
แม้แพทย์จะบอกว่าภรรยาของผมเหลือเวลาอีกไม่เกินสามวัน แต่ในขณะที่แม่ของผมกำลังยืนตวาดลั่นหน้าห้องนอนเพื่อบังคับให้ปั๊มลายนิ้วมือฮุบที่ดิน ภรรยาที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายกลับส่งยิ้มอ่อนแรงแล้วกระซิบคำลาที่ทำให้หัวใจของผมแหลกสลาย!
ตอนที่ 2: ภรรยาสิ้นใจ แต่แม่กลับยิ้มต่อหน้าศพ
“พิมพ์…”
ผมทรุดตัวลงข้างเตียง มือสั่นเทาแตะที่ลำคอของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่มีชีพจรอีกแล้ว
ใบรายงานสารพิษยังตกอยู่แทบเท้าผม ขณะที่ดวงตาของพิมพ์ดาวค่อย ๆ ปิดลงอย่างสงบ รอยยิ้มบาง ๆ ยังติดอยู่บนริมฝีปากซีดเซียวของเธอ ราวกับเธอเพิ่งวางภาระทั้งหมดลงได้ในที่สุด
“ไม่… พิมพ์ อย่าเพิ่งไป…”
ผมก้มลงกอดร่างของเธอไว้แน่น ความเย็นจากปลายนิ้วของเธอค่อย ๆ แผ่ขึ้นมาถึงแขนผม
แล้วเสียงประตูไม้สักก็ระเบิดดังสนั่น
ปัง!
กลอนประตูหลุดกระเด็นออกจากวงกบ คุณหญิงศศิธรก้าวเข้ามาพร้อมรองเท้าส้นสูงและสีหน้าหงุดหงิด ราวกับคนที่เพิ่งถูกขัดจังหวะเรื่องสำคัญ ไม่ใช่คนที่บุกเข้ามาต่อหน้าศพลูกสะใภ้
“ตายแล้วใช่ไหม”
แม่เหลือบมองร่างบนเตียง ก่อนยกยิ้มมุมปาก
“ก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาพูดมาก มึงเอาโฉนดมาเซ็นเดี๋ยวนี้”
เลือดในตัวผมเหมือนเดือดพล่านจนปลายนิ้วชา
“แม่ออกไปจากห้องนี้”
“มึงกล้าสั่งกูเหรอ”
“พิมพ์เพิ่งเสียชีวิต แม่ยังมีหน้ามาพูดเรื่องที่ดินอีกหรือครับ”
“แล้วจะให้กูพูดเรื่องอะไร” แม่ตวาดกลับ “พูดเรื่องความรักของมึงกับศพหรือไง ที่ดินร้อยล้านไม่ได้หายไปไหน มันต้องกลับมาเป็นของครอบครัวเรา”
ผมเหลือบมองเอกสารที่พื้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนก้มลงคว้ามันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วสอดเข้าไปใต้เสื้อด้านใน
แม่เห็นการเคลื่อนไหวของผม ดวงตาก็แข็งขึ้นทันที
“เอาอะไรซ่อนไว้”
“ของส่วนตัวของพิมพ์”
“เอาออกมาให้กูดู!”
แม่พุ่งเข้ามากระชากแขนผม เล็บยาวจิกผ่านเนื้อเสื้อจนเจ็บแปลบ ผมสะบัดมือเธอออกแล้วถอยไปยืนขวางหน้าเตียง
“อย่าแตะต้องของของภรรยาผม”
“ภรรยามึงตายแล้ว จะหวงอะไรนักหนา”
คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางอกจนผมหายใจไม่ออกไปชั่วขณะ ผมกำหมัดแน่น พยายามไม่ให้ตัวเองเผลอลงมือกับแม่ต่อหน้าร่างของพิมพ์
“ผมจะโทรแจ้งโรงพยาบาลให้มารับรองการเสียชีวิต”
ผมหยิบโทรศัพท์ออกมา กดเบอร์โรงพยาบาลศิริราชทันที
แม่หัวเราะหยัน
“โทรไปก็เท่านั้น หมอจะเขียนว่าเสียชีวิตตามอาการป่วยอยู่ดี”
“นั่นไม่ใช่เรื่องที่แม่ต้องตัดสินใจ”
“กูตัดสินใจทุกอย่างได้ เพราะกูเป็นแม่มึง และกูเป็นคนดูแลบ้านหลังนี้”
“บ้านหลังนี้เป็นสินสมรสของผมกับพิมพ์”
ผมกดโทรออก เสียงสัญญาณดังอยู่ข้างหู ขณะที่แม่เดินวนไปรอบเตียงด้วยท่าทีใจเย็นผิดปกติ
“สวัสดีครับ ผมขอแจ้งว่าภรรยาของผมเสียชีวิตแล้วที่บ้าน ขอให้ส่งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มาดำเนินการตามขั้นตอนด้วยครับ”
แม่ขยับเข้ามาใกล้ แล้วยื่นหน้าเข้ามาพูดเบา ๆ
“มึงคิดว่าตำรวจจะช่วยมึงได้หรือไง”
ผมหันไปมองเธอ
“ผมยังไม่ได้พูดถึงตำรวจ”
“แต่เดี๋ยวมึงก็ต้องเจอ”
ปลายสายกำลังสอบถามข้อมูล ผมตอบเป็นช่วง ๆ ทั้งที่เสียงของตัวเองสั่นจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง แม่ยืนกอดอกอยู่ข้างเตียง มองร่างของพิมพ์ด้วยแววตาเย็นชา
เมื่อวางสาย ผมเดินไปปิดประตูห้องที่ถูกพังจนบานหนึ่งห้อยค้างอยู่
“แม่กลับไปก่อน เจ้าหน้าที่กำลังมา”
“กูไม่ไป”
“นี่คือบ้านของผม”
“กูบอกว่าไม่ไป!”
เสียงแม่แหลมขึ้นจนแก้วน้ำบนโต๊ะสั่นเบา ๆ ผมหันกลับมา เผชิญหน้ากับคนที่ผมเคยพยายามมองว่าเป็นแม่ แม้ตลอดชีวิตเธอจะไม่เคยทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นลูกเลยก็ตาม
แม่ล้วงซองเอกสารสีครีมออกมาจากกระเป๋าถือ แล้วฟาดลงบนโต๊ะข้างเตียง
“มึงอยากรู้ไหมว่าพิมพ์ดาวเซ็นอะไรไว้ก่อนตาย”
หัวใจผมกระตุก
“แม่หมายความว่าอะไร”
“นังนั่นเซ็นมอบอำนาจให้กูจัดการทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว”
แม่ดึงกระดาษออกจากซอง ยกขึ้นสะบัดต่อหน้าผม
“ทั้งที่ดิน บ้าน เงินฝาก หุ้นบริษัท ทุกอย่าง มอบให้กูเป็นคนจัดการแทน”
“พิมพ์ไม่มีวันเซ็นเอกสารแบบนั้น”
“มึงรู้จักเมียตัวเองดีแค่ไหนกันเชียว”
ผมก้าวเข้าไปคว้ากระดาษ แต่แม่ชักมือหนีอย่างรวดเร็ว
“อย่าแตะ”
“เอามาให้ผมดู”
“ไม่มีสิทธิ์”
“ถ้าเป็นเอกสารจริง ผมก็ต้องตรวจสอบได้”
แม่ยิ้มกว้างกว่าเดิม
“มึงไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น หลังจากนี้มึงเป็นแค่คนที่อาศัยอยู่ในบ้านของกู”
ลมหายใจผมติดอยู่ในลำคอ มือข้างหนึ่งเผลอกำชายเสื้อแน่นจนเอกสารใต้เสื้อยับย่น
“พิมพ์เป็นเจ้าของที่ดิน เธอจะมอบอำนาจให้ใครก็ต้องมีพยานและขั้นตอนตามกฎหมาย แม่เอากระดาษแผ่นเดียวมาขู่ผมไม่ได้”
“กฎหมายงั้นเหรอ” แม่หัวเราะ “กูมีทนาย มีคนรู้จักในสำนักงานที่ดิน และมีหลักฐานว่าพิมพ์ยินยอมทุกอย่าง”
“หลักฐานปลอมก็ยังเป็นความผิด”
รอยยิ้มบนใบหน้าแม่หายไปทันที
“ระวังปากไว้”
“ผมจะไม่ยอมให้แม่เอาทรัพย์สินของพิมพ์ไปแม้แต่บาทเดียว”
“ถ้ามึงขวาง กูจะฟ้องมึง”
“ฟ้องเรื่องอะไรครับ”
“ยักยอกทรัพย์ ข่มขู่ภรรยา บังคับให้คนป่วยเซ็นเอกสาร แล้วก็—”
แม่เว้นจังหวะ มองไปยังร่างบนเตียงอย่างจงใจ
“ทำให้พิมพ์ดาวตายเร็วขึ้น”
ใบหน้าผมร้อนวูบ เลือดสูบขึ้นจนหูอื้อ
“แม่พูดอะไร”
“กูพูดตามที่คนอื่นเห็น มึงเป็นสามี เป็นคนดูแลยา เป็นคนอยู่กับมันตลอดเวลา ถ้ามันตายแล้วทรัพย์สินหายไป คนแรกที่ตำรวจจะสงสัยก็คือมึง”
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ความเย็นวาบแล่นผ่านแผ่นหลัง
แม่ก้าวเข้ามาประชิดตัว แล้วกดเสียงต่ำ
“ถ้าไม่อยากถูกลากเข้าคุก ก็เซ็นโอนที่ดินให้กูซะตอนนี้”
“ไม่มีทาง”
“มึงจะเลือกคุก หรือเลือกออกจากบ้านตัวเอง”
“ผมเลือกปกป้องพิมพ์”
คำตอบหลุดออกไปโดยไม่ต้องคิด แม้หัวเข่าของผมจะเริ่มอ่อนแรงจนต้องยืนพิงขอบเตียง
แม่จ้องหน้าผมอยู่หลายวินาที ก่อนหันไปมองพิมพ์ดาวอีกครั้ง
คราวนี้เธอเดินเข้าไปใกล้ศพ
ผมก้าวตาม แต่แม่ยกมือห้าม
“อย่ามายุ่ง”
แม่ก้มลงข้างเตียง ริมฝีปากเคลื่อนไปใกล้หูของพิมพ์ แม้ร่างนั้นจะไม่มีวันตอบกลับได้อีกแล้ว
“ในที่สุดแกก็เอาอะไรไปบอกมันไม่ได้แล้ว”
ผมได้ยินทุกคำ
ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
ปลายนิ้วผมเย็นเฉียบ ขณะที่สายตาจับอยู่บนใบหน้าของแม่ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แล้วส่งยิ้มให้ผมเหมือนคนที่มั่นใจว่าตัวเองชนะแล้ว
“ได้ยินแล้วก็จำไว้” แม่พูด “ต่อให้มึงร้องไห้จนตาย ทรัพย์สินของพิมพ์ก็ไม่เหลือถึงมึง”
“แม่…”
เสียงผมแหบพร่า
“คุณหญิงศศิธร”
เสียงเจ้าหน้าที่จากด้านนอกดังขึ้น พร้อมเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา แม่รีบเก็บเอกสารลงซอง สีหน้ากลับมาเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมไม่สนใจเธออีก
ผมหันไปหยิบสมุดปกหนังของพิมพ์จากพื้นขึ้นมา มือผมสั่นจนแทบเปิดไม่ได้ กระดาษหลายหน้าพลิกผ่านปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว
ทุกหน้ามีแต่ลายมือที่ผมคุ้นเคย
จนถึงหน้าสุดท้าย
ตรงกลางกระดาษมีชื่อเพียงชื่อเดียว เขียนซ้ำหลายครั้งด้วยหมึกสีน้ำเงิน
ชื่อของคนที่ผมไว้ใจที่สุด
“นรี”
ตอนที่ 3: หลังงานศพ ผมถูกไล่ออกจากบริษัทของตัวเอง
“คุณภัทรครับ คณะกรรมการขอเชิญเข้าห้องประชุมเดี๋ยวนี้ครับ”
ผมเพิ่งก้าวพ้นประตูบ้านหลังกลับจากงานศพของพิมพ์ได้ไม่ถึงชั่วโมง เสียงเลขาฯ ก็ดังมาตามสาย
ผมเหลือบมองสมุดปกหนังที่วางอยู่บนเบาะข้างตัว ชื่อที่พิมพ์ทิ้งไว้ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด
“ผมเพิ่งกลับจากงานศพภรรยา มีเรื่องอะไรถึงต้องเรียกตอนนี้”
“เป็นคำสั่งของคุณหญิงศศิธรครับ ท่านบอกว่าเป็นเรื่องด่วนเกี่ยวกับตำแหน่งประธานบริหาร”
ปลายนิ้วของผมเย็นเฉียบขึ้นมาทันที
ผมหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับไป
“ได้ ผมจะไป”
ห้องประชุมชั้น 32 เงียบผิดปกติทันทีที่ผมเปิดประตูเข้าไป
แม่ของผมนั่งอยู่หัวโต๊ะในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าแต่งแต้มด้วยความเศร้าแบบที่ดูประณีตเกินจริง ข้างเธอคือคณะกรรมการบริษัท 6 คน และผู้ชายคนหนึ่งที่ผมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เขาเพิ่งเข้าทำงานใหม่ ๆ
เขาชื่อก้อง
ก้องหลบสายตาผมทันที
“นั่งสิ” แม่พูดโดยไม่ลุกขึ้นต้อนรับ “เรามีเรื่องต้องจัดการให้จบวันนี้”
ผมเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามเธอ
“เรื่องอะไร”
แม่เลื่อนแฟ้มหนาไปตรงหน้าผม
“เรื่องบริษัทที่กำลังจะพังเพราะลูกชายของฉันมัวแต่เล่นบทสามีแสนดี”
คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางอกจนผมหายใจติดขัด
“แม่กำลังพูดอะไร”
“ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา แกขาดประชุม ละเลยการอนุมัติงาน ปล่อยให้โครงการสำคัญหยุดชะงัก เพียงเพราะต้องเฝ้าผู้หญิงใกล้ตายอยู่ที่บ้าน”
แม่ยกคางขึ้นเล็กน้อย
“บริษัทไม่ได้มีหน้าที่รอให้แกไว้ทุกข์นะภัทร”
มือของผมกำแน่นอยู่ใต้โต๊ะ เล็บกดลงบนฝ่ามือจนเจ็บ
“ผมยังเซ็นเอกสารทุกฉบับที่จำเป็น และมอบหมายงานให้รองประธานดูแลแทนตามระเบียบ”
“แต่ผลประกอบการตกลง 18 เปอร์เซ็นต์”
กรรมการคนหนึ่งพูดขึ้น
“ลูกค้ารายใหญ่ถอนสัญญาไป 2 ราย และธนาคารชะลอวงเงินกู้”
ผมหันไปมองแม่ทันที
“เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นหลังจากแม่เข้ามาควบคุมฝ่ายการเงินไม่ใช่หรือครับ”
สีหน้าของแม่กระตุกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับมาเย็นชาเหมือนเดิม
“อย่าพยายามโยนความผิดให้คนอื่น”
“ผมไม่ได้โยน ผมถามข้อเท็จจริง”
“ข้อเท็จจริงก็คือ แกไม่มีความสามารถจะบริหารบริษัทอีกต่อไป”
แม่เคาะนิ้วลงบนโต๊ะ 2 ครั้ง
“คณะกรรมการมีมติให้แกพ้นจากตำแหน่งประธานบริหาร ตั้งแต่วันนี้”
เสียงเก้าอี้ขยับดังเบา ๆ รอบโต๊ะ
ผมหันมองกรรมการทีละคน ไม่มีใครสบตาผมเกิน 2 วินาที
เลือดในตัวผมสูบฉีดขึ้นหน้า แต่เสียงกลับนิ่งกว่าที่คิด
“ใครอนุญาตให้แม่ปลอมลายเซ็นของผม”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
แม่ชะงักมือที่กำลังเปิดแฟ้ม
“แกพูดอะไร”
“เอกสารคำสั่งประชุม หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารเปลี่ยนผู้มีอำนาจลงนาม ลายเซ็นในนั้นไม่ใช่ของผม”
ผมลุกขึ้น โน้มตัววางฝ่ามือลงบนโต๊ะ
“ผมไม่เคยมอบอำนาจให้แม่เซ็นแทน และไม่เคยอนุมัติการถอดถอนตัวเอง”
“แกกำลังกล่าวหาฉันต่อหน้าคณะกรรมการงั้นเหรอ”
“ผมกำลังถามว่าใครปลอมเอกสาร”
แม่หัวเราะออกมาเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในแววตา
“ลูกชายที่เพิ่งเผาศพเมียตัวเองเสร็จ กลับรีบมาหวงเก้าอี้บริษัทมากกว่าห่วงชื่อเสียงของครอบครัว”
คำว่า “เผาศพ” ทำให้ลำคอของผมตีบตัน
ภาพพิมพ์บนเตียงยังผุดขึ้นมาในหัวเพียงชั่ววูบเดียว แต่ผมบังคับตัวเองให้ยืนอยู่ตรงนั้น
“อย่าเอาพิมพ์มาเป็นข้ออ้างโจมตีผม”
“ฉันต่างหากที่ควรพูดประโยคนี้กับแก”
แม่หยิบโทรศัพท์เครื่องหนึ่งขึ้นมา แล้วโยนมันเลื่อนข้ามโต๊ะมาหยุดตรงหน้าผม
“เปิดดูสิ ว่าแกใช้เงินบริษัทไปทำอะไรบ้าง”
หน้าจอแสดงข้อความจากกลุ่มกรรมการ มีภาพรายการโอนเงินหลายรายการ พร้อมข้อความกล่าวหาว่าผมเบิกเงินบริษัทไปจ่ายค่ารักษา ค่ายา และค่าพยาบาลส่วนตัวของพิมพ์ดาว
ยอดรวมถูกวงสีแดงไว้เกือบ 12 ล้านบาท
หัวใจผมกระตุกแรง
“นี่เป็นค่าใช้จ่ายที่อนุมัติตามสวัสดิการผู้บริหาร”
“สวัสดิการของประธานบริหาร ไม่ใช่การเอาเงินบริษัทไปเลี้ยงภรรยาที่กำลังจะตาย”
แม่พูดช้า ๆ ชัด ๆ ให้ทุกคนได้ยิน
“แกใช้บัตรบริษัทจ่ายค่าห้องพิเศษ ค่ายา และค่าพยาบาล ทั้งที่ไม่มีเอกสารรับรองจากฝ่ายบุคคลครบถ้วน”
ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูข้อความ
“เอกสารอยู่ที่ฝ่ายบัญชีทั้งหมด ผมเซ็นอนุมัติด้วยตัวเองทุกครั้ง และค่าใช้จ่ายบางส่วนก็เป็นเงินส่วนตัวของผม ไม่ใช่เงินบริษัท”
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาหลักฐานมา”
“แม่เป็นคนสั่งฝ่ายบัญชีระงับสิทธิ์การเข้าถึงของผมตั้งแต่เมื่อวาน”
แม่ยิ้มบาง ๆ
“แกยังมีเวลาคิดเรื่องข้อแก้ตัวอีกเยอะ ตอนนี้ตำรวจอาจสนใจเรื่องยักยอกทรัพย์มากกว่าคณะกรรมการเสียอีก”
ลมหายใจผมสะดุด
ผมจ้องเธออยู่นาน ในที่สุดก็เข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแม่ต้องการแค่เก้าอี้ของผม
เธอกำลังทำให้ผมกลายเป็นคนผิดในสายตาทุกคน
“แม่เตรียมเรื่องนี้ไว้นานแค่ไหนแล้ว”
“ระวังคำพูดหน่อยภัทร”
“แม่ปลอมเอกสาร ยึดอำนาจบริษัท แล้วสร้างหลักฐานว่าผมขโมยเงิน แม่คิดว่าผมจะยอมเดินออกไปเงียบ ๆ เหรอ”
ผมก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะจนเก้าอี้ด้านหลังครูดกับพื้น
“ผมจะให้ทนายตรวจสอบทุกอย่าง”
“เชิญเลย”
แม่พิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายใจ
“แต่ก่อนที่แกจะไปถึงทนาย เรามีคนอยากพูดกับแกอีกคน”
ก้องค่อย ๆ ลุกขึ้น
ผมหันไปมองเขา
เด็กหนุ่มที่ผมเคยจ่ายค่าเทอมให้ เคยช่วยปลดหนี้ และเคยพาเข้าไปพบลูกค้ารายใหญ่ครั้งแรก ยืนกุมมือแน่นอยู่ข้างเก้าอี้
“ก้อง นายรู้อะไร”
เขาเม้มปาก
“ผม…ผมไม่อยากทำแบบนี้ครับพี่”
“ถ้าไม่อยากทำ ก็ไม่ต้องทำ”
“แต่บริษัทเสียหายจริง ๆ”
ผมรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ากำลังยุบลงทีละน้อย
“นายเป็นคนตรวจบัญชีค่าใช้จ่ายของผมหรือ”
ก้องพยักหน้า
“ผมเห็นรายการโอนเงินหลายครั้ง เงินออกจากบัญชีบริษัทไปเข้าบัญชีโรงพยาบาล บัญชีพยาบาล แล้วก็บัญชีร้านขายยา”
“เพราะพิมพ์ป่วย”
“แต่พี่ใช้เรื่องภรรยาเป็นข้ออ้างขโมยเงินบริษัท”
คำพูดนั้นดังชัดกว่าทุกเสียงในห้อง
ผมชะงัก
แม้แต่แม่ยังหันไปมองก้องด้วยแววตาพอใจ
“พูดต่อสิ” แม่สั่ง
ก้องสูดลมหายใจ แล้วกล่าวโดยไม่ยอมสบตาผม
“พี่ภัทรรู้ว่าทุกคนสงสารพิมพ์ พี่เลยเอาความเจ็บป่วยของเธอมาบังหน้า ใช้เงินบริษัทเป็นเงินส่วนตัว แล้วทำเหมือนตัวเองเป็นสามีที่เสียสละ”
เลือดในกายผมเย็นวาบ
“นายเชื่อแบบนั้นจริง ๆ”
ก้องเงียบ
ผมเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าเขา
“ตอนที่นายไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ใครเป็นคนโอนเงินให้”
เขากำหมัดแน่น
“พี่อย่าเอาบุญคุณมาข่มผม”
“ตอนที่นายถูกไล่ออกจากงานเก่า ใครเป็นคนรับนายเข้าบริษัท”
“ผมไม่ได้ขอให้พี่ช่วย!”
เสียงของก้องดังขึ้นจนสั่น
“และผมก็ไม่อยากเห็นบริษัทที่ผมทำงานมาทั้งชีวิตถูกพี่ทำลายเพราะผู้หญิงคนเดียว!”
มือของผมสั่นจนต้องกำชายเสื้อไว้
ผมอยากถามเขาอีกหลายคำถาม แต่ความว่างเปล่าในดวงตาคู่นั้นทำให้ผมหยุด
คนที่ผมเคยคิดว่าเป็นน้องชาย ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับแม่แล้ว
แม่ลุกขึ้นหยิบแฟ้มขึ้นมา
“พอได้แล้ว ภัทร แกถูกปลดจากทุกตำแหน่ง และห้ามเข้าพื้นที่บริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ผมไม่ยอมรับมตินี้”
“แกไม่มีสิทธิ์ยอมรับหรือไม่ยอมรับ”
เธอส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนรออยู่หน้าประตู
“เชิญเขาออกไป”
ผมกวาดตามองทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่มีใครขยับมาช่วย ไม่มีใครพูดว่ามติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผมเดินออกจากห้องประชุมด้วยขาที่หนักเหมือนถูกถ่วงด้วยก้อนหิน
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 2 คนเดินตามมาประกบข้าง
ตรงโถงลิฟต์ ชายวัยกลางคนอีกคนรีบเดินเข้ามาพร้อมกล่องกระดาษใบใหญ่ในอ้อมแขน
“คุณภัทรครับ ของใช้ส่วนตัวของคุณพิมพ์ดาวที่อยู่ในห้องทำงาน ผมเก็บมาให้ได้เท่านี้ครับ”
ผมรับกล่องนั้นไว้แนบอก
กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของพิมพ์ยังติดอยู่บนผ้าพันคอผืนหนึ่ง ดวงตาผมร้อนผ่าวจนแทบมองไม่เห็น
“ขอบคุณครับ”
ผมก้มมองของในกล่องอย่างระมัดระวัง
แล้วทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นจากข้างในกล่องของใช้พิมพ์ดาว geschniegelt
ตอนที่ 4: บ้านที่เราแต่งงานถูกยึดต่อหน้าผม
ผมรีบคว่ำกล่องลงบนพื้นทันที
เสียงโทรศัพท์เงียบหายไป เหลือเพียงผ้าพันคอของพิมพ์ สมุดโน้ตเล่มเล็ก และพวงกุญแจบ้านที่มีตุ๊กตาแมวสีขาวห้อยอยู่
ไม่มีโทรศัพท์อยู่ในนั้นเลย
ผมคว้าพวงกุญแจขึ้นมา พลิกดูด้านหลังของตุ๊กตาแมว แล้วพบกระดาษแผ่นเล็กถูกพับซ่อนไว้ใต้เชือก
ลายมือของพิมพ์ทำให้หัวใจผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“อย่ากลับบ้าน”
ปลายนิ้วของผมเย็นเฉียบ ทั้งที่เลือดในร่างกายเหมือนกำลังเดือดพล่าน
“พิมพ์รู้ได้ยังไง…”
ผมพึมพำกับตัวเอง แล้วรีบกดโทรออกหาคุณนรี
เสียงสัญญาณดังอยู่เพียงครั้งเดียว รถสีดำคันหนึ่งก็เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าทางออกของบริษัท
ประตูรถเปิดออก
คุณหญิงศศิธรก้าวลงมาด้วยรองเท้าส้นสูง ตามหลังด้วยชายฉกรรจ์ 4 คนและรถบรรทุกขนาดเล็กอีก 2 คัน
แม่ไม่แม้แต่จะมองหน้าผม
เธอยกมือชี้ไปทางรถของผม แล้วออกคำสั่งกับคนงานเสียงดัง
“เข้าไปขนของในบ้านให้หมด ของที่เป็นของตระกูลศศิธรห้ามเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว”
ผมกำพวงกุญแจแน่นจนขอบโลหะกดเข้าเนื้อ
“แม่จะไปไหน”
แม่หยุดเดิน ก่อนหันมายิ้มเย็น ๆ ให้ผม
“กลับบ้านของเราไง”
“บ้านของผมกับพิมพ์”
“บ้านที่สร้างอยู่บนที่ดินของตระกูลฉันต่างหาก”
แม่เดินเข้ามาใกล้ แล้วเหลือบมองกล่องของใช้ในมือผมอย่างรังเกียจ
“แกถูกปลดจากบริษัทแล้ว ต่อไปแกก็ไม่มีสิทธิ์ใช้รถ ไม่มีสิทธิ์ใช้เงิน และไม่มีสิทธิ์กลับไปทำตัวเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้นอีก”
ผมก้าวไปขวางหน้ารถบรรทุก
“ใครอนุญาตให้แม่ขนของ”
“ฉันไม่จำเป็นต้องขออนุญาตลูกชายที่ถูกไล่ออกจากทุกอย่างแล้ว”
คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางอกจนผมหายใจติดขัด
ผมยังไม่ทันตอบ ชาย 2 คนก็เดินอ้อมไปทางประตูรั้ว ผมวางกล่องลงกับพื้นแล้วรีบตามไป
บ้านของผมกับพิมพ์อยู่ห่างจากบริษัทไม่ถึง 20 นาที
ตลอดทางผมกำพวงกุญแจไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนกระดาษที่เขียนว่า “อย่ากลับบ้าน” ถูกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อแนบกับหน้าอก
ผมไม่เข้าใจว่าพิมพ์กำลังเตือนเรื่องอะไร
แต่ผมรู้ว่าผมจะไม่ปล่อยให้แม่เข้าไปแตะต้องของของเธอเด็ดขาด
เมื่อรถจอดหน้าบ้าน คนงานของแม่กำลังช่วยกันยกกรอบรูปออกจากประตู
กรอบรูปวันแต่งงานของเรา
ภาพที่พิมพ์สวมชุดไทยสีงาช้าง กำลังยิ้มให้ผมใต้ซุ้มดอกไม้
ผมพุ่งเข้าไปคว้ากรอบรูปไว้ก่อนที่มันจะถูกโยนลงในรถบรรทุก
“วางลง!”
ชายคนนั้นชะงัก
ผมดึงกรอบรูปมากอดแนบอก แผ่นหลังชนกับประตูบ้านอย่างแรงจนเจ็บแปลบ
“ของชิ้นนี้เป็นของพิมพ์ ไม่มีใครแตะต้องได้”
แม่เดินตามเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน
“แกกำลังทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก”
“แม่ต่างหากที่กำลังบุกรุกบ้านของภรรยาผม”
“บุกรุก?” แม่หัวเราะเบา ๆ “ฉันมีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินผืนนี้ แกมีอะไร”
“พิมพ์เป็นเจ้าของบ้าน”
“คนตายไม่มีสิทธิ์ครอบครองอะไรทั้งนั้น”
เลือดร้อนพุ่งขึ้นหน้า ผมวางกรอบรูปลงบนโต๊ะข้างประตูอย่างระมัดระวัง แล้วหันกลับไปจ้องแม่
“อย่าพูดถึงพิมพ์แบบนั้น”
“ทำไม จะให้ฉันพูดว่ายังไง ในเมื่อมันตายไปแล้วและทิ้งทรัพย์สินไว้กองโต”
“พิมพ์ไม่ใช่ทรัพย์สิน”
“แต่ที่ดินเป็นทรัพย์สิน”
แม่ยื่นมือออกมา คนงานคนหนึ่งส่งแฟ้มเอกสารให้เธอ แม่เปิดมันกลางโถงบ้าน แล้วดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาโบกตรงหน้าผม
“นี่คือคำสั่งศาลชั่วคราว ให้ฉันเข้าดูแลและรักษาทรัพย์สินทั้งหมดของพิมพ์ดาว จนกว่าคดีมรดกจะสิ้นสุด”
ผมคว้ากระดาษมาดู
ตราประทับสีแดงอยู่ตรงมุมบนสุด ตัวหนังสือไม่กี่บรรทัด แต่ทำให้มือผมสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“คำสั่งนี้ไม่ได้แปลว่าแม่มีสิทธิ์เอาของของพิมพ์ไป”
“ฉันไม่ได้เอา ฉันกำลังเคลื่อนย้ายเพื่อป้องกันความเสียหาย”
“เอาของออกจากบ้านต่อหน้าผม เรียกว่าป้องกันความเสียหายงั้นเหรอ”
“แล้วแกจะทำอะไร”
แม่ก้าวเข้ามาใกล้จนปลายรองเท้าเกือบชนเท้าผม
“จะยืนกอดกรอบรูปคนตายแล้วทำตัวน่าสงสารต่อหน้าคนงานหรือไง”
ขากรรไกรของผมเกร็งแน่นจนปวด
ผมอยากตะโกน อยากผลักแม่ออกไป แต่ผมรู้ดีว่าคนที่รอให้ผมเสียการควบคุมมีมากเกินไป
ผมจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้อง
“ผมจะบันทึกทุกอย่างไว้”
แม่ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนยิ้มออกมา
“บันทึกเลย ภัทร บันทึกให้เต็มที่ จะได้มีหลักฐานว่าแกขัดขวางคำสั่งศาล”
“ผมไม่ได้ขัดขวาง ผมกำลังปกป้องสิทธิ์ของพิมพ์”
“สิทธิ์ของคนตายไม่สำคัญเท่าสิทธิ์ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่”
แม่หันไปทางคนงาน
“ขนของต่อ”
คนงาน 2 คนเดินตรงไปยังห้องนั่งเล่น ผมก้าวเข้าไปขวางทันที
“ถอยไป”
“ไม่มีใครเข้าไปในบ้าน”
“ฉันสั่งให้ถอย”
“ผมไม่ถอย”
อากาศในโถงแคบลงทันที เสียงรองเท้าของคนงานหยุดนิ่งอยู่ด้านหลังแม่
ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงจนแทบทะลุอก
แม่ยกโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลข แล้วเปิดลำโพง
“เจ้าหน้าที่คะ ตอนนี้ผู้คัดค้านกำลังขัดขวางการปฏิบัติตามคำสั่งศาลค่ะ”
ผมจ้องแม่เขม็ง
“แม่กำลังแจ้งตำรวจใส่ร้ายผมในบ้านของตัวเอง”
“บ้านของตัวเอง?” แม่เอียงคอ “แกยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่าตั้งแต่วินาทีนี้ แกไม่มีบ้านแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ปลายนิ้วของผมชาไปหมด
แม่กดวางสาย แล้วส่งเอกสารอีกชุดให้ผม
“คำสั่งระบุชัดว่าแกต้องออกจากพื้นที่ภายในคืนนี้ ถ้าไม่ออก เจ้าหน้าที่จะมาพาตัวแกออกไป”
ผมกวาดตามองห้องโถง
โซฟาตัวเดิมที่เราซื้อด้วยกัน โต๊ะไม้ที่พิมพ์ชอบวางแจกันดอกไม้ และผนังที่ยังมีรอยดินสอจากวันที่เราวัดส่วนสูงของลูกในฝัน แม้สุดท้ายความฝันนั้นจะไม่เคยเกิดขึ้น
ทุกอย่างกำลังถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตา
“แม่เอาคำสั่งศาลมาจากไหน”
“จากคนที่รู้กฎหมายมากกว่าแก”
“หรือจากคนที่ปลอมเอกสารเก่งกว่า”
รอยยิ้มบนใบหน้าแม่หายไปทันที
“ระวังคำพูดของแกไว้”
“ผมจะระวัง แต่ผมจะไม่เงียบ”
แม่ก้าวเข้ามาตบหน้าผมอย่างแรง
เพียะ!
ศีรษะของผมหันไปตามแรงตบ รสคาวเลือดแผ่ขึ้นมาที่มุมปาก
คนงานทุกคนเงียบกริบ
ผมค่อย ๆ หันกลับมา มองแม่ด้วยสายตาที่ไม่เหลือความลังเลอีกแล้ว
“แม่ตบผมได้”
ผมยกมือเช็ดเลือดที่ริมฝีปาก
“แต่แม่ไม่มีสิทธิ์แตะต้องของของพิมพ์”
“แกมันบ้าไปแล้ว”
“ถ้าการปกป้องภรรยาของตัวเองเรียกว่าบ้า ผมก็จะบ้าให้ถึงที่สุด”
แม่หันไปสั่งคนงานด้วยเสียงแข็ง
“เอาของออกมาให้หมด โดยเฉพาะเอกสารกับเครื่องประดับ อย่าให้มันซ่อนไว้แม้แต่ชิ้นเดียว”
“หยุด!”
เสียงผู้หญิงดังมาจากด้านหลังรั้ว
ผมหันไปทันที
คุณนรียืนอยู่ตรงประตูเล็กข้างบ้าน ใบหน้าซีดขาวและหอบหายใจเหมือนรีบวิ่งมา เสื้อคลุมพยาบาลของเธอยับย่น มือข้างหนึ่งกำสายกระเป๋าแน่น
แม่หันขวับไปมอง
“ใครอนุญาตให้เธอเข้ามา”
คุณนรีไม่ตอบแม่ เธอเดินตรงมาหาผม แล้วหยุดอยู่ห่างเพียงไม่กี่ก้าว
“คุณภัทรคะ… ฉันมีเรื่องต้องบอก”
“เรื่องอะไร”
เธอกลืนน้ำลาย ดวงตาแดงก่ำ
“เรื่องยาที่คุณพิมพ์ได้รับตลอดปีที่ผ่านมา”
ร่างกายของผมแข็งค้าง
แม่ตวาดแทรกทันที
“นรี ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
คุณนรีสะดุ้ง แต่ยังไม่ถอย
“ฉันขอโทษค่ะคุณภัทร”
“คุณนรีรู้เรื่องอะไร”
เธอสูดลมหายใจลึก น้ำตาเริ่มไหลลงมาตามแก้ม
“ฉันเป็นคนเอาขวดยาไปให้คุณพิมพ์ตามคำสั่งของคุณหญิง”
เสียงในหัวผมเงียบลงในทันที
ผมมองแม่
แม่กำหมัดแน่น สีหน้าที่เคยเย็นชาเริ่มบิดเบี้ยว
คุณนรีพูดต่อทั้งน้ำตา
“ตอนแรกฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่พอคุณพิมพ์เริ่มทรุด ฉันถึงรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ฉันพยายามจะหยุด แต่ว่า…”
“หุบปาก!” แม่ตะโกน
ผมก้าวไปยืนขวางระหว่างคุณนรีกับแม่
“พูดต่อครับคุณนรี”
เสียงของผมแหบแห้ง แต่หนักแน่นกว่าที่เคย
คุณนรีพยักหน้า เธอปาดน้ำตาแล้วมองข้ามไหล่ผมไปยังแม่
“วันนั้นคุณหญิงสั่งให้ฉัน…”
ทันใดนั้น รถของแม่ก็พุ่งเข้าชนประตูรั้วเสียงดังสนั่นจนเหล็กทั้งบานกระเด็นเข้ามาต่อหน้าพวกเรา
ตอนที่ 5: คนในครอบครัวเลือกยืนข้างคนฆ่า
“คุณนรี! หนีไปทางหลังบ้าน!”
ผมตะโกนสุดเสียง ก่อนจะรีบคว้าแขนเธอแล้วผลักให้หลบเข้าไปหลังแผงประตูเหล็กที่พังยับ
รถยนต์ของแม่จอดคาอยู่ตรงรั้วหน้า เสียงเครื่องยนต์ยังคำรามไม่หยุด ฝากระโปรงยุบลงจากแรงชน ส่วนกระจกหน้ารถแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
ประตูฝั่งคนขับเปิดผาง
แม่ก้าวลงมาจากรถอย่างช้า ๆ เสื้อผ้าของเธอแทบไม่มีรอยยับ ราวกับไม่ได้เพิ่งพุ่งรถชนประตูบ้านคนอื่น
“จับมันไว้!”
เสียงแม่สั่งคนขับรถที่ลงตามมา
ผมกางแขนขวางทางคุณนรี แต่เธอกลับดึงแขนผมออกอย่างแรง
“คุณภัทร อย่าค่ะ! ถ้าฉันอยู่ที่นี่ คุณจะเดือดร้อนหนักกว่าเดิม”
“ผมไม่ปล่อยให้คุณไปกับแม่”
“ฉันไม่ได้จะไปกับคุณหญิงค่ะ ฉันจะหนีไปให้ไกลที่สุด”
คุณนรีหันไปมองแม่ด้วยแววตาหวาดกลัว ก่อนจะวิ่งอ้อมไปทางหลังบ้าน
คนขับรถของแม่ทำท่าจะตาม ผมจึงคว้าท่อนเหล็กที่ตกอยู่ข้างรั้วขึ้นมาขวางไว้
“ใครกล้าตามเธอ ผมจะโทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้!”
แม่หัวเราะเบา ๆ
“โทรเลยสิ แกคิดว่าตำรวจจะเชื่อคนเสียสติอย่างแกหรือเชื่อฉัน”
เลือดในตัวผมเดือดพล่านจนปลายนิ้วชา แต่ผมยังยืนถือท่อนเหล็กแน่น ไม่ยอมถอย
“อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้เห็นว่าคุณขับรถชนรั้วเพื่อปิดปากพยาน”
รอยยิ้มบนใบหน้าแม่หายไปทันที
เธอเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ดวงตาเย็นจัดจนผมรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดอยู่กลางอก
“พยานอะไร นรีเป็นแค่คนรับใช้ที่ฉันจ้างมา แกจะเอาคำพูดของมันมาทำลายแม่ตัวเองอย่างนั้นหรือ”
“ถ้าคุณไม่ผิด ก็ไม่เห็นต้องกลัวคำพูดของเธอ”
“ฉันไม่ได้กลัว”
แม่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“ฉันแค่ไม่อยากเห็นลูกชายโง่ ๆ ถูกเมียที่ตายไปแล้วลากลงนรกไปด้วยกัน”
กรามของผมกระตุกแน่นจนปวด ผมอยากตะโกนใส่หน้าเธอ แต่เสียงกลับติดอยู่ในลำคอ
ด้านหลังบ้านมีเสียงประตูรั้วเล็กถูกเปิดออก ตามด้วยเสียงฝีเท้าของคุณนรีที่ค่อย ๆ ห่างไป
แม่หันไปมองทางนั้น แต่ไม่ได้สั่งให้ใครตามต่อ
เธอเพียงยกโทรศัพท์ขึ้นมา ถ่ายภาพรั้วที่พังและสีหน้าของผม
“พรุ่งนี้เช้า แกจะไม่มีโอกาสพูดอะไรกับใครอีก”
“คุณหมายความว่าอะไร”
“เดี๋ยวก็รู้”
คืนนั้น ผมไม่ได้หลับเลย
ผมนั่งอยู่ในบ้านเช่าหลังเล็กที่เพื่อนเก่าของพิมพ์ดาวช่วยหาให้ มือยังถือโทรศัพท์แน่นตลอดเวลา แต่ไม่มีสายจากคุณนรี
ผมไม่รู้ว่าเธอหนีไปถึงไหนแล้ว
รู้เพียงว่า ถ้าแม่ตามตัวเธอเจอ หลักฐานชิ้นเดียวที่อาจพาผมไปถึงความจริงก็จะหายไปตลอดกาล
ตอนเช้า เสียงทุบประตูดังขึ้นติดกันหลายครั้ง
“เปิดประตู!”
“ภัทร! ออกมาคุยกันเดี๋ยวนี้!”
ผมลุกจากที่นอนด้วยร่างกายที่หนักอึ้ง พอเปิดม่านออกก็เห็นรถ 4 คันจอดเรียงอยู่หน้าบ้าน
ญาติของแม่ยืนเต็มลาน
มีทั้งลุง ป้า ลูกพี่ลูกน้อง และคนที่ผมเคยเรียกว่า “พี่ชาย” แม้เราจะมีพ่อคนละคนกัน
เขายืนอยู่ด้านหน้า สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อย ในมือถือลูกกุญแจรถของผม
ผมเปิดประตูออกไปเพียงครึ่งเดียว
“มาทำอะไรกัน”
พี่ชายต่างบิดายิ้มเย็น
“มารับตัวแกกลับไปคุยกับครอบครัว”
“ผมไม่มีอะไรต้องคุยกับพวกคุณ”
“มีสิ แกกำลังใส่ร้ายแม่ตัวเอง แถมยังคิดจะฮุบมรดกทั้งหมดของพิมพ์ดาวไว้คนเดียว”
คำพูดนั้นทำให้หน้าอกผมกระเพื่อมแรง
“ผมยังไม่ได้พูดเรื่องมรดกสักคำ คนที่เอาแต่พูดเรื่องที่ดินร้อยล้านคือแม่”
“เพราะแม่รู้ว่าแกกำลังคิดอะไรอยู่”
พี่ชายก้าวขึ้นมาบนชานบ้าน
“พิมพ์ดาวตายแล้ว แกก็อยากได้ทรัพย์สินของเธอทั้งหมด จากนั้นก็โยนความผิดให้แม่เพื่อให้ตัวเองดูเป็นเหยื่อ”
“ระวังคำพูดหน่อย”
“ทำไม จะทำร้ายฉันหรือไง”
เขาจงใจยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“แกมันก็เหมือนที่แม่พูดนั่นแหละ หลังเมียตายก็เสียสติไปแล้ว”
หมัดของผมกำแน่นจนข้อนิ้วซีด แต่ผมยังไม่ขยับ
ผมมองเลยไหล่เขาไป เห็นญาติทุกคนยืนฟังอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวแสดงสีหน้าสงสาร
มีเพียงแม่ที่ยืนอยู่ท้ายกลุ่ม เธอสวมแว่นดำและกอดอกมองผมเหมือนกำลังดูละครสนุก ๆ
“พี่รับเงินจากแม่เท่าไหร่”
รอยยิ้มของพี่ชายหายไป
“พูดอะไรของแก”
“เมื่อคืนแม่บอกว่าผมจะไม่มีโอกาสพูด วันนี้พี่ก็พาคนมาล้อมบ้านผมพอดี มันบังเอิญเกินไปไหม”
“ฉันมาที่นี่เพราะเป็นห่วงแก”
“เป็นห่วง หรือรับเงินมาเล่นละครให้แม่”
ผมก้าวออกจากประตู เผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ
“เงินก้อนนั้นเท่าไหร่ พี่ถึงยอมยืนข้างคนที่ทำให้พิมพ์ตาย”
เพียะ!
ใบหน้าผมหันไปตามแรงตบ
ความร้อนแล่นจากแก้มลงมาถึงคอ หูข้างซ้ายอื้อไปชั่วขณะ รสเลือดค่อย ๆ ซึมออกจากมุมปาก
ไม่มีใครร้องห้าม
ไม่มีใครตกใจ
พี่ชายสะบัดมือแล้วพูดเสียงต่ำ
“อย่าพูดคำว่าฆ่า ถ้าไม่มีหลักฐาน”
ผมหันกลับไปมองเขาช้า ๆ
“ถ้าไม่ได้เงินจากแม่ แล้วพี่จะกลัวอะไร”
เขายกมือจะตบซ้ำ แต่คราวนี้ผมคว้าข้อมือไว้ทัน
“ผมยอมให้พี่ดูถูก แต่ไม่ยอมให้พี่แตะต้องผมอีก”
“ปล่อย!”
“บอกทุกคนสิว่าแม่จ่ายเท่าไหร่”
“ไอ้บ้า!”
ญาติ 2 คนรีบเข้ามาดึงตัวผมออกจากเขา แขนของผมถูกบิดไปด้านหลังจนหัวไหล่แทบหลุด
แม่เดินเข้ามาใกล้พร้อมถอนหายใจ
“เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าเขาควบคุมตัวเองไม่ได้”
“ผมไม่ได้เสียสติ!”
ผมตะโกนจนลำคอแสบ
“พวกคุณกำลังช่วยแม่ปิดบังความผิด แล้วจะมาเอาทรัพย์สินของพิมพ์ไปจากผม!”
“ทรัพย์สินของพิมพ์ดาวไม่ใช่ของแกคนเดียว”
ป้าคนหนึ่งพูดขึ้น
“ในเมื่อแกดูแลเธอไม่ได้ ครอบครัวก็มีสิทธิ์จัดการแทน”
“ดูแลไม่ได้?”
เสียงผมสั่นขึ้นมาเอง
“ตอนเธอทรมาน ใครอยู่ข้างเตียงเธอทุกคืน ใครเช็ดตัว ใครป้อนยา ใครเป็นคนเซ็นเอกสารทุกฉบับ พวกคุณเคยมาแม้แต่ครั้งเดียวไหม”
ลานหน้าบ้านเงียบลงชั่วขณะ
ผมเห็นลูกพี่ลูกน้องบางคนหลบตา แต่เพียงไม่นานแม่ก็ยกโทรศัพท์ขึ้น
“ไม่ต้องเถียงกับเขา เอาของออกมา”
ญาติ 2 คนพุ่งเข้ามาค้นตัวผมทันที
ผมดิ้นสุดแรง
“เอามือออกไป!”
มือหนึ่งล้วงเอากุญแจรถจากกระเป๋ากางเกง อีกมือกระชากกระเป๋าสตางค์ของผมออกไป
บัตรธนาคารหลายใบถูกเทลงบนฝ่ามือของพี่ชาย
“เอาบัตรคืนมา!”
“ฉันจะเก็บไว้ให้”
“พี่ไม่มีสิทธิ์!”
“แกใช้เงินไม่เป็นแล้ว”
เขาหยิบบัตรขึ้นมาแกว่งตรงหน้า
“คนเสียสติไม่ควรถือบัตรธนาคารหรือขับรถ”
ผมหันไปหาแม่
“แม่สั่งให้พวกเขาทำใช่ไหม”
แม่ยิ้มบาง ๆ
“ฉันกำลังช่วยปกป้องทรัพย์สินของครอบครัว”
“ทรัพย์สินของผมต่างหาก”
“ของแก?”
แม่หัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“บ้านก็ไม่ใช่ของแก บริษัทก็ไม่ใช่ของแก รถก็ซื้อด้วยเงินของตระกูล แล้วแกยังจะทำตัวเป็นเจ้าของอะไรอีก”
คำพูดแต่ละคำเหมือนถูกตอกลงบนแผลสด
ผมหายใจเข้าแรงจนหน้าอกเจ็บ แต่ยังพยายามยืนตรง
“ถ้าพวกคุณคิดว่าผมเสียสติจริง ก็พาผมไปโรงพยาบาล ไม่ใช่มายึดของส่วนตัว”
ไม่มีใครตอบ
แม่เพียงพยักหน้าให้พี่ชาย
เขาหยิบโทรศัพท์ของผมออกจากกระเป๋าเสื้อไปอีกเครื่อง
“เอานี่มาด้วย”
“คืนโทรศัพท์ผม!”
“แกอาจใช้มันใส่ร้ายแม่ต่อ”
“นั่นเป็นทรัพย์สินของผม!”
ผมพุ่งเข้าไปแย่ง แต่ถูกผลักจนชนขอบประตู หลังของผมกระแทกอย่างแรงจนลมหายใจสะดุด
ความเจ็บแล่นขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง ผมต้องกัดฟันกลั้นเสียงร้อง
ในจังหวะนั้น หญิงวัยกลางคนที่ยืนเงียบมาตลอดก็ก้าวออกมา
เธอเป็นญาติคนสุดท้ายที่ผมยังคิดว่าน่าจะยืนข้างผม
“พอเถอะค่ะคุณหญิง”
แม่หันไปมอง
“คุณอาจะพูดอะไร”
เธอจับชายเสื้อแน่น สีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองมาที่ผม
“คุณพิมพ์ดาวเคยขอร้องพวกเราทุกคนไว้”
หัวใจผมกระตุกวูบ
“พิมพ์ขอร้องอะไร”
หญิงคนนั้นหลบตา
“เธอบอกว่า ถ้าวันหนึ่งคุณภัทรพูดเรื่องแม่ขึ้นมา อย่าเชื่อคำพูดของคุณภัทรเด็ดขาด”
ผมรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป
“พิมพ์พูดแบบนั้นกับพวกคุณ?”
“ใช่ค่ะ เธอบอกว่าเธอกลัวว่าคุณจะทำร้ายตัวเอง แล้วโยนความผิดให้คุณหญิง”
แม่ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม แต่ผมเห็นมันชัดเจน
“โกหก”
เสียงผมเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน
“พิมพ์ไม่มีวันพูดแบบนั้น”
“แต่เธอพูดจริง”
ญาติคนนั้นรีบตอบ คล้ายกลัวว่าตัวเองจะเปลี่ยนใจ
“เธอขอให้ทุกคนอย่าเชื่อคุณ ไม่ว่าคุณจะร้องไห้หรือกล่าวหาใครก็ตาม”
คำพูดนั้นทำให้หัวผมว่างเปล่า
ผมมองหน้าคนรอบตัวทีละคน
ทุกคนกำลังจ้องผมเหมือนผมเป็นตัวประหลาด
แม่เดินเข้ามาหยุดตรงหน้า แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนน่าขยะแขยง
“เห็นหรือยัง แม้แต่พิมพ์ดาวก็ยังรู้ว่าแกเป็นคนแบบไหน”
ผมกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บ
“พิมพ์รักผม”
“คนที่รักกันจริงจะไม่ทิ้งคำเตือนแบบนั้นไว้หรอก”
แม่พูดจบก็ถอยไปด้านข้าง
พี่ชายยื่นมือมาผลักอกผม
ผมเสียหลักถอยหลัง
“ออกไปจากบ้านนี้ซะ”
“นี่บ้านเช่าของผม”
“แต่วันนี้แกไม่มีสิทธิ์อยู่ที่ไหนทั้งนั้น”
เขาผลักซ้ำ คราวนี้แรงจนผมล้มลงกับพื้นซีเมนต์
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบตัว
ผมพยายามยันตัวลุก แต่มีรองเท้าหลายคู่ก้าวเข้ามาขวางไว้ แก้มที่ถูกตบยังร้อนผ่าว ส่วนฝ่ามือถลอกจากพื้นจนมีเลือดซึม
แม่ยืนมองจากเบื้องบน ก่อนจะพูดกับทุกคนอย่างชัดเจน
“ถ่ายไว้ให้หมด ให้คนทั้งเมืองรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังคลุ้มคลั่งหลังเมียตาย”
เสียงหัวเราะดังกลบเสียงผมหายใจ
โทรศัพท์หลายเครื่องถูกยกขึ้นพร้อมกัน
ตอนที่ 6: ทั้งเมืองตราหน้าผมว่าเป็นสามีใจร้าย
“อย่าปิดกล้อง! ถ่ายหน้าเขาไว้ชัด ๆ!”
เสียงตะโกนของแม่ดังแข่งกับเสียงหัวเราะรอบตัว โทรศัพท์หลายเครื่องยกขึ้นจ่อหน้าผม ราวกับผมไม่ใช่คน แต่เป็นสัตว์ร้ายที่ทุกคนมีสิทธิ์รุมล่า
ผมยันพื้นลุกขึ้นช้า ๆ
เลือดจากฝ่ามือหยดลงบนซีเมนต์ทีละหยด ข้อมือข้างหนึ่งสั่นจนต้องกำแน่นไว้กับเสื้อ ไม่ใช่เพราะกลัวพวกเขา แต่เพราะถ้าผมพูดออกไปตอนนี้ ผมอาจเผลอทำสิ่งที่แม่ต้องการที่สุด นั่นคือทำให้ทุกคนเชื่อว่าผมเสียสติจริง ๆ
“พวกคุณเห็นแค่ไม่กี่วินาทีในคลิป” ผมพูดผ่านลำคอที่แห้งผาก “แต่กลับตัดสินว่าผมฆ่าภรรยาตัวเองแล้วงั้นเหรอ”
“ก็คนทั้งเมืองเห็นหมดแล้ว!”
ญาติคนหนึ่งตะโกนสวน
“เห็นแกผลักคนในครอบครัว เห็นแกคลุ้มคลั่ง เห็นแกด่าทุกคน แล้วจะให้เชื่อว่าแกเป็นคนดีหรือไง!”
แม่ยกมือปิดปากทำเหมือนกำลังสะอื้น ดวงตาของเธอแดงก่ำจากการร้องไห้ที่ไม่มีน้ำตาสักหยด
“พอเถอะค่ะ อย่าทำร้ายเขาอีกเลย”
เสียงของแม่อ่อนลงอย่างน่าสงสารจนคนรอบข้างพากันเงียบ
จากนั้นเธอก็หันมามองผม
เพียงเสี้ยววินาที มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย
รอยยิ้มนั้นสั้นมาก แต่ผมเห็นชัดกว่าหน้าจอโทรศัพท์ทุกเครื่อง
ไม่ถึง 1 ชั่วโมง คลิปที่ถูกตัดเหลือเพียงช่วงที่ผมล้มลงกับพื้นก็ถูกส่งต่อไปทั่วโซเชียล
ข้อความพาดหัวเด้งขึ้นเต็มหน้าจอ
“สามีใจโหดทำร้ายครอบครัวภรรยา หลังภรรยาเสียชีวิต”
“เบื้องหลังเศรษฐีหนุ่ม ผู้ต้องสงสัยฆ่าภรรยาเพื่อฮุบมรดก”
“ชายคลั่งอาละวาด หลังภรรยาป่วยตายอย่างมีเงื่อนงำ”
ไม่มีใครสนใจว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น
ไม่มีใครถามว่าทำไมผมถึงมีแผลเต็มมือ
ผู้คนเลือกเชื่อสิ่งที่ทำให้พวกเขาโกรธได้ง่ายที่สุด
วันต่อมา บริษัทออกแถลงการณ์สั้น ๆ ว่าไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่วนตัวของผม และขอให้สังคมอย่าเหมารวมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับองค์กร
ประโยคเดียวกันนั้นทำให้ผมถูกถอดชื่อออกจากทุกเอกสาร
ทั้งที่บริษัทแห่งนี้ พิมพ์กับผมเป็นคนเริ่มสร้างมันจากห้องเช่าเล็ก ๆ
ผมเพิ่งก้าวออกจากร้านสะดวกซื้อพร้อมข้าวกล่อง 1 กล่อง ก็เห็นรถกระบะ 2 คันจอดขวางหน้าบ้านเช่า
ชาย 4 คนเดินลงมา
“คุณภัทรใช่ไหมครับ”
“ครับ”
“เรามาจากบริษัทติดตามหนี้ ตามสัญญาแล้วคุณค้างชำระหลายงวด วันนี้ต้องนำทรัพย์สินไปชำระหนี้”
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
“ผมไม่ได้กู้เงินกับพวกคุณ”
ชายคนนั้นยื่นแฟ้มมาให้ตรงหน้า
“ชื่อคุณอยู่ในเอกสารค้ำประกันครับ”
ผมเปิดดูเพียงครู่เดียวก็เห็นลายเซ็นของตัวเองอยู่ด้านล่าง
ลายเซ็นเหมือนมาก
เหมือนจนคนทั่วไปไม่มีทางแยกออก
“เอกสารนี้เป็นของปลอม”
“จะปลอมหรือไม่ ค่อยไปคุยกันในศาลครับ ตอนนี้เรามีคำสั่งให้ยึดทรัพย์”
“ของชิ้นไหนก็เอาไปไม่ได้ทั้งนั้น”
ผมก้าวไปขวางประตู
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งผลักไหล่ผมออกอย่างไม่ใส่ใจ แรงกระแทกทำให้หลังผมชนผนังจนจุก มือที่มีแผลถูกบีบเข้ากับลำตัว ความเจ็บแล่นขึ้นมาถึงข้อศอก
“อย่าขัดขวางการปฏิบัติงาน”
“พวกคุณกำลังยึดของของคนที่ไม่ได้เป็นหนี้”
“งั้นก็เอาหลักฐานไปฟ้องครับ ไม่ใช่มายืนทำหน้าเหมือนคนบริสุทธิ์ให้ชาวบ้านสงสาร”
เขากระชากโทรทัศน์ออกจากชั้นวาง
อีกคนยกกล่องเอกสารของผมขึ้น
ผมมองตามของทุกชิ้นถูกขนออกจากบ้านทีละอย่าง โต๊ะทำงานของพิมพ์ กรอบรูปแต่งงาน เครื่องเล่นแผ่นเสียง และแจกันใบเล็กที่เธอชอบวางดอกมะลิไว้ข้างเตียง
“ชิ้นนั้นวางลง”
เสียงผมต่ำลงทันที
ชายคนนั้นชะงัก ก่อนจะยกแจกันขึ้นสูงกว่าเดิม
“ของนี้มีราคาไหมครับ”
“ผมบอกให้วางลง”
“ถ้าไม่อยากให้แตก ก็จ่ายหนี้แทนสิ”
เลือดอุ่น ๆ ไหลจากฝ่ามือผมลงมาตามข้อมือ นิ้วทั้ง 5 กำจนแผลฉีกซ้ำ แต่ผมยังยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ยอมหลบแม้แต่ก้าวเดียว
ในที่สุดแจกันก็ถูกโยนเข้าไปในลังรวมกับของชิ้นอื่น
มันกระแทกกับขอบไม้จนร้าว
ผมได้ยินเสียงแตกดังอยู่ข้างใน และรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกถูกบดขยี้ไปพร้อมกัน
ตอนผมออกไปซื้อยาแก้แผล คนที่ยืนอยู่หน้าร้านพากันมองผมเหมือนผมเป็นฆาตกร
ผู้หญิงคนหนึ่งดึงลูกให้หลบหลังตัวเอง
ชายวัยกลางคนชี้หน้าผมแล้วตะโกน
“นั่นไง ไอ้ผัวใจร้าย!”
“ฆ่าเมียแล้วยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้!”
“เอาทรัพย์สินเขาไปจนหมด ยังกล้าเดินลอยหน้าอีก!”
ผมหยุดเดิน
ถ้อยคำเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่เหมือนก้อนหินหลายสิบก้อน แต่ผมไม่ตอบโต้
มือข้างขวากำแน่นอยู่ข้างลำตัว เล็บจิกเข้าเนื้อจนเลือดซึมอีกครั้ง
ถ้าผมเถียง พวกเขาจะบอกว่าผมก้าวร้าว
ถ้าผมตะโกน พวกเขาจะบอกว่าผมคลุ้มคลั่ง
ดังนั้นผมจึงเดินผ่านพวกเขาไปเงียบ ๆ
มีเด็กคนหนึ่งมองผมด้วยแววตาหวาดกลัว ก่อนจะถามแม่เบา ๆ
“แม่ครับ เขาฆ่าภรรยาจริงเหรอ”
ผมได้ยินคำตอบชัดเจน
“คนเลวแบบนั้นทำได้ทุกอย่างแหละลูก”
คืนนั้น แม่จัดงานแถลงข่าวที่โรงแรมของตระกูล
ภาพของพิมพ์ถูกวางไว้กลางเวที มีดอกไม้สีขาวล้อมรอบจนเหมือนงานไว้อาลัยที่จัดขึ้นเพื่อสร้างคะแนนสงสารมากกว่ารำลึกถึงคนตาย
แม่สวมเสื้อสีดำสนิท
เธอนั่งลงหน้ากล้องด้วยใบหน้าซีดเซียว แล้วเริ่มร้องไห้ทันทีที่นักข่าวเปิดไฟ
“ดิฉันไม่เคยคิดเลยค่ะว่า ลูกชายที่เลี้ยงมากับมือจะทำร้ายผู้หญิงที่อ่อนโยนที่สุดในชีวิตเขาได้”
เสียงชัตเตอร์ดังรัว
ผมยืนอยู่ท้ายห้อง ไม่มีใครเชิญผมขึ้นเวที แต่แม่มองเห็นผมแล้ว
เธอทำเป็นตกใจ
“ภัทร มาที่นี่ทำไมคะ”
“ผมอยากฟังว่าคุณแม่จะโกหกอะไรต่อหน้าคนทั้งประเทศ”
นักข่าวหันกล้องมาทางผมทันที
แม่ยกมือแตะอก
“เห็นไหมคะ เขายังพูดจาข่มขู่ดิฉันอยู่เลย”
“ผมข่มขู่ตรงไหน”
“พิมพ์เคยบอกดิฉันว่าเธอกลัวคุณค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้เสียงในห้องเงียบลง
ลมหายใจของผมสะดุด รู้สึกเหมือนมีมือเย็นจัดบีบรัดลำคอ
แม่ก้มหน้าร้องไห้ ก่อนพูดต่อช้า ๆ
“เธอบอกว่าอยู่กับคุณแล้วไม่มีความสุข คุณควบคุมทุกอย่าง ทั้งเงิน ทั้งการรักษา ทั้งคนที่เธอจะพบ”
“คุณหญิงศศิธร” นักข่าวคนหนึ่งถาม “คุณมีหลักฐานหรือไม่คะ”
“ดิฉันไม่อยากนำเรื่องส่วนตัวของพิมพ์มาเปิดเผย แต่เธอเคยสารภาพกับดิฉันว่าเธอกลัวสามีตัวเอง”
แม่หยุดพูด แล้วหันมามองผมตรง ๆ
“เธอกลัวว่าสักวันหนึ่ง เขาจะฆ่าเธอเพื่อเอาทรัพย์สินทั้งหมด”
หัวใจผมกระตุกแรงจนเจ็บหน้าอก
“อย่าเอาชื่อพิมพ์มาใช้โกหก”
ผมพูดช้า ๆ ทุกคำชัดเจน
“คุณไม่มีสิทธิ์พูดแทนเธอ”
แม่ก้มหน้าเช็ดน้ำตา จากนั้นจึงเงยขึ้นมามองผมอีกครั้ง
ต่อหน้ากล้องนับสิบตัว เธอยิ้มให้ผมเพียงคนเดียว
รอยยิ้มเล็ก ๆ นั้นทำให้ผมรู้ว่าเธอไม่ได้กลัวความจริงเลย
เพราะตอนนี้ คนทั้งเมืองกำลังช่วยปกป้องเธอแทนแล้ว
คืนนั้น ผมกลับไปยังบ้านเช่าเพียงลำพัง
กล่องของใช้ของพิมพ์ถูกกองอยู่หน้าประตู หลายใบมีรอยถูกเปิดค้นจนยับยู่ยี่
ผมลากมันออกไปกลางลาน
ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผมยังจุดไฟเผาของทุกชิ้นต่อหน้าสายฝน
รูปถ่าย เสื้อคลุม สมุดโน้ต และของเล็ก ๆ ที่เธอเคยจับต้อง ค่อย ๆ กลายเป็นเถ้าถ่าน
ผมยืนนิ่งจนเสื้อเปียกแนบไปกับร่าง
ก่อนกล่องใบสุดท้ายจะถูกผลักเข้าไปในกองไฟ ผมเห็นปากกาด้ามหนึ่งนอนอยู่ใต้ผ้าพันคอของเธอ
ผมรีบก้มเก็บมันไว้ในมือ แล้วแอบซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะเผากล่องของใช้ทั้งหมดต่อหน้าฝน แต่แอบเก็บปากกาของพิมพ์ดาวไว้หนึ่งด้าม
ตอนที่ 7: คำสุดท้ายของเธอทำให้ทุกคนเงียบ
“หยุดเผามันเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนของแม่ดังฝ่าฝนเข้ามา ขณะที่ผมกำปากกาของพิมพ์ไว้แน่นในมือ
ผมหันกลับไปมองคุณหญิงศศิธรที่ยืนอยู่หน้าประตูรั้ว พร้อมญาติหลายคนและนักข่าวจากงานแถลงข่าวเมื่อช่วงค่ำ
แม่ไม่ได้มองกองไฟ
สายตาของแม่จับจ้องอยู่ที่มือข้างขวาของผม
“เอาปากกาด้ามนั้นมาให้แม่” แม่ออกคำสั่ง “มันเป็นของในบ้าน แม่มีสิทธิ์เอาคืน”
ผมถอยหลังหนึ่งก้าว กำปากกาแน่นกว่าเดิม
“ของของพิมพ์ ไม่ใช่ของแม่ครับ”
“แกไม่มีสิทธิ์พูดถึงมัน!” แม่ตวาดจนเสียงแหลม “ผู้หญิงคนนั้นตายไปแล้ว แกยังจะเกาะชื่อมันไว้หาเงินอีกหรือไง?”
เลือดร้อนพุ่งขึ้นมาที่ใบหน้า แต่เสียงของผมกลับนิ่งกว่าที่คิด
“ผมไม่ได้จะหาเงินจากเธอ”
ผมก้มมองปากกาในมือ
“ผมแค่จะฟังคำสุดท้ายที่พิมพ์อยากให้ผมได้ยิน”
แม่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ส่งมา!”
มือของแม่พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือผม แต่ผมเบี่ยงตัวหลบ ปากกากระแทกกับขอบโต๊ะไม้ที่ตั้งอยู่ข้างประตู
แกร๊ก!
ฝาปากกาหลุดออก
ส่วนปลายด้ามที่ไม่เคยขยับมาก่อน กลับหมุนเปิดออกอย่างเงียบเชียบ
ข้างในมีช่องเล็ก ๆ ซ่อนอยู่
ผมเห็นแผ่นการ์ดหน่วยความจำขนาดจิ๋ววางอยู่ในนั้น พร้อมกระดาษม้วนแผ่นหนึ่ง
ปลายนิ้วของผมชาไปหมด ขณะที่คลี่กระดาษออก
มีเพียงประโยคเดียวที่พิมพ์ดาวเขียนไว้ด้วยลายมือสั่นไหว
“ถ้าพี่ถูกทำลายจนไม่เหลือทางสู้ ให้นำเสียงนี้ไปเปิดต่อหน้าทุกคน”
แม่พุ่งเข้ามาอีกครั้ง
“อย่าแตะมัน!”
คราวนี้ผมก้าวถอยหลังจนชิดกำแพง
ผมเงยหน้ามองแม่ แล้วโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ถูกเปิดบันทึกภาพทันที
“ช้าไปแล้วครับแม่”
ผมกดส่งไฟล์จากการ์ดเข้าโทรศัพท์ ก่อนจะเดินผ่านแม่ออกไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่หน้าบ้านเช่า
แม่ตะโกนไล่หลัง
“แกจะเอาเสียงปลอมไปหลอกใคร! คนทั้งเมืองไม่มีใครเชื่อแกแล้ว!”
ผมไม่ได้หันกลับไปตอบ
มือที่ถือโทรศัพท์สั่นจนแทบกดหน้าจอไม่ถูก แต่ในอกกลับมีบางอย่างหนักแน่นขึ้นทีละน้อย
ผมไม่ได้ต้องการให้ใครสงสาร
ผมแค่ต้องการให้ทุกคนได้ยินความจริงจากปากของคนที่ทำลายพิมพ์
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมกลับไปยังห้องแถลงข่าวเดิม
ป้ายชื่อของแม่ยังตั้งอยู่บนเวที นักข่าวหลายคนกำลังเตรียมกล้อง ญาติของแม่ยืนกระจายอยู่ด้านหน้า ส่วนแม่ยืนกลางห้องในชุดสีดำ ใบหน้าทำเป็นเศร้าสลดเหมือนเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทันทีที่ผมเดินเข้าไป เสียงกระซิบก็ดังขึ้นรอบตัว
“นั่นไง สามีใจร้าย”
“ยังกล้ามาอีกเหรอ?”
“คงเอาหลักฐานปลอมมาแก้ตัว”
ผมเดินตรงไปที่โต๊ะกลางห้อง โดยไม่สนใจเสียงเหล่านั้น
แม่ยกไมโครโฟนขึ้น
“ทุกคนอย่าเพิ่งแตกตื่นนะคะ ลูกชายของดิฉันกำลังอยู่ในภาวะสูญเสีย จึงอาจพูดจาไม่รู้เรื่อง”
“ผมยังรู้เรื่องดีครับ”
ผมหยิบโทรศัพท์วางลงบนโต๊ะ
“และวันนี้ ผมไม่ได้มาพูดแก้ตัว”
แม่หรี่ตาลง
“ถ้าอย่างนั้นแกมาทำอะไร?”
“มาเปิดเสียงของพิมพ์”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
แม่หัวเราะเย็น ๆ
“เสียงคนตายตัดต่อได้เป็นร้อยแบบ แกคิดว่านักข่าวจะเชื่อของเล่นแบบนั้นหรือ?”
“ถ้าเป็นเสียงของพิมพ์ แม่ก็คงไม่กลัวใช่ไหมครับ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่หายไปชั่วขณะ
ประตูด้านหลังห้องเปิดออก
นรีเดินเข้ามา
เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีเรียบ ใบหน้าซีดเผือด และถือซองเอกสารไว้แนบอก นักข่าวทุกคนหันกล้องไปหาเธอพร้อมกัน
แม่ชะงัก
“แกมาที่นี่ทำไม?”
นรีหยุดยืนข้างผม
“มารับผิดค่ะ”
“หุบปาก!” แม่ตวาด “แกไม่มีสิทธิ์พูดอะไรทั้งนั้น!”
นรีกำซองเอกสารจนยับ มือของเธอสั่น แต่เธอไม่ถอย
“หนูมีสิทธิ์ค่ะ เพราะคนที่ถูกสั่งให้ทำเรื่องนั้นคือหนู”
ญาติคนหนึ่งของแม่ลุกขึ้นชี้หน้าเธอ
“อย่ามาใส่ร้ายคุณหญิงนะ! แกก็แค่พยาบาลที่ถูกไล่ออก!”
นรีหันไปมองเขา
“ถ้าหนูโกหก เชิญแจ้งตำรวจจับหนูได้เลยค่ะ”
เธอวางโทรศัพท์อีกเครื่องลงข้างของผม
“แต่ก่อนหน้านั้น ขอให้ทุกคนฟังไฟล์นี้จนจบ”
แม่รีบเอื้อมมือจะคว้าโทรศัพท์
ผมจับข้อมือแม่ไว้ทัน
“อย่าแตะครับ”
เล็บของแม่จิกเข้าที่ผิวผม
“ปล่อยแม่!”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ไม่เคยปล่อยพิมพ์เลย”
คำพูดนั้นทำให้แม่หยุดนิ่ง
ผมปล่อยมือ แล้วกดเปิดไฟล์
เสียงแรกที่ดังขึ้นเป็นเสียงหายใจสะอื้นของพิมพ์
แผ่วเบา แต่ชัดเจน
“คุณนรีคะ… ถ้าพี่ภัทรได้ยินเสียงนี้ แปลว่าหนูคงไม่มีโอกาสพูดกับเขาแล้ว”
ทั้งห้องเงียบลงทันที
ผมรู้สึกเหมือนถูกบีบหัวใจจนหายใจไม่ออก นิ้วมือทั้งสองข้างเย็นเฉียบ
เสียงของพิมพ์พูดต่อ
“หนูไม่ได้ไม่รู้ว่ายาที่คุณหญิงให้หนูกินคืออะไร หนูรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ร่างกายเริ่มแย่ลงค่ะ”
แม่เริ่มส่ายหน้า
“ไม่จริง… เสียงนี้ปลอม”
นรีกดหยุดไฟล์ แล้วหันมาทางทุกคน
“คุณพิมพ์ฝากให้หนูเปิดเสียงนี้ในวันที่คุณภัทรถูกทำลายจนหมดทางสู้ค่ะ”
แม่หัวเราะเสียงดังเกินจริง
“แล้วแกก็เชื่อคนป่วยใกล้ตายอย่างนั้นเหรอ?”
“หนูไม่ได้เชื่อแค่คำพูดค่ะ”
นรีเปิดซองเอกสาร หยิบแผ่นกระดาษออกมาเพียงแผ่นเดียว
“หนูจำเสียงของคุณหญิงได้ และหนูพร้อมยืนยันต่อหน้าตำรวจ”
แม่หันไปมองประตู
“ตำรวจอยู่ไหน?”
เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นจากด้านนอก
ตำรวจ 2 นายเดินเข้ามาหยุดข้างประตูห้อง นักข่าวรีบถอยเปิดทาง ขณะที่ญาติหลายคนเริ่มมองหน้ากันอย่างหวาดกลัว
แม่ชี้ไปที่ผม
“เขาเป็นคนจัดฉากทั้งหมด! เขาฆ่าภรรยาตัวเอง แล้วบังคับพยาบาลให้ใส่ร้ายแม่!”
“ถ้าผมจัดฉาก” ผมตอบ “แม่ก็แค่ฟังเสียงนี้แล้วปฏิเสธไปก็พอครับ”
ผมกดเล่นไฟล์ต่อ
เสียงของแม่ดังขึ้นอย่างชัดเจนจากโทรศัพท์
“ใส่ผงนี้ลงไปในยาบำรุงทุกขวด อย่าให้มันเหลือรอดจนมีแรงไปฟ้องใคร”
เสียงนรีในไฟล์สั่นเครือ
“คุณหญิงคะ หนูทำต่อไม่ไหวแล้วค่ะ คุณพิมพ์อาการหนักขึ้นทุกวัน”
“ถ้าแกไม่ทำ ลูกสาวแกจะไม่ได้กลับบ้าน”
มีเสียงขวดแก้วกระทบโต๊ะ
“คุณหญิงอย่าทำอะไรลูกหนูเลยนะคะ”
“งั้นก็หุบปาก แล้วทำตามคำสั่ง”
เสียงในห้องเงียบกริบ
ไม่มีใครขยับ
ไม่มีใครกล้ากระแอม
ผมมองแม่ตรง ๆ ขณะที่เสียงของเธอยังคงดังออกมาจากลำโพง
“ผู้หญิงคนนั้นจะตายเมื่อไหร่ก็ช่าง ขอแค่ก่อนตายมันพูดอะไรไม่ได้ก็พอ”
แม่หน้าซีดลงทันที
“ปิดมันเดี๋ยวนี้!”
เธอพุ่งเข้ามาจะทุบโทรศัพท์ แต่ตำรวจนายหนึ่งก้าวมาขวางไว้
“คุณหญิง กรุณาอยู่กับที่ครับ”
แม่หันไปตะโกนใส่นรี
“แกทรยศฉัน! ฉันเลี้ยงแกมา ฉันช่วยครอบครัวแกไว้!”
นรีน้ำตาไหล แต่เสียงของเธอไม่สั่นอีกแล้ว
“คุณไม่ได้ช่วยค่ะ คุณใช้ลูกหนูเป็นโซ่ล่ามคอหนู”
แม่ชะงัก
ผมรู้สึกเหมือนก้อนแข็งในลำคอค่อย ๆ คลายออก แต่ความเจ็บยังฝังอยู่ลึกจนแทบยืนไม่ไหว
เสียงของพิมพ์ดังต่อจากไฟล์
“หนูแกล้งทำเป็นไม่รู้ค่ะ เพราะถ้าหนูถามตรง ๆ คุณหญิงจะหาทางกำจัดพี่ภัทรก่อน”
แม่หันมาจ้องผม ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ
“มันหลอกแก!”
พิมพ์พูดต่ออย่างช้า ๆ
“หนูต้องรอให้คุณหญิงพูดทุกอย่างออกมาเอง หนูจึงขอให้คุณนรีบันทึกเสียงไว้ และซ่อนมันไว้ในปากกาด้ามนี้”
ผมก้มมองปากกาที่อยู่บนโต๊ะ
“หนูขอโทษที่ต้องทิ้งให้พี่รับมือคนเดียว แต่พี่อย่าเชื่อคำพูดของใครที่บอกว่าพี่เป็นคนทำร้ายหนูนะคะ”
เสียงของเธอเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงกระซิบประโยคสุดท้าย
“พี่ภัทรไม่เคยทำให้หนูกลัวเลย คนที่หนูกลัวมาตลอดคือแม่ของพี่”
ไฟล์จบลง
ความเงียบปกคลุมห้องแถลงข่าวจนได้ยินแม้แต่เสียงชัตเตอร์ของกล้อง
ผมหันไปหาแม่
เธอยังคงพยายามยืดหลังให้ตรง แต่ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นจนเห็นได้ชัด
“แม่ยังจะบอกว่าพิมพ์กลัวผมอยู่ไหมครับ?”
แม่อ้าปาก แต่ไม่มีคำพูดออกมา
ผมก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว
“แม่ทำลายงานของผม ทำลายชื่อเสียงของผม และพรากคนที่ผมรักที่สุดไป”
เสียงผมแหบลง แต่ไม่ได้หลบสายตาเธอ
“วันนี้แม่ยังมีอะไรจะกล่าวหาผมอีกไหม?”
แม่ยกมือขึ้นชี้หน้าผม
“แกเป็นลูกของแม่! แกกล้าทำแบบนี้กับแม่ได้ยังไง!”
“แม่เลิกเป็นแม่ของผมไปตั้งแต่วันที่สั่งให้พิมพ์ตายแล้วครับ”
ประโยคนั้นเหมือนตัดเชือกเส้นสุดท้าย
ตำรวจเดินเข้ามาประกบแม่ทั้งสองข้าง
“คุณหญิงศศิธร คุณถูกควบคุมตัวในข้อหาวางยาพิษและบังคับข่มขู่พยาน กรุณาอย่าขัดขืนครับ”
“ไม่! พวกแกแตะต้องฉันไม่ได้!”
แม่ดิ้นรน เสียงกรีดร้องแตกพร่าไปทั่วห้อง
ญาติที่เคยยืนล้อมผมพากันหลบสายตา ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยแม้แต่คนเดียว
เสียงกุญแจมือดังแกร๊ก
แม่ถูกใส่กุญแจมือท่ามกลางกล้องทุกตัวที่กำลังบันทึกภาพ
นรีทรุดนั่งลงกับเก้าอี้ น้ำตาไหลอาบหน้าเหมือนคนที่แบกของหนักมานานหลายปีแล้วเพิ่งวางมันลง
ผมเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองแม่อีก
หลายวันต่อมา โฉนดที่ดินถูกส่งคืนให้ผมตามคำสั่งศาล
ผมนำมันกลับไปวางไว้บนเตียงในห้องนอนของเรา เตียงที่พิมพ์เคยนอนฟังเพลงแต่งงานของเราครั้งสุดท้าย
ผมวางปากกาของเธอไว้ข้างโฉนด
จากนั้นจึงกุมมืออันอบอุ่นในความทรงจำของผมไว้แน่น
“พิมพ์ พี่เอาทุกอย่างกลับมาได้แล้วนะ”
ห้องทั้งห้องยังเงียบเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้ ความเงียบไม่ได้ทำให้ผมกลัวอีกต่อไป
เพราะคำสุดท้ายของเธอได้พาผมกลับมายืนอยู่บนความจริง
และไม่มีใครพรากมันไปจากเราได้อีก