รุ่นพี่มัธยมปลายตัวเต็งตบหน้าเด็กนักเรียนย้ายมา

 

 

 

 

รุ่นพี่มัธยมปลายตัวเต็งตบหน้าเด็กนักเรียนย้ายมาใหม่จนหน้าหันต่อหน้าผู้คนนับร้อยบนอัฒจันทร์ แต่ก่อนที่รอยยิ้มเย้ยหยันจะจางหาย เสียงไซเรนและขบวนรถตู้สีดำสนิทก็บุกเข้ามาปิดล้อมสนามกีฬา

บทที่ 2

เสียงหวีดหวิวของยางรถยนต์เกรดยุทธวิธีบดขยี้ลงบนผิวแอสฟัลต์ของลานหน้าสนามกีฬา

 

เอี๊ยดดดดดดดดดดดดด!

 

แรงสะเทือนจากน้ำหนักตัวถังเหล็กกล้ากันกระสุนระดับเจ็ดตันของรถตู้หุ้มเกราะสีดำขลับเจ็ดคัน

 

ส่งคลื่นความสั่นสะท้านแล่นผ่านผืนดินใต้ฝ่าเท้าของทุกคนบนอัฒจันทร์

 

กลิ่นไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ขนาดแปดกระบอกสูบ

 

ปะปนกับกลิ่นไหม้ของเนื้อยางและกลิ่นโอโซนที่เสียดสีกับความร้อนในอากาศยามบ่าย

 

พัดกรูเข้าตลบอบอวลไปทั่วทั้งสนามฟุตบอล

 

ประกายไฟวับวาบจากแถบไฟไซเรนแอลอีดีสีน้ำเงินสลับแดงที่ซ่อนอยู่หลังกระจังหน้าสีดำด้าน

 

สาดแสงสะท้อนวูบวาบเข้าใส่สายตานับร้อยคู่ที่กำลังนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนอัฒจันทร์ปูน

 

ความเงียบสงัดเข้ายึดครองพื้นที่อย่างเฉียบพลัน

 

เสียงเป่านกหวีดของกรรมการในสนามหยุดชะงักลงกลางคัน

 

ลูกฟุตบอลกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดนิ่งอยู่ตรงมุมธงโดยไม่มีใครคิดจะวิ่งตาม

 

ภีมยังคงยืนค้างอยู่ในท่าเดิม

 

นิ้วมือขวาของเขายังคงกำแน่นอยู่ที่คอเสื้อนักเรียนสีขาวที่ยับยู่ยี่ของแทน

 

ทว่า รอยยิ้มเหยียดหยามที่เคยประดับอยู่บนมุมปากของกัปตันทีมหนุ่มรูปหล่อ

 

บัดนี้กลับแข็งค้างลงในเสี้ยววินาที

 

กล้ามเนื้อบนโหนกแก้มของภีมกระตุกเกร็งเป็นจังหวะถี่ๆ

 

แววตาที่เคยมองแทนดั่งมองมดปลวกที่ไร้ค่า

 

เริ่มฉายประกายความสับสนและความหวาดระแวงออกมาทีละน้อย

 

“อะไรวะ…”

 

ภีมพึมพำออกมาในลำคอด้วยน้ำเสียงที่เริ่มขาดความมั่นคง

 

สายตาของเขาเลื่อนผ่านไหล่ของเด็กใหม่

 

จ้องมองตรงไปยังขบวนรถตู้สีดำมะเมื่อมที่จอดเรียงแถวหน้ากระดานปิดกั้นทางเข้าออกของสนามฟุตบอลอย่างสมบูรณ์แบบ

 

รถทุกคันไม่มีป้ายทะเบียนสีขาวหรือสีเหลืองเหมือนรถยนต์ทั่วไป

 

แต่ด้านหน้ารถ…

 

ประดับด้วยแผ่นป้ายโลหะทองเหลืองเคลือบสีดำสนิท

 

สลักตราสัญลักษณ์ ‘ครุฑพ่าห์ภายใต้จักรและตรีศูล’ สีทองอร่าม

 

ตราสัญลักษณ์ประจำหน่วยอารักขาความมั่นคงสูงสุดแห่งรัฐและกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์!

 

และที่เสาอากาศด้านข้างตัวถังรถคันกลาง

 

มีธงประจำตำแหน่งสีแดงเลือดหมูผืนเล็กสะบัดพริ้วตามแรงลม

 

ธงที่มีตราดาวสีทองสี่ดวงล้อมรอบช่อชัยพฤกษ์…

 

สัญลักษณ์ของนายพลระดับสูงสุดแห่งกองทัพไทย!

 

“พี่ภีม…”

 

เด็กหนุ่มลูกไล่ในกลุ่มที่ยืนล้อมกรอบอยู่ข้างหลัง กระซิบเรียกชื่อภีมด้วยเสียงที่สั่นเครือ

 

สองมือของเด็กคนนั้นที่เคยยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอ

 

ค่อยๆ ลดระดับลงต่ำอย่างลนลานจนมือถือแทบจะร่วงหล่นลงบนพื้นลู่วิ่ง

 

“รถ… รถของใครวะพี่ ทำไมตราสัญลักษณ์มันดูไม่เหมือนรถตำรวจท้องที่เลย…”

 

“มึงจะไปกลัวอะไรวะ!”

 

ภีมตวาดกลับไปด้วยเสียงกระซิบอันแหบพร่า พยายามดึงความเย่อหยิ่งของตัวเองกลับคืนมา

 

“พ่อกูนั่งอยู่บนอัฒจันทร์โน่น! ในจังหวัดนี้ ใครจะกล้ามาแตะต้องพวกเรา!”

 

“พวกนี้คงเป็นขบวนรถของแขกผู้ใหญ่ที่พ่อกูเชิญมาร่วมพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลนั่นแหละ!”

 

ภีมปล่อยมือออกจากคอเสื้อของแทนอย่างรังเกียจ

 

เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นที่ชายเสื้อแจ็กเก็ตกัปตันทีมของตัวเอง

 

แล้วหันไปแสยะยิ้มเยาะใส่แทนอีกครั้ง

 

“แกคิดว่าเสียงหวูดไซเรนพวกนี้จะช่วยให้แกรอดพ้นจากตีนกูไปได้งั้นเหรอ ไอ้เด็กจรจัด?”

 

“ต่อให้เทวดาหน้าไหนเดินลงมาจากรถพวกนั้น…”

 

“ถ้ากูสั่งให้แกก้มกราบตีนกูตรงนี้ แกก็ต้องก้ม!”

 

แทนยืนนิ่งสงบ

 

ดวงตาคู่เรียวสีดำสนิทของเด็กหนุ่มยังคงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น

 

เขาค่อยๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมา

 

ใช้หลังมือปาดคราบเลือดสีแดงสดที่ซึมออกมาจากมุมปากของตัวเองอย่างแผ่วเบา

 

รสชาติคาวฝาดของสนิมเหล็กกระจายไปทั่วปลายลิ้น

 

ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านอยู่บนแก้มซ้าย ไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณของเด็กหนุ่มสั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย

 

ในทางกลับกัน…

 

แววตาที่เขามองดูภีมในเวลานี้

 

ไม่ใช่แววตาของเหยื่อที่กำลังหวาดกลัว

 

แต่เป็นแววตาของราชสีห์หนุ่ม… ที่กำลังมองดูสุนัขจิ้งจอกตาบอดกำลังกระโจนเข้าสู่กองเพลิงด้วยความเขลา!

 

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

 

เสียงประตูสไลด์ไฟฟ้าของรถตู้หุ้มเกราะทั้งเจ็ดคันเปิดอ้าออกพร้อมกันอย่างแม่นยำและเงียบเชียบ!

 

ชายฉกรรจ์ในชุดปฏิบัติการยุทธวิธีพิเศษสีดำสนิท (Tactical Black) กว่าสามสิบนาย

 

ก้าวลงมาจากรถอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบดั่งเครื่องจักรสงคราม

 

ทุกคนสวมเสื้อเกราะกันกระสุนระดับสี่ สวมหมวกเคฟลาร์พร้อมแว่นตากันสะเก็ดสีดำมืด

 

ที่ต้นแขนเสื้อด้านขวา ติดแถบอาร์มผ้าลายธงชาติไทยปักดิ้นทอง

 

และที่หน้าอกเสื้อ ประดับตราสัญลักษณ์ ‘พยัคฆ์ทมิฬ’ แห่งหน่วยคอมมานโดศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล!

 

ในมือของเจ้าหน้าที่ทุกคน ถืออาวุธปืนเล็กยาวจู่โจม Sig Sauer MCX พร้อมระบบชี้เป้าเลเซอร์และกล้องเล็งโฮโลกราฟิก

 

ฝีเท้าของรองเท้าคอมแบทพื้นยางหนา ย่ำลงบนลู่วิ่งยางมะตอยพร้อมเพรียงกันเป็นจังหวะหนักแน่น

 

ตึก… ตึก… ตึก… ตึก…

 

เสียงย่ำเท้านั้นดังกึกก้องประดุจเสียงกลองศึกที่ก้องสะท้อนอยู่ในอกของผู้คนทั้งสนาม

 

เจ้าหน้าที่กระจายกำลังออกเป็นรูปพัดในเวลาไม่ถึงสิบวินาที

 

ปิดล้อมพื้นที่รอบอัฒจันทร์และขอบสนามฟุตบอลไว้ทุกตารางนิ้วอย่างแน่นหนา

 

กระบอกปืนทุกกระบอกถูกลดระดับลงในท่าเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด (Low Ready)

 

ไม่มีการเอะอะโวยวาย

 

ไม่มีการส่งเสียงข่มขู่

 

มีเพียงความเยือกเย็นอันแสนสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากกลุ่มนักรบมืออาชีพ

 

จนทำให้เด็กนักเรียนบนอัฒจันทร์หลายคนถึงกับตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว!

 

บนแถวหน้าสุดของโซนวีไอพี…

 

‘นายธวัชชัย’ ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและประธานกรรมการบริหารโรงเรียน พ่อของภีม

 

ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

 

ชายวัยห้าสิบปีในชุดสูทผ้าไหมอิตาลีสีเทาเข้ม คัตติ้งเนี้ยบกริบ

 

บนนิ้วนางข้างซ้ายสวมแหวนทองคำฝังหยกเขียวเม็ดโตเท่าไข่นกพิราบ

 

เขายกมือขวาขึ้นลูบเนกไทผ้าไหมสีเบอร์กันดีให้เข้าที่

 

สายตามองดูกลุ่มคอมมานโดที่กำลังเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ

 

เขาหันไปพยักหน้าให้ ‘อาจารย์เกริกศักดิ์’ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างๆ

 

“เห็นไหมล่ะ ท่าน ผอ….”

 

ธวัชชัยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในอำนาจบารมี

 

“ผมบอกท่านแล้ว ว่าสัปดาห์นี้ ผมประสานงานกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคและมณฑลทหารบกไว้”

 

“เพื่อให้พวกเขาจัดชุดอารักขาพิเศษ เข้ามาร่วมสังเกตการณ์และดูแลความปลอดภัยให้ลูกชายของผมในการแข่งขันนัดสำคัญนี้”

 

“ระดับนายธวัชชัย… ถ้าจะทำอะไร มันต้องเล่นใหญ่และสมศักดิ์ศรีแบบนี้!”

 

ผู้อำนวยการเกริกศักดิ์รีบปั้นรอยยิ้มประจบสอพลอ ยกมือไหว้ธวัชชัยอย่างนอบน้อม

 

“บารมีของท่านธวัชชัยช่างยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริงๆ ครับ!”

 

“โรงเรียนของเราโชคดีเหลือเกินที่มีท่านเป็นเสาหลักคอยค้ำจุน”

 

“เด็กใหม่อย่างไอ้แทนมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง สมควรแล้วที่นายภีมจะช่วยสั่งสอนให้มันรู้จักกาลเทศะเสียบ้าง”

 

“เดี๋ยวผมจะลงไปต้อนรับท่านผู้การด้วยตัวเองเลยครับท่าน!”

 

ธวัชชัยหัวเราะร่วนในลำคออย่างพึงพอใจ

 

เขาก้าวขาเดินนำหน้าผู้อำนวยการและคณะครู ลงมาจากบันไดอัฒจันทร์ปูนอย่างสง่างาม

 

ชายวัยกลางคนยืดอก ผายมือออกกว้าง ก้าวตรงเข้าไปหากลุ่มนายทหารและคอมมานโดที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

 

“สวัสดีครับท่านผู้การ! ขอบคุณมากที่ให้เกียรติส่งกำลังมาช่วยดูแลความเรียบร้อย…”

 

ธวัชชัยยื่นมือขวาที่สวมแหวนหยกออกไปข้างหน้าเพื่อหมายจะจับมือทักทายอย่างผู้มีอำนาจ

 

ทว่า…

 

ประตูเบาะหลังของรถตู้กันกระสุนคันกลางที่มีธงดาวสี่ดวงเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ

 

ร่างสูงใหญ่สง่างามในชุดเครื่องแบบทหารบกเต็มยศสีเขียวขี้ม้าก้าวลงมาจากรถ

 

อินทรธนูบนบ่าประดับด้วยยศ ‘พลเอก’ สีทองสุกปลั่ง

 

บนหน้าอกเสื้อ ประดับด้วยแถบเหรียญราชอิสริยาภรณ์และเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุดเต็มแผง

 

ใบหน้าคมเข้ม คิ้วดกดำดั่งคันศร และแววตาคมกริบดั่งพญาอินทรีที่ผ่านสมรภูมิรบและการบริหารความมั่นคงระดับชาติมาอย่างโชกโชน

 

นั่นคือ ‘พลเอก เกรียงไกร เทวรังสรรค์’

 

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ!

 

บุคคลระดับเบอร์หนึ่งแห่งกองทัพไทย ผู้มีอำนาจสั่งการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทั่วทั้งราชอาณาจักร!

 

เคียงข้างท่าน คือ ‘พลตำรวจเอก ชัชวาลย์’ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

และผู้บังคับการกองปราบปรามพิเศษ!

 

ธวัชชัยที่กำลังยื่นมือออกไป ถึงกับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าพ่อท้องถิ่นแข็งค้างลงในทันที

 

ลูกตาสีดำของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนเส้นเลือดฝอยในตาแทบจะแตกกระจาย!

 

พลเอกเกรียงไกร… ผู้บัญชาการทหารสูงสุด?!

 

ผบ.ทสส. คนที่นายกรัฐมนตรียังต้องให้ความเคารพเกรงใจ…

 

คนที่ต่อให้ระดับผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง จะขอเข้าพบ ยังต้องทำหนังสือล่วงหน้านานนับเดือน…

 

มาทำอะไรที่โรงเรียนมัธยมในต่างจังหวัดแห่งนี้?!

 

“ท… ท่าน… ท่าน ผบ.ทสส. …”

 

ธวัชชัยละล่ำละลัก เสียงของเขาสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้

 

มือที่ยื่นออกไปเปลี่ยนเป็นยกขึ้นพนมไหว้อย่างลนลาน

 

ทว่า… พลเอกเกรียงไกร กลับไม่แม้แต่จะปรายสายตามองธวัชชัยเลยแม้แต่น้อย!

 

ท่านก้าวเดินผ่านร่างของธวัชชัยและผู้อำนวยการโรงเรียนไปราวกับพวกเขาเป็นเพียงฝุ่นละอองที่ไร้ตัวตนในอากาศ

 

เสียงรองเท้าคัตชูหนังทหารขัดมันวาว ก้าวเดินเป็นจังหวะที่มั่นคงและหนักแน่นดั่งขุนเขา

 

ตึก… ตึก… ตึก…

 

สายตาอันเฉียบคมและทรงอำนาจของนายพลสูงสุด กวาดมองตรงไปยังริมรั้วตาข่ายเหล็กข้างสนามฟุตบอล

 

ตรงไปยังจุดที่เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนเก่าๆ กำลังยืนอยู่!

 

ภีมที่ยืนอยู่ตรงนั้น เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่รุนแรงจนน่าขนลุก

 

ขนแขนของเขาลุกชันไปทั้งร่าง หัวใจในอกซ้ายเต้นกระหน่ำรัวเร็วประหนึ่งเสียงรัวกลอง

 

เมื่อเห็นนายพลระดับสูงสุดของประเทศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

กำลังสาวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมและแผ่รังสีแห่งความกดดันอันมหาศาล!

 

“พ… พ่อ…” ภีมครางออกมาในลำคอด้วยความหวาดผวา

 

เขาคิดว่าผู้ใหญ่ระดับประเทศกำลังเดินเข้ามาหาเขา เพื่อชื่นชมในฐานะกัปตันทีมฟุตบอลดาวรุ่ง

 

ภีมจึงรีบยืดอกขึ้น ปั้นรอยยิ้มที่คิดว่าดูดีที่สุด ยกมือขึ้นทำความเคารพอย่างเก้ๆ กังๆ

 

“สะ… สวัสดีครับท่านนายพล! ผมชื่อ ภีมภพ รัตนอัครเดช กัปตันทีม…”

 

ทว่า… คำพูดแนะนำตัวเองของภีม ยังไม่ทันได้หลุดพ้นริมฝีปาก

 

กริ๊ก!

 

เสียงดึงส้นเท้าชิดกันของรองเท้าคอมแบทและรองเท้าหนังทหารนับสามสิบคู่ ดังกึกก้องกังวานสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งสนามกีฬา!

 

พลเอกเกรียงไกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด…

 

พลตำรวจเอกชัชวาลย์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ…

 

พร้อมด้วยนายทหารและหน่วยคอมมานโดติดอาวุธครบมือทุกคน

 

ก้าวเดินผ่านหน้าภีมไปอย่างไม่ไยดี!

 

แล้วหยุดยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ตรงหน้า ‘แทน’ เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนเก่าๆ ที่ยืนพิงรั้วตาข่ายเหล็ก!

 

และในวินาทีต่อมา…

 

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าสายตาของผู้คนนับร้อยบนอัฒจันทร์

 

ก็เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดที่ทำลายล้างความเข้าใจทั้งหมดของโลกใบนี้ลงอย่างสิ้นเชิง!

 

พลเอกเกรียงไกร… นายทหารระดับสี่ดาวผู้เป็นดั่งพญาสิงหราชแห่งกองทัพไทย

 

ค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นจรดที่หางคิ้ว ทำความเคารพในท่าวันทยหัตถ์อย่างเข้มแข็ง สง่างาม และเปี่ยมล้นไปด้วยความเคารพยำเกรงจากก้นบึ้งของหัวใจ!

 

ตามด้วยนายทหารและนายตำรวจทุกคนที่ยกมือทำความเคารพพร้อมเพรียงกัน!

 

จากนั้น… พลเอกเกรียงไกร ก็ค่อยๆ ลดมือลง

 

ย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นลู่วิ่งยางมะตอยที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่น…

 

คุกเข่าลงต่อหน้าเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีที่สวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆ คู่นั้น!

 

“กราบเรียน ‘หม่อมหลวงภานุวัชร เทวรังสรรค์’…”

 

เสียงทุ้มต่ำ กึกก้อง และทรงอำนาจของพลเอกเกรียงไกร ดังกังวานผ่านความเงียบสงัด สะท้อนไปถึงทุกซอกทุกมุมของอัฒจันทร์ปูน:

 

“กระผม พลเอก เกรียงไกร เทวรังสรรค์ ในนามของกองบัญชาการทหารสูงสุด และหน่วยถวายความปลอดภัยพิเศษ”

 

“ขอกราบประทานอภัยโทษอย่างสูงสุด ที่นำกำลังเข้ามารักษาความปลอดภัยล่าช้าไปสามนาทีครับ!”

 

“สัญญาณแจ้งเตือนภัยคุกคามระดับ ‘โค้ดแบล็ก’ (Code Black – Priority One) จากดาวเทียมความมั่นคง…”

 

“ส่งตรงเข้าสู่ห้องปฏิบัติการยุทธการร่วมทันทีที่นาฬิกาตรวจจับแรงกระแทกและชีพจรของท่านชายส่งสัญญาณวิกฤต!”

 

“กระผมขอรับผิดชอบต่อความบกพร่องนี้ด้วยชีวิตครับผม!”

 

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

 

ราวกับมีอุกกาบาตขนาดยักษ์พุ่งชนเข้ากลางสนามกีฬาจนแหลกละเอียดเป็นจุณ!

 

ความเงียบสงัดที่ตามมานั้น… หนักหน่วงและเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าขั้วโลกเหนือ!

 

คำว่า ‘หม่อมหลวงภานุวัชร เทวรังสรรค์’…

 

คำว่า ‘ท่านชาย’…

 

และภาพของผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำลังคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเด็กหนุ่มที่ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘คนจรจัด’!

 

ภีมยืนอ้าปากค้าง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างจนแทบจะฉีกขาดออกจากเบ้าตา!

 

ใบหน้าหล่อเหลาของกัปตันทีมฟุตบอลถอดสีจนกลายเป็นสีเทาหม่นดั่งเถ้ากระดูก

 

ริมฝีปากสั่นระริก ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้

 

ราวกับอวัยวะภายในทั้งหมดกำลังถูกแช่แข็งด้วยความหวาดผวาอย่างสุดซึ้ง!

 

ส่วนธวัชชัย ที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว…

 

ขาทั้งสองข้างของเจ้าพ่อท้องถิ่นพลันอ่อนเปลี้ยลงในทันที!

 

ร่างท้วมใหญ่ของเขาทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้นหญ้าเสียงดัง ตุบ!

 

แหวนหยกสีเขียวบนนิ้วมือสั่นกระทบกันจนเกิดเสียงดังกริ๊กๆ

 

เหงื่อกาฬไหลพรากอาบใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสจนแป้งรองพื้นละลายเปรอะเปื้อนคอเสื้อสูท

 

เทวรังสรรค์…

 

ตระกูลขุนนางเก่าแก่ผู้กุมรากฐานความมั่นคงและกองทัพมาตั้งแต่ยุคตั้งกรุงรัตนโกสินทร์!

 

ตระกูลที่สืบสายเลือดมาจากแม่ทัพเอกและเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง!

 

และเด็กหนุ่มที่ลูกชายของเขาเพิ่งจะตบหน้า…

 

เพิ่งจะสั่งให้ก้มกราบตีน…

 

และเพิ่งจะด่าทอว่าเป็น ‘เศษขยะที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า’…

 

คือ ‘ท่านชายภานุวัชร’ ทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของผู้นำสูงสุดแห่งตระกูลเทวรังสรรค์!

 

ทว่า… ความเงียบสงัดอันน่าสะพรึงกลัวนั้น กลับถูกทำลายลงด้วยสายตาคู่หนึ่ง

 

สายตาของพลเอกเกรียงไกร ที่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูใบหน้าของแทน…

 

และเมื่อสายตาของนายพลระดับสี่ดาว สบเข้ากับ ‘รอยฝ่ามือสีแดงเข้มที่บวมเป่ง’ บนแก้มซ้ายของแทน…

 

พร้อมกับหยาดเลือดสีแดงสดที่ยังคงซึมอยู่ที่มุมปากของเด็กหนุ่ม…

 

บรรยากาศทั่วทั้งสนามกีฬา พลันลดอุณหภูมิลงสู่จุดติดลบทันทีในพริบตา!

 

เส้นเลือดที่ขมับและลำคอของพลเอกเกรียงไกรปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว

 

แววตาของพญาอินทรีผู้สุขุม บัดนี้ลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะอันบ้าคลั่งที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้เป็นจุล!

 

“ใคร…”

 

น้ำเสียงของพลเอกเกรียงไกรลดต่ำลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือกดั่งความตาย

 

แต่กลับดังกึกก้องอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนในสนาม

 

“ใครเป็นคนลงมือ… แตะต้องใบหน้าของท่านชาย?!”

 

หน่วยคอมมานโดทั้งสามสิบนายยกปืนเล็กยาวจู่โจมขึ้นประทับร่องไหล่ทันทีในเสี้ยววินาที!

 

กริ๊ก! กริ๊ก! กริ๊ก!

 

เสียงปลดเซฟตี้ปืนดังขึ้นพร้อมเพรียงกันอย่างน่าขนลุก

 

ลำแสงเลเซอร์สีแดงและสีเขียวนับสิบจุด พุ่งเข้าทาบทับลงบนหน้าผาก หน้าอก และหัวใจของภีมและกลุ่มเพื่อนอย่างแม่นยำ!

 

จุดเลเซอร์สีแดงเข้มสั่นไหวอยู่บนหน้าอกเสื้อแจ็กเก็ตกัปตันทีมของภีมถึงสี่จุด!

 

“ฮะ… เฮ้ย! อย่านะเว้ย!”

 

ภีมร้องเสียงหลง ขาทั้งสองข้างหมดแรงจนล้มพับลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้นลู่วิ่งยางมะตอยทันที

 

ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนไร้สีเลือด ปัสสาวะเริ่มไหลซึมออกมาจนกางเกงวอร์มเปียกชุ่มด้วยความกลัวตายสุดขีด!

 

“พ่อ! ช่วยผมด้วยพ่อ! ช่วยผมด้วยยยย!”

 

ภีมกรีดร้องโหยหวน น้ำหูน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าอย่างหมดสภาพ

 

ธวัชชัยคลานเข่าเข้ามาราวกับสุนัขจรจัดที่กำลังจะถูกตี

 

สองมือที่สวมแหวนหยกยกขึ้นประนมไหว้พลเอกเกรียงไกรและแทนอย่างไม่คิดชีวิต

 

“ท่านนายพลครับ! ได้โปรดเมตตาด้วยครับ! เด็กมันไม่รู้เรื่อง! เด็กมันแค่เล่นกันในสนามฟุตบอล!”

 

“เล่นกันงั้นหรือ?!”

 

พลตำรวจเอกชัชวาลย์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว

 

แววตาของนายตำรวจใหญ่จ้องมองธวัชชัยด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ดั่งมองดูสิ่งปฏิกูล

 

เขายกแท็บเล็ตสั่งการยุทธวิธีขึ้นมา เปิดคลิปวิดีโอถ่ายทอดสดความละเอียด 4K ที่เชื่อมต่อสัญญาณจากดาวเทียมความมั่นคงและกล้องมุมสูงของสนาม

 

ภาพเหตุการณ์ทุกวินาที… ถูกฉายซ้ำอย่างคมชัดแจ่มแจ้งต่อหน้าทุกคน:

 

ภาพที่ภีมชี้นิ้วด่าทอ…

 

ภาพที่ภีมเหวี่ยงฝ่ามือฟาดเข้าเต็มแก้มของแทนจนหน้าสะบัด…

 

ภาพที่ภีมผลักอกแทนจนกระแทกกับรั้วตาข่ายเหล็ก…

 

และภาพที่ภีมใช้รองเท้าสตั๊ดเตะโทรศัพท์ดาวเทียมของแทนเข้าไปใต้คานอัฒจันทร์อย่างเหยียดหยาม!

 

“การทำร้ายร่างกายทายาทแห่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ…”

 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังกึกก้อง ดั่งคำพิพากษาจากนรก

 

“การกักขังหน่วงเหนี่ยว คุกคามความปลอดภัย และการใช้อิทธิพลมืดกดขี่ประชาชนในสถานศึกษา…”

 

“นายธวัชชัย รัตนอัครเดช และ นายภีมภพ รัตนอัครเดช!”

 

“พวกคุณคิดจริงๆ หรือ… ว่าอำนาจเงินสกปรกและอิทธิพลท้องถิ่นของพวกคุณ…”

 

“จะสามารถปกป้องพวกคุณจาก ‘กฎหมายแห่งความมั่นคงสูงสุดของชาติ’ ได้?!”

 

ในจังหวะนั้นเอง…

 

เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ก็ดังกระหึ่มแหวกลมหนาวมาจากเส้นขอบฟ้า!

 

พึ่บ! พึ่บ! พึ่บ! พึ่บ!

 

เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งและยุทธวิธี Sikorsky UH-60 Black Hawk สีดำสนิทสองลำ

 

บินลดระดับลงมาลอยตัวอยู่เหนือยอดอัฒจันทร์ปูน

 

แรงลมมหาศาลจากใบพัดพัดกวาดเอาเต็นท์อำนวยการและป้ายไวนิลสปอนเซอร์ของธวัชชัยจนฉีกขาดและปลิวว่อนไปในอากาศ!

 

และผู้ที่กำลังจะก้าวลงมาจากอากาศยานลำนั้น…

 

คือบุคคลที่จะตัดสินชะตากรรมของตระกูลรัตนอัครเดช… ให้ดับสูญไปตลอดกาล!

 

บทที่ 3

แรงลมพายุจากใบพัดคู่ของเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นมหาศาล

 

พัดกวาดเอาเศษฝุ่นทรายและเศษหญ้าในสนามฟุตบอลให้ฟุ้งกระจายไปทั่วทุกทิศทาง

 

เสียงใบพัดตัดอากาศดังกึกก้องกัมปนาท พึ่บ! พึ่บ! พึ่บ! พึ่บ!

 

สนั่นหวั่นไหวเสียจนกระจกหน้าต่างของอาคารเรียนที่อยู่ห่างออกไปสามร้อยเมตรสั่นสะเทือนจนส่งเสียงคราง

 

ล้อทั้งสามจุดของเฮลิคอปเตอร์ลำมหึมาแตะลงบนกึ่งกลางวงกลมของสนามฟุตบอลอย่างนุ่มนวลและแม่นยำ

 

บานประตูกลไฟฟ้าด้านข้างเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ

 

บันไดเทียบก้าวลงสู่พื้นหญ้าสีเขียว

 

และผู้ที่ก้าวเดินลงมาจากอากาศยานลำนั้น…

 

ทำให้หัวใจของทุกคนในสนามแทบจะหยุดเต้นลงพร้อมกัน!

 

ชายชราวัยเจ็ดสิบห้าปีในชุดสูทสากลพระราชทานสีน้ำเงินเข้ม

 

บนอกเสื้อด้านซ้าย ประดับเข็มกลัดดวงดาราแห่งราชวงศ์โบราณและสายสะพายมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

 

แผ่นหลังของท่านเหยียดตรง สง่างาม ดั่งต้นสนพันปีที่ตั้งตระหง่านท้าทายพายุหิมะ

 

ใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาบารมี ทว่าแววตาคู่นั้นกลับลึกล้ำ คมกริบ และทรงอำนาจเสียจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตาตรงๆ

 

ข้างกายของท่าน คือ ‘พลเอก ภานุเดช เทวรังสรรค์’ อดีตผู้บัญชาการทหารบกและสมาชิกสภาองคมนตรี

 

บิดาแท้ๆ ของแทน!

 

และชายชราผู้ก้าวลงมาเป็นคนแรก…

 

คือ ‘ฯพณฯ ท่าน พลเอก หม่อมเจ้าสุริยเทพ เทวรังสรรค์’

 

อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบุรุษอาวุโส และปู่แท้ๆ ของเด็กหนุ่มที่เพิ่งถูกตบหน้า!

 

ความเงียบสงัดที่ตามมานั้น… หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าความเงียบในสุสานหลวง

 

ธวัชชัยที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหญ้า เมื่อเห็นใบหน้าของรัฐบุรุษอาวุโสชัดเจนเต็มสองตา

 

ขากรรไกรของเขากระตุกค้าง น้ำลายเหนียวหนืดไหลย้อยออกมาจากมุมปากโดยไม่รู้ตัว

 

ร่างกายของเจ้าพ่อท้องถิ่นสั่นเทาราวกับคนจับไข้หัวลม

 

ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า

 

“ท… ท่าน… ท่านรัฐบุรุษสุริยเทพ…”

 

ธวัชชัยครางออกมาด้วยเสียงที่แหลกสลายดั่งคนเสียสติ

 

ในแผ่นดินนี้… ไม่มีใครไม่รู้จักพลเอก หม่อมเจ้าสุริยเทพ

 

ท่านคือบุคคลระดับตำนานที่กอบกู้วิกฤตการณ์ความมั่นคงของชาติมานับครั้งไม่ถ้วน

 

ตระกูลรัตนอัครเดชที่ธวัชชัยภาคภูมิใจนักหนา…

 

แท้จริงแล้ว เมื่อเทียบกับบารมีของราชสกุลเทวรังสรรค์…

 

มันก็เป็นเพียงแค่เศษฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ใต้รองเท้าบูตของท่านเท่านั้น!

 

พลเอก ภานุเดช ก้าวเท้ายาวๆ ลงมาจากเครื่องบิน เดินเคียงข้างบิดาของเขาตรงดิ่งมายังริมรั้วตาข่ายเหล็ก

 

เสียงรองเท้าหนังขัดมันวาวกระทบลงบนพื้นลู่วิ่งยางมะตอยอย่างมั่นคง

 

นายพลเอกผู้เป็นบิดา เดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของแทน

 

สายตาอันเฉียบคมที่เคยใช้บัญชาการกองทัพนับแสนนาย กวาดมองดูรอยฝ่ามือสีแดงเข้มที่บวมเป่งบนแก้มซ้ายของลูกชาย

 

และหยาดเลือดที่แห้งกรังตรงมุมปาก…

 

แววตาของคนเป็นพ่อ สั่นสะท้านไปด้วยความเจ็บปวดร้าวรานอย่างแสนสาหัส

 

มือหนาอันหยาบกร้านที่ผ่านการจับอาวุธมาทั้งชีวิต ค่อยๆ เอื้อมออกไปข้างหน้า

 

ปลายนิ้วของท่านสั่นระริกขณะสัมผัสลงบนรอยแผลที่แก้มของลูกชายอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมที่สุด

 

“เจ็บไหมลูก…”

 

น้ำเสียงทุ้มต่ำของพลเอกภานุเดชสั่นเครือ แฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิดและอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง

 

“พ่อขอโทษนะแทน… พ่อกับคุณปู่มาช้าไป…”

 

แทนค่อยๆ คลี่ยิ้มบางๆ ออกมา

 

รอยยิ้มที่อบอุ่นและสงบนิ่ง ราวกับความเจ็บปวดบนใบหน้าไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง

 

เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกุมหลังมืออันอบอุ่นของพ่อไว้เบาๆ

 

“แทนไม่เจ็บครับพ่อ…”

 

แทนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ทว่าหนักแน่นและมั่นคง

 

“สามสัปดาห์ที่แทนมาอยู่ที่นี่… แทนได้เรียนรู้และเข้าใจทุกอย่างตามที่คุณปู่และพ่อต้องการแล้วครับ”

 

“แทนเข้าใจแล้วว่า… ทำไมคุณปู่ถึงสั่งห้ามไม่ให้แทนใช้นามสกุลเทวรังสรรค์”

 

“ทำไมคุณปู่ถึงส่งแทนมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ในฐานะเด็กนักเรียนธรรมดาคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้ามอมแมม”

 

แทนสบตากับผู้เป็นพ่อและคุณปู่

 

“เพราะถ้าแทนไม่มายืนอยู่ตรงจุดที่ต่ำที่สุด…”

 

“แทนก็คงไม่มีวันได้มองเห็น… ว่าคนที่ถือครองอำนาจเงินตราและอิทธิพลจอมปลอมในสังคมนี้”

 

“พวกเขากำลังใช้ความมืดบอดนั้น… เหยียบย่ำศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของผู้คนที่ไร้ทางสู้ขนาดไหน!”

 

คำพูดที่เปี่ยมล้นไปด้วยปัญญาและวุฒิภาวะอันสูงส่งของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี

 

ดังกึกก้องกังวานผ่านไมโครโฟนไร้สายที่ติดอยู่บนปกเสื้อของเจ้าหน้าที่ สะท้อนไปทั่วทั้งอัฒจันทร์ปูน!

 

นักเรียนนับร้อยคนที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ หลายคนถึงกับน้ำตาซึมด้วยความละอายใจ

 

บรรดาอาจารย์ที่เคยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นการกลั่นแกล้ง ต่างพากันก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอก ไม่กล้าสบสายตาใคร

 

พลเอก หม่อมเจ้าสุริยเทพ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลานชาย

 

มืออันอบอุ่นของท่านวางลงบนศีรษะของแทน ลูบผมของหลานรักด้วยความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้

 

“หลานทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบแล้ว แทน…”

 

น้ำเสียงของรัฐบุรุษอาวุโสนุ่มนวล ทว่าก้องกังวานและเปี่ยมบารมี

 

“การเป็นผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่การมีอำนาจล้นฟ้าไว้คอยกดขี่ผู้อื่น”

 

“แต่วัดกันที่การมีหัวใจที่พร้อมจะปกป้องและยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่อ่อนแอกว่า”

 

“หลานผ่านการทดสอบนี้อย่างสง่างามที่สุดแล้วลูกชายของปู่”

 

จากนั้น… สายตาอันทรงอำนาจของรัฐบุรุษอาวุโส ก็ค่อยๆ เลื่อนลงมามองดูร่างของธวัชชัยและภีม ที่กำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น

 

แววตาของท่านเปลี่ยนเป็นความเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งขั้วโลกในทันที!

 

“นายธวัชชัย รัตนอัครเดช…”

 

เสียงของท่านดังกึกก้องประดุจเสียงอสุนีบาตที่ผ่าลงกลางกระหม่อมของเจ้าพ่อท้องถิ่น

 

“ตลอดสิบปีที่ผ่านมา แกใช้อำนาจเงินตราและตำแหน่งประธานกรรมการโรงเรียนแห่งนี้”

 

“เปลี่ยนสถานศึกษาอันทรงเกียรติ ให้กลายเป็นอาณาจักรมืดส่วนตัวของครอบครัวแก!”

 

“แกสั่งสอนลูกชายของแก… ให้กลายเป็นสัตว์ป่าอันธพาล ที่เที่ยวชี้หน้าด่าทอและทำร้ายลูกหลานของประชาชนผู้บริสุทธิ์!”

 

“แกสั่งให้อาจารย์ปิดตา สั่งให้เจ้าหน้าที่เมินเฉยต่อความอยุติธรรม!”

 

พลเอกสุริยเทพชี้ไม้เท้าหัวมังกรทองคำตรงไปที่ใบหน้าของธวัชชัย

 

“แกคิดจริงๆ หรือ… ว่าแผ่นดินนี้ไม่มีขื่อมีแป?!”

 

“แกคิดจริงๆ หรือ… ว่าเงินสกปรกที่แกได้มาจากการค้ายาเสพติด การเปิดบ่อนการพนันออนไลน์ และการฮั้วประมูลโครงการรัฐในภาคตะวันออก…”

 

“จะสามารถคุ้มกะลาหัวของแกกับลูกชายแกได้ตลอดไป?!”

 

ครืด… ครืด… ครืด…

 

ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือสี่เครื่องในกระเป๋าสูทของธวัชชัยก็แผดเสียงสั่นสะเทือนขึ้นมาพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง!

 

ธวัชชัยมือสั่นงันงก ควักโทรศัพท์เครื่องหนึ่งขึ้นมากดรับสายด้วยความลนลาน

 

เสียงปลายสาย… คือเสียงแผดร้องอย่างตื่นตระหนกสุดขีดของสมุนมือขวาของเขา:

 

“นายครับ! จบสิ้นหมดแล้วครับนาย!”

 

“กองปราบปรามร่วมกับ ปปง. และ ป.ป.ช. นำหมายศาลบุกเข้าทลายโกดังเก็บสินค้าเถื่อนและบ่อนคาสิโนของเราทุกแห่งพร้อมกันแล้วครับ!”

 

“บัญชีธนาคารทุกบัญชีถูกอายัดหมดแล้ว! เหมืองหินและบริษัทรับเหมาของนายถูกสั่งระงับกิจการทั้งหมด!”

 

“และตอนนี้… ตำรวจกำลังถือหมายจับข้อหาฟอกเงินและจ้างวานฆ่า มุ่งหน้าไปจับกุมตัวนายแล้วครับ!”

 

เพล้ง!

 

โทรศัพท์มือถือราคาแพงหลุดร่วงจากมือของธวัชชัย ตกลงกระแทกพื้นลู่วิ่งยางมะตอยจนหน้าจอแตกกระจายละเอียด!

 

ใบหน้าของเจ้าพ่อท้องถิ่นเปลี่ยนจากสีเทา กลายเป็นสีดำคล้ำดั่งคนขาดอากาศหายใจ

 

ร่างกายทั้งร่างทรุดฮวบลงไปนอนราบกับพื้น สองมือยกขึ้นกุมหัวใจ ลมหายใจหอบกระชั้นถี่จนหน้าอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง

 

อาณาจักรพันล้าน…

 

อำนาจบารมีที่เขาสร้างขึ้นมาบนคราบน้ำตาและชีวิตของผู้อื่น…

 

บัดนี้ ได้พังทลายลงกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีในเวลาไม่ถึงสิบนาที!

 

ส่วนภีม… กัปตันทีมฟุตบอลผู้เคยหยิ่งยโส

 

บัดนี้ คลานเข่าเข้ามากอดรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของแทนไว้แน่น

 

สองมือที่เคยฟาดตบหน้าแทน บัดนี้ยกขึ้นพนมไหว้แทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสิ้นไร้ศักดิ์ศรี

 

น้ำตา น้ำมูก และน้ำลายไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าที่ซีดเซียวจนดูน่าสมเพชเวทนา

 

“แทน… ไม่ใช่สิครับ… ท่านชายแทน! ผมกราบล่ะครับท่านชาย!”

 

ภีมร้องไห้โฮออกมาปานจะขาดใจ หน้าผากโขกลงกับพื้นลู่วิ่งยางมะตอยเสียงดัง โป๊ก! โป๊ก! จนหน้าผากแตก เลือดไหลซึมออกมาปนกับเหงื่อ

 

“ผมผิดไปแล้วครับท่านชาย! ผมมันเลว ผมมันตาบอด ผมมันโง่เง่าเอง!”

 

“ผมกราบขอโทษครับท่านชาย! อย่าทำลายอนาคตผมเลยนะครับ!”

 

“ผมกำลังจะได้โควต้านักกีฬาเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ… ผมกำลังจะมีอนาคต…”

 

“ยกโทษให้ผมเถอะนะครับท่านชาย! ผมจะยอมเป็นทาสรับใช้ท่านชายไปตลอดชีวิตเลยครับ!”

 

คำคร่ำครวญอันน่าสมเพชของภีม ดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งสนามกีฬา

 

ไม่มีใครบนอัฒจันทร์เอ่ยปากสงสาร

 

ไม่มีเพื่อนร่วมกลุ่มคนไหนก้าวเข้ามาช่วย

 

มีเพียงสายตาแห่งความรังเกียจเดียดฉันท์และสมเพชเวทนาที่มองลงมายังอันธพาลหนุ่มที่กำลังสิ้นท่า

 

แทนค่อยๆ ก้มลงมองดูภีมที่นอนหมอบกราบอยู่แทบเท้า

 

แววตาของเด็กหนุ่มไม่มีความสะใจในชัยชนะ

 

ไม่มีความเคียดแค้นหรือความเกลียดชัง

 

มีเพียงความสงบนิ่งอันบริสุทธิ์ดั่งแสงจันทร์ในคืนฟ้ากระจ่าง

 

แทนค่อยๆ ถอยเท้าออกจากการเกาะกุมของภีมอย่างช้าๆ

 

“ภีม…”

 

น้ำเสียงของแทนราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดและก้องกังวานไปทั่วบริเวณ

 

“เมื่อครู่นี้… นายสั่งให้ฉันก้มลงไปเก็บโทรศัพท์”

 

“นายบอกว่า… ‘นั่นคือหน้าที่ของพวกคนชั้นต่ำที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า’…”

 

แทนปรายสายตามองดูเศษโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าของเขาที่ยังคงตกอยู่ใต้คานอัฒจันทร์

 

“แต่วันนี้… ฉันอยากจะบอกอะไรนายไว้อย่างหนึ่งนะ ภีม”

 

“ในโลกใบนี้… ไม่มีใครเป็นคนชั้นต่ำเพียงเพราะเขาสวมเสื้อผ้าเก่าๆ หรือไม่มีเงินทองหรอก”

 

“แต่คนที่ต่ำช้าอย่างแท้จริง… คือคนที่ถือครองอำนาจแล้วนำอำนาจนั้นไปเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ต่างหาก!”

 

แทนสบตากับภีมตรงๆ

 

“อนาคตของนาย… ไม่ได้ถูกฉันทำลายหรอกนะ ภีม”

 

“แต่มันถูกทำลายลง… ด้วย ‘สันดานและความเหยียบย่ำ’ ของตัวนายเองทั้งสิ้น!”

 

“จงใช้เวลาที่เหลืออยู่ในสถานพินิจและคุกตะราง… คิดทบทวนดูให้ดีเถอะนะ!”

 

แทนหันหลังให้ภีมทันทีโดยไม่มองกลับไปอีกแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

 

พลตำรวจเอกชัชวาลย์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โบกมือส่งสัญญาณเพียงครั้งเดียว

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามและคอมมานโดสี่นาย ก้าวเข้ามาล็อกแขนของธวัชชัยและภีมทันที!

 

เสียงสับกุญแจมือเหล็กกล้าดัง คลิก! คลิก! สองครั้งติด

 

ล็อกข้อมือของสองพ่อลูกผู้มีอิทธิพลไพล่หลังอย่างแน่นหนา

 

“นายธวัชชัย และ นายภีมภพ รัตนอัครเดช!”

 

นายตำรวจระดับผู้บังคับการอ่านหมายจับด้วยน้ำเสียงดังกึกก้อง:

 

“พวกคุณถูกจับกุมตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง”

 

“ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น, ข่มขู่กรรโชกทรัพย์, มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, และฟอกเงิน!”

 

“เจ้าหน้าที่… ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนขึ้นรถไปดำเนินคดีที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเดี๋ยวนี้!”

 

“ไม่นะ! พ่อช่วยผมด้วย! ปล่อยผม! กรี๊ดดดดดด!”

 

ภีมกรีดร้องโหยหวน ดิ้นรนทุรนทุรายขณะถูกเจ้าหน้าที่คอมมานโดสองนายหิ้วปีกดึงตัวขึ้นรถตู้หุ้มเกราะ

 

ส่วนธวัชชัย… ชายผู้เคยยิ่งใหญ่คับจังหวัด บัดนี้เดินคอตก น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอาบใบหน้าอย่างหมดรูป

 

และสำหรับ ‘อาจารย์เกริกศักดิ์’ ผู้อำนวยการโรงเรียน…

 

เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการและ ป.ป.ช. ที่เดินทางมาพร้อมขบวน

 

ได้ก้าวเข้ามายื่นคำสั่ง ‘พักราชการและสั่งสอบวินัยร้ายแรงทันที’ พร้อมแจ้งข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157!

 

ผู้อำนวยการถึงกับเข่าทรุด ล้มพับลงไปกองกับพื้นปูน ท่ามกลางเสียงปรบมืออันกึกก้องของเหล่านักเรียนบนอัฒจันทร์!

 

ก่อนที่แทนจะก้าวขึ้นสู่เฮลิคอปเตอร์

 

สายตาของเด็กหนุ่มเหลือบไปเห็น ‘นักเรียนหญิง’ คนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมรั้วตาข่ายเหล็ก

 

เด็กนักเรียนหญิงคนเดียว… ที่เมื่อครู่นี้กล้าหาญพอที่จะเอ่ยปากกระซิบเตือนภีมให้หยุดทำร้ายเขา

 

แทนหยุดฝีเท้าลง คลี่ยิ้มอันแสนอบอุ่นส่งไปให้เธอ

 

เขาหันไปกระซิบกับเลขาฯ ส่วนตัวของพลเอกภานุเดชเบาๆ

 

“ช่วยบันทึกชื่อของเธอไว้ด้วยนะครับ… มอบทุนการศึกษาเต็มจำนวนของมูลนิธิเทวรังสรรค์ให้เธอจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาที่เธอต้องการ”

 

“เพราะคนที่มีความกล้าหาญที่จะปกป้องความถูกต้องในวันที่มืดมนที่สุด… สมควรได้รับแสงสว่างที่งดงามที่สุดตอบแทนครับ”

 

เลขาฯ ค้อมศีรษะรับคำสั่งด้วยความซาบซึ้งใจ

 

เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากผู้คนนับร้อยบนอัฒจันทร์

 

ดังกึกก้องกังวานไปทั่วทั้งผืนฟ้าและผืนแผ่นดิน

 

แทนก้าวขึ้นสู่เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กเคียงข้างคุณปู่และคุณพ่อของเขา

 

ประตูกลไฟฟ้าเลื่อนปิดลงอย่างนุ่มนวล

 

เสียงใบพัดแผดคำรามก้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนที่อากาศยานลำมหึมาจะค่อยๆ ลอยตัวยกขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม

 

สายลมบริสุทธิ์พัดพาเอาความมืดมน กลิ่นอายของความอยุติธรรม และฝุ่นผงแห่งความชั่วร้ายให้สูญสลายไปจนหมดสิ้น

 

บนความสูงหนึ่งพันฟุตเหนือผืนแผ่นดิน…

 

แทนทอดสายตามองลงไปยังโลกเบื้องล่างผ่านกระจกหน้าต่าง

 

รอยแผลเป็นสีจางๆ บนแก้มซ้าย… จะกลายเป็น ‘เหรียญกล้าหาญ’ แห่งชีวิต

 

ที่คอยย้ำเตือนใจเขาเสมอ…

 

ว่าไม่ว่าวันข้างหน้าเขาจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของแผ่นดินนี้หรือไม่

 

เขาจะยังคงเป็น ‘แทน’ คนเดิม

 

ผู้ที่เข้าใจความเจ็บปวดของผู้คน…

 

และผู้ที่จะใช้พลังอำนาจทั้งหมดที่มี เพื่อพิทักษ์ความยุติธรรมและเกียรติยศแห่งความเป็นมนุษย์… ตราบชั่วนานเท่านาน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *