตราซาวด์ความละเอียดสูง
ตึก… ตึก… ตึก… ตึก…
มันเป็นเสียงที่รัวเร็วและทรงพลังที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมาในชีวิต
น้ำตาของฉันไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ บนหน้าจอสีเทาขาว จุดสีขาวขนาดเล็กจิ๋วที่กำลังกะพริบเป็นจังหวะนั้น… คือลูกของเราจริงๆ ชีวิตน้อยๆ ที่เติบโตขึ้นมาจากความรักที่ถูกซ่อนไว้ในเงามืด
ติณณ์ยืนนิ่งงันอยู่ข้างเตียงตรวจ ดวงตาคู่คมเบิกกว้าง น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อายคุณหมอและพยาบาล มือหนาของเขาสั่นสะท้านยามที่เอื้อมมากอบกุมมือของฉันไว้แล้วยกขึ้นแนบริมฝีปาก
“หัวใจของเขา… เต้นแล้ว มินตรา” เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นระริก “ลูกของเรา… มีชีวิตอยู่จริงๆ”
“ยินดีด้วยนะครับคุณติณณ์ คุณมินตรา” นายแพทย์ชานนท์ สูตินรีแพทย์อาวุโสและแพทย์ประจำตระกูลอัครไพศาลส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น “อายุครรภ์ประมาณหกสัปดาห์ครับ ตัวอ่อนฝังตัวในตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบมาก หัวใจเต้นแข็งแรงดีตามเกณฑ์ทุกอย่างครับ”
ติณณ์สูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติ ก่อนจะหันไปสบตากับคุณหมอชานนท์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถามที่ค้างคาใจ
“หมอชานนท์ครับ… ผลตรวจเลือดของผมเมื่อเช้า ออกมาหรือยังครับ?”
บรรยากาศในห้องตรวจเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดลงทันที คุณหมอชานนท์ถอดแว่นสายตาออก สีหน้าของแพทย์ชราแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและสะเทือนใจ
“ออกมาแล้วครับคุณติณณ์… และมันก็เป็นไปตามที่คุณสงสัยทุกประการ”
ฉันขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ มองสลับระหว่างติณณ์กับคุณหมอ “ผลตรวจเลือดอะไรกันคะพี่ติณณ์? เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของคุณงั้นเหรอ?”
ติณณ์นั่งลงบนขอบเตียงข้างฉัน ดึงร่างของฉันเข้ามากอดไว้หลวมๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คุณหมอชานนท์เป็นผู้อธิบาย
“คุณมินตราครับ… ตลอดสามปีที่ผ่านมา คุณติณณ์เข้าใจมาตลอดว่าตัวเองเป็นหมันอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนั้นใช่ไหมครับ?” คุณหมอชานนท์เริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “แต่ความจริงแล้ว… แรงกระแทกจากอุบัติเหตุไม่ได้ทำลายระบบสืบพันธุ์ของคุณติณณ์อย่างถาวรเลยแม้แต่น้อย”
“แล้วทำไม…” ฉันอ้าปากค้าง
“เพราะยาพิษครับ” คุณหมอชานนท์หยิบแฟ้มเอกสารทางการแพทย์ส่งให้ติณณ์ “หลังจากที่คุณติณณ์รอดชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน นายแพทย์คนเดิมที่รับหน้าที่ดูแลการรักษาของคุณติณณ์ ซึ่งตอนนี้ถูกตำรวจจับกุมตัวได้แล้วเมื่อเช้ามืด… ได้รับเงินสินบนก้อนโตจากนายคชา ให้แอบผสมสารประกอบโลหะหนักชนิดพิเศษและฮอร์โมนสังเคราะห์กดการทำงานของระบบสืบพันธุ์ลงในยาบำรุงและน้ำเกลือของคุณติณณ์มาโดยตลอด!”
คำเฉลยนั้นทำให้ฉันตกใจจนแทบหยุดหายใจ!
ยาพิษ… คชาไม่ได้แค่ต้องการฆ่าติณณ์ในอุบัติเหตุ แต่ยังวางแผนระยะยาวเพื่อทำลายความสามารถในการมีทายาทของเขาอย่างเลือดเย็น!
“สารพิษชนิดนี้จะค่อยๆ ขับออกจากร่างกายได้เองตามธรรมชาติ หากผู้ป่วยหยุดรับสารต่อเนื่องเป็นเวลานาน” คุณหมอชานนท์มองมาที่ฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างสุดซึ้ง “และสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ที่แท้จริง… คือคุณมินตราครับ”
“ฉันเหรอคะ?” ฉันชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงงงวย
“ใช่ครับคุณมินตรา” ติณณ์เอ่ยแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความรักที่ท่วมท้น “ตลอดสามปีที่คุณเข้ามาอยู่ในบ้าน… คุณเป็นคนทำอาหารให้ผมทานทุกมื้อ คุณไม่เคยยอมให้ผมทานอาหารกล่องหรืออาหารสำเร็จรูปข้างนอกเลย คุณชงชาสมุนไพรล้างพิษให้ผมดื่มทุกคืนก่อนนอน และที่สำคัญที่สุด… คุณเป็นคนทิ้งยาวิตามินขวดเก่าๆ ที่หมอคนนั้นสั่งให้ผม แล้วเปลี่ยนมาดูแลเรื่องโภชนาการของผมด้วยตัวเองทั้งหมด”
น้ำตาของฉันร่วงเผาะลงมาอีกครั้ง
“คุณมินตราไม่รู้ตัวเลยว่า อาหารทุกจาน ความใส่ใจในทุกๆ วันของคุณตลอดสามปีที่ผ่านมา ได้ช่วยล้างสารพิษร้ายนั้นออกจากร่างกายของคุณติณณ์จนหมดสิ้น” คุณหมอชานนท์กล่าวสรุปด้วยรอยยิ้ม “คุณมินตราไม่ได้แค่ให้กำเนิดทายาท… แต่คุณคือคนที่ช่วยชีวิตและคืนความเป็นชายที่สมบูรณ์แบบให้กับคุณติณณ์ครับ”
ความจริงข้อนี้ทำให้ฉันพูดอะไรไม่ออก ความเสียสละและความรักเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันมอบให้เขาในฐานะผู้หญิงที่คอยดูแลอยู่เบื้องหลัง กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยกอบกู้ชีวิตของเขาเอาไว้โดยที่ฉันไม่เคยคาดคิด
ติณณ์ก้มลงจูบหลังมือของฉันซ้ำๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเทิดทูนบูชา
“คุณคือยาวิเศษของผม มินตรา… คุณคือคนที่พระเจ้าส่งมาเพื่อชุบชีวิตผมจริงๆ”
แต่แล้ว… รอยยิ้มของติณณ์ก็ค่อยๆ จางลง แววตาคู่นั้นกลับมาทอประกายลึกซึ้งและเจ็บปวดอีกครั้ง
“แต่เรื่องที่น่าตกใจ… มันไม่ได้มีแค่นี้หรอกครับมินตรา” ติณณ์เอ่ยเสียงเบา “ยังมีอีกหนึ่งความลับ… ความลับที่ทำให้ผมต้องพาคุณเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน”
หัวใจของฉันกระตุกวูบ “ความลับอะไรอีกคะพี่ติณณ์?”
ติณณ์หันไปพยักหน้าให้บอดี้การ์ดหน้าห้อง ไม่กี่อึดใจต่อมา ชายชราในชุดสูทภูมิฐานก็เดินก้าวเข้ามาในห้องตรวจ… ท่านเจ้าสัวไพศาล
ในมือของท่านเจ้าสัวถือกล่องไม้สักโบราณใบหนึ่งไว้
“หนูมินตรา…” เจ้าสัวไพศาลนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง แววตาของชายชราเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ “หนูเคยสงสัยไหมว่า… ทำไมสามปีก่อน ตอนที่พ่อของหนูเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ จู่ๆ เจ้าติณณ์ถึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเรื่องงานศพ และรับหนูเข้ามาดูแลในคฤหาสน์อัครไพศาล?”
ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตผุดขึ้นมาในหัวของฉันทันที
เมื่อสามปีก่อน… พ่อของฉัน นายสน วรโชติ คนขับรถรับจ้างธรรมดาๆ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ในตอนนั้นฉันเคว้งคว้างและหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่มีแม้แต่เงินที่จะจัดงานศพให้พ่อ จนกระทั่งติณณ์ปรากฏตัวขึ้น เขาเข้ามาจัดการทุกอย่าง จ่ายหนี้สินทั้งหมดให้ และพาฉันเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่…
ฉันคิดมาตลอดว่ามันคือความเมตตาของมหาเศรษฐีหนุ่มที่บังเอิญผ่านทางมาเจอ
“พ่อของหนู… ไม่ได้เป็นแค่คนขับรถรับจ้างทั่วไปหรอกนะลูก” เจ้าสัวไพศาลเปิดฝากล่องไม้สักออก ด้านในมีรูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งวางอยู่
ฉันเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาดู
ในรูปถ่าย… คือพ่อของฉันในวัยหนุ่ม กำลังยืนกอดคอและยิ้มร่าอยู่เคียงข้างพ่อของติณณ์!
“พ่อของหนู… นายสน คือเพื่อนสนิทคนเดียวของลูกชายฉัน… พ่อของเจ้าติณณ์” เจ้าสัวไพศาลเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาแห่งความชราเอ่อรื้น “และในคืนที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน… คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์คันที่เจ้าติณณ์นั่งอยู่… ไม่ใช่คนขับรถทั่วไป แต่คือนายสน พ่อของหนู!”
ฉันเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า สมองหมุนคว้างราวกับโลกทั้งใบกำลังพลิกคว่ำ!
“พ่อของฉัน… ขับรถให้พี่ติณณ์งั้นเหรอคะ?!”
“ใช่ครับมินตรา…” ติณณ์กุมมือฉันแน่นขึ้น ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจมาเนิ่นนาน “คืนนั้น… อาคชาสั่งให้คนตัดสายเบรกรถของพ่อผมและรถของผม แต่พ่อของคุณสนรู้ระแคะระคายเข้าเสียก่อน ท่านเลยอาสาขับรถพาผมหนีออกจากงานเลี้ยง… แต่ในจังหวะที่รถบรรทุกของพวกมันพุ่งตรงเข้ามาชน พ่อของคุณ… ท่านตัดสินใจหักพวงมาลัยเอาด้านคนขับของตัวเองเข้าปะทะอย่างเต็มแรง เพื่อใช้ชีวิตของตัวเอง… ปกป้องชีวิตของผมไว้!”
หยาดน้ำตาเม็ดโตของติณณ์ร่วงเผาะลงบนตักของฉัน
“คำพูดสุดท้ายของลุงสนก่อนที่ท่านจะหมดลมหายใจในอ้อมแขนของผม…” ติณณ์สะอื้นไห้จนตัวโยน “ท่านจับมือผมไว้ แล้วบอกว่า… ‘คุณหนูติณณ์ครับ… ช่วยดูแลยัยมินแทนผมด้วยนะ…’ “
ความจริงที่ถูกเปิดเผยออกมาราวกับคลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดกระหน่ำเข้าใส่หัวใจของฉันจนแหลกสลาย
พ่อของฉัน… สละชีวิตเพื่อปกป้องผู้ชายคนนี้
และติณณ์… ไม่ได้เก็บฉันมาเลี้ยงดูเพื่อเป็นตัวแทนของใคร หรือเป็นแค่ของเล่นแก้ขัด
“ผมสาบานต่อหน้าศพของลุงสน ว่าผมจะดูแลคุณด้วยชีวิตของผม” ติณณ์เอ่ยคำสารภาพที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ “แต่ในตอนนั้น… อาคชายังคงมีอำนาจล้นฟ้าในบริษัท และพวกมันก็กำลังตามล่าตัวคุณ เพราะพวกมันกลัวว่าลุงสนจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้ให้คุณก่อนตาย! ผมไม่มีทางเลือกอื่น… ผมจำเป็นต้องทำตัวห่างเหิน ต้องแกล้งทำเป็นมองคุณเป็นแค่ผู้หญิงชั่วคราว ต้องซ่อนคุณไว้ในเงามืด เพื่อไม่ให้พวกมันรู้ว่าคุณคือลูกสาวของลุงสน และเพื่อไม่ให้พวกมันรู้ว่า… คุณคือผู้หญิงที่ผมรักยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง!”
ติณณ์คุกเข่าลงข้างเตียงตรวจอีกครั้ง ซบหน้าลงกับหน้าท้องของฉัน ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกักเก็บความทรมานที่ต้องแบกรับไว้ตลอดสามปีได้อีกต่อไป
“ผมขอโทษ มินตรา… ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องเจ็บปวด ต้องอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี ต้องคิดว่าตัวเองเป็นแค่เงาของคนอื่น… ผมมันขี้ขลาดเอง ผมกลัวว่าถ้าพวกมันรู้ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน พวกมันจะพรากคุณไปจากผมเหมือนที่พรากพ่อของผมและพ่อของคุณไป…”
ฉันมองดูชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจที่กำลังร้องไห้แทบขาดใจอยู่ตรงหน้า
ความแค้น ความน้อยเนื้อต่ำใจ และความเข้าใจผิดทั้งหมดที่เคยเกาะกุมหัวใจของฉัน มลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความรักและความสงสารจับใจ
ฉันเอื้อมมือลงไปประคองใบหน้าของเขาขึ้นมา เช็ดน้ำตาบนแก้มของเขาอย่างอ่อนโยน
“พี่ติณณ์คะ… พอแล้วค่ะ อย่าโทษตัวเองอีกเลย” ฉันยิ้มทั้งน้ำตา “พ่อของมินเลือกที่จะปกป้องพี่ติณณ์ เพราะพ่อรู้ว่าพี่ติณณ์เป็นคนดี… และตลอดสามปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าพี่จะไม่ได้พูดคำว่ารักออกมา แต่การกระทำทุกอย่าง ความปลอดภัยที่พี่มอบให้มิน… มินสัมผัสได้มาตลอดค่ะ”
ฉันดึงร่างของเขาขึ้นมากอดไว้แนบอก ซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขา
“ขอบคุณนะคะพี่ติณณ์… ขอบคุณที่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ และขอบคุณที่รักมินกับลูกขนาดนี้”
เจ้าสัวไพศาลยืนมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา ชายชรายกมือขึ้นลูบศีรษะของฉันเบาๆ “หนูมินตรา… สายเลือดของนายสน ผู้มีพระคุณสูงสุดของตระกูลอัครไพศาล จากนี้ไป… หนูไม่ใช่คนนอกอีกต่อไปแล้วนะลูก หนูคือนายหญิงที่แท้จริงของบ้านหลังนี้ และไม่มีใครหน้าไหนจะมาแตะต้องหนูกับลูกได้อีก!”
หลังจากวันนั้น เรื่องราวการกวาดล้างครั้งใหญ่ในตระกูลอัครไพศาลก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
คชา อัครไพศาล ถูกดำเนินคดีในข้อหาจ้างวานฆ่า ยักยอกทรัพย์ และฟอกเงิน หลักฐานที่ติณณ์และเจ้าสัวรวบรวมไว้ตลอดสามปี รวมถึงพยานปากสำคัญอย่างแพทย์ที่รับสินบน ทำให้คชาหมดหนทางต่อสู้คดีและต้องเผชิญกับโทษจำคุกตลอดชีวิต
ส่วนพริมา… ความจริงเรื่องหนี้พนันและการสมรู้ร่วมคิดถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น เธอถูกบอร์ดบริหารและสมาคมดนตรีนานาชาติขับออก ชื่อเสียงของนักไวโอลินสาวชื่อดังพังทลายลงในชั่วข้ามคืน และต้องถูกดำเนินคดีร่วมกับคชาในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด
ทว่า… เหยื่อที่กำลังจะจนตรอก มักจะเป็นสัตว์ร้ายที่อันตรายที่สุดเสมอ
สองสัปดาห์ต่อมา
ห้องเสื้อชั้นสูงใจกลางกรุงเทพมหานครถูกปิดเพื่อต้อนรับแขกวีไอพีเพียงคนเดียว
ฉันยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ชายกระโปรงยาวประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้และไข่มุกแท้นับหมื่นเม็ด ส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงไฟ ชุดนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรองรับสรีระของฉันที่เริ่มจะมีหน้าท้องนูนเด่นชัดขึ้นมาเล็กน้อยอย่างงดงาม
อีกเพียงสามวัน… งานแต่งงานแห่งศตวรรษระหว่างทายาทหมื่นล้าน ติณณ์ อัครไพศาล และฉัน มินตรา วรโชติ จะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมระดับหกดาว
“คุณมินตราสวยเหลือเกินค่ะ งดงามราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยายเลย” ช่างแต่งหน้าชื่อดังเอ่ยชมด้วยความจริงใจ
ฉันยิ้มรับเบาๆ มองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก ความสุขเอ่อล้นอยู่ในอกจนแทบทะลัก
ในขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของหัวหน้าบอดี้การ์ดที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องลองเสื้อก็ดังขึ้น ชายหนุ่มรับสายแล้วเดินเข้ามารายงานฉันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“คุณมินตราครับ ท่านประธานโทรมาแจ้งว่า รถติดขัดขวางทางขบวนเสด็จอยู่บริเวณแยกราชประสงค์ อาจจะมาถึงช้ากว่ากำหนดประมาณยี่สิบนาทีครับ ท่านสั่งให้พวกเราดูแลคุณมินตราอย่างใกล้ชิดที่สุดครับ”
“เข้าใจแล้วค่ะ ไม่เป็นไร บอกพี่ติณณ์นะคะว่าไม่ต้องรีบ มินรอได้ค่ะ” ฉันตอบด้วยรอยยิ้ม
ช่างแต่งหน้าและทีมงานขอตัวออกไปจัดเตรียมเครื่องประดับในห้องพักผ่อนด้านนอก ปล่อยให้ฉันยืนชื่นชมชุดเจ้าสาวอยู่ในห้องลองเสื้อขนาดใหญ่เพียงลำพัง โดยมีบอดี้การ์ดสองคนยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูทางเข้า
ทว่า… ความเงียบสงบนั้นคงอยู่ได้เพียงครู่เดียว
ฟึ่บ!
จู่ๆ แสงไฟทั่วทั้งห้องลองเสื้อและอาคารก็ดับวูบลงในพริบตา!
ระบบไฟฟ้าขัดข้องกะทันหัน ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้ว มีเพียงแสงสลัวจากหน้าต่างกระจกด้านนอกเท่านั้น
“คุณมินตราครับ! เกิดอะไรขึ้น อย่าขยับนะครับ!” เสียงบอดี้การ์ดด้านนอกตะโกนเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตรงมาที่ประตู
แต่ยังไม่ทันที่บอดี้การ์ดจะผลักประตูเข้ามา…
ปัง! ปัง!
เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้นสองนัดซ้อน ตามมาด้วยเสียงร่างของคนล้มกระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง!
หัวใจของฉันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เลือดในกายเย็นเฉียบขึ้นมาทันที
“ใครอยู่ข้างนอกน่ะ?!” ฉันตะโกนถามด้วยความหวาดกลัว สองมือกุมหน้าท้องตัวเองไว้โดยสัญชาตญาณ
ประตูห้องลองเสื้อค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ
ท่ามกลางแสงสลัวจากไฟฉายแรงสูง ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง…
เธอสวมเสื้อโค้ตสีดำตัวยาว สวมหมวกปีกกว้างบดบังใบหน้า แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น แสงไฟฉายก็สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ซูบตอบ ดวงตาแดงก่ำเบิกโพลงด้วยความบ้าคลั่ง และรอยยิ้มแสยะที่น่าสะพรึงกลัว
พริมา!
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ… มินตรา”
น้ำเสียงของพริมาแหบแห้งและสั่นระริก ในมือขวาของเธอถือปืนพกสั้นสีดำมะเมื่อมที่ปลายกระบอกยังมีควันจางๆ ลอยออกมา ส่วนมือซ้ายถือขวดแก้วบรรจุของเหลวสีใสขวดหนึ่งไว้
“พริมา… เธอหนีประกันออกมาได้ยังไง?!” ฉันพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น ถอยหลังหนีทีละก้าว แต่ด้านหลังของฉันติดกับผนังกระจกบานใหญ่ ไม่มีทางให้หนีอีกต่อไป
“หนีประกันงั้นเหรอ? ฮ่าๆๆๆ!” พริมาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาแห่งความแค้นไหลอาบแก้มที่ตอบซูบ “แกคิดว่าคนอย่างฉันจะยอมไปเน่าตายในคุกคนเดียวงั้นเหรอ?! ชีวิตของฉันพังหมดแล้ว! ชื่อเสียง เงินทอง อนาคต… ติณณ์ทำลายมันจนหมดสิ้นเพื่อผู้หญิงชั้นต่ำอย่างแก!”
สายตาของพริมาตวัดลงมามองชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์บนตัวฉัน และหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อย
แววตาคู่นั้นลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความริษยาที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง
“ชุดเจ้าสาวนั่น… มันควรจะเป็นของฉัน!” พริมากรีดร้อง ชี้กระบอกปืนมาที่หน้าอกของฉัน “ตำแหน่งนายหญิงของอัครไพศาล… มันต้องเป็นของฉันคนเดียว! แกแย่งทุกอย่างไปจากฉัน มินตรา! แกแย่งติณณ์ แย่งเงิน แย่งความสุขของฉันไป!”
“ฉันไม่ได้แย่งอะไรไปจากเธอทั้งนั้น พริมา!” ฉันสูดหายใจลึก พยายามตั้งสติเพื่อปกป้องลูกในท้อง “เธอทำลายชีวิตตัวเองด้วยความโลภของเธอเอง! เธอทิ้งพี่ติณณ์ไปตอนที่เขาเจียนตาย เธอร่วมมือกับคชาเพื่อจะทำลายเขา แล้วตอนนี้เธอยังกล้ามาโทษคนอื่นอีกเหรอ?!”
“หุบปาก!” พริมาแผดเสียงลั่น ยกขวดแก้วในมือซ้ายขึ้นมา “แกรู้ไหมว่านี่คืออะไร? กรดกำมะถันเข้มข้นไงล่ะ… แกคิดว่าติณณ์จะยังรักแกอยู่ไหม ถ้านังหน้าด้านอย่างแกถูกสาดน้ำกรดจนหน้าเละเสียโฉม?! แล้วถ้าแกแท้งลูก… ตระกูลอัครไพศาลจะยังต้องการแกอยู่อีกไหม?!”
พริมาก้าวประชิดเข้ามา มือที่ถือขวดกรดเริ่มสั่นด้วยความบ้าคลั่ง เธอเปิดฝาขวดออก ส่งกลิ่นฉุนรุนแรงแสบจมูกคละคลุ้งไปทั่วห้อง
“ไปตายซะทั้งแม่ทั้งลูกเถอะ!”
พริมาเงื้อแขนขึ้น เตรียมจะสาดน้ำกรดร้ายเข้าใส่ใบหน้าของฉัน!
ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น สัญชาตญาณความเป็นแม่สั่งให้ฉันก้มตัวลง ใช้แผ่นหลังและสองแขนโอบกอดท้องของตัวเองไว้แน่น ยอมสละชีวิตและใบหน้าของตัวเองเพื่อปกป้องลูกน้อย!
“อย่านะ!”
โครมมมม!
เสียงบานประตูกระจกด้านข้างห้องลองเสื้อถูกถีบพังทลายลงมาอย่างรุนแรง เศษกระจกแตกกระจายเกลื่อนพื้น!
เงาร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ติณณ์ไม่ได้ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขากระโจนเอาตัวเข้าขวางระหว่างฉันกับพริมา สองแขนแกร่งตระกองกอดร่างของฉันไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนา!
ซ่าาาาา!
“อ๊ากกกกกก!”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสดังออกมาจากปากของติณณ์!
น้ำกรดเข้มข้นถูกสาดเข้าใส่แผ่นหลังกว้างของเขาอย่างจัง! ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับเสียงเนื้อและเสื้อสูทที่ถูกกัดกร่อนจนไหม้เกรียม กลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ!
“พี่ติณณ์!” ฉันกรีดร้องสุดเสียง น้ำตาไหลทะลักออกมาด้วยความตกใจและเจ็บปวดแทบขาดใจ เมื่อเห็นแผ่นหลังของคนที่ฉันรักถูกทำลายต่อหน้าต่อตา
“มินตรา… ปลอดภัยใช่ไหม…” ติณณ์กัดฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย แต่สองแขนของเขายังคงกอดฉันไว้แน่น ไม่ยอมคลายออกแม้แต่น้อย
“แก! ไอ้ติณณ์! ทำไมแกต้องปกป้องมันขนาดนี้!” พริมาสติแตกอย่างสมบูรณ์ เธอเล็งกระบอกปืนตรงมาที่ศีรษะของติณณ์ “งั้นก็ตายไปด้วยกันทั้งคู่เลย!”
ปัง!
เสียงปืนดังกึกก้องกัมปนาท!
แต่กระสุนนัดนั้นไม่ได้มาจากปืนของพริมา…
ร่างของพริมาชะงักค้าง เลือดสีแดงสดทะลักออกมาจากหัวไหล่ขวาของเธอ ปืนพกสั้นหลุดกระเด็นออกจากมือตกลงบนพื้น
บอดี้การ์ดของติณณ์พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยคอมมานโดนับสิบนายพังประตูหน้ากรูกันเข้ามาในห้อง เล็งอาวุธสงครามเข้าใส่พริมาในทันที!
“อย่ายิง! อย่ายิง!” พริมาทรุดตัวลงคุกเข่า กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่กดตัวลงกับพื้นและใส่กุญแจมืออย่างรวดเร็ว
“ตามหมอ! เรียกรถพยาบาลเดี๋ยวนี้!” เสียงเจ้าหน้าที่ตะโกนสั่งการอย่างโกลาหล
ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้นในโลกนี้อีกต่อไป ฉันประคองร่างของติณณ์ที่เริ่มหมดแรงทรุดลงบนตักของฉัน มือของฉันแตะใบหน้าของเขาที่ซีดเผือดและเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ
“พี่ติณณ์! ทำใจดีๆ ไว้นะคะ! ฮือๆๆ… อย่าเป็นอะไรนะพี่ติณณ์ มินอยู่ตรงนี้ ลูกอยู่ตรงนี้!”
ติณณ์พยายามฝืนลืมตาขึ้นมองฉัน มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ แม้ว่าลมหายใจจะรวยริน
“พี่… สัญญากับพ่อของคุณไว้แล้ว…” ติณณ์กระซิบเสียงแผ่ว ยกมือที่สั่นเทาขึ้นแตะแก้มของฉัน “ว่าพี่จะปกป้องคุณ… ด้วยชีวิตของพี่… พี่ทำได้แล้วนะ มินตรา…”
“ไม่เอา! มินไม่ต้องการให้พี่เอาชีวิตมาแลก!” ฉันร่ำไห้จนแทบหมดสติ กอดร่างของเขาไว้แน่น “พี่ต้องอยู่กับมิน! ต้องอยู่ดูลูกของเราโต! ได้ยินไหมพี่ติณณ์! ห้ามทิ้งมินไปนะ!”
สติของติณณ์ค่อยๆ ดับวูบลงในอ้อมแขนของฉัน ท่ามกลางเสียงไซเรนของรถพยาบาลที่ดังแว่วเข้ามาใกล้…
หนึ่งปีต่อมา
ณ โบสถ์คริสต์สีขาวริมชายหาดส่วนตัวของตระกูลอัครไพศาลในจังหวัดภูเก็ต
สายลมทะเลพัดเอื่อยๆ พาเอากลิ่นอายความสดชื่นและความเค็มของเกลือทะเลมาแตะจมูก เสียงคลื่นกระทบฝั่งเป็นจังหวะสอดประสานกับเสียงบรรเลงไวโอลินอันไพเราะและอบอุ่น
แขกเหรื่อระดับผู้นำประเทศ นักธุรกิจชั้นนำ และบุคคลสำคัญในแวดวงสังคมนั่งเต็มสองฝั่งของทางเดินที่ปูด้วยกลีบกุหลาบสีชมพู ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังคู่บ่าวสาวที่ยืนอยู่หน้าแท่นพิธี
ฉันสวมชุดเจ้าสาวสีขาวเรียบหรู ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขที่สุดในชีวิต
และข้างกายของฉัน… คือติณณ์ ในชุดทักซิโด้สีดำสง่างามไร้ที่ติ
แม้ว่าบนแผ่นหลังของเขาภายใต้เสื้อเชิ้ตตัวนั้น จะยังมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่จากการปลูกถ่ายผิวหนังเพื่อรักษาแผลน้ำกรดเมื่อหนึ่งปีก่อน… แต่รอยแผลเป็นนั้น ไม่ใช่ความอัปลักษณ์ หากแต่มันคือเหรียญกล้าหาญแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ที่เขาใช้ชีวิตของตัวเองปกป้องฉันและลูกเอาไว้
ติณณ์หายดีเป็นปกติหลังจากต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานถึงสามเดือน โดยมีฉันคอยเฝ้าดูแลอยู่เคียงข้างทุกลมหายใจ
ส่วนพริมาและคชา… ศาลตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในเรือนจำความมั่นคงสูง ปิดฉากความละโมบและความเคียดแค้นลงอย่างถาวร
“ติณณ์ อัครไพศาล… คุณจะรับ มินตรา วรโชติ เป็นภรรยา จะรัก ซื่อสัตย์ และให้เกียรติเธอ ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ยามมั่งมีและยามยาก จนกว่าความตายจะพรากจากกันหรือไม่?” บาทหลวงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
ติณณ์หันมาสบตาฉัน ดวงตาคมคู่นั้นทอประกายรักใคร่อย่างลึกซึ้งและมั่นคง ดั่งหินผาที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อพายุใดๆ
“ผมรับครับ” ติณณ์ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดถ้อยชัดคำ “และแม้แต่ความตาย… ก็ไม่มีวันพรากความรักที่ผมมีต่อเธอไปได้ครับ”
น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นคลอเบ้าของฉัน
“มินตรา วรโชติ… คุณจะรับ ติณณ์ อัครไพศาล เป็นสามี จะรัก ซื่อสัตย์ และให้เกียรติเขา ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ยามมั่งมีและยามยาก จนกว่าความตายจะพรากจากกันหรือไม่?”
“รับค่ะ” ฉันตอบพร้อมกับบีบมือหนาของเขาไว้แน่น “มินจะรักและดูแลพี่ติณณ์ไปตลอดชีวิตค่ะ”
ติณณ์บรรจงสวมแหวนเพชรน้ำงามรูปหยดน้ำลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของฉัน ก่อนที่ฉันจะสวมแหวนทองคำขาวเรียบหรูลงบนนิ้วนางของเขาเช่นกัน
“ขอประกาศให้ทั้งสองคน เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้อง… เจ้าบ่าวจูบเจ้าสาวได้”
ติณณ์ประคองใบหน้าของฉันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม โน้มตัวลงมอบจุมพิตที่แสนหวาน อบอุ่น และตราตรึงใจ เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังกึกก้องไปทั่วทั้งโบสถ์ เจ้าสัวไพศาลที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาแห่งความสุขอย่างไม่ปิดบัง
และในจังหวะนั้นเอง…
“แอ้… แอ้…”
เสียงร้องใสๆ ของทารกน้อยดังแทรกขึ้นมาจากแถวหน้า
ป้าสายอุ้มเด็กชายวัยสี่เดือนเศษในชุดสูททักซิโด้ตัวจิ๋วเดินเข้ามาหาเราสองคน
เด็กชายตฤณ อัครไพศาล หรือ ‘น้องตฤณ’ แก้วตาดวงใจของเราสองคน เด็กน้อยที่มีใบหน้าและดวงตาสีสนิมเหล็กถอดแบบมาจากติณณ์ราวกับพิมพ์เดียวกัน
ติณณ์รับลูกชายตัวน้อยเข้าสู่อ้อมแขนอย่างชำนาญ เขาก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆ ของลูกเบาๆ ก่อนจะโอบแขนอีกข้างหนึ่งรวบเอวของฉันเข้าแนบชิด
เราสามคนยืนเคียงข้างกันท่ามกลางแสงแดดสีทองอบอุ่นยามอัสดง
ฉันมองดูผู้ชายตรงหน้า… ผู้ชายที่เคยเป็นเจ้าของคฤหาสน์อันเย็นเยียบ ผู้ชายที่เคยซ่อนความรักและความเจ็บปวดไว้ใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา
แต่ในวันนี้… เขาคือสามีที่แสนดี คือพ่อที่อบอุ่น และคือโลกทั้งใบของฉัน
จากหญิงสาวธรรมดาๆ ที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ ‘คนคั่นเวลา’ ที่นั่งรอวันถูกทิ้งขว้างอยู่ในกรงแก้ว
บัดนี้… ฉันได้รู้แล้วว่า กรงแก้วใบนั้น แท้จริงแล้วคือเกราะกำบังที่สร้างขึ้นมาจากความรักอันยิ่งใหญ่ และเมื่อพายุร้ายพัดผ่านพ้นไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่… ก็คือความรักอันเป็นนิรันดร์ที่จะไม่มีสิ่งใดในโลกมาพรากเราจากกันได้อีกต่อไป.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *