ตลอดเจ็ดปีที่แต่งงานกัน ผมยอมโกหกภรรยาทุกวันที่ 5

ตลอดเจ็ดปีที่แต่งงานกัน ผมยอมโกหกภรรยาทุกวันที่ 5 พฤษภาคมว่าต้องอยู่เคลียร์งานดึกที่ออฟฟิศ เพียงเพื่อให้เธอมีเวลาทั้งคืนกอดกล่องไม้ของอดีตคนรักที่ตายไปแล้วร้องไห้ตามลำพัง

=== Part 2 ===
ตอนที่ 2 กล่องไม้ที่เธอเคยฝากไว้

“นี่มัน… หมายความว่าอย่างไร”

เสียงของรสรินเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ปลายนิ้วของเธอกลับบีบกระดาษแน่นขึ้นเรื่อยๆ ใบทะเบียนสมรสยับตรงมุม ส่วนตั๋วเครื่องบิน 2 ใบสั่นอยู่ในมืออีกข้าง

ผมเห็นสายตาของเธอเลื่อนจากชื่อธนาไปยังชื่อกุลนารีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่เธอจะดึงมือกลับและยกกระดาษขึ้นใกล้หน้า

“ไม่จริง… มันต้องไม่จริง”

“รส อย่าเพิ่งทำอะไรกับเอกสาร”

ผมรีบจับข้อมือเธอไว้ ตอนที่เธอเริ่มฉีกใบทะเบียนสมรสตรงขอบกระดาษ

“ปล่อยฉันนะพี่ศรุต ถ้ามันเป็นของปลอม ฉันจะได้ไม่ต้องเห็นมันอีก”

“ถ้ามันเป็นของจริง เราก็ยิ่งทำลายไม่ได้”

คำพูดนั้นทำให้เธอหยุดนิ่ง น้ำตาไหลลงมาตามแก้มโดยไม่มีเสียงสะอื้น รสรินมองหน้าผมอยู่หลายวินาที แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าท่ามกลางรูปถ่าย ผ้าพันคอ และโปสการ์ดที่กระจายเต็มพื้น

ผมคุกเข่าตาม เศษไม้จากกล่องไม้ของธนากระเด็นอยู่ข้างเข่าของเธอ ฝาล่างของกล่องเปิดออกจนเห็นช่องลับใต้ก้นกล่องชัดเจน ภายในไม่มีอะไรเหลือ นอกจากรอยบุผ้าสีซีดกับฝุ่นเก่าๆ

รสรินวางใบทะเบียนสมรสลงบนพื้น แต่ยังไม่ยอมปล่อยตั๋วเครื่องบิน

“เขาแต่งงานกับกุลตั้งแต่ 28 เมษายน 2557” เธอพูดช้าๆ “แล้ววันที่ 5 พฤษภาคม เขาก็จะพากุลไปลอนดอน”

ผมไม่ได้ตอบทันที เพราะไม่อยากเติมความหมายที่เอกสารยังไม่ได้บอก

“ตอนนี้เรารู้แค่ชื่อ วันที่ และเที่ยวบิน” ผมบอก “เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น”

“แต่ฉันเป็นคนรักของเขา”

“ใช่”

“ฉันกำลังจะแต่งงานกับเขา”

“ใช่ รส”

เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงจัด

“แล้วทำไมเขาถึงมีทะเบียนสมรสกับเพื่อนของฉัน”

ผมเอื้อมมือไปเก็บเอกสารอย่างระมัดระวัง ไม่ให้รอยพับเพิ่มขึ้น แล้วใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงหมายเลขทะเบียน วันจดทะเบียน และตราประทับที่มุมกระดาษ

“ก่อนที่รสจะโทรหากุล เราต้องตรวจสอบก่อนว่าใบนี้ออกโดยหน่วยงานจริงหรือเปล่า”

“พี่คิดว่ากุลปลอมมันขึ้นมาเหรอคะ”

“พี่คิดว่าเรายังไม่ควรเชื่ออะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหรือความทรงจำของเราเอง”

ผมเลื่อนดูรายชื่อในโทรศัพท์ ก่อนโทรหาอาจารย์นพดล คนรู้จักที่ทำงานอยู่สำนักงานเขตบางรัก เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่มีสิทธิ์เปิดเผยข้อมูลทุกอย่าง แต่พอจะช่วยตรวจหมายเลขทะเบียนสมรสได้ตามขั้นตอน

ปลายสายรับหลังเสียงเรียกครั้งที่ 3

“นพดล นี่ศรุตนะ ขอรบกวนหน่อย”

ผมบอกชื่อของธนา กุลนารี วันที่ 28 เมษายน 2557 และหมายเลขบนใบทะเบียนสมรส เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนถามว่าผมถือเอกสารตัวจริงอยู่หรือไม่

“มีตัวจริงครับ แต่ผมจะส่งแค่ภาพให้ดู ไม่เอาเอกสารออกจากบ้าน”

“ส่งมาได้ เดี๋ยวผมเช็กกับฝ่ายทะเบียนให้ แต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ อาจต้องรอเจ้าหน้าที่ที่มีสิทธิ์เข้าระบบ”

ผมส่งภาพไป 4 รูป แล้ววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะกลางห้อง

รสรินนั่งกอดเข่าอยู่ข้างกล่อง เธอไม่มองผมอีก กำลังจ้องภาพถ่ายใบหนึ่งที่หลุดออกมาจากกล่อง เป็นภาพเธอกับธนายืนอยู่หน้าแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อหลายปีก่อน ทั้งคู่ยิ้มให้กล้องเหมือนยังเชื่อว่าชีวิตจะเดินไปตามที่วางแผนไว้

“พี่ศรุต” เธอเรียกโดยไม่เงยหน้า “พี่รู้ไหมว่าใครเอากล่องนี้มาให้ฉัน”

“กุลนารีไม่ใช่เหรอ”

เธอหันมามองผมทันที

“พี่จำได้?”

“รสเคยเล่าให้ฟัง ตอนที่เราเพิ่งรู้จักกัน”

รสรินก้มหน้าลง มือของเธอลูบไปบนรอยขีดที่ฝากล่อง

“หลังงานศพธนา กุลเป็นคนเอากล่องนี้มาส่งให้ฉันด้วยตัวเอง”

ผมรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ แต่พยายามไม่แสดงออก

“เธอบอกว่าอะไร”

“วันนั้นฉันกลับจากอยุธยาแล้วแทบยืนไม่ไหว บ้านของฉันมีคนมาเต็มไปหมด ญาติของธนา ตำรวจ แล้วก็เพื่อนๆ ของเขา ฉันจำอะไรไม่ค่อยได้”

เธอหยุดหายใจลึก ก่อนเล่าต่อ

“กุลมาหาฉันตอนเย็น เธอถือกล่องนี้ไว้ในมือ บอกว่าธนาฝากของสำคัญเอาไว้ และฉันควรเก็บมันเป็นที่ระลึกถึงความรักที่แท้จริงของเรา”

“ธนาฝากกุลเอามาให้รสเหรอ”

“กุลพูดแบบนั้นค่ะ”

“แล้วรสได้เปิดดูตอนนั้นไหม”

“เปิดค่ะ แต่ในกล่องมีแค่รูปถ่าย ผ้าพันคอ โปสการ์ด แล้วก็ของเล็กๆ น้อยๆ ฉันไม่เห็นช่องลับ”

รสรินใช้นิ้วแตะพื้นกล่องที่แตกออก

“กุลเป็นคนปิดฝากล่องให้ฉันเอง เธอบอกว่าอย่าเอาไปทิ้ง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม”

ผมมองช่องลับใต้ก้นกล่องอีกครั้ง ความจริงข้อนี้ไม่ได้ตอบคำถามของเราเลย กลับทำให้คำถามเพิ่มขึ้นว่ากุลนารีรู้จักกล่องนี้มากแค่ไหน และเหตุใดเธอจึงเลือกนำมันมามอบให้รสรินในวันนั้น

โทรศัพท์ของผมสั่นตอนเวลา 16:18 น.

ข้อความจากนพดลมีเพียงประโยคเดียว

“เลขทะเบียนตรงกับฐานข้อมูล ขอเช็กเอกสารต้นฉบับและยืนยันอีกครั้ง”

ผมหันหน้าจอให้รสรินดู เธออ่านแล้วนิ่งไป

“ตรงกับฐานข้อมูลหมายความว่าอย่างไรคะ”

“หมายความว่าเลขทะเบียนนี้มีอยู่จริงในระบบ แต่เขายังต้องตรวจรายละเอียดให้แน่ชัด”

“ยังมีโอกาสเป็นของปลอมไหม”

“มีโอกาสน้อยลง แต่เรายังไม่ควรสรุป”

ผมโทรกลับไปถามนพดล เขาบอกว่าต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนที่รับผิดชอบข้อมูลเก่าโดยตรง เนื่องจากเอกสารลงวันที่ในปี 2557 และการค้นประวัติต้องเทียบชื่อ เลขบัตร และลายเซ็นในทะเบียนต้นฉบับ

รสรินได้ยินทุกคำ เธอหยิบตั๋วเครื่องบินขึ้นมาดูอีกครั้ง

“เที่ยวบินนี้ออกคืนวันที่ 5 พฤษภาคม 2557” เธอพูด “คืนเดียวกับที่ธนาตาย”

“เรายังไม่รู้ว่าธนาได้ขึ้นเครื่องหรือไม่”

“แต่เขาซื้อตั๋วแล้ว”

“ใช่”

“และกุลก็มีตั๋วด้วย”

ผมพยักหน้า

“ใช่”

รสรินลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกือบล้ม ผมต้องจับแขนเธอไว้

“ฉันจะโทรหากุล”

“ตอนนี้เลยเหรอ”

“ถ้ารอถึงพรุ่งนี้ เธออาจเตรียมคำตอบทัน”

“เราไม่ได้กำลังสอบสวนเธอ รส”

“แต่เธอเป็นคนเอากล่องนี้มาให้ฉัน”

น้ำเสียงของรสรินเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เสียงของผู้หญิงที่กำลังถามหาคำปลอบใจ แต่เป็นเสียงของคนที่เพิ่งเห็นประตูบานหนึ่งเปิดออก และไม่รู้ว่าด้านหลังมีอะไรอยู่

เธอกดโทรออกด้วยมือสั่น สายดังอยู่นานกว่าปกติกว่ากุลนารีจะรับ

“รสเหรอจ๊ะ”

เสียงของกุลนารีฟังนุ่มนวลเหมือนทุกครั้ง แต่ทันทีที่รสรินพูดคำว่า “กล่องไม้” ปลายสายกลับเงียบไป

เงียบเพียง 2 วินาที แต่ผมที่นั่งอยู่ใกล้ได้ยินชัด

“กล่องไม้ทำไมเหรอ”

“เธอเคยเอากล่องนี้มาให้ฉันหลังงานศพธนาใช่ไหม”

“ใช่สิ ทำไมจู่ๆ ถึงถาม”

“ข้างในมีของบางอย่างซ่อนอยู่”

เสียงหายใจของกุลนารีสะดุด

“ของอะไร”

รสรินเหลือบมองใบทะเบียนสมรสบนโต๊ะ แต่ยังไม่ได้พูดถึงมัน

“ฉันอยากคุยกับเธอที่บ้านคืนนี้”

“คืนนี้เหรอ”

น้ำเสียงของกุลนารีสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนรีบปรับกลับเป็นปกติ

“ได้สิจ๊ะ รสเป็นอะไรหรือเปล่า เสียงดูไม่ดีเลย”

“ฉันรอเธออยู่”

“ฉันจะไปถึงประมาณ 19:30 นะ”

“มาให้ตรงเวลา”

รสรินวางสายโดยไม่บอกลา เธอยืนมองโทรศัพท์ในมือเหมือนมันเพิ่งกลายเป็นของแปลกปลอม

ผมเอ่ยถามเบาๆ

“เธอรู้แล้วว่ารสเจออะไรหรือยัง”

“ฉันไม่ได้บอก”

“แต่เธอตกใจตอนรู้ว่าพูดถึงกล่อง”

รสรินเม้มปาก

“พี่ก็ได้ยินเหมือนกัน”

“พี่ได้ยิน”

เราช่วยกันเก็บของที่กระจายอยู่บนพื้น รูปถ่ายและโปสการ์ดถูกวางรวมกันบนโซฟา ส่วนตั๋วเครื่องบินและใบทะเบียนสมรสผมใส่ซองพลาสติกใส แล้ววางไว้กลางโต๊ะ ไม่ให้ใครเผลอแตะต้อง

ตอน 17:05 น. นพดลส่งข้อความมาอีกครั้ง เขาขอภาพลายเซ็นและเลขประจำตัวประชาชนของผู้จดทะเบียนที่เห็นบนเอกสาร ผมถ่ายเฉพาะส่วนที่จำเป็นแล้วส่งกลับไป พร้อมย้ำว่าข้อมูลนี้ต้องเก็บเป็นความลับ

รสรินเดินวนอยู่ในห้องนั่งเล่น เธอเปิดลิ้นชัก หยิบสมุดเก่าออกมา แล้วเปิดหน้าที่มีบันทึกงานศพของธนา

“ดูนี่ค่ะ”

ในสมุดมีลายมือของเธอเขียนชื่อคนที่มาร่วมงาน วันที่รับกล่อง และข้อความสั้นๆ ว่า “กุลนำของของธนามาให้ตอนเย็น”

ด้านล่างมีรอยหมึกจางๆ อีกบรรทัดหนึ่ง

“กุลบอกว่าเขาอยากให้ฉันเก็บความทรงจำนี้ไว้”

รสรินอ่านประโยคนั้นซ้ำ ก่อนใช้มือปิดปาก

“ตอนนั้นฉันเชื่อทุกคำของเธอ”

“คนที่เสียใจมากๆ มักเชื่อคนที่ตัวเองไว้ใจ”

“พี่กำลังบอกว่าฉันโง่เหรอคะ”

“พี่ไม่ได้พูดแบบนั้น”

“แต่พี่คิด”

“พี่คิดว่ารสถูกทิ้งให้อยู่กับเรื่องที่ไม่รู้ทั้งหมด”

เธอเงียบลง คำพูดของผมไม่ได้ช่วยให้เธอสบายใจ แต่ทำให้เธอหยุดโทษตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง

เวลา 18:42 น. ข้อความจากนพดลเข้ามาอีกครั้ง

“ยืนยันแล้ว ทะเบียนสมรสเลขนี้มีข้อมูลจริง ธนาและกุลนารีจดทะเบียนสมรสวันที่ 28 เมษายน 2557 ที่สำนักงานเขตบางรัก รายละเอียดตรงกับเอกสารที่ส่งมา”

ผมอ่านข้อความจนจบแล้วหันไปหารสริน

“รส… ผลยืนยันมาแล้ว”

เธอเดินเข้ามาช้าๆ

“ว่าอย่างไร”

“ใบทะเบียนสมรสเป็นของจริง ข้อมูลอยู่ในระบบทะเบียนราษฎร์”

รสรินไม่ขยับ เธอจ้องหน้าผมเหมือนไม่เข้าใจภาษาไทย

“จริง… หมายความว่า ธนากับกุลแต่งงานกันจริงๆ เหรอคะ”

“ตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ใช่”

เธอถอยหลังไปชนพนักเก้าอี้ มือทั้ง 2 ข้างกำแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ

“แล้วฉันล่ะ”

ผมไม่มีคำตอบให้คำถามนั้น

เธอหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปหยิบรูปถ่ายของธนาขึ้นมา รูปนั้นมีรอยพับตรงกลางจากตอนกล่องตกแตก

“เขาเคยบอกฉันว่า วันที่ 5 พฤษภาคม เราจะเริ่มต้นชีวิตด้วยกัน”

“รส…”

“เขาบอกว่าจะพาฉันไปดูบ้านที่อยุธยา แล้วกลับมาคุยเรื่องงานแต่งกับครอบครัว”

เธอหัวเราะสั้นๆ แต่ไม่มีความสุขอยู่ในเสียงนั้น

“ฉันจำได้ทุกคำ แต่ตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าคำไหนเป็นเรื่องจริง”

เสียงรถคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านตอน 19:36 น. รสรินยืนอยู่กลางห้อง ส่วนผมเก็บเอกสารไว้บนโต๊ะ ไม่ได้ซ่อนไว้ เพราะเราไม่ได้ต้องการดักจับกุลนารี เราต้องการเห็นปฏิกิริยาของเธอเมื่อเห็นหลักฐาน

ประตูเปิดออก กุลนารีก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น เธอสวมชุดสีครีมพอดีตัว ผมสีน้ำตาลเกาลัดดัดเป็นลอนเรียบร้อย ใบหน้าดูตกใจและเป็นห่วงเพื่อนสนิทเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด

“รส เกิดอะไรขึ้น ทำไมโทรเรียกฉันด่วนขนาดนี้”

เธอเดินเข้ามากอดรสริน แต่รสรินไม่ยกมือกอดตอบ

กุลนารีค่อยๆ ปล่อยตัวออก แล้วหันไปมองโต๊ะกลางห้อง

สายตาของเธอหยุดที่ซองพลาสติกใส

ดวงตาของเธอหดเล็กลงทันที เมื่อเห็นตั๋วเครื่องบินกับใบทะเบียนสมรสวางอยู่ข้างกัน

มันเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียว ก่อนที่เธอจะกะพริบตาและทำสีหน้าสับสน

“ทำไมเอาของพวกนี้ออกมาวางคะ”

รสรินเดินไปหยิบใบทะเบียนสมรสขึ้นมา มือยังสั่น แต่เสียงของเธอชัดเจน

“กุล เธอรู้จักเอกสารใบนี้ไหม”

กุลนารีมองกระดาษ แล้วมองหน้ารสริน

“ฉันไม่เข้าใจว่ารสกำลังถามอะไร”

ผมสังเกตเห็นว่าเธอไม่ได้ถามว่าเอกสารเป็นของจริงหรือไม่ เธอถามเพียงว่าทำไมเราจึงนำมันออกมา

รสรินวางใบทะเบียนสมรสลงบนโต๊ะ หันด้านที่มีชื่อให้กุลนารีเห็นเต็มตา

“เธอแต่งงานกับธนาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 ใช่ไหม”

สีหน้าของกุลนารีซีดลงทันที แต่เธอยังคงยิ้มบางๆ ไว้

“รส ฟังฉันก่อน เรื่องนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด”

“ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าฉันคิดอะไร”

กุลนารีเหลือบมองกล่องไม้ที่แตกอยู่บนพื้น จากนั้นรีบหันกลับมาหาเพื่อน

“เธอไม่สบายใจใช่ไหม เราค่อยๆ คุยกันได้”

“ตอบฉันก่อน”

รสรินก้าวเข้าไปใกล้

“เธอเป็นคนเอากล่องนี้มาให้ฉันหลังงานศพธนา เธอรู้อยู่แล้วว่าข้างในมีอะไรหรือเปล่า”

กุลนารีนิ่งไป ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนเริ่มแข็งขึ้นเล็กน้อย

ผมขยับเข้าไปยืนข้างรสริน ไม่ได้แตะตัวเธอ แต่พร้อมรับหากเธอทรุดลง

กุลนารีมองเราทั้ง 2 คน แล้วหลุบตาลงที่เอกสารบนโต๊ะ

“คืนนี้ฉันมาเพราะเป็นห่วงรส ไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกัน”

“ฉันก็ไม่ได้อยากทะเลาะ” รสรินตอบ “ฉันแค่อยากรู้ว่า 10 ปีก่อนเกิดอะไรขึ้น”

กุลนารีเงยหน้าขึ้นช้าๆ

“บางเรื่อง ถ้าไม่รู้ อาจจะดีกว่าก็ได้”

คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง

รสรินกำใบทะเบียนสมรสแน่นกว่าเดิม

“สำหรับฉัน มันไม่เหลืออะไรให้เสียแล้วกุล”

กุลนารีไม่ตอบ เธอเพียงมองไปยังช่องลับใต้ก้นกล่องไม้ที่เปิดอ้าอยู่ แล้วรีบเบือนสายตาหนี

ในวินาทีนั้น ผมรู้ว่าค่ำคืนนี้จะไม่จบลงด้วยคำปลอบใจของเพื่อนเก่าอีกแล้ว

เพราะเอกสารที่ยืนยันว่าเธอกับธนาแต่งงานกันจริง ได้เปลี่ยนความทรงจำของรสรินทั้งชีวิต และคนที่นำกล่องนี้มามอบให้เธอ กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเราโดยยังไม่ยอมบอกว่าเหตุใดจึงทำเช่นนั้น

=== Part 3 ===
ตอนที่ 3 รอยรั่วในคำโกหกเมื่อ 10 ปีก่อน

กุลนารีนั่งลงช้าๆ โดยไม่ละสายตาจากใบทะเบียนสมรส รสรินยังยืนอยู่ข้างโต๊ะ มือกำพนักเก้าอี้แน่นจนข้อนิ้วซีด

“ตอบฉันมากุล” รสรินพูด “เธอแต่งงานกับธนาทำไม”

กุลนารีสูดหายใจเข้าลึก ก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เพิ่งไหลออกมา

“เพราะฉันถูกบังคับ”

คำตอบนั้นทำให้รสรินชะงัก

“ใครบังคับเธอ”

“ธนา”

ผมไม่ได้พูดแทรก แค่มองกุลนารีขณะเธอหยิบกระดาษทิชชูจากกระเป๋าถือ การร้องไห้ของเธอเกิดขึ้นเร็วมาก แต่คำพูดทุกคำกลับชัดเจนเหมือนเตรียมไว้แล้ว

“ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ธนากำลังทำเรื่องไปอยู่ที่อังกฤษ เขาบอกว่าต้องใช้ทะเบียนสมรสเพื่อจัดการเอกสารบางอย่าง แล้วจะให้ฉันช่วยเป็นผู้ยื่นเรื่องร่วมกับเขา”

รสรินส่ายหน้า

“ทำไมต้องเป็นเธอ ทำไมไม่ใช่ฉัน”

“เพราะข้อมูลทางการเงินของฉันพร้อมกว่า เขาพูดแบบนั้น”

“แล้วเธอก็ยอมจดทะเบียนกับคนรักของฉัน?”

กุลนารีรีบลุกขึ้น แต่รสรินถอยหนี ไม่ยอมให้แตะตัว

“ฉันไม่ได้อยากทำ รส ธนาขู่ฉัน”

“ขู่อะไร”

กุลนารีหลบตา

“เรื่องส่วนตัวของครอบครัวฉัน ฉันบอกไม่ได้”

“เธอเป็นเพื่อนฉัน แต่เธอบอกไม่ได้ว่าเขาใช้อะไรบังคับให้เธอแต่งงานกับเขา?”

“ฉันละอายใจ”

รสรินหัวเราะเบาๆ ทั้งน้ำตา

“แล้วฉันไม่ควรละอายใจหรือไง ฉันไว้ทุกข์ให้สามีของเพื่อนตัวเองมา 10 ปีโดยไม่รู้อะไรเลย”

กุลนารีร้องไห้หนักขึ้น เธอยกมือปิดหน้า ไหล่สั่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองตั๋วเครื่องบิน 2 ใบ

“ธนาซื้อตั๋วเองทั้งหมด ฉันไม่เคยขอให้เขาซื้อ”

“แต่ตั๋วใบหนึ่งเป็นชื่อเธอ” ผมพูด

กุลนารีหันมาหาผมทันที

“ใช่ค่ะ แต่ฉันไม่ได้ไปสนามบิน”

“คุณรู้เรื่องตั๋วตั้งแต่เมื่อไร”

“ประมาณ 2 วันก่อนเดินทาง ธนาเอามาให้ฉัน เขาบอกให้เก็บเสื้อผ้าแล้วไปเจอกันที่สนามบินคืนวันที่ 5 พฤษภาคม”

“เขาบอกเหตุผลไหม”

“เขาจะไปอังกฤษ และต้องการให้ฉันไปด้วย”

ผมมองใบทะเบียนสมรสบนโต๊ะ

“เขาบังคับคุณจดทะเบียนเพื่อใช้ยื่นเรื่องตั้งถิ่นฐาน แต่ซื้อตั๋วชั้นหนึ่งให้คุณเดินทางทันทีหลังจดทะเบียนเพียง 1 สัปดาห์ เอกสารทุกอย่างเสร็จทันหรือครับ”

กุลนารีนิ่งไปเล็กน้อย

“ฉันไม่รู้เรื่องขั้นตอนค่ะ ฉันแค่ทำตามที่เขาสั่ง”

“เมื่อกี้คุณบอกว่าปฏิเสธเขา”

“ฉันทำตามเรื่องทะเบียน แต่ฉันปฏิเสธเรื่องเดินทาง”

“แล้วตั๋วมาอยู่ในช่องลับของกล่องได้อย่างไร”

กุลนารีเม้มปาก รสรินมองหน้าเธอโดยไม่กะพริบตา

“ฉันไม่รู้ว่ากล่องมีช่องลับ” เธอตอบ “หลังธนาเสียชีวิต ครอบครัวเขาให้ฉันช่วยรวบรวมของ ฉันเห็นกล่องอยู่กับของใช้ส่วนตัว จึงเอามาให้รส”

“แต่เธอบอกฉันว่าธนาฝากไว้” รสรินท้วง

“ตอนนั้นเธอไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน ฉันกลัวว่าเธอจะทำร้ายตัวเอง ถ้าฉันบอกว่าเป็นแค่กล่องที่เก็บมาจากของของเขา เธอคงไม่รับไว้”

“เธอเลยโกหกว่ามันเป็นของแทนความรัก?”

กุลนารีก้มหน้า

“ฉันอยากให้เธอมีอะไรยึดเหนี่ยว”

รสรินปล่อยมือจากพนักเก้าอี้แล้วเดินถอยไปจนชิดหน้าต่าง ผมเห็นนิ้วของเธอสั่น แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ร้องไห้

“วันงานศพวันแรก เธอหายไปไหน”

คำถามนั้นทำให้กุลนารีเงยหน้าขึ้น

“ฉันเข้าโรงพยาบาล”

“ฉันจำได้ว่าเธอไม่ได้มาหลายวัน ทุกคนบอกว่าเธอป่วย”

“ฉันมีอาการอ่อนเพลียเฉียบพลัน หมอให้นอนดูอาการ”

“โรงพยาบาลไหน”

กุลนารีบอกชื่อโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดรูปเก่า เธอเลื่อนอยู่นานก่อนยื่นหน้าจอให้รสรินดู

เป็นภาพเอกสารรับรองการรักษา ชื่อกุลนารีอยู่ด้านบน ส่วนข้อความระบุว่าเข้ารับการรักษาด้วยอาการอ่อนเพลียเฉียบพลันในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557

“เห็นไหม ฉันไม่ได้หายไปกับธนา ฉันป่วยจริง”

รสรินรับโทรศัพท์ไปดู แต่ผมสังเกตวันที่มากกว่าข้อความอื่น

“คุณเข้าโรงพยาบาลกี่โมงครับ”

กุลนารีดึงโทรศัพท์กลับ

“ฉันจำไม่ได้ มันตั้ง 10 ปีแล้ว”

“เอกสารน่าจะมีเวลา”

“ฉันไม่เคยคิดว่าจะต้องเก็บหลักฐานเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับเพื่อน”

น้ำเสียงของเธอแข็งขึ้นเป็นครั้งแรก

ผมไม่ถามต่อ แต่จดชื่อโรงพยาบาลไว้ในโทรศัพท์ วันที่ 6 พฤษภาคมหมายความว่ากุลนารีเข้าโรงพยาบาลหลังคืนที่ธนาเสียชีวิต ไม่ได้ยืนยันว่าในช่วงก่อนเกิดอุบัติเหตุเธออยู่ที่ไหน

รสรินเดินกลับมาที่โต๊ะ

“คืนวันที่ 5 เธอคุยกับธนาครั้งสุดท้ายเมื่อไร”

“ช่วงเย็น เขาโทรมาบอกให้ฉันไปสนามบิน ฉันปฏิเสธ แล้วปิดโทรศัพท์”

“เขาโกรธไหม”

“มาก”

“เขาพูดถึงฉันหรือเปล่า”

กุลนารีเงียบไปครู่หนึ่ง

“เขาบอกว่าเรื่องของเขากับเธอจบแล้ว”

รสรินหน้าซีดลง ผมก้าวเข้าไปจับแขนเธอ แต่เธอสลัดออก

“ไม่จริง ธนานัดฉันไปดูบ้านวันนั้น”

“ฉันไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกับเธอ รส ฉันรู้แค่ว่าเขาไม่ใช่คนแบบที่เธอจำ”

“แล้วทำไมเธอไม่บอกฉันตั้งแต่ตอนนั้น”

“เพราะเขาตายแล้ว และเธอก็แทบไม่เหลือสติ ฉันจะพูดได้อย่างไรว่าผู้ชายที่เธอรักจดทะเบียนกับฉันแล้วพยายามบังคับให้ฉันหนีไปด้วย”

กุลนารีหยิบกระเป๋าขึ้นมาถือ

“ฉันยอมรับว่าปิดบังเรื่องทะเบียน แต่ฉันไม่ได้ทรยศเธอ ฉันไม่ได้ไปลอนดอน และไม่ได้ต้องการธนา”

รสรินมองเพื่อนที่คบกันมานาน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยคำถาม แต่ความแข็งกร้าวเมื่อครู่เริ่มสั่นคลอน

“กุลสาบานได้ไหมว่าไม่ได้รักเขา”

กุลนารีเดินเข้าไปจับมือเธอ

“ฉันสาบาน ฉันไม่เคยคิดแย่งธนาไปจากเธอ”

ครั้งนี้รสรินไม่ดึงมือออก

ผมเห็นแล้วว่าคำตอบของกุลนารีกำลังได้ผล ไม่ใช่เพราะมันไม่มีช่องโหว่ แต่เพราะรสรินต้องการเหลือใครสักคนจากชีวิตเดิมไว้ให้เชื่อ

ก่อนกลับ กุลนารีหันมาพูดกับผมตรงประตู

“คุณศรุตควรหยุดขุดเรื่องนี้นะคะ รสเจ็บมามากพอแล้ว”

“ถ้าคุณเป็นห่วงรส คุณก็ควรอยากให้เธอรู้ความจริง”

“ความจริงบางอย่างไม่ได้ช่วยให้ใครดีขึ้น”

“แต่คำโกหกทำให้เธอเสียเวลาไป 10 ปี”

สีหน้ากุลนารีเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนกลับมาเรียบเฉย

“คุณเพิ่งอยู่กับรสมา 7 ปี อย่าคิดว่าคุณรู้จักเธอดีกว่าฉัน”

เธอเดินออกจากบ้านตอน 21:18 น.

เมื่อเสียงรถหายไป รสรินทรุดนั่งบนโซฟาแล้วถามผมว่าเชื่อกุลนารีหรือไม่

“พี่ยังไม่เชื่อ และยังไม่ตัดสินว่าเธอโกหกทั้งหมด”

“เธอมีใบรับรองจากโรงพยาบาล”

“ลงวันที่ 6 พฤษภาคม แต่อุบัติเหตุเกิดคืนวันที่ 5”

รสรินมองผมนิ่ง

“พี่กำลังสงสัยว่าเธอเกี่ยวกับการตายของธนาเหรอ”

“พี่ยังไม่ได้พูดแบบนั้น พี่แค่เห็นว่าคำตอบของเธอไม่ตรงกันหลายจุด”

“ถ้าเธอถูกธนาบังคับจริงล่ะ”

“พี่ก็จะขอโทษเธอ แต่เราต้องตรวจสอบก่อน”

ผมเก็บใบทะเบียนสมรสกับตั๋วเครื่องบินไว้ในซองพลาสติกตามเดิม แล้วนำไปใส่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ล็อกได้ ส่วนกล่องไม้ที่แตกและของทั้งหมด ผมกับรสรินช่วยกันวางไว้ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ขยับช่องลับเพิ่มเติม

คืนนั้นรสรินไม่ขอหย่าอีก แต่ก็ไม่ยอมกลับเข้าห้องนอน เธอนอนบนโซฟา กอดสมุดบันทึกเก่าไว้กับอก ส่วนผมนั่งอยู่ข้างๆ จนเกือบเช้า

เวลา 09:00 น. วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ผมโทรไปยังหน่วยสอบสวนอุบัติเหตุจราจรที่อยุธยา หลังอธิบายชื่อผู้เสียชีวิต วันที่เกิดเหตุ และหมายเลขคดีจากเอกสารเก่าที่รสรินเก็บไว้ เจ้าหน้าที่จึงต่อสายให้สารวัตรกริช ผู้เคยรับผิดชอบเหตุรถชนของธนาในปี 2557

“ผมจำคดีได้” เสียงของเขาหนักแน่น “รถเสียหลักชนแบริเออร์ ผู้ขับขี่เสียชีวิตที่โรงพยาบาล”

“ผมขอเข้าไปพบวันนี้ได้ไหมครับ มีหลักฐานบางอย่างเพิ่งถูกพบ”

เขาเงียบไปก่อนตอบ

“มาได้ช่วงเที่ยง แต่ผมให้ดูได้เฉพาะส่วนที่เปิดเผยได้ตามระเบียบ”

ผมหันไปบอกรสรินว่าจะไปอยุธยา เธอถามว่าจะไปด้วยได้ไหม แต่เมื่อคืนเธอแทบไม่ได้นอน ใบหน้าซีดจนผมไม่กล้าให้เดินทาง

“รสอยู่บ้านและเก็บเอกสารไว้ อย่าให้ใครเอาออกไป”

“พี่หมายถึงกุลหรือคะ”

“พี่หมายถึงทุกคน”

เธอนิ่งไป ก่อนพยักหน้า นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่กล่องแตกที่เธอยอมทำตามผมโดยไม่โต้เถียง

ผมไปถึงสำนักงานตอน 12:26 น. สารวัตรกริชเป็นชายร่างแน่น ผิวคล้ำ เขานำผมเข้าไปในห้องเก็บสำนวน แล้ววางแฟ้มเก่าสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ

“คดีนี้ปิดเป็นอุบัติเหตุ เพราะตอนนั้นไม่มีพยานเห็นตอนรถเสียหลักโดยตรง”

เขาเปิดแผนผังจุดเกิดเหตุ ภาพถ่ายรถ และรายงานตรวจสภาพรถ ธนาประสบอุบัติเหตุเวลา 21:30 น. บนถนนสายหลักขณะขับจากอยุธยามุ่งลงกรุงเทพฯ

สารวัตรกริชใช้นิ้วชี้เส้นทางบนแผนที่

“ถ้าวิ่งต่อไปตามเส้นนี้ ปลายทางไปทางสนามบินสุวรรณภูมิได้”

ผมนึกถึงตั๋วเครื่องบินทันที

“เที่ยวบินไปลอนดอนออกคืนนั้น”

“คุณมีหลักฐานหรือ”

ผมเปิดภาพตั๋ว 2 ใบในโทรศัพท์ให้เขาดู แต่ไม่ได้ส่งไฟล์ให้ สารวัตรกริชจดชื่อธนากับกุลนารีลงบนกระดาษ

จากนั้นเขาเปิดรายงานอีกแผ่น กระดาษเหลืองตรงขอบ แต่ข้อความยังอ่านได้ชัด

“ผลตรวจรถระบุว่าน้ำมันเบรกรั่ว รถจึงเสียเบรกกะทันหันก่อนชนแบริเออร์”

“เกิดจากรถเก่าหรือครับ”

“ตอนแรกมีคนคิดแบบนั้น แต่ช่างพบร่องรอยกระทบทางกลที่ท่อน้ำมันเบรก”

“หมายถึงมีบางอย่างไปโดนมัน?”

“รายงานเขียนเพียงว่ามีร่องรอยจากแรงภายนอก เราพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดตอนไหน และใครเป็นคนทำ จึงสรุปเกินกว่านั้นไม่ได้”

คำพูดของเขาเปลี่ยนภาพอุบัติเหตุที่รสรินเชื่อมาตลอด 10 ปี รถของธนาไม่ได้เพียงเสียหลัก แต่เสียเบรกก่อนพุ่งชนแบริเออร์ ขณะกำลังมุ่งไปทางสนามบินที่ตั๋วของเขาระบุไว้

สารวัตรกริชพลิกไปยังบันทึกการรับแจ้งเหตุ

“ยังมีเรื่องหนึ่ง คนแรกที่โทรแจ้งเป็นผู้หญิง เสียงค่อนข้างสาว โทรจากตู้สาธารณะใกล้จุดเกิดเหตุ”

“เธอบอกชื่อไหมครับ”

“ไม่บอก พูดว่ามีรถชนแล้ววางสายทันที เจ้าหน้าที่โทรกลับไม่ได้ เพราะเป็นตู้สาธารณะ”

“เธอเห็นเหตุการณ์หรือเปล่า”

“ไม่มีข้อมูล เราตามหาตัวไม่พบ”

ผมถามว่าขอสำเนารายงานตรวจรถได้หรือไม่ เขาบอกว่าต้องยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ เพราะผมไม่ใช่ญาติของผู้เสียชีวิต แต่เขายอมจดเลขสำนวนและชื่อรายงานให้

ก่อนผมออกจากห้อง สารวัตรกริชถามว่าเหตุใดจึงรื้อเรื่องนี้ขึ้นมา

“เพราะมีตั๋วอีกใบเป็นชื่อผู้หญิงคนหนึ่ง และเธอบอกว่าไม่ได้ไปสนามบิน”

“เธอมีหลักฐานว่าอยู่ที่อื่นไหม”

“มีใบรับรองว่าเข้าโรงพยาบาลวันที่ 6 พฤษภาคม 2557”

สารวัตรกริชมองนาฬิกาบนผนัง

“อุบัติเหตุเกิด 21:30 น. วันที่ 5 เอกสารของวันที่ 6 ไม่ได้บอกว่าเธออยู่ที่ไหนก่อนหน้านั้น”

ผมออกจากสำนักงานเวลา 14:47 น. แล้วโทรหารสรินจากลานจอดรถ

“รส พี่ได้ดูรายงานตรวจรถแล้ว รถของธนาเสียเบรกก่อนชน”

ปลายสายเงียบไป

“เสียเองหรือมีคนทำคะ”

“ยังตอบไม่ได้ รายงานพบร่องรอยจากแรงภายนอกที่ท่อน้ำมันเบรก แต่ตำรวจยังยืนยันไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร”

ผมเล่าเรื่องเส้นทางไปสนามบินและผู้หญิงที่โทรแจ้งเหตุ รสรินหายใจแรงขึ้น แต่ยังไม่ทันตอบ โทรศัพท์ของผมก็มีข้อความเข้าจากเธอ

เป็นภาพเอกสารการรักษาของกุลนารีที่รสรินถ่ายจากหน้าจอเมื่อคืน เธอขยายส่วนล่างจนเห็นเวลารับผู้ป่วยชัดเจน

10:15 น. วันที่ 6 พฤษภาคม 2557

ผมโทรกลับทันที

“รสเห็นเวลาแล้วใช่ไหม”

“ค่ะ กุลเข้าโรงพยาบาลหลังธนาเกิดอุบัติเหตุเกือบ 13 ชั่วโมง”

“มันยังไม่พิสูจน์ว่าเธออยู่ที่ไหนคืนนั้น”

“แต่มันก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเธออยู่บ้านอย่างที่ฉันเคยเข้าใจ”

เสียงของรสรินเปลี่ยนไป ความลังเลที่มีต่อกุลนารีเมื่อคืนกำลังหายไป

“พี่ศรุต กลับมากรุงเทพฯ เถอะค่ะ”

“รสจะทำอะไร”

“ฉันจะไม่ถามกุลด้วยคำพูดอีกแล้ว”

ผมกำโทรศัพท์แน่น ขณะมองเลขสำนวนที่สารวัตรกริชเพิ่งเขียนให้

“อย่าไปหาเธอคนเดียว พี่กำลังกลับ”

“งั้นเราไปด้วยกัน”

เวลา 15:02 น. ผมขึ้นรถพร้อมข้อมูล 3 อย่างที่ไม่เคยอยู่ในเรื่องเล่าเดิมของรสริน รถของธนาเสียเบรกบนเส้นทางไปสนามบิน มีผู้หญิงไม่ทราบชื่อโทรแจ้งเหตุจากตู้สาธารณะ และกุลนารีเข้าโรงพยาบาลหลังอุบัติเหตุผ่านไปหลายชั่วโมง

ก่อนออกรถ ผมส่งข้อความถึงรสรินเพียงประโยคเดียว

“เก็บเอกสารทั้งหมดไว้ แล้วรอพี่”

ครั้งนี้เราไม่ได้กำลังรื้อฟื้นความทรงจำของคนตายอีกต่อไป เรากำลังตรวจสอบคำพูดของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

=== Part 4 ===
ตอนที่ 4 เมื่อคำโกหกชนกับหลักฐาน

ผมขับรถออกจากอยุธยาตอน 15:02 น. แต่ยังไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที

ระหว่างทาง รสรินโทรมาบอกว่าเธอค้นตู้เอกสารเก่าของครอบครัว และพบแฟ้มธุรกิจหลายเล่มที่ไม่มีใครเปิดมานาน หลังพ่อของเธอเสีย บริษัทเดิมก็ถูกขาย ส่วนเอกสารสำคัญถูกย้ายมาเก็บไว้ที่บ้านหลังนี้

“มีแฟ้มกองทุนของครอบครัวค่ะ” เธอพูด “ชื่อธนาอยู่ในนั้น”

ผมลดความเร็วแล้วถามว่าเธอเปิดดูหรือยัง

“ยังค่ะ ฉันรอพี่”

ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งที่รสรินเคยเล่าเมื่อนานมาแล้ว ครอบครัวของเธอเคยตั้งกองทุนไว้ให้ลูกหลาน แต่หลังธนาเสียชีวิต เงินก้อนหนึ่งหายไปโดยไม่มีใครหาคำตอบ ตอนนั้นรสรินอยู่ในสภาพที่รับรู้อะไรแทบไม่ได้ ส่วนญาติแต่ละคนก็คิดว่าเป็นความผิดพลาดจากการขายกิจการ

“ถ่ายหน้าปกแฟ้มส่งมาให้พี่ก่อน” ผมบอก “อย่าโทรหากุลจนกว่าพี่จะถึง”

ภาพที่รสรินส่งมาเป็นแฟ้มสีน้ำเงินซีด ตรงมุมเขียนด้วยลายมือว่า กองทุนครอบครัว 50,000,000 บาท ด้านล่างมีชื่อธนาในฐานะผู้รับมอบอำนาจจัดการเงินลงทุน

ผมโทรหาคนที่เคยทำบัญชีให้บริษัทของครอบครัวรสริน ผู้หญิงคนนั้นเกษียณไปแล้ว แต่ยังเก็บสำเนาเอกสารบางส่วนไว้ เพราะปัญหาเงินหายไม่เคยถูกปิดในทางบัญชี

ตอนแรกเธอไม่ยอมพูด เมื่อผมบอกว่าพบทะเบียนสมรสของธนากับกุลนารี เธอก็เงียบไปนาน

“ถ้าคุณมีแฟ้มสีน้ำเงิน ให้ดูเอกสารช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2557” เธอบอก “ตอนนั้นมีคำสั่งถอนเงินทั้งกองทุน ฉันเคยทักแล้ว แต่ผู้มีอำนาจเซ็นครบ”

“ใครเซ็นครับ”

“ธนาเซ็นในฐานะผู้รับมอบอำนาจ กุลนารีเซ็นรับรองในฐานะหัวหน้าฝ่ายบัญชี”

มือผมเย็นลงทันที

“เงินถูกถอนวันไหน”

“คำสั่งลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 เงินออกจากบัญชีในวันเดียวกัน”

ก่อนธนาเสียชีวิต 3 วัน

เธอส่งสำเนาที่สแกนเก็บไว้ให้ผมทางอีเมล มีคำสั่งโอน 4 รายการ รวมเป็นเงิน 50,000,000 บาท ทุกแผ่นมีลายเซ็นของธนา และมีลายเซ็นของกุลนารีกำกับอยู่ด้านล่าง

เอกสารแผ่นสุดท้ายระบุว่าเงินถูกส่งผ่านบัญชีพักเงิน ก่อนโอนไปยังบัญชีต่างประเทศที่กรุงลอนดอน ชื่อผู้รับผลประโยชน์ปลายทางคือธนาเพียงคนเดียว

ผมจอดรถในปั๊มน้ำมันเพื่ออ่านซ้ำ

กุลนารีไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนของรสริน และไม่ได้เป็นเพียงภรรยาที่อ้างว่าถูกบังคับให้จดทะเบียน เธออยู่ในตำแหน่งที่สามารถรับรองการถอนเงินทั้งหมดได้

“มีใครแจ้งตำรวจไหมครับ” ผมถามเมื่อโทรกลับ

“ไม่มี ครอบครัวคุณรสไม่อยากให้เป็นข่าว แล้วธนาก็เสียชีวิตเสียก่อน ทุกคนคิดว่าตามเงินคืนไม่ได้”

“กุลนารีเคยอธิบายไหม”

“เธอบอกว่าเซ็นตามเอกสารที่ธนาสั่ง และไม่รู้ว่าเงินไปไหน”

เป็นคำตอบแบบเดียวกับเมื่อคืน ทุกอย่างเป็นคำสั่งของธนา ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะคนตายบังคับเธอ

ผมกลับถึงบ้านเวลา 18:41 น. รสรินนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร แฟ้มสีน้ำเงินเปิดค้างอยู่ข้างกล่องไม้ที่แตก ใบหน้าของเธอซีดกว่าเมื่อเช้า แต่ดวงตาไม่หลบผมอีกแล้ว

ผมวางโทรศัพท์ให้เธอดูสำเนาเอกสารทีละหน้า

เธอจำลายเซ็นของธนาได้ ส่วนลายเซ็นอีกชุด เธอเคยเห็นกุลนารีใช้เซ็นเอกสารบริษัทมาหลายปี

“เงินนี้เป็นของคุณพ่อค่ะ” รสรินพูดเบามาก “ท่านตั้งไว้ให้ฉันกับลูกในอนาคต”

“หลังเงินหาย มีใครถามธนาไหม”

“เขาบอกว่ากำลังย้ายไปลงทุนต่างประเทศ อีกไม่กี่วันจะเอาเอกสารมาให้ดู”

“แต่เขาเสียชีวิตก่อน”

รสรินพยักหน้า นิ้วของเธอสั่นอยู่บนกระดาษ

“หลังงานศพ กุลบอกให้ฉันอย่าแตะเรื่องบัญชี เธอบอกว่าฉันยังไม่พร้อม และญาติจะฉวยโอกาสแย่งเงินที่เหลือ”

“แล้วเธอก็เป็นคนช่วยจัดเอกสารให้รส?”

“ค่ะ ฉันให้กุลดูกุญแจตู้ทั้งหมด”

รสรินหลับตา น้ำตาไหลลงมาโดยไม่มีเสียง

เงิน 50,000,000 บาทไม่ได้หายเพราะระบบผิดพลาด มันถูกถอนด้วยคำสั่งที่มีลายเซ็นของสามีลับและเพื่อนสนิทของเธอ แล้ว 3 วันต่อมา ธนาก็ขับรถมุ่งไปทางสนามบิน พร้อมตั๋วชั้นหนึ่งไปลอนดอน

ผมหยิบโทรศัพท์ของรสรินออกจากมือ

“พี่จะโทรหากุล”

“บอกเธอว่ามีอะไรบ้างไหมคะ”

“ไม่บอก”

ผมโทรด้วยเครื่องของรสริน กุลนารีรับสายหลังเสียงเรียกครั้งที่ 3

“รส เป็นยังไงบ้าง”

“ผมเองครับ” ผมตอบ “มาที่บ้านตอน 20:00 น. เรามีเรื่องต้องคุย”

ปลายสายเงียบไป

“คุณรื้อเรื่องอะไรมาอีก”

“เรื่องเงิน 50,000,000 บาท”

กุลนารีไม่ตอบทันที เสียงหายใจของเธอเปลี่ยนไป ก่อนจะกลับมาเรียบเหมือนเดิม

“ฉันไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร”

“ถ้าไม่รู้ ก็มาดูเอกสารด้วยตัวเอง”

เธอมาถึงเวลา 20:16 น. รถคันหรูจอดตรงหน้าบ้าน กุลนารีลงมาพร้อมกระเป๋าถือใบเล็ก เธอสวมชุดสีดำ ผมสีน้ำตาลเกาลัดยังเป็นลอนเรียบร้อย แต่ไม่มีน้ำตาเหมือนเมื่อคืน

ทันทีที่เข้าห้องนั่งเล่น เธอเห็นแฟ้มสีน้ำเงินและสำเนาคำสั่งโอนเงินวางเรียงบนโต๊ะ

“ไปเอามาจากไหน” เธอถาม

“จากเอกสารของครอบครัวฉัน” รสรินตอบ “และจากคนที่เคยทำบัญชีบริษัท”

กุลนารีไม่ยอมนั่ง เธอหยิบเอกสารแผ่นแรกขึ้นดู ก่อนวางคืนอย่างไม่ใส่ใจ

“ฉันเคยเซ็นเอกสารวันละเป็นร้อยแผ่น”

“แต่แผ่นนี้ทำให้เงินของครอบครัวฉันหายไป 50,000,000 บาท” รสรินพูด “เธอลืมได้จริงเหรอ”

“ธนาเป็นคนจัดการ”

“ลายเซ็นเธออยู่ตรงนี้”

“ฉันเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชี หน้าที่ฉันคือรับรองว่าคำสั่งมาจากผู้มีอำนาจ”

ผมเลื่อนเอกสารอีกแผ่นไปตรงหน้าเธอ

“เงินออกจากกองทุนวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 แล้วไปบัญชีต่างประเทศ ก่อนธนาเสียชีวิต 3 วัน”

“ก็ถามเขาสิคะ”

“เขาตายแล้ว”

กุลนารียกมุมปาก

“นั่นแหละปัญหา คุณกำลังพยายามให้คนเป็นตอบแทนคนตาย”

รสรินหยิบตั๋วเครื่องบินกับทะเบียนสมรสออกจากซองพลาสติก เธอวางไว้ข้างคำสั่งโอนเงิน

“เธอแต่งงานกับเขาวันที่ 28 เมษายน เงินถูกถอนวันที่ 2 พฤษภาคม แล้วเธอกับเขามีตั๋วไปลอนดอนวันที่ 5 พฤษภาคม ทั้งหมดนี้ยังเป็นเรื่องที่เธอไม่รู้หรือ”

“ใช่”

“แล้วรถของธนาเสียเบรกตอนกำลังไปทางสนามบินล่ะ”

สีหน้ากุลนารีหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

เธอไม่รู้มาก่อนว่าผมไปพบสารวัตรกริช

ผมวางเลขสำนวนและชื่อรายงานตรวจสภาพรถลงบนโต๊ะ

“ท่อน้ำมันเบรกมีร่องรอยกระทบจากแรงภายนอก และผู้หญิงคนหนึ่งโทรแจ้งเหตุจากตู้สาธารณะใกล้จุดเกิดเหตุ”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับฉัน”

“ใบรับรองของคุณระบุว่าเข้าโรงพยาบาลเวลา 10:15 น. วันที่ 6 พฤษภาคม มันไม่ได้บอกว่าคืนวันที่ 5 คุณอยู่ที่ไหน”

กุลนารีมองผม จากนั้นหันไปหารสริน

“เธอให้สามีสอบสวนฉันเหมือนเป็นคนร้ายหรือ”

“ฉันถามในฐานะเพื่อน” รสรินตอบ “คืนนั้นเธออยู่ไหน”

“ฉันบอกไปแล้ว ฉันปิดโทรศัพท์แล้วพักอยู่คนเดียว”

“ที่ไหน”

“บ้าน”

“ใครยืนยันได้”

“ไม่มี”

คำตอบสั้นลงเรื่อยๆ แต่กุลนารีไม่ได้ร้องไห้อีก เธอดึงเก้าอี้ออกแล้วนั่งไขว่ห้าง มองเอกสารทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา

“เอาละ สมมติว่าฉันรู้เรื่องเงิน” เธอพูด “แล้วไง”

รสรินตัวแข็ง

“หมายความว่าอะไร”

“ฉันเซ็นรับรองจริง ธนาเป็นคนสั่งถอนจริง เขาบอกว่าจะเอาไปลงทุนที่อังกฤษ ฉันไม่มีสิทธิ์ห้ามคนที่ได้รับมอบอำนาจอย่างถูกต้อง”

“เธอรู้ว่าเป็นเงินของครอบครัวฉัน”

“แต่เธอเป็นคนยอมให้เขาจัดการเอง”

“เพราะฉันไว้ใจเขา และไว้ใจเธอ”

กุลนารีหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ผมไม่เคยได้ยินจากเธอ

“นั่นเป็นความผิดของใครล่ะ รส”

รสรินมองเพื่อนนิ่ง สีหน้าของเธอเหมือนยังฟังไม่เข้าใจ

กุลนารีเอนหลัง

“เธอเชื่อทุกอย่างที่ธนาพูด เขาบอกว่ารัก เธอก็เชื่อ เขาบอกว่าจะดูแลเงิน เธอก็ยกให้ดูแล พอเขาตาย เธอก็สร้างเขาให้เป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลก”

“กุล หยุดเถอะ” ผมเตือน

“ทำไมต้องหยุด คุณอยากได้ความจริงไม่ใช่หรือ”

เธอหันกลับไปหารสริน

“ธนาไม่ได้รักเธออย่างที่เธอคิด เขาโกหกเธอ แต่งงานกับฉัน และเตรียมออกนอกประเทศ เงินก็อยู่กับเขา ส่วนเธอยังนั่งกอดกล่องไม้ ร้องไห้ให้เขาทุกปี”

รสรินส่ายหน้า น้ำตาเริ่มไหล

“ถ้าเธอรู้ว่าเขาหลอกฉัน ทำไมเธอไม่บอก”

“เพราะตอนนั้นเธอคงไม่เชื่อ”

“แล้วตลอด 10 ปีล่ะ”

“เธออยากอยู่กับเรื่องโกหกเอง รส อย่าโยนความโง่ของเธอมาให้ฉันรับผิดชอบ”

ผมลุกขึ้นทันที แต่รสรินจับข้อมือผมไว้ เธอยังมองกุลนารี ราวกับต้องการเห็นคนตรงหน้าให้ชัดเป็นครั้งสุดท้าย

“เธอเอากล่องมาให้ฉัน” รสรินพูด “เธอบอกว่าธนาฝากไว้เพื่อยืนยันความรักของเรา”

“แล้วเธอก็เชื่อ”

“เธอนั่งร้องไห้กับฉันทุกวันที่ 5 พฤษภาคม”

“เพื่อนที่ดีก็ควรอยู่ข้างเธอไม่ใช่หรือ”

“หรือเธอกลัวว่าถ้าฉันเลิกร้องไห้ ฉันจะเริ่มตรวจบัญชี”

กุลนารีไม่ได้ตอบทันที ดวงตาของเธอเหลือบมองแฟ้มสีน้ำเงินเพียงครั้งเดียว

“คิดอะไรก็คิดไป”

ผมดันสำเนาเอกสารปลายทางไปตรงหน้าเธอ

“เงินทั้งหมดไปบัญชีที่มีชื่อธนาเป็นผู้รับผลประโยชน์คนเดียว คุณรู้เรื่องนี้ไหม”

แววตาของกุลนารีเปลี่ยนไปชั่ววินาที เธอหยิบกระเป๋าขึ้นมาถือ

“เอกสารการเงินผ่านมาตั้ง 10 ปีแล้ว ถ้าคิดว่าจะเรียกร้องอะไรได้ก็ไปทำตามขั้นตอน ส่วนคดีรถชน ตำรวจก็ปิดไปแล้วว่าเป็นอุบัติเหตุ”

“คุณยังไม่ได้ตอบ” ผมพูด

“เพราะฉันไม่จำเป็นต้องตอบคุณ”

รสรินลุกขึ้นช้าๆ

“เธอเคยเป็นเพื่อนฉันจริงไหม”

กุลนารีมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สีหน้าไม่เหลือความอ่อนโยน

“ฉันอยู่กับเธอมานานกว่าสามีเธอ แต่ถ้าเธออยากทำลายทุกอย่างเพราะผู้ชายที่ตายไปแล้ว ก็ตามใจ”

“คนที่ทำลายมันไม่ใช่ฉัน”

“งั้นก็พิสูจน์ให้ได้”

กุลนารีเดินออกจากบ้านเวลา 21:07 น. โดยไม่หันกลับมา

ทันทีที่ประตูปิด รสรินทรุดลงข้างโต๊ะ เอกสารหล่นจากมือ เธอพยายามเก็บ แต่ปลายนิ้วสั่นจนจับกระดาษไม่ได้

ผมคุกเข่าลงช่วย เธอกลับก้มลงกอดขาผมไว้

“ฉันขอโทษ” เธอร้องไห้ “ตลอด 7 ปี ฉันทำเหมือนพี่ไม่มีหัวใจ”

“รส ลุกขึ้นก่อน”

“พี่อยู่กับฉันทุกครั้ง แต่ฉันเลือกคนตาย เลือกคำโกหก แล้วผลักพี่ออกไป”

ผมประคองเธอให้นั่งบนโซฟา แต่ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร เพราะมันยังไม่เป็นไรจริงๆ

“รสเคยขอหย่า” ผมพูด “ถ้ารสยังต้องการ พี่จะไม่รั้ง”

เธอส่ายหน้าทันที

“ฉันไม่หย่า”

“อย่าตอบเพราะกำลังเสียใจ”

“ฉันเสียธนาไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าคนที่ฉันเสียไปไม่เคยมีอยู่จริง” เธอจับมือผมแน่น “ฉันจะไม่ยอมเสียพี่เพราะเขาอีก”

ผมนั่งข้างเธอจนเสียงร้องไห้เบาลง จากนั้นจึงรวบตั๋วเครื่องบิน ทะเบียนสมรส สำเนาคำสั่งถอนเงิน เอกสารบัญชีปลายทาง ภาพใบรับรองการรักษา และเลขสำนวนของสารวัตรกริชแยกใส่ซองคนละชุด

รสรินเปิดสมุดบันทึกเก่าของตัวเอง หน้าที่จดว่ากุลนารีเป็นคนนำกล่องไม้มามอบหลังงานศพยังอยู่ครบ เธอฉีกออกไม่ได้ จึงใช้โทรศัพท์ถ่ายทุกหน้าแล้วส่งสำเนาให้ผม

เวลา 22:34 น. ผมส่งคำร้องขอสำเนารายงานตรวจสภาพรถอย่างเป็นทางการ พร้อมแนบหนังสือยินยอมของรสรินในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่พบใหม่ แม้ยังต้องรอการอนุมัติ แต่เราไม่คิดปล่อยให้เอกสารทั้งหมดอยู่เพียงในบ้านอีกแล้ว

จากนั้นรสรินโทรหาสารวัตรกริชต่อหน้าผม

“ฉันมีหลักฐานเรื่องเงิน 50,000,000 บาท ตั๋วเครื่องบิน และผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับธนาค่ะ” เธอพูด “ฉันพร้อมให้ปากคำทั้งหมด”

สารวัตรกริชนัดให้เราไปพบที่สำนักงานเวลา 09:00 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 และกำชับให้นำเอกสารต้นฉบับไปด้วย

ก่อนวางสาย เขาถามว่าบัญชีต่างประเทศรับเงินในชื่อใคร

ผมหันไปมองเอกสารแผ่นสุดท้ายอีกครั้ง ตรงช่องผู้รับมีเพียงชื่อธนา แต่ด้านล่างยังมีเลขอ้างอิงการแก้ไขรายการในวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 เวลา 18:42 น. ซึ่งผมยังไม่มีเอกสารรายละเอียดแนบอยู่ในแฟ้ม

“ชื่อธนาคนเดียวครับ” ผมตอบ “แต่มีการแก้ไขรายการในคืนที่เขาตาย”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง

“อย่าแตะต้นฉบับมากกว่านี้” สารวัตรกริชบอก “พรุ่งนี้ผมจะตรวจเลขอ้างอิงนั้นกับเอกสารในสำนวน”

เวลา 23:00 น. รสรินนำกล่องไม้ที่แตกไปวางบนโต๊ะทำงานด้วยตัวเอง แล้วส่งกุญแจลิ้นชักให้ผม

“พรุ่งนี้เราเอาทุกอย่างไปให้ตำรวจ” เธอพูด “ไม่ว่าในนั้นจะเหลือความจริงแบบไหน ฉันจะไม่ปกป้องธนาและกุลอีกแล้ว”

ผมล็อกลิ้นชัก เก็บกุญแจไว้กับตัว และรู้ว่าหลังจากคืนนี้ ไม่มีใครสามารถผลักเรื่องทั้งหมดกลับไปเป็นเพียงอุบัติเหตุเมื่อ 10 ปีก่อนได้อีก

=== Part 5 ===
ตอนที่ 5 เมื่อความจริงพาเรากลับบ้าน

ผมตื่นตอน 06:40 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 หลังหลับไปไม่ถึง 4 ชั่วโมง

รสรินนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานแล้ว กล่องไม้ที่แตกยังอยู่ข้างแฟ้มสีน้ำเงิน เธอไม่ได้เปิดลิ้นชัก เพราะกุญแจยังอยู่กับผม

“ฉันนึกเรื่องหนึ่งออกค่ะ” เธอบอก “กุลไม่เคยรู้ว่าเงินปลายทางมีชื่อธนาคนเดียว จนพี่เอาเอกสารให้ดูเมื่อคืน”

ผมจำแววตาของกุลนารีตอนเห็นชื่อผู้รับผลประโยชน์ได้ มันไม่ใช่ความประหลาดใจของคนที่เพิ่งรู้เรื่องเงิน แต่เป็นความโกรธของคนที่รู้ว่าตัวเองเคยถูกตัดออก

ผมไขลิ้นชัก นำเอกสารต้นฉบับ ตั๋วเครื่องบิน ทะเบียนสมรส และสำเนาคำสั่งโอนเงินใส่ซองเดิม จากนั้นเรานำกล่องไม้กับแฟ้มสีน้ำเงินติดตัวไปด้วย

เราไปถึงสำนักงานเวลา 08:47 น.

สารวัตรกริชนั่งรออยู่พร้อมแฟ้มคดีปี 2557 เขารับซองหลักฐานจากมือผม ตรวจทีละชิ้น แล้วเซ็นรับไว้ต่อหน้าเรา

“ผมตรวจเลขอ้างอิงการแก้ไขรายการเมื่อคืนแล้ว” เขาพูด “มันอยู่ในเอกสารประกอบสำนวนเก่า แต่ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อมกับอุบัติเหตุ”

เขาเปิดกระดาษแผ่นหนึ่งในแฟ้ม แล้ววางเทียบกับสำเนาคำสั่งโอนเงินของเรา

รายการเดิมตั้งชื่อธนากับกุลนารีเป็นผู้รับผลประโยชน์ร่วมกัน แต่เวลา 18:42 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 มีคำสั่งแก้ไขให้เหลือชื่อธนาเพียงคนเดียว

คำสั่งนั้นเกิดขึ้นไม่ถึง 3 ชั่วโมงก่อนรถชน

รสรินอ่านข้อความซ้ำ ก่อนถามว่า “แปลว่าตอนแรกพวกเขาตั้งใจเอาเงินไปด้วยกันใช่ไหมคะ”

“เอกสารบอกได้เท่านั้น” สารวัตรกริชตอบ “ทั้งคู่แต่งงานกัน มีตั๋วเดินทางเที่ยวเดียวกัน และเงินถูกเตรียมไว้ในลอนดอน แต่คืนเกิดเหตุ ธนาเปลี่ยนชื่อผู้รับโดยไม่มีกุลนารี”

ผมมองทะเบียนสมรสลงวันที่ 28 เมษายน 2557

ทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานเพราะถูกบังคับ กุลนารีต้องการสถานะทางกฎหมาย หากเกิดอะไรขึ้นกับธนา เธอยังมีสิทธิ์ในทรัพย์สินของสามี

สารวัตรกริชเปิดรายงานตรวจสภาพรถอีกครั้ง

“รอยที่ท่อน้ำมันเบรกไม่ได้เกิดจากการกระแทกตอนชน” เขาบอก “มันถูกทำให้เสียหายก่อนรถออกวิ่ง น้ำมันค่อยๆ รั่ว ธนาจึงยังขับออกจากอยุธยาได้ ก่อนเบรกใช้ไม่ได้ระหว่างทาง”

“คนทำต้องเข้าใกล้รถก่อนเขาออกมา” ผมพูด

“ใช่ และต้องรู้ว่าเขาจะไปสนามบิน”

รสรินกำตั๋วเครื่องบินของกุลนารีแน่น

สารวัตรกริชหยิบข้อมูลการโทรแจ้งเหตุขึ้นมา ผู้หญิงคนนั้นโทรจากตู้สาธารณะใกล้จุดเกิดเหตุไม่นานหลังรถชน และไม่บอกชื่อ

“ตอนนั้นเราเก็บเสียงต้นฉบับไว้ในสำนวน” เขาพูด “เมื่อคืนผมฟังเทียบกับคำให้การทางโทรศัพท์ที่กุลนารีเคยให้หลังงานศพ สำเนาเสียงทั้ง 2 ชุดอยู่ในคดีเดิม”

เขาเปิดเสียงโทรแจ้งเหตุให้เราฟัง

เสียงผู้หญิงพูดเร็วและสั่น

“มีรถชนแบริเออร์ค่ะ คนขับไม่ออกมา อยู่ถนนเส้นไปกรุงเทพฯ รีบมานะคะ”

แล้วสายก็ตัด

จากนั้นเขาเปิดเสียงคำให้การของกุลนารีเมื่อ 10 ปีก่อน แม้น้ำเสียงจะพยายามสงบ แต่จังหวะพูดและการออกเสียงเหมือนกันชัดเจน

รสรินหลับตา

“เป็นกุลค่ะ”

“ผมยังต้องส่งตรวจอย่างเป็นทางการ” สารวัตรกริชบอก “แต่ตอนนี้เรามีเหตุพอจะเรียกเธอมาสอบ และขออนุมัติดำเนินการเร่งด่วน เพราะมีความเสี่ยงหลบหนี”

เวลา 09:26 น. รสรินให้ปากคำเรื่องกองทุน 50,000,000 บาท การมอบอำนาจให้ธนา และการที่กุลนารีดูแลตู้เอกสารหลังงานศพ

ผมให้ปากคำเรื่องการพบช่องลับในกล่องไม้ การตรวจทะเบียนสมรสกับสำนักงานเขตบางรัก และการเผชิญหน้ากับกุลนารีเมื่อคืน

ระหว่างนั้น สารวัตรกริชตรวจเส้นทางเงินต่อจากบัญชีลอนดอนโดยใช้ข้อมูลเดิมที่ผูกกับเลขอ้างอิงการแก้ไข

เมื่อธนาเสียชีวิต กุลนารีใช้สถานะภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายยื่นจัดการทรัพย์สินของเขา เงินที่ธนาคิดว่าจะเอาไปคนเดียวจึงย้อนกลับมาอยู่ในการควบคุมของเธอในท้ายที่สุด จากนั้นถูกโอนออกเป็นช่วงๆ จนแทบหมด

บ้านที่ทองหล่อ รถคันหรู และชีวิตที่รสรินเคยคิดว่าเกิดจากความสำเร็จของเพื่อน ล้วนเริ่มขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน

“ตอนแรกเธอร่วมมือกับธนา” ผมพูด “แต่พอรู้ว่าเขาตัดชื่อเธอออก เธอก็ทำลายเบรก”

สารวัตรกริชพยักหน้าเพียงเล็กน้อย

ภาพของคืนนั้นชัดขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

เวลา 18:42 น. ธนาเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์เป็นชื่อตัวเอง เตรียมทิ้งกุลนารีไว้รับผลจากเงินที่หายไป เขายังเก็บตั๋วของเธอกับทะเบียนสมรสไว้ในช่องลับ เพื่อใช้ป้องกันตัวหากเธอเอาเรื่อง

กุลนารีรู้แผนก่อนเขาออกเดินทาง เธอเข้าใกล้รถ ทำให้ท่อน้ำมันเบรกเสียหาย แล้วตามไปดูผล เมื่อรถชนเวลา 21:30 น. เธอโทรแจ้งเหตุจากตู้สาธารณะและหายไป ก่อนเข้าโรงพยาบาลเวลา 10:15 น. วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เพื่อสร้างหลักฐานว่าเธอป่วย

หลังงานศพ เธอไปเก็บของจากบ้านธนา พบกล่องไม้แต่ไม่รู้ว่ามีช่องลับ จึงนำมันมาให้รสริน

มันไม่ใช่ของแทนความรัก แต่เป็นเครื่องมือกักรสรินไว้กับคนตาย

ตราบใดที่รสรินยังร้องไห้ ยังไม่แตะบัญชี และยังเชื่อว่าธนาเป็นคนดี กุลนารีก็ปลอดภัย เงิน 50,000,000 บาทค่อยๆ ถูกใช้และเคลื่อนย้าย ขณะที่เธอนั่งปลอบเพื่อนทุกวันที่ 5 พฤษภาคม

เวลา 11:18 น. สารวัตรกริชได้รับแจ้งว่ากุลนารีไม่มาตามหมายเรียก และรถของเธอกำลังออกจากบ้านที่ทองหล่อ

เขาลุกขึ้นทันที

“เธอกำลังจะหนี”

เราไม่ได้ตามไป สารวัตรกริชให้เรารออยู่ที่สำนักงาน เพราะหลักฐานทั้งหมดอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่แล้ว

เกือบ 1 ชั่วโมงต่อมา เขากลับเข้ามาและบอกว่ากุลนารีถูกควบคุมตัวที่บ้าน กระเป๋าเดินทางหลายใบถูกยกขึ้นรถแล้ว เธอแต่งตัวพร้อมออกนอกประเทศ และพยายามอ้างว่าจะไปพักผ่อน

กุลนารีถูกพาเข้าห้องสอบสวนตอน 13:07 น.

เธอเดินผ่านเราโดยไม่หันมองรสริน แต่เมื่อสารวัตรกริชวางทะเบียนสมรส ตั๋วเครื่องบิน เอกสารแก้ไขชื่อผู้รับผลประโยชน์ และรายงานท่อน้ำมันเบรกลงตรงหน้า สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป

“คุณอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ” สารวัตรกริชพูด “เสียงแจ้งเหตุจะถูกส่งตรวจ และเวลาเข้าโรงพยาบาลไม่ได้ช่วยยืนยันว่าคืนก่อนหน้านั้นคุณอยู่บ้าน”

กุลนารีนั่งนิ่ง

“ธนาเป็นคนขโมยเงิน” เธอตอบ “เขาเปลี่ยนชื่อบัญชีเอง”

“คุณเซ็นรับรองการถอนเงิน”

“ฉันควรได้ส่วนของฉัน”

เพียงประโยคนั้นก็ทำให้รสรินเงยหน้าขึ้น

“ส่วนของเธอ?” รสรินถาม “มันเป็นเงินของครอบครัวฉัน”

กุลนารีหันมามอง ในดวงตาไม่มีน้ำตา

“ธนาสัญญาว่าจะพาฉันไป เขาใช้ฉันเซ็นทุกอย่าง แล้วจะทิ้งฉันไว้คนเดียว”

“เธอเลยทำให้รถเขาเสียเบรกหรือ”

กุลนารีไม่ตอบ เธอหันกลับไปหาสารวัตรกริชและขอทนาย

ไม่มีคำสารภาพ แต่ไม่จำเป็นต้องมีในวันนั้น หลักฐานการเงิน สถานะการสมรส ตั๋วเดินทาง เวลาที่แก้ชื่อบัญชี รายงานรถ เสียงโทรแจ้งเหตุ และคำโกหกเรื่องโรงพยาบาลถูกนำมาวางต่อกันครบแล้ว

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาเรื่องร่วมยักยอกทรัพย์ ทำลายรถจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และฟอกเงิน ศาลอนุมัติให้ควบคุมตัวระหว่างสอบสวนเพราะมีพฤติการณ์เตรียมหลบหนี ทรัพย์สินและบัญชีที่เกี่ยวข้องถูกอายัด ส่วนเงินที่เหลือจะต้องผ่านขั้นตอนติดตามคืนให้รสรินและกองทุนครอบครัว

ตอนกุลนารีถูกพาออกไป เธอหยุดข้างรสริน

“ถ้าธนาไม่หักหลังฉัน เรื่องนี้คงไม่เกิด”

รสรินมองเธออยู่ครู่หนึ่ง

“เรื่องนี้เริ่มตั้งแต่เธอกับเขาเลือกหลอกฉันแล้ว”

กุลนารีเดินต่อโดยไม่พูดอีก

เวลา 16:45 น. ผมกับรสรินไปยังสถานที่เก็บอัฐิของธนา เธอนำกล่องไม้ที่เจ้าหน้าที่ตรวจและคืนให้แล้วติดไปด้วย ส่วนตั๋ว ทะเบียนสมรส และเอกสารทั้งหมดอยู่กับตำรวจ

เรายืนอยู่หน้าแผ่นป้ายชื่อของเขาโดยไม่มีดอกไม้

รสรินถอดแหวนหมั้นวงเก่าออกจากสร้อยที่เธอเก็บไว้ใต้เสื้อมานาน 10 ปี วางมันลงในกล่องไม้ แล้วปิดฝากล่องที่แตกร้าว

“ฉันรักคนที่ฉันคิดว่าเธอเป็น” เธอพูดกับชื่อบนแผ่นป้าย “แต่คนคนนั้นไม่มีอยู่จริง”

เธอนำกล่องกับแหวนไปวางในเตาเผากระดาษบูชา ผมยืนข้างๆ โดยไม่แตะต้องเธอ จนรสรินเป็นฝ่ายยื่นมือมาหาผมเอง

เปลวไฟกินฝากล่องช้าๆ ไม้สีเข้มแตกออกและยุบตัวลง

รสรินร้องไห้ แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้เรียกชื่อธนา

“ขอบคุณที่พี่ไม่ทิ้งฉัน” เธอพูด “แล้วก็ขอโทษที่ฉันปล่อยให้พี่อยู่คนเดียวนานถึง 7 ปี”

ผมจับมือเธอแน่น

“พี่ก็ขอโทษที่โกหกว่าอยู่ทำงานดึกทุกวันที่ 5 พฤษภาคม”

“ต่อไปไม่ต้องไปไหนแล้วนะคะ”

“พี่จะอยู่บ้าน”

เราเดินออกมาด้วยกันตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก รสรินไม่ได้หันกลับไปมองแผ่นป้ายอีก

เวลา 19:20 น. เรากลับถึงบ้าน โต๊ะอาหารยังมีรอยจากคืนที่กล่องไม้ตกแตก แต่ตรงห้องทำงานไม่มีของของธนาเหลืออยู่แล้ว

รสรินเดินเข้าครัว เปิดเครื่องชงกาแฟ แล้วหยิบถ้วย 2 ใบลงมาจากชั้น

เธอวางถ้วยหนึ่งตรงหน้าผม กลิ่นกาแฟอุ่นลอยขึ้นระหว่างเรา จากนั้นเธอนั่งลงในที่ของตัวเอง ไม่ได้ถือรูป ไม่ได้กอดกล่อง และไม่ได้ขออยู่ตามลำพัง

“สุขสันต์วันครบรอบย้อนหลังนะคะ” เธอพูด

ผมยิ้มแล้วจับมือเธอไว้บนโต๊ะ

คืนนั้น วันที่ 5 พฤษภาคมสิ้นสุดลงในบ้านของเราเสียที และชีวิตแต่งงานของเราก็เริ่มต้นใหม่จากความจริง

— จบบริบูรณ์ —

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *