สามปีหลังจากการหย่าร้าง ผมเพิ่งได้รู้ความจริงว่าอดีตภรรยาแอบคลอดลูกแฝด และชายอื่นกำลังทำหน้าที่เป็นพ่อของเด็กที่สืบสายเลือดแท้ๆ ของผม.

2: ชายที่กอดลูกผมไม่ใช่พ่อของพวกแก
“พี่ธีร์…”
เสียงของอรินขาดหายไปกลางคำ ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วพลันไร้สีเลือดยิ่งกว่าเดิม ริมฝีปากของเธอสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้
พวงกุญแจยังตกอยู่บนพื้น แต่เธอกลับไม่ก้มลงไปเก็บ
ภาคินหันมาตามสายตาของเธอ เมื่อเห็นผมยืนอยู่หลังรั้วเหล็ก เขาก็กระชับอ้อมแขนรัดเด็กหญิงแน่นขึ้นทันที
เด็กน้อยขยับตัวอย่างอึดอัด ใบหน้าเล็กซุกอยู่กับอกของเขา
“แกมาที่นี่ทำไม”
ภาคินถามเสียงเย็น ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นในพริบตา
ผมผลักประตูรถแล้วก้าวลงมา ความรู้สึกในอกหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง แต่ผมบังคับตัวเองให้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
“ฉันมาหาอริน”
“เธอไม่ต้องการพบแก”
“เรื่องนั้นให้อรินเป็นคนพูดเอง”
ผมมองข้ามไหล่ของเขาไปยังเด็กชายที่ยืนกอดกระเป๋านักเรียนแน่นอยู่ข้างประตูบ้าน เด็กคนนั้นมีดวงตาเหมือนผมจนไม่จำเป็นต้องตรวจดีเอ็นเอใดๆ
หัวใจผมกระตุกแรงจนเจ็บแปลบไปทั้งอก
ภาคินขยับตัวบังเด็กทั้งสองไว้ด้านหลังราวกับกลัวว่าผมจะเดินเข้าไปแย่งพวกเขาในทันที
“พวกแกไม่มีสิทธิ์มายืนวุ่นวายหน้าบ้านของครอบครัวฉัน”
คำว่า “ครอบครัวฉัน” ทิ่มแทงเข้ามาจนมือของผมกำแน่น
“แกเป็นใคร”
“ฉันชื่อภาคิน เป็นสามีของอริน และเป็นพ่อของเด็กทั้งสองคน”
“สามี?”
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ แต่เสียงนั้นแห้งผากจนแทบไม่เหมือนเสียงของตัวเอง
อรินสะดุ้งทันทีที่ภาคินพูดคำนั้น
เพียงเสี้ยววินาทีเดียว แต่ผมเห็นชัดเจน
เธอไม่ได้ยินคำว่า “สามี” ด้วยความอบอุ่น เธอได้ยินมันเหมือนคนที่ได้ยินเสียงโซ่ตรวนกระทบพื้น
“อริน” ผมเรียกเธอ “เด็กสองคนนี้เป็นลูกของใคร”
“พี่ธีร์ กลับไปเถอะค่ะ”
เธอไม่ตอบคำถาม แต่ขอให้ผมกลับไปแทน
เสียงของเธอเบามาก เบาจนเหมือนกำลังพยายามรักษาชีวิตตัวเองด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
ผมเดินไปถึงรั้ว มือแตะลูกกรงเหล็กเย็นเฉียบ
“ตอบพี่มา”
“เด็กเป็นลูกของฉัน”
ภาคินตอบแทน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยโส
“ฉันไม่ได้ถามแก”
“แต่แกกำลังพูดกับภรรยาของฉันต่อหน้าลูกๆ ของฉัน”
เขาเน้นทุกคำอย่างจงใจ จากนั้นก้มลงลูบศีรษะเด็กหญิงด้วยท่าทีอ่อนโยนที่ดูเสแสร้งจนผมอยากกระชากมือเขาออก
“ไม่ต้องกลัวนะลูก พ่ออยู่ตรงนี้”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองเขา แต่ไม่ได้ยิ้ม กลับกำเสื้อของเขาแน่นกว่าเดิม
ผมเห็นปลายนิ้วของอรินสั่นอยู่ข้างลำตัว
“อริน เธอแต่งงานกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่”
เธอเม้มริมฝีปาก น้ำตาเริ่มคลออยู่ในดวงตา
“พี่ธีร์ไม่ควรมาที่นี่”
“พี่ถามว่าแต่งงานกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ฉันบอกให้กลับไปไม่ได้ยินหรือไง!”
ภาคินตวาดขึ้นมา เขาก้าวเข้าหารั้วจนเด็กหญิงในอ้อมแขนสะดุ้ง
อรินถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
แค่ก้าวเดียว แต่ร่างกายของเธอกลับสั่นอย่างเห็นได้ชัด
ผมจ้องท่าทางนั้นแล้วเลือดในกายก็เดือดพล่าน
คนที่เป็นสามีภรรยากันไม่ควรกลัวกันแบบนี้
“แกทำอะไรอริน”
“อย่ามาทำเป็นพระเอก แกทิ้งเธอไปตั้ง 3 ปี วันนี้จะกลับมาทำไม”
“ฉันไม่ได้ทิ้งเธอ”
คำพูดหลุดออกไปพร้อมลมหายใจหนักๆ
แต่ทันทีที่พูดจบ ภาพแววตาของอรินในวันที่พยายามยื่นเอกสารให้ผมก็แล่นผ่านหัว ผมรู้ดีว่าคำแก้ตัวนี้ไม่มีน้ำหนักพอ แม้แต่กับตัวผมเอง
ภาคินยิ้มเยาะ
“ไม่ได้ทิ้ง แต่ไม่เคยสนใจ ไม่เคยถาม ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเธอท้อง พ่อแบบแกมีประโยชน์อะไร”
หมัดของผมกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
ความเจ็บเล็กๆ ที่ฝ่ามือช่วยกดความโกรธไม่ให้พุ่งใส่หน้าเขา
“เด็กเป็นลูกของฉัน”
“แกมีหลักฐานหรือไง”
“ฉันเป็นพ่อของพวกเขา”
“คำพูดลอยๆ ใครก็พูดได้”
ภาคินกอดเด็กหญิงแน่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอเริ่มเบะปากและดิ้นหนี
“ถ้าแกยังไม่ยอมกลับ ฉันจะพาเด็กๆ ออกไปคืนนี้เลย”
อรินหน้าซีดลงทันที
“ภาคิน อย่าทำแบบนั้นนะ”
“ทำไม จะกลัวอะไร”
“เด็กยังเล็ก พวกเขาไม่ควรถูกพาไปตอนกลางคืน”
“หรือกลัวว่าผู้ชายคนนี้จะตามหาเจอ?”
เขาเหลือบมองผมแล้วหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันไปจ้องอริน
“ฉันเตือนเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่าติดต่อใคร อย่าพูดเรื่องในบ้านกับคนนอก”
“ฉันไม่ได้ติดต่อเขา”
“แต่เขาก็มาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว”
ภาคินเอื้อมมือไปจับข้อมือของอริน
เธอสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ แต่กลับไม่กล้าสะบัดมือเขาออก
ผมก้าวชนรั้วเสียงดัง
“ปล่อยเธอ”
“อย่ามาสั่งฉัน”
“ฉันบอกให้ปล่อยมือจากอริน”
น้ำเสียงของผมต่ำลงจนภาคินชะงักไปเล็กน้อย
ผมไม่จำเป็นต้องขึ้นเสียง เพราะแค่สายตาของผมก็ทำให้คนทั้งวงการธุรกิจรู้ว่าควรถอยเมื่อไหร่
แต่ภาคินกลับบีบข้อมือเธอแน่นกว่าเดิม
“นี่ภรรยาของฉัน แกไม่มีสิทธิ์ยุ่ง”
“ถ้าเธอเป็นภรรยาของแกจริง ทำไมเธอถึงตัวสั่นทุกครั้งที่แกเข้าใกล้”
บรรยากาศหน้าบ้านเงียบลงทันที
อรินก้มหน้าหลบสายตาผม น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนหลังมือของตัวเอง
ภาคินปล่อยข้อมือเธอช้าๆ แต่รอยแดงกลับปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
“อริน บอกเขาไปสิว่าเธอรักฉัน”
“ภาคิน…”
“บอก!”
เสียงตวาดทำให้เด็กชายที่อยู่ด้านหลังสะดุ้งจนกระเป๋าหล่นลงพื้น
ผมเห็นอรินขยับเข้าไปบังลูกโดยไม่ลังเล แม้ตัวเธอเองจะกำลังสั่นเทา
การเคลื่อนไหวนั้นทำให้ผมแน่ใจว่า เธอไม่ได้กลัวว่าผมจะพาลูกไป
เธอกำลังกลัวภาคินจะทำอะไรลูกมากกว่า
“พี่ธีร์ กลับไปก่อนนะคะ” เธอพูดทั้งน้ำตา “ถ้าพี่ยังอยู่ เขาจะพาเด็กหนีจริงๆ”
ภาคินแค่นหัวเราะ
“ฉันจะพาพวกแกไปคืนนี้ และแกก็ไม่มีสิทธิ์ขัดขวาง”
“แกคิดว่าจะพาเด็กไปไหนได้”
“ที่ไหนก็ได้ที่แกตามไม่เจอ”
“ลองดูสิ”
ผมผลักประตูรั้วจนมันเปิดออก เสียงโลหะกระแทกดังลั่นไปทั้งบ้าน
ภาคินถอยหลังไปพร้อมกับอุ้มเด็กหญิงแนบอก เด็กชายรีบวิ่งไปหลบหลังอริน
ผมเดินผ่านรั้วเข้าไปทีละก้าว
“ฉันไม่สนว่าแกจะอ้างตัวเป็นสามีของอรินอย่างไร แต่เด็กสองคนนี้เป็นลูกของฉัน และฉันจะไม่ยอมให้แกพาพวกเขาไปไหนทั้งนั้น”
“แกคิดว่าเงินของแกจะซื้อทุกอย่างได้หรือไง”
“ไม่จำเป็นต้องซื้อ”
ผมหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
“แค่พิสูจน์ความจริงก็พอ”
ภาคินหรี่ตา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ หายไป
อรินมองผมด้วยสีหน้าหวาดหวั่น เธอส่ายหน้าเบาๆ เหมือนกำลังขอร้องไม่ให้ผมพูดอะไรต่อ
แต่ก่อนที่ผมจะได้ถามเธออีกครั้ง เด็กหญิงในอ้อมแขนของภาคินกลับยื่นมือเล็กๆ มาทางผม ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องหน้าผมไม่กะพริบ แล้วเรียกเสียงใสเป็นครั้งแรกว่า
“พ่อ…”
3: เขาจะเอาลูกไป แลกกับเงินของตระกูลผม
“พ่อ…”
ภาคินชะงักไปทั้งตัว
มือที่โอบร่างเด็กหญิงอยู่เกร็งแน่นขึ้นจนเด็กน้อยเริ่มขยับตัวอย่างอึดอัด เธอยังคงยื่นมือเล็กๆ มาทางผม ดวงตาใสแจ๋วจับจ้องใบหน้าของผมโดยไม่ยอมละสายตา
“เมื่อกี้แกเรียกใครว่าพ่อ?”
ภาคินถามเสียงต่ำ แต่เด็กหญิงไม่ตอบ เธอพยายามเอื้อมตัวออกจากอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง
“พ่อ…”
คำเรียกนั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางอกผม
ลมหายใจติดอยู่ในลำคอ มือทั้งสองข้างสั่นจนผมต้องกำหมัดแน่นเพื่อควบคุมตัวเอง
“ได้ยินแล้วใช่ไหม”
ผมจ้องหน้าเขา
“ปล่อยลูกลง แล้วถอยออกไปจากครอบครัวของฉัน”
“ครอบครัวของแก?”
ภาคินหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา เขาเบือนหน้ามองอริน ก่อนจะกระชับแขนกอดเด็กหญิงให้แน่นกว่าเดิม
“คุณกำลังบุกรุกบ้านผม คุกคามภรรยาผม แล้วก็ทำให้ลูกผมกลัว”
“อย่าเรียกเธอว่าภรรยา ถ้าเธอยังไม่เคยยอมรับแกต่อหน้าฉัน”
“แกมีสิทธิ์อะไรมาสั่ง?”
ภาคินผลักไหล่ผมเต็มแรง
ผมเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว แผ่นหลังเกือบกระแทกเสารั้ว ความร้อนวูบหนึ่งพุ่งขึ้นมาที่ใบหน้า เลือดในกายเดือดพล่านจนอยากสวนหมัดกลับไปทันที
แต่เสียงสะอื้นของเด็กชายที่หลบอยู่หลังอรินทำให้ผมหยุดมือ
ผมไม่ต้องการให้ลูกเห็นพ่อแท้ๆ ของตัวเองทำร้ายใครต่อหน้า
“ถ้าแกแตะต้องฉันอีกครั้ง ฉันจะให้ตำรวจมาจับแก”
“ตำรวจจะจับใครล่ะครับ?” ภาคินยิ้มเยาะ “เจ้าของบ้านที่ปกป้องภรรยากับลูก หรือผู้ชายแปลกหน้าที่บุกเข้ามาอ้างว่าเด็กเป็นลูกตัวเอง?”
“ฉันพิสูจน์สายเลือดได้”
“แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าคุณเคยทำหน้าที่พ่อ”
คำพูดนั้นกระแทกเข้ามาจนปลายนิ้วผมชา
ผมรู้ว่าเขากำลังใช้ความจริงแทงกลับมา และมันเจ็บยิ่งกว่าการถูกผลักเสียอีก
อรินก้าวเข้ามาขวางระหว่างเราสองคน
“ภาคิน พอเถอะ”
“เธอจะปกป้องมันเหรอ?”
เขาหันไปกระชากเสียงใส่เธอ เด็กหญิงในอ้อมแขนสะดุ้งจนร้องไห้
อรินหน้าซีด รีบเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูก
“อย่าขึ้นเสียงต่อหน้าเด็ก”
“งั้นก็พาพวกมันกลับเข้าไปข้างใน แล้วอย่าให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาอีก”
ผมมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบสมุดเช็คออกจากกระเป๋า
“อริน กลับกรุงเทพฯ กับผม”
เธอเงยหน้าขึ้นทันที
“ผมจะจัดบ้านให้ใหม่ จะจ้างพี่เลี้ยง จะให้หมอที่ดีที่สุดดูแลลูกทุกคน เธอไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องลำบากเรื่องเงินอีก”
ผมเขียนตัวเลขลงบนเช็คโดยไม่ละสายตาจากเธอ
“เอาไปก่อน 10 ล้านบาท ถ้าไม่พอ เธอบอกผมได้ทันที”
ลมเย็นพัดผ่านชานบ้าน แต่หน้าผากของผมกลับมีเหงื่อซึม
อรินมองเช็คใบนั้นเหมือนมันเป็นของอันตราย เธอส่ายหน้าเบาๆ ก่อนน้ำตาจะไหลลงมาตามแก้ม
“อรินไม่ได้ต้องการเงินค่ะ”
“ผมไม่ได้กำลังซื้อเธอ”
“แต่พี่ธีร์กำลังคิดว่าเงินจะลบทุกอย่างได้”
ประโยคนั้นทำให้มือที่ถือเช็คของผมนิ่งค้าง
เธอสูดลมหายใจสั่นๆ แล้วพูดต่อ
“เงินซื้อบ้านได้ ซื้อคนดูแลเด็กได้ แต่ซื้อความปลอดภัยให้ลูกไม่ได้”
“ผมเป็นพ่อของพวกเขา ผมปกป้องพวกเขาได้”
“แล้วพี่ธีร์จะปกป้องจากใครคะ?”
อรินเหลือบมองภาคินเพียงแวบเดียว ก่อนรีบหลบสายตา
ท่าทางนั้นไม่รอดพ้นสายตาผม
ภาคินเดินเข้ามายึดข้อมือเธอไว้แน่น
“อย่าพูดมาก”
อรินตัวสั่นทันที ใบหน้าของเธอซีดลงกว่าเดิม
ผมก้าวเข้าไปหาเขา
“ปล่อยมือเธอ”
“ไม่อย่างนั้นจะทำอะไร?”
“ฉันจะหักมือแก”
“ด้วยอำนาจของตัวเองน่ะเหรอ?”
ภาคินยกโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดหน้าจอข้อความบางอย่างแล้วหันมาให้ผมเห็นเพียงชั่วครู่
“คนในตระกูลของคุณตกลงกับผมไว้แล้ว”
หัวใจผมกระตุกวูบ
“ใคร?”
“คนที่มีอำนาจมากกว่าคุณในบ้านหลังนั้น”
เขาเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า สีหน้าพอใจเมื่อเห็นผมเงียบไป
“ภายในคืนนี้ ผมจะพาเด็ก 2 คนออกจากเชียงใหม่ ไม่มีใครขวางได้ แม้แต่คุณ”
“แกไม่มีสิทธิ์พาลูกฉันไปไหน”
“สิทธิ์ของผมอยู่ในข้อตกลง”
“ข้อตกลงอะไร?”
ภาคินก้มลงกระซิบข้างหูอริน เธอสะดุ้งแล้วพยายามดึงแขนตัวเองออก แต่เขากลับบีบแน่นขึ้น
“บอกเขาสิ ว่าเธอเป็นหนี้ผมเท่าไหร่”
อรินเม้มริมฝีปาก น้ำตาไหลไม่หยุด
ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังบีบรัดหัวใจจนหายใจไม่ออก
“อริน มองหน้าผม”
เธอเงยขึ้นช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความละอาย
“ภาคินไม่ได้เลี้ยงดูอรินด้วยความรักค่ะ”
เสียงของเธอเบาจนแทบขาดหาย
“เขาใช้หนี้ก้อนหนึ่งผูกอรินไว้ หนี้ที่อรินไม่มีวันชดใช้หมด”
“หนี้อะไร?”
“ค่ารักษา… ค่าเช่าบ้าน… ค่าใช้จ่ายของเด็กทุกอย่าง เขาจดไว้หมด”
เธอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“เขาบอกว่าถ้าอรินไม่ทำตาม เขาจะเอาลูกไป แล้วปล่อยให้อรินไม่มีที่อยู่”
ผมจ้องภาคินจนแทบมองทะลุเข้าไปถึงความคิดสกปรกข้างใน
“แกกำลังข่มขู่เธอ”
“ผมกำลังทวงของที่ควรเป็นของผม”
“เด็กไม่ใช่สิ่งของ”
“สำหรับคนอย่างคุณ ทุกอย่างมีราคาไม่ใช่หรือไง?”
ภาคินยิ้มกว้างขึ้น
“ถ้าอยากได้ลูกคืน ก็กลับไปถามคนในตระกูลคุณดูว่าพวกเขายอมจ่ายให้ผมเท่าไหร่”
ผมกำเช็คจนกระดาษยับย่น
ทันใดนั้นโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น
เป็นชัย
ผมกดรับสายทันที
“นายครับ… เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”
เสียงของชัยสั่นจนผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
“บัญชีส่วนตัวของผมถูกระงับทั้งหมดโดยคำสั่งคุณหญิงพรรณวดี”
4: แม่ผมไล่ผมออกจากบริษัทตัวเอง
“บัตรใบนี้เข้าไม่ได้ครับ”
พนักงานรักษาความปลอดภัยยืนขวางเครื่องกั้นทางเข้า ขณะที่ผมแตะบัตรผ่านซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ไฟสีแดงยังสว่างเหมือนเดิม
พนักงานที่เดินผ่านล็อบบี้ชะลอฝีเท้า บางคนมองหน้าผมแล้วรีบหลบตา
“เปิดทาง” ผมบอก
“ผมได้รับคำสั่งมาครับ”
ผมหันไปหาชัย เขายืนอยู่ข้างหลัง สีหน้าบอกชัดว่าเพิ่งรู้พร้อมกันกับผม
“นายครับ ผมจะโทรขึ้นไปถาม”
“ไม่ต้อง”
ผมกดโทรหาคุณแม่เอง ท่านรับหลังเสียงเรียกดังเพียงครั้งเดียว
“มาถึงแล้วหรือ” คุณแม่ถาม
“คุณแม่ยกเลิกบัตรผม?”
“ขึ้นมาคุยกัน”
สายตัดไป ผมลดโทรศัพท์ลงช้าๆ พนักงานรักษาความปลอดภัยยังยืนขวางอยู่ แต่คราวนี้เขาก้มหน้าพูดเบาๆ
“คุณหญิงแจ้งให้เชิญขึ้นไปครับ”
เมื่อครู่ผมยังเข้าอาคารของตัวเองไม่ได้ ตอนนี้ต้องรอให้ท่านอนุญาต
ในลิฟต์ ชัยขยับเข้ามาใกล้
“ผมขอโทษครับนาย ผมไม่คิดว่าท่านจะทำถึงขั้นนี้”
“แกไม่ต้องขอโทษ” ผมมองตัวเลขชั้นที่เปลี่ยนไป “อยู่ข้างฉันก็พอ”
ชัยพยักหน้า แต่กำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด
ประตูห้องประชุมเปิดค้างไว้ คุณแม่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ส่วนเก้าอี้ทางขวามือที่เคยเป็นที่ของผม มีภาคินนั่งไขว่ห้างอยู่
เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มทันทีที่เห็นผม
“เชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ เหนื่อยไหมครับ?”
ผมไม่ตอบ เดินตรงไปหยุดหน้าโต๊ะ
คุณแม่เลื่อนแฟ้มบางๆ มาทางผม แต่ยังวางมือทับมันไว้
“ตั้งแต่วันนี้ แกพักงานก่อน”
“พักงาน?” ผมถาม “แล้วใครทำแทน”
คุณแม่หันไปทางภาคิน
“ภาคินจะดูแลโครงการที่แกรับผิดชอบอยู่ ฉันแจ้งฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว”
ภาคินลุกขึ้น จัดปลายแขนเสื้ออย่างตั้งใจให้ผมเห็น
“ฝากตัวด้วยนะครับ งานใหญ่แบบนี้ผมคงต้องถามคุณอีกหลายเรื่อง”
เลือดร้อนวาบขึ้นหน้า ผมวางฝ่ามือบนโต๊ะเพื่อไม่ให้มันสั่น
“คุณแม่เอาคนที่ขู่จะพาลูกผมหนี มานั่งเก้าอี้ผม?”
“พูดเรื่องงานให้เป็นเรื่องงาน” ท่านตอบ
“แก” ผมหันไปหาภาคิน “อย่าเพิ่งแตะเอกสารของฉัน”
รอยยิ้มเขาไม่หายไป
“คุณต้องสั่งคุณแม่ก่อนมั้งครับ”
ผมหันกลับมาทางหัวโต๊ะ คุณแม่มองผมนิ่ง ไม่ปฏิเสธคำขู่ของภาคินสักคำ
“ทำไมคุณแม่ถึงปกป้องแก” ผมถาม “ทั้งที่รู้ว่าแกกำลังขโมยลูกผม”
“เบาเสียง” ท่านพูดทันที
“ตอบผมสิครับ”
คุณแม่ลุกขึ้น เก้าอี้ครูดพื้นเสียงสั้นๆ
“ฉันกำลังปกป้องตระกูลนี้จากแก แกไปยืนโวยวายหน้าบ้านคนอื่นเรื่องเด็ก 2 คน แล้วจะให้ฉันรอดูว่ามันลามมาถึงบริษัทเมื่อไหร่หรือ”
“เด็ก 2 คนนั้นเป็นลูกผม”
“แกยังไม่มีสิทธิ์ประกาศอะไรทั้งนั้น”
คำว่าไม่มีสิทธิ์ทำให้คอผมแห้ง ผมมองหน้าคุณแม่ รอให้ท่านพูดว่าหมายถึงเรื่องบริษัท
แต่ท่านไม่พูด
ผมได้ยินเสียงชัยสูดลมหายใจเบาๆ อยู่หลังไหล่ เขาเห็นสายตาคุณแม่เหลือบไปหา จึงก้มหน้าลง แต่ยังยืนที่เดิม
ภาคินเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดห่างจากผมไม่กี่ก้าว
“เอาเวลาไปคุยกับอรินดาดีไหมครับ” เขาพูด “เธอคงไม่อยากให้คุณมาทำเรื่องใหญ่โต”
ผมหันไปหาเขา
“เลิกเอาชื่ออรินมาอ้าง”
“ผมก็แค่เป็นห่วงเธอ”
“ถ้าเป็นห่วงจริง แกคงไม่ขู่ว่าจะพาเด็กหนี”
ภาคินเหลือบมองคุณแม่ เขาหยุดพูดทันที
ผมเห็นแล้วว่าต่อหน้าท่าน เขากล้าพูดได้ทุกอย่าง แต่พอผมถามตรงๆ ว่าทำอะไรอรินไว้ เขากลับรอให้คนอื่นตอบแทน
“คุณแม่” ผมพูด “ถ้าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเด็ก ก็เอาแกออกไป แล้วเราคุยกัน 2 คน”
“ไม่จำเป็น” ท่านตอบ
“งั้นมันก็เกี่ยว”
คุณแม่ดึงแฟ้มกลับไปหาตัวเอง
“แกจะคิดอะไรก็คิด แต่ถ้ายังตามหาเด็กแฝด ยังไปยุ่งกับอรินดา ฉันจะตัดชื่อแกออกจากมรดก”
ชัยเงยหน้าขึ้นทันที
ผมยืนนิ่ง ปลายนิ้วที่กดขอบโต๊ะเริ่มชา คุณแม่เคยขู่ว่าจะปลดผมจากตำแหน่ง แต่ครั้งนี้ท่านเอาทุกอย่างมาวางแลกกับการให้ผมหยุดหาลูก
“คุณแม่คิดว่าผมจะยอม เพราะกลัวไม่มีเงิน?”
“เมื่อเช้าแกยังใช้บัตรเข้าอาคารไม่ได้” ท่านตอบ “ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีชื่ออยู่ในตระกูลนี้ แกจะเหลืออะไร”
ผมปล่อยมือจากโต๊ะ
“ผมยังเป็นพ่อของเด็ก”
สีหน้าคุณแม่แข็งขึ้น ท่านหยิบแฟ้มแล้วเดินผ่านผมไปโดยไม่พูดอีก
เสียงประตูปิดลง เหลือเพียงผม ชัย และภาคิน
ภาคินมองไปที่เก้าอี้หัวโต๊ะ ก่อนหันมายิ้ม
“อรินดาเคยมาขอให้คุณแม่ช่วยนะครับ”
หัวใจผมกระตุก
“ขอเรื่องอะไร”
“เธอมาถึงที่นี่เลย” เขาพูดช้าๆ “แต่คุณแม่ให้เธอกลับเชียงใหม่”
ผมก้าวเข้าไปหาเขา ชัยรีบแตะแขนผมไว้ ผมหยุด ทั้งที่อยากกระชากคำตอบออกจากปากภาคิน
“อรินมาที่นี่เมื่อไหร่” ผมถาม
ภาคินยักไหล่
“คุณอยากรู้ก็ไปถามเธอเองสิ ถ้าคุยกับเธอได้”
เขาเดินผ่านผมออกไป
ผมยืนมองประตูที่ปิดตามหลังเขา ชัยค่อยๆ ปล่อยแขนผม
“นายจะไปไหนครับ”
“กลับบ้าน”
ผมต้องคุยกับคุณแม่อีกครั้ง โดยไม่มีภาคินนั่งฟังอยู่ด้วย
แต่เมื่อผมกลับถึงคฤหาสน์ กุญแจบ้านกลับไขไม่เข้า และคนของคุณแม่กำลังขนของผมออกมาวางหน้าประตู
5: ทุกคนเชื่อว่าผมเป็นผู้ชายที่ทอดทิ้งลูก
“ถอยไปครับ! ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของตระกูล!”
เสียงตะโกนของคนจากหน้าคฤหาสน์ดังแข่งกับเสียงชัตเตอร์ที่รัวไม่หยุด
ผมเพิ่งก้าวลงจากรถได้ไม่ถึงสามก้าว กล้องข่าวนับสิบตัวก็พุ่งเข้ามาล้อมรอบตัวผม ไมโครโฟนหลายอันถูกยื่นจ่อจนแทบกระแทกหน้า
“คุณธีรภัทรครับ จริงหรือไม่ว่าคุณทอดทิ้งภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ แล้วเพิ่งกลับมาเรียกร้องสิทธิ์ในตัวลูก?”
“คุณรู้หรือไม่ว่าภรรยาของคุณต้องเลี้ยงลูกตามลำพังมานานกว่า 2 ปี?”
“คุณกำลังจะแย่งเด็กไปจากครอบครัวใหม่ของพวกเขาหรือเปล่าคะ?”
คำถามซัดเข้ามารัวเร็วเหมือนฝนกระหน่ำ
ผมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ฝ่ามือเย็นเฉียบ แต่เลือดในอกกลับเดือดพล่าน
ด้านหลังกลุ่มนักข่าว ภาคินยืนอยู่บนบันไดหน้าคฤหาสน์ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกริบ ใบหน้าทำเหมือนกำลังปกป้องครอบครัวจากคนร้าย
ข้างกายเขาคือคุณหญิงพรรณวดี
แม่ของผม
คนงานของแม่กำลังขนกล่องเสื้อผ้าและกระเป๋าเดินทางของผมออกมาวางเรียงอยู่ริมรั้ว ราวกับผมเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเหยียบพื้นบ้านตัวเอง
ภาคินยกมือขึ้นขอให้ทุกคนเงียบ
“ผมขอพูดในฐานะสามีของอรินดานะครับ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบตัว
“ที่ผ่านมา เธอถูกผู้ชายคนนี้ทอดทิ้งตั้งแต่ยังตั้งครรภ์ เขาไม่เคยถามด้วยซ้ำว่าเธออยู่ยังไง ลูกของเราเกิดมาอย่างไร หรือมีชีวิตลำบากแค่ไหน”
ผมหันไปมองเขา
“แกพูดจบหรือยัง?”
ภาคินทำหน้าเศร้า แล้วหันไปทางกล้อง
“ทุกคนคงเข้าใจนะครับว่าทำไมอรินถึงไม่อยากให้เขาเข้าใกล้ลูก หลังจากหายไป 3 ปี จู่ๆ ก็กลับมาอ้างสายเลือด อ้างสิทธิ์ และคิดว่าเงินจะซื้อทุกอย่างได้”
“ฉันไม่ได้หายไปจากลูก”
เสียงของผมแข็งขึ้น แม้ลำคอจะตีบจนแทบกลืนคำพูดไม่ลง
“ฉันไม่เคยรู้ว่ามีลูก จนกระทั่งไม่กี่วันก่อน และคนที่ปิดบังเรื่องนี้ไม่ใช่ฉัน”
นักข่าวหลายคนหันมามองหน้ากัน บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายใกล้กว่าเดิม
ภาคินหัวเราะเบาๆ
“คำแก้ตัวของคนรวยก็มีอยู่แค่นี้แหละครับ โยนความผิดให้คนอื่น แล้วทำตัวเป็นเหยื่อ”
“ถ้าฉันเป็นคนทอดทิ้งเธอจริง แกเอาหลักฐานอะไรมาพูด?”
“หลักฐานก็คืออรินอยู่กับผมมาตลอด”
“อยู่ด้วยเพราะรัก หรือเพราะแกใช้หนี้บังคับเธอ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าภาคินหายไปทันที
เสียงรอบตัวเงียบลงชั่วขณะ
ผมเห็นกล้ามเนื้อข้างกรามของเขากระตุก ก่อนที่เขาจะก้าวลงจากบันไดเข้ามาหาผม
“ระวังคำพูดหน่อย คุณธีรภัทร”
“แกต่างหากที่ควรระวัง ถ้าแกเป็นสามีของเธอจริง ทำไมทุกครั้งที่แกเดินเข้าใกล้ อรินถึงตัวสั่น?”
คำถามนั้นทำให้ภาคินกำหมัดแน่น
ผมยังจำแววตาของอรินในวันนั้นได้ดี เธอไม่ได้มองเขาเหมือนภรรยามองสามี เธอมองเขาเหมือนคนที่กลัวว่าจะถูกลงโทษ
“คุณกำลังใส่ร้ายผมต่อหน้าสื่อ” ภาคินกัดฟันพูด “ผมมีสิทธิ์ปกป้องภรรยาและลูกของผม”
“ลูกของแก?”
ผมก้าวเข้าไปอีกหนึ่งก้าว
“ตรวจดีเอ็นเอสิ แล้วเราจะรู้กันว่าใครมีสิทธิ์พูดคำนี้”
เสียงชัตเตอร์ดังถี่ขึ้นกว่าเดิม
ภาคินหันไปมองกล้อง สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นสงสารตัวเองอีกครั้ง
“เห็นไหมครับ เขาไม่ได้สนใจความรู้สึกของเด็กเลย เขาคิดแต่จะเอาชนะผม ต่อให้ต้องลากเด็กไปตรวจเลือดต่อหน้าคนทั้งประเทศก็ตาม”
คำพูดนั้นแทงเข้ากลางอกผมจนหายใจติดขัด
เขากำลังใช้ความรักของผมที่มีต่อลูก ทำให้ผมดูเป็นสัตว์ร้ายต่อหน้าทุกคน
“พอได้แล้ว”
เสียงของคุณหญิงพรรณวดีดังขึ้นจากบันได
แม่ก้าวออกมายืนข้างภาคินอย่างชัดเจน
ไม่ใช่ข้างผม
สายตาของแม่เย็นชาเหมือนกำลังมองคนที่ทำให้ครอบครัวต้องอับอาย
“คุณแม่รู้เรื่องนี้อยู่แล้วใช่ไหม?” ผมถาม
“เรื่องอะไร”
“เรื่องลูกของผม เรื่องที่อรินเคยมาขอให้แม่ช่วย และเรื่องที่แม่ส่งเธอกลับเชียงใหม่”
แววตาของแม่ไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับมาแข็งกระด้างดังเดิม
“แกกำลังทำให้ตระกูลเสื่อมเสียต่อหน้าสื่อ”
“คนที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียคือคนที่พรากลูกไปจากพ่อ หรือคนที่ช่วยปกป้องผู้ชายซึ่งสวมรอยเป็นสามีของอดีตภรรยาผม?”
แม่ตบหน้าผมด้วยสายตาแทนฝ่ามือจริงๆ
“ลูกชายที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียอย่างแก ไม่มีสิทธิ์มาพูดถึงเกียรติของบ้านนี้”
คำพูดนั้นทำให้ปลายนิ้วผมชาไปหมด
ผมเคยยืนอยู่ในห้องประชุมแทนแม่ เคยรับแรงกดดันแทนบริษัท แต่วันนี้แม่กลับเลือกทำลายผมต่อหน้าคนทั้งประเทศ โดยไม่แม้แต่จะหลบสายตา
“ถ้าผมไม่มีสิทธิ์ แล้วภาคินมีสิทธิ์อะไร?”
“เขาเป็นคนที่ดูแลอรินกับเด็กมาตลอด”
“เพราะแม่สั่งให้เขาดูแลหรือเปล่า?”
แม่หันขวับมามองผม
“หุบปาก!”
ความเงียบแผ่ลงชั่วขณะ
จากนั้นประตูรถตู้สีดำที่จอดอยู่ด้านข้างก็เปิดออก
ผู้หญิง 2 คนในชุดเรียบๆ เดินลงมาก่อน แล้วอรินก็ถูกพาตัวออกมาระหว่างพวกเธอ
หัวใจผมกระตุกแรงจนเจ็บซี่โครง
เธอสวมเสื้อแขนยาวสีอ่อน แม้อากาศจะร้อนจัด ผมของเธอถูกรวบไว้อย่างลวกๆ ใบหน้าซีดเซียวกว่าที่ผมเคยเห็น
ภาคินเดินเข้าไปจับแขนเธอ
อรินสะดุ้งทันที
แขนเสื้อของเธอเลื่อนขึ้น เผยให้เห็นรอยช้ำสีคล้ำรอบข้อมือ
ผมรู้สึกเหมือนมีมือบีบหัวใจจนแหลก
“ปล่อยเธอ” ผมพูดเสียงต่ำ
ภาคินยิ่งออกแรงกำแน่นกว่าเดิม
“อย่ามาสั่งผมต่อหน้าภรรยาของผม”
อรินก้มหน้า ไม่กล้าสบตาใคร
“อริน เงยหน้ามองผม” ผมเรียกเธอ
นิ้วของภาคินกดลงบนข้อมือเธออย่างจงใจ
เธอเม้มปากแน่น ไหล่สั่นน้อยๆ
แม่ก้าวขึ้นไปบนแท่นเล็กที่จัดไว้หน้าคฤหาสน์ แล้วพยักหน้าให้ทีมข่าวหันกล้องเข้าหาอริน
“พูดให้ทุกคนได้ยิน” แม่สั่ง “บอกว่าใครคือสามีของเธอ”
อรินเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาแดงก่ำเหมือนเพิ่งร้องไห้มา
ภาคินขยับเข้าไปยืนข้างเธอ
“พูดสิอริน บอกพวกเขาว่าผมเป็นสามีของคุณ และเด็กทั้งสองเป็นลูกของเรา”
ผมก้าวไปข้างหน้า แต่คนของแม่ยกแขนขวางไว้
“อริน อย่าพูดถ้าเธอไม่ต้องการ” ผมบอก
เธอมองผม
แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความกลัว ความเจ็บปวด และคำขอโทษที่ไม่มีเสียง
ภาคินบีบข้อมือเธออีกครั้ง
“พูด”
อรินสูดลมหายใจเข้า ริมฝีปากสั่นระริก
“เขา… เป็นสามีของฉันค่ะ”
เสียงนักข่าวดังขึ้นทันที
ผมเหมือนถูกผลักตกลงไปในหลุมลึก แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่คำพูดนั้นยังทำให้หัวเข่าผมแทบทรุด
ภาคินยิ้มอย่างผู้ชนะ
แม่หันไปมองกล้องด้วยสีหน้าพอใจ
แต่อรินยังไม่หยุด เธอค่อยๆ เงยหน้ามองผมตรงๆ ท่ามกลางกล้องนับสิบและสายตาของทุกคน ก่อนพูดต่อหน้าทุกคนว่า
“อย่าเชื่อแม่ของพี่”
6: คืนที่ผมไม่เหลือแม้แต่ครอบครัว
“ปล่อยเธอ!”
ผมพุ่งไปทางเวทีทันทีที่ภาคินกระชากแขนอริน เสียงนักข่าวตะโกนถามแข่งกันจนฟังไม่เป็นคำ กล้องทุกตัวหันตามเธอ แต่ภาคินกลับยิ่งบีบข้อมือข้างที่มีรอยช้ำ
“อริน พูดอีกที” ผมตะโกน “เมื่อกี้เธอหมายความว่ายังไง”
เธอหันมา ริมฝีปากขยับเหมือนจะตอบ
“พอแล้ว” คุณแม่สั่ง
คนของคุณแม่เข้ามาขวางผม ภาคินลากอรินลงจากเวทีต่อหน้าทุกคน เธอสะดุดขั้นบันไดจนเกือบล้ม ผมเอื้อมมือไปไม่ถึง
ปลายนิ้วผมชาไปหมด ทั้งที่อยู่ห่างเธอเพียงไม่กี่ก้าว
“ถ้าเธอพูดเหลวไหล ทำไมต้องรีบพาเธอออกไป” ผมหันไปถามคุณแม่
คุณแม่มองผมผ่านแสงแฟลช “เพราะแม่ไม่ยอมให้ใครมาทำลายบ้านเราอีก”
“รวมถึงอรินด้วยหรือครับ”
ท่านไม่ตอบ
ภาคินกลับขึ้นมาบนเวทีคนเดียว เขารับไมโครโฟนแล้วชี้มาทางผม
“ทุกคนเห็นแล้วนะครับ เขากดดันอรินจนเธอพูดจาสับสน แล้วยังจะเอาคำนั้นมากุเรื่องใส่คุณหญิงอีก”
“แกเป็นคนลากเธอออกไป” ผมสวน “พาเธอกลับมา ให้เธอพูดโดยไม่มีแกยืนบีบแขน”
“เธอไม่อยากเห็นหน้าคุณ”
ภาคินหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ชูเพียงครู่เดียวให้กล้องจับภาพ
“ผมยื่นคำขอเป็นผู้ปกครองเด็กทั้ง 2 คนแต่เพียงผู้เดียวแล้ว”
เสียงรอบตัวเงียบวูบสำหรับผม
“แกมีสิทธิ์อะไร”
“สิทธิ์ของคนที่อยู่กับพวกเขาทุกวัน” เขายิ้ม “ไม่ใช่คนที่เพิ่งโผล่มาแล้วตะโกนว่าตัวเองเป็นพ่อ”
ผมกำหมัดจนเล็บจิกฝ่ามือ แต่ไม่ได้เดินเข้าไปหาเขา ถ้าผมต่อยเขาต่อหน้ากล้อง เด็กจะเป็นฝ่ายรับผลของมัน
“คำขอไม่ใช่คำตัดสิน” ผมพูด “แกยังไม่มีสิทธิ์พาเด็กไปไหน”
ภาคินหุบยิ้มเล็กน้อย
คุณแม่ก้าวมาข้างเขา “ธีร์ กลับไปซะ”
“ลูกผมอยู่ที่ไหน”
“แม่บอกให้กลับ”
ผมมองท่าน รอให้ท่านปฏิเสธสักคำว่าท่านไม่ได้ยุ่งกับเด็ก แต่คุณแม่เพียงหันหน้าหนี
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นไม่หยุด พอผมรับสาย ก็ได้ยินเสียงแจ้งว่าคณะกรรมการเรียกประชุมด่วน ผมถามว่าประชุมเรื่องอะไร ปลายสายเงียบไปก่อนตอบว่าเป็นเรื่องตำแหน่งของผม
ภาคินเห็นสีหน้าผมก็หัวเราะเบาๆ
“ไปเถอะครับ เรื่องลูกค่อยคุยกันหลังคุณจัดการเรื่องงาน”
ผมอยากตามอรินไป แต่คนของคุณแม่ยืนปิดทางไว้ และผมยังไม่รู้ว่าเด็กอยู่กับใคร ผมถอยออกมาโดยไม่ละสายตาจากภาคิน
“อย่าแตะต้องเธออีก”
“งั้นก็รีบหาทางหยุดผมสิ”
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ผมยืนอยู่หน้าห้องประชุมของบริษัท ประตูเปิดให้ผมเข้าได้ แต่เก้าอี้ประจำตำแหน่งถูกเลื่อนออกไปแล้ว
คุณแม่นั่งหัวโต๊ะ คณะกรรมการไม่สบตาผม
“มติผ่านแล้ว” ท่านบอก “ลูกพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ มีผลทันที”
“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย”
“ทุกคนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้แล้ว” คุณแม่ตอบ “บริษัทรับความเสี่ยงจากลูกต่อไปไม่ได้”
ผมหันไปมองคนที่เคยลงนามร่วมกับผมมาหลายปี ไม่มีใครเงยหน้า
แน่นหน้าอกจนผมต้องสูดลมหายใจช้าๆ งานที่ผมสร้างมากับมือถูกยกออกจากตรงหน้า โดยไม่มีใครคิดจะฟังผมสักประโยค
“คุณแม่ต้องการให้ผมหยุดตามลูก ถึงขนาดนี้เลยหรือครับ”
ท่านวางปากกา “แม่ต้องการให้ลูกหยุดทำให้ทุกคนเดือดร้อน”
“เด็ก 2 คนนั้นก็เป็นคนในครอบครัว”
“อย่าเอาพวกเขามาอ้างในห้องนี้”
ผมเกือบหัวเราะ แต่ลำคอกลับตีบตัน
หลังผมออกจากห้อง ญาติที่เคยโทรหาทุกเทศกาลทยอยส่งข้อความมา บางคนบอกให้ผมอย่าติดต่ออีก บางคนกดตัดสายทันทีที่เห็นชื่อผม
ผมโทรกลับหาคนหนึ่ง เขารับแล้วพูดสั้นๆ ว่า “อย่าดึงพวกเราไปอยู่ข้างเธอ” ก่อนวางสาย
ผมยืนถือโทรศัพท์นิ่งอยู่ตรงทางเดิน ไม่มีใครเดินเข้ามาถามว่าผมเป็นอย่างไร
ชัยรออยู่ใกล้ลิฟต์ เขาเห็นผมก็เดินเข้ามา แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าผม
“นายครับ ผมขอโทษ”
ผมรีบดึงแขนเขา “ลุกขึ้น ชัย”
เขาส่ายหน้า “ผมจำเป็นต้องทำงานให้คุณหญิงต่อ”
มือที่จับแขนเขาค้างอยู่
“นายรู้ว่าผมกลัวท่าน” ชัยพูดเสียงต่ำ “ผมช่วยนายต่อหน้าท่านไม่ได้แล้ว”
“ผมไม่ได้ขอให้คุณเอาชีวิตมาเสี่ยง” ผมบอก “แต่ถ้าได้ยินเรื่องอรินกับเด็ก โทรหาผม”
ชัยเงยหน้ามอง ก่อนพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
ประตูลิฟต์เปิด ผมปล่อยแขนเขาแล้วเดินเข้าไปคนเดียว
คืนนั้นชัยโทรมา เสียงเขาเบาจนผมต้องแนบโทรศัพท์กับหู
“คุณหญิงพาเด็กแฝดออกจากเชียงใหม่แล้วครับ”
ผมจับขอบโต๊ะไว้ “อรินไปด้วยไหม”
ความเงียบกินเวลาหลายวินาที
“ไม่ครับ คุณอรินถูกทิ้งไว้ที่บ้าน กับภาคินตามลำพัง”
ผมกดโทรหาอรินทันที ไม่มีคนรับ ผมโทรซ้ำอีกครั้ง มือสั่นจนกดผิดตัวเลข
คุณแม่รับสายผมในครั้งถัดมา
“เด็กอยู่ที่ไหนครับ”
“อยู่ในที่ที่แม่ดูแลได้”
“พาอรินไปหาพวกเขา เธอเป็นแม่”
“ลูกยังไม่เข้าใจอีกหรือ” น้ำเสียงท่านเย็นลง “ถ้าลูกยังดื้อ อรินก็ต้องอยู่ตรงนั้นต่อไป”
ผมหลับตาแน่น ชื่อของเธอติดอยู่ในคอ
“คุณแม่ต้องการอะไร”
“กลับมาเซ็นเอกสาร หยุดยุ่งกับบริษัท แล้วแม่จะคุยกับลูกเรื่องเด็ก”
สายตัดไป
ผมกลับไปที่บริษัท คุณแม่วางเอกสารไว้ตรงหน้า ผมไม่ต่อรองเรื่องตำแหน่ง ไม่ถามถึงทรัพย์สินอีก ผมเพียงบอกให้ท่านรักษาคำพูดเรื่องเด็ก
คุณแม่เลื่อนปากกามาให้ “เซ็นก่อน”
ผมเซ็นเอกสารทุกแผ่นที่ท่านยื่นให้ มือหนักขึ้นทุกครั้งที่เขียนชื่อ คุณแม่เก็บมันไปโดยไม่มองหน้าผม
พอท่านเดินออกจากห้อง ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หลบสายตาคนที่ยืนเฝ้าประตู แล้วส่งข้อความสั้นๆ ถึงคนคนหนึ่งว่า “ถึงเวลาแล้ว”
7: วันที่คนทั้งตระกูลต้องคุกเข่าขอโทษผม
“ถ้าใครยังคิดว่าผมเป็นคนบ้า ก็เชิญพูดต่อหน้าทุกคนเลยครับ”
เสียงของภาคินดังไปทั่วห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรู ขณะที่เขาอุ้มเด็กแฝดขึ้นไปบนเวทีราวกับเป็นเจ้าของชีวิตของพวกแก
เด็กชายอยู่ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง ส่วนเด็กหญิงถูกพาดไว้กับสะโพกอีกข้าง ใบหน้าของเด็กทั้งคู่ดูหวาดกลัวและพยายามมองหาใครบางคน
อรินยืนอยู่ข้างเวที ใบหน้าซีดเผือด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าเนื้อ
ด้านหลังเธอมีชายของคุณแม่ยืนประกบอยู่ 2 คน
“วันนี้ผมจะประกาศอย่างเป็นทางการ” ภาคินยกไมโครโฟนขึ้น “เด็กทั้งสองคนจะอยู่ในความดูแลของผมตลอดไป ส่วนธีรภัทรจะไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้พวกแกอีก”
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบห้อง
ผมยืนอยู่ตรงทางเข้า มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด แต่ไม่มีใครหันมาสนใจผม เพราะทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่เวทีและเด็กทั้งสองคน
ภาคินหันไปมองผมแล้วแสยะยิ้ม
“หรือคุณอยากขึ้นมาพิสูจน์อีกครับว่าคุณเป็นพ่อ? คนที่หายหัวไป 3 ปี มีสิทธิ์อะไรมาอ้างตัวตอนนี้”
เลือดในกายผมพุ่งขึ้นจนใบหน้าร้อนผ่าว
“แกไม่มีสิทธิ์พูดแทนเด็ก”
“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์” เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นจนเด็กหญิงสะดุ้ง “ผมเป็นสามีของอริน เป็นคนเลี้ยงดูเด็กมาตลอด ส่วนคุณเป็นแค่ผู้ชายที่ทอดทิ้งเมียตัวเอง”
“แกกำลังทำให้เด็กกลัว”
“เด็กกลัวผม หรือกลัวคุณกันแน่?”
ภาคินก้มหน้ากระซิบอะไรบางอย่างกับเด็กหญิง เด็กน้อยรีบเบือนหน้าหนี น้ำตาเอ่อขึ้นมาคลอเบ้า
ผมเห็นแล้วแทบพุ่งขึ้นเวทีทันที แต่ชายหลายคนของคุณแม่ขยับเข้ามาขวางทาง
“ถอยไป”
“นายครับ คุณหญิงสั่งห้ามขึ้นเวที”
“ฉันไม่ได้ถามความเห็น”
ผมผลักแขนคนตรงหน้าออก แรงโกรธทำให้หัวใจเต้นกระแทกซี่โครงจนเจ็บ แต่ก่อนจะก้าวต่อ เสียงหัวเราะเย็นชาของคุณแม่ก็ดังมาจากโต๊ะด้านหน้า
“ลูกยังไม่เลิกทำให้ตระกูลอับอายอีกหรือ”
คุณแม่ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ท่ามกลางแขกและญาติที่นั่งเรียงกันเต็มห้อง
“วันนี้เป็นงานประกาศผู้สืบทอด ไม่ใช่เวทีให้คนเสียสติอย่างลูกมาเรียกร้องความสนใจ”
ผมหันไปมองท่าน
“แล้วเด็กที่อยู่บนเวทีเป็นอะไรครับ เป็นเครื่องมือรักษาหน้าของตระกูลหรือ”
สีหน้าของคุณแม่กระตุกเล็กน้อย
“ระวังคำพูดด้วย”
“ผมระวังมานานพอแล้วครับ วันนี้ผมจะพูดทุกอย่างให้ชัด”
เสียงคนในงานเงียบลงทันที
ผมก้าวผ่านแนวชายของคุณแม่เข้าไปทีละก้าว จนทุกคนเริ่มเห็นหญิงชราคนหนึ่งเดินตามหลังผมมาอย่างช้าๆ
เธอสวมเสื้อคลุมสีขาวเก่า มือหนึ่งถือกระเป๋าผ้า อีกมือกำสมุดบันทึกเล่มเล็กไว้แนบอก
ภาคินชะงักไปทันที
อรินเงยหน้าขึ้นมองหญิงชราคนนั้น ดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก
“คุณป้าพยาบาล…”
คำเรียกนั้นเบามาก แต่ผมได้ยินชัดเจน
หญิงชราพยักหน้า ก่อนจะเดินมาหยุดข้างผม
คุณแม่หันไปมองเธอ สีหน้าเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
“ใครอนุญาตให้คนแก่คนนี้เข้ามาในงาน”
“ผมอนุญาตครับ”
ผมตอบโดยไม่ละสายตาจากภาคิน
“เชิญเธอออกไปเดี๋ยวนี้” คุณแม่สั่ง “นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของตระกูล”
“ถ้าเธอออกไป เรื่องที่คุณแม่กลัวจะไม่มีวันถูกเปิดเผยนะครับ”
นิ้วมือของคุณแม่กำแน่นอยู่ข้างลำตัว
ภาคินรีบยกไมโครโฟนขึ้นพูดแทรก
“อย่าไปหลงเชื่อคนพวกนี้นะครับ นี่เป็นการจัดฉากของคนบ้าที่กำลังเสียทุกอย่าง เขาคงจ้างหญิงชราคนนี้มาเล่นละครเพื่อแย่งเด็ก”
ผมหันไปมองเขา
“ถ้าเป็นละครจริง แกจะตัวสั่นทำไม”
ภาคินก้มมองมือของตัวเอง ก่อนจะรีบซ่อนไว้ด้านหลัง
อรินมองเขาอย่างหวาดกลัวอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนในห้องเห็นชัดเจน
คุณแม่หันไปตวาดเธอ
“อริน อย่าทำหน้าสำออยได้ไหม เธอเป็นคนยืนยันเองต่อหน้าสื่อว่าภาคินเป็นสามี”
ร่างของอรินสะดุ้ง ใบหน้าซีดลงกว่าเดิม
ผมก้าวเข้าไปหาเธอ แต่ชายของคุณแม่ยังขวางอยู่
“คุณแม่กลัวอะไรครับ” ผมถาม “กลัวว่าคนที่คุณแม่ส่งไปควบคุมอรินจะถูกเปิดโปงหรือ”
“แกกำลังกล่าวหาฉันหรือ”
“ใช่ครับ”
คำตอบสั้นๆ ทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท
คุณแม่จ้องผมด้วยสายตาเย็นจัด
“ถ้าแกยังพูดจาเหลวไหล ฉันจะให้คนลากแกออกไป”
“ลองดูสิครับ แต่ก่อนจะลากผมออกไป ให้พยาบาลคนนี้พูดสัก 2 นาที”
หญิงชราค่อยๆ เปิดสมุดในมือ
“ฉันชื่อศิริพร เคยเป็นพยาบาลประจำห้องคลอดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เมื่อหลายปีก่อน”
ภาคินรีบพูดขึ้น
“คำพูดของคนแก่ไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้น”
“ฉันมีหลักฐานค่ะ”
เธอหยิบกระดาษสำเนาแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋า แล้วส่งให้ผม
ผมไม่เสียเวลาอ่านยาว เพียงยกขึ้นให้กล้องของสื่อที่อยู่ด้านข้างเวทีบันทึกภาพ
“นี่เป็นสำเนาคำสั่งที่ลงชื่อโดยคุณหญิงพรรณวดี” ผมพูด “คำสั่งให้โรงพยาบาลปิดข้อมูลการคลอดของอรินดา และห้ามแจ้งชื่อบิดาของเด็กในเอกสารทุกฉบับ”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม
คุณแม่หน้าซีดลงทันที
“ของปลอม”
“คุณแม่ยังพูดไม่จบครับ”
ผมส่งเอกสารให้ทีมข่าวที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
“ในคำสั่งมีชื่อบัญชีผู้รับเงิน และลายเซ็นผู้อนุมัติครบถ้วน”
ภาคินก้าวถอยหลัง 1 ก้าว
เด็กชายในอ้อมแขนเริ่มร้องไห้ เขาดิ้นจนเกือบหลุดมือ ภาคินจึงรีบวางเด็กลงบนพื้นเวที แล้วคว้าแขนเด็กหญิงไว้แน่น
อรินร้องออกมา
“อย่าจับลูกแรงแบบนั้น!”
“หุบปาก!” ภาคินตวาด “ถ้าเธอพูดมาก ลูกจะไม่ได้กลับไปกับเธออีก”
คำขู่ของเขาทำให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน
ผมหันไปหาพยาบาล
“พูดต่อครับ”
หญิงชรามองคุณแม่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นแต่หนักแน่น
“วันนั้น คุณหญิงพรรณวดีมาที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง เธอสั่งให้ปิดข่าวการคลอด และบอกว่าถ้าใครเปิดเผยเรื่องเด็ก จะทำให้โรงพยาบาลเดือดร้อน”
คุณแม่กำลังจะพูดแทรก แต่พยาบาลยกเสียงขึ้น
“ส่วนชายคนนี้…”
เธอชี้ไปที่ภาคิน
“เขาได้รับเงินก้อนหนึ่งจากคุณหญิง เพื่อปลอมตัวเป็นสามีของอรินดา และพาเด็กออกจากสายตาของบิดาที่แท้จริง”
ภาคินหน้าถอดสี
“โกหก!”
“ฉันเห็นเขารับซองเงินในห้องพักแพทย์ด้วยตาตัวเอง” พยาบาลพูดต่อ “และฉันเป็นคนที่คุณหญิงสั่งให้แก้ไขชื่อในแฟ้มคลอด”
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักที่ฟาดลงกลางงาน
ญาติหลายคนลุกขึ้นยืน บางคนหันไปมองคุณแม่ด้วยแววตาหวาดหวั่น
คุณแม่พยายามรักษาสีหน้า
“เธอไม่มีสิทธิ์ใส่ร้ายฉัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็อธิบายลายเซ็นของคุณแม่สิครับ”
ผมชี้ไปที่เอกสารในมือผู้สื่อข่าว
“หรือจะอธิบายว่าเหตุใดภาคินถึงได้รับเงินจากบัญชีส่วนตัวของคุณแม่ทุกเดือน”
ภาคินหันขวับไปมองคุณแม่
“คุณหญิงบอกว่าจะปกป้องผม!”
“แกหุบปากเดี๋ยวนี้!”
“ถ้าผมถูกจับ แล้วคุณหญิงจะรอดหรือไง คุณเป็นคนสั่งให้ผมพาเด็กไป คุณเป็นคนบอกว่าถ้าผมทำสำเร็จ ผมจะได้ส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของมัน!”
เสียงของเขาดังลั่นจนทุกคนได้ยิน
คุณแม่ตบหน้าเขาเต็มแรง
“แกมันไร้ประโยชน์!”
ภาคินเซถอยหลัง ก่อนจะคว้าเด็กหญิงแล้วพยายามวิ่งลงจากเวที
ผมพุ่งเข้าไปขวางทันที
“ปล่อยลูกผม!”
“ถอยไป!”
เขายกมือจะผลักผม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รออยู่ด้านนอกงานกรูกันเข้ามาจับแขนเขาไว้
ภาคินดิ้นสุดแรง
“ปล่อยกู! เด็กเป็นลูกของกู!”
“แกไม่มีสิทธิ์แตะต้องเด็กแล้ว” ผมกดเสียงต่ำ “ตั้งแต่วินาทีนี้”
ตำรวจใส่กุญแจมือให้เขาต่อหน้าฝูงชน ภาคินยังคงตะโกนด่าทอ ขณะที่คุณแม่ยืนนิ่งอยู่ข้างเวที ใบหน้าที่เคยเชิดหยิ่งไร้สีเลือด
อรินรีบวิ่งขึ้นไปกอดลูกทั้งสองคนไว้แน่น ก่อนจะจูงมือพวกแกเดินตรงมาหาผม
เด็กชายเงยหน้าขึ้น น้ำตายังเปียกอยู่บนแก้ม
เด็กหญิงยื่นมือเล็กๆ มาจับนิ้วผม
“คุณพ่อขา…”
ผมก้มลงรับมือของเธอไว้
ในวินาทีนั้น เด็กทั้งสองคนก็เรียกพร้อมกันว่า “คุณพ่อ”