ราชาคอนกรีตเห็นเมียเก่านับเศษเหรียญซื้อขนมปังให้ลูกแฝด ก่อนรู้ความจริงว่าเป็นลูกแท้ๆ จึงยอมทิ้งดีลหมื่นล้านเพื่อทวงคืนครอบครัว

PART 2: รอยร้าวในเงามืดและความจริงใต้เศษเหรียญ
เสียงสัญญาณตัดสายจากโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้เพียงเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงของนาธาน แฮร์ริสัน
เขายืนอยู่ใต้เสาไฟสลัวริมทางเท้าหน้าอพาร์ตเมนต์เก่าซอมซ่อแถบเซาท์ไซด์ของชิคาโก
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาเอาฝุ่นและเศษกระดาษปลิวว่อนผ่านปลายรองเท้าหนังขัดมันสั่งตัดพิเศษราคาหลายพันดอลลาร์
รถเมอร์เซเดส-มายบัคสีดำมะเมี่ยมของเขาจอดเทียบอยู่ข้างทางเท้าที่ขรุขระ รอยสีพ่นกำแพงข้างทางช่างดูขัดตากับความโอ่อ่าของรถยนต์ที่เขานั่งมา
ชายผู้กุมชะตากรรมของโครงการก่อสร้างระดับหมื่นล้าน ชายที่นักการเมืองและนายธนาคารทั่วประเทศต้องก้มหัวให้
แต่ในวินาทีนี้ สองขาของเขากลับก้าวเดินขึ้นบันไดคอนกรีตที่มีรอยแตกร้าวด้วยความสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คำพูดประโยคสุดท้ายของเอ็มม่า พาร์คเกอร์ ยังคงดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“จนถึงวินาทีนี้ เธอยังไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไป”
นาธานหยุดยืนอยู่หน้าห้องหมายเลข 304
ประตูไม้บานเก่ามีรอยขูดขีดและสีกะเทาะล่อน กลิ่นซุปผักและขนมอบจางๆ ลอยออกมาจากช่องระบายอากาศด้านบน
มือหนาของเขายกขึ้นเคาะเบาๆ เพียงสองครั้ง
ประตูถูกปลดล็อกทันทีโดยไม่มีเสียงถามว่าใครอยู่ข้างนอก
เมื่อบานประตูเปิดกว้างออก เอ็มม่า พาร์คเกอร์ ยืนอยู่ตรงนั้น
เธอสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมสีเทาตัวหลวม กางเกงยีนส์ฟอกเก่าๆ ผมรวบไว้ด้านหลังอย่างลวกๆ
ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งเครื่องสำอาง รอยคล้ำใต้ดวงตาสะท้อนถึงค่ำคืนนับพันที่ไม่ได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม
แต่สิ่งที่ทำให้นาธานต้องสะอึกจนพูดไม่ออก คือความนิ่งสงบในแววตาคู่นั้น
แววตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยทอดมองเขาด้วยความรัก ความชื่นชม และความอบอุ่น
บัดนี้มันกลับเย็นชาและว่างเปล่า ราวกับผิวน้ำที่กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาทึบในฤดูหนาวอันมืดมิด
“เข้ามาสิ”
เอ็มม่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอหันหลังเดินนำเข้าไปในห้องโดยไม่รอฟังคำตอบ
นาธานก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้องพักขนาดหนึ่งห้องนอนอันคับแคบ
ทั้งห้องมีขนาดเล็กกว่าห้องแต่งตัวในเพนต์เฮาส์ส่วนตัวของเขาด้วยซ้ำ
ทว่าทุกอย่างกลับถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดสะอ้านอย่างเหลือเชื่อ
บนโต๊ะไม้อัดตัวเล็กตรงมุมห้อง มีสมุดการบ้านของเด็กสองเล่มวางเปิดอยู่
ข้างๆ มีกล่องสีไม้ที่ถูกเหลาจนสั้นกุด และแจกันขวดแก้วรีไซเคิลที่ปักกิ่งไม้แห้งประดับไว้อย่างน่าเอ็นดู
“เด็กๆ หลับแล้ว”
เอ็มม่าพูดพลางชี้ไปยังประตูด้านในที่แง้มไว้เพียงเล็กน้อย
“ถ้าจะคุยเรื่องเงินห้าล้านดอลลาร์ของเธอ ช่วยลดเสียงลงหน่อย อย่าให้ลูกฉันตื่น”
คำว่า ‘ลูกฉัน’ หลุดออกมาจากปากของเธออย่างคมกริบและชัดเจน
นาธานรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกระชากหัวใจของเขาให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง
เขายืนเก้ๆ กังๆ อยู่กลางห้อง สูทเนื้อดีราคาแพงทำให้เขาดูเหมือนสิ่งแปลกปลอมในสถานที่แห่งนี้
“เอ็มม่า… ผมแค่…” นาธานพยายามเค้นคำพูดออกมา ลำคอของเขาแห้งผาก
“เธอแค่อยากทำตัวเป็นพระเจ้าเหมือนเคยใช่ไหม นาธาน?”
เอ็มม่าหันกลับมาประจันหน้ากับเขา กอดอกแน่น ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเยาะเย้ย
“เธอคิดว่าแค่โยนเช็คใบละห้าล้านดอลลาร์ลงมา สร้างห้องแล็บวิทยาศาสตร์หรูหราให้โรงเรียน แล้วเธอจะสามารถลบล้างทุกอย่างที่เธอเคยทำลายไปได้งั้นเหรอ?”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะอวดรวย!” นาธานโพล่งขึ้นอย่างร้อนรน เขาก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“ผมไปที่ร้านเบเกอรี่เมื่อวันศุกร์… ผมเห็นคุณ ผมเห็นเด็กสองคนนั้น!”
แววตาของเอ็มม่ากระตุกวูบเพียงเสี้ยววินาที แต่ความเยือกเย็นก็กลับมาครอบงำอย่างรวดเร็ว
“แล้วยังไงล่ะ? เธอเห็นผู้หญิงจนๆ คนหนึ่งกำลังนับเหรียญซื้อเศษขนมปัง แล้วเธอก็รู้สึกเวทนา? รู้สึกว่ามหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่อย่างเธอต้องลงมาโปรดสัตว์เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นงั้นเหรอ?”
“เด็กสองคนนั้น… อีธาน กับ โนอาห์…”
เสียงของนาธานสั่นเครือจนควบคุมไม่อยู่
“พวกเขาเกิดหลังจากที่เราหย่ากันแค่เจ็ดเดือน เอ็มม่า!”
นาธานยกมือขึ้นกุมขมับ ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดที่ระเบิดออกมา
“ทำไมคุณถึงไม่บอกผม?! ทำไมถึงปล่อยให้ผมเป็นคนโง่มาตลอดสี่ปีเต็ม?!”
“พวกเขาคือลูกชายของผมใช่ไหม เอ็มม่า?! เลือดเนื้อเชื้อไขของผม… ลูกของนาธาน แฮร์ริสัน!”
“หุบปากเดี๋ยวนี้ นาธาน!”
เอ็มม่ากดเสียงต่ำลงอย่างเกรี้ยวกราด ทว่าทรงพลังจนทำให้นาธานต้องหยุดชะงัก
เธอก้าวเข้ามาประชิดตัวเขา ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในตาของเขาอย่างไร้ซึ่งความหวั่นเกรง
“ลูกของเธอเหรอ? เธอมีหน้ามาอ้างสิทธิ์ความเป็นพ่อตอนนี้เนี่ยนะ?”
“สี่ปีที่แล้ว วันที่ฉันนั่งร้องไห้อยู่ที่มุมห้องในคฤหาสน์ของเธอ วันที่ฉันพยายามจะเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของเธอเพื่อขอร้องให้เธออยู่ฟังฉันก่อน…”
“เธอจำได้ไหมว่าเธอพูดอะไรกับฉัน?”
นาธานนิ่งงันไป ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตผุดพรายขึ้นมาในสมองเหมือนคลื่นยักษ์ที่ถาโถม
สี่ปีที่แล้ว… วันที่เขาเพิ่งเซ็นสัญญาควบรวมกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
เขากลับมาบ้านด้วยความมึนเมาในอำนาจและความสำเร็จ
และในคืนนั้น เอกสารข้อตกลงหย่าร้างก็ถูกเลขาของเขาวางลงตรงหน้าเธอ
“เธอจำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?” เอ็มม่าแค่นหัวเราะ น้ำตาเม็ดโตเอ่อล้นคลอเบ้าตา แต่เธอไม่ยอมปล่อยให้มันไหลลงมา
“เธอพูดว่า ‘เอ็มม่า เธอเป็นแค่ภาระ เธอไม่เข้าใจธุรกิจของฉัน เธอไม่มีค่าพอที่จะยืนเคียงข้างราชาแห่งคอนกรีตอย่างฉันอีกต่อไป’ ”
“เธอสั่งให้ทนายความขับไล่ฉันออกจากบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยให้เงินติดตัวมาแค่เศษเงินตามสัญญาก่อนแต่งงานที่เธอให้ฉันเซ็นไว้!”
“ตอนนั้น… ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าคุณท้อง!” นาธานละล่ำละลักพยายามแก้ตัว มือของเขาสั่นระริก
“แล้วใครกันล่ะที่ไม่ยอมให้ฉันพูด?!”
เอ็มม่ากระซิบด้วยความเคียดแค้นที่อัดแน่นมานานถึงสี่ปี
“ฉันพยายามโทรหาเธอเป็นร้อยๆ สายหลังจากที่หมอยืนยันว่าฉันตั้งครรภ์ลูกแฝด!”
“แต่เกิดอะไรขึ้นรู้ไหม? เลขาของเธอ… หรือแม้กระทั่งแม่ของเธอ แจ้งความจับฉันข้อหาก่อความรำคาญ!”
“ทนายของเธอส่งจดหมายเตือนว่า ถ้าฉันยังกล้าเข้าใกล้เธอหรือพยายามติดต่อเธออีก พวกเขาจะฟ้องร้องให้ฉันล้มละลายและไม่มีที่ยืนในสังคม!”
คำเปิดโปงนั้นเปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางกระหม่อมของนาธานอย่างจัง!
เขายืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก
“แม่ผม? ทนายของผมงั้นเหรอ?”
“ใช่!” เอ็มม่ากัดฟันแน่น
“พวกเขาบอกฉันว่า เธอไม่มีวันยอมให้มีเด็กคนไหนมาขัดขวางเส้นทางการแต่งงานใหม่ของเธอกับ ‘วิเวียน แวนเดอร์บิลต์’ ทายาทตระกูลธนาคารยักษ์ใหญ่หรอก!”
“พวกเขาบอกว่าการมีเด็กในท้อง จะทำลายภาพลักษณ์ของชายโสดในฝันของนักลงทุน และบอกให้ฉันไปเอาเด็กออกซะ ถ้าไม่อยากตายทั้งเป็น!”
“ไม่จริง… ไม่จริง…” นาธานส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง
สมองของเขาหมุนคว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้เรื่องโทรศัพท์ ไม่เคยรู้เรื่องจดหมายเตือน และไม่เคยรู้เรื่องการข่มขู่ใดๆ ทั้งสิ้น!
แม่ของเขา… นางเอลินอร์ แฮร์ริสัน และทีมทนายความส่วนตัวของเขา
บอกเขาเสมอว่าเอ็มม่ารับเงินก้อนนั้นไปอย่างยินดี และย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างรัฐโดยไม่ต้องการติดต่อเขาอีก
“ฉันต้องทนอุ้มท้องลูกแฝดเพียงลำพังในห้องเช่ารูหนูที่ไม่มีแม้แต่เครื่องทำความร้อน!”
เอ็มม่าระบายความเจ็บปวดออกมา น้ำตาที่กลั้นไว้ค่อยๆ ไหลรินอาบสองแก้มที่ซูบตอบ
“ฉันต้องทำงานพิเศษจนถึงสัปดาห์ที่สามสิบเอ็ด จนกระทั่งเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษและต้องผ่าคลอดฉุกเฉินก่อนกำหนด!”
“เด็กสองคนนั้น… ตัวเล็กเท่าฝ่ามือ ปอดของพวกเขายังพัฒนาไม่เต็มที่ ต้องอยู่ในตู้อบไอซียูนานเกือบสามเดือน!”
“ในคืนที่หมอบอกว่าอีธานอาจจะไม่รอด ฉันไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่ายาปฏิชีวนะ ฉันต้องคุกเข่าอ้อนวอนผู้จัดการฝ่ายการเงินของโรงพยาบาลทั้งน้ำตา!”
“ในขณะที่เธอ… นาธาน แฮร์ริสัน กำลังจัดงานปาร์ตี้ฉลองปิดดีลหมื่นล้านบนเรือยอชต์สุดหรูในไมอามี ภาพของเธอควงผู้หญิงคนอื่นขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ!”
“แล้วตอนนี้… เธอกล้าดียังไงถึงเดินเข้ามาในห้องของฉัน แล้วมาทวงถามสิทธิ์ความเป็นพ่อ?!”
ทุกคำพูดของเอ็มม่าเหมือนใบมีดโกนที่กรีดเฉือนลงบนเนื้อสดๆ ของนาธาน
ความรู้สึกผิด ความละอายใจ และความเจ็บปวดอันมหาศาลถาโถมเข้าใส่จนชายร่างสูงใหญ่แทบจะทรงตัวไม่อยู่
เขานึกภาพออกเลย…
ภาพของหญิงสาวร่างบอบบางที่ต้องนอนทรมานอยู่ในห้องคลอดโดยไม่มีใครเคียงข้าง
ภาพของทารกตัวน้อยสองคนที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในตู้อบ
ในขณะที่พ่อแท้ๆ ของพวกเขาใช้เงินโปรยปรายไปกับขวดแชมเปญราคาเรือนแสนเพื่อโอ้อวดความสำเร็จจอมปลอม
“เอ็มม่า… ผมขอโทษ…”
นาธานทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นไม้เก่าตรงหน้าเธออย่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่
เขาก้มศีรษะลง น้ำตาลูกผู้ชายหยดแหมะลงบนพื้น
“ผมไม่เคยรู้เลย… สาบานด้วยชีวิตของผม ผมไม่เคยรู้เรื่องที่แม่กับทนายทำกับคุณเลยสักนิด…”
“คำขอโทษของเธอมันสายไปสี่ปีแล้ว นาธาน” เอ็มม่าตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้นไปอีก
“ลุกขึ้นซะ อย่ามาทำตัวน่าสมเพชในบ้านของฉัน”
“ฟังผมก่อน เอ็มม่า ได้โปรด…” นาธานเงยหน้าขึ้น สบตาเธอด้วยความเว้าวอน
“หนี้โรงพยาบาลหนึ่งแสนสองหมื่นดอลลาร์นั่น ผมจะจ่ายให้ทั้งหมดคืนนี้เลย! ผมจะซื้อบ้านที่ดีที่สุดในชิคาโกให้คุณกับลูก ผมจะโอนหุ้น โอนทรัพย์สินทุกอย่างที่เป็นของผมให้เป็นชื่อของอีธานกับโนอาห์!”
“พวกเขาจะไม่ต้องกินเศษขนมปังอีกต่อไป พวกเขาจะมีอนาคตที่ดีที่สุดในโลก!”
แทนที่เอ็มม่าจะรู้สึกยินดี รอยยิ้มสมเพชกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออีกครั้ง
“เธอยังคงเป็นนาธานคนเดิมไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ สินะ…”
เธอส่ายหน้าช้าๆ
“เธอคิดว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง ซื้อเวลาที่หายไป ซื้อความเจ็บปวดที่ฉันเคยเผชิญ และซื้อความรักของเด็กที่ไม่เคยรู้จักหน้าพ่อของตัวเองงั้นเหรอ?”
“เงินห้าล้านที่เธอบริจาคให้โรงเรียน ฉันจะทำเรื่องปฏิเสธและส่งคืนในวันพรุ่งนี้”
“และเงินของเธอแม้แต่เซนต์เดียว ฉันกับลูกก็จะไม่แตะต้องเด็ดขาด!”
“ทำไมล่ะเอ็มม่า?! ทำไมต้องปฏิเสธในเมื่อมันเป็นสิทธิ์ที่ลูกควรจะได้รับ?!” นาธานลุกขึ้นยืน ตะโกนถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เพราะเงินของเธอมันแปดเปื้อนไปด้วยเลือดและหยาดน้ำตาของคนอื่นยังไงล่ะ!”
เอ็มม่าตวาดกลับ ดวงตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความจริงอีกข้อที่เธอเก็บซ่อนไว้
“เธอรู้ไหมว่าทำไมโครงการก่อสร้าง ‘แฮร์ริสัน ทาวเวอร์ส’ โครงการหมื่นล้านที่เธอกำลังจะเซ็นสัญญาในสัปดาห์หน้า ถึงทำให้เธอได้กลายเป็นราชาแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์?”
นาธานขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
โครงการแฮร์ริสัน ทาวเวอร์ส คือเมกะโปรเจกต์ที่เขาทุ่มเทเวลาและเงินทุนทั้งหมดมาตลอดสองปีเต็ม
มันคือการสร้างศูนย์กลางการค้าและที่อยู่อาศัยระดับเวิลด์คลาสบนพื้นที่ขนาดใหญ่แถบเซาท์ไซด์
ดีลนี้จะทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐฯ อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
“โครงการนั้นมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้?” นาธานถาม
เอ็มม่าเดินไปที่ลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าๆ ออกมาโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา
“เปิดดูสิ มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่… ดูผลงานอันยอดเยี่ยมของบริษัทเธอซะ!”
นาธานหยิบแฟ้มนั้นขึ้นมาเปิดดูด้วยมือที่สั่นเทา
ข้างในมีภาพถ่าย แผนที่ และเอกสารทางกฎหมายเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดิน
สายตาของเขาไล่อ่านรายละเอียดทีละบรรทัด…
และในวินาทีนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด!
พื้นที่ก่อสร้างโครงการแฮร์ริสัน ทาวเวอร์ส…
ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนเก่าแก่แถบเซาท์ไซด์ รวมถึงโรงเรียนมัธยมต้นที่เอ็มม่าสอนอยู่
และรวมถึง… อพาร์ตเมนต์ซอมซ่อแห่งนี้ที่เอ็มม่าและลูกๆ อาศัยอยู่ด้วย!
บริษัทในเครือของนาธานกำลังใช้อำนาจมืด กดดันและบีบบังคับให้ชาวบ้านในย่านนี้ต้องย้ายออกไปภายในสิ้นเดือน โดยจ่ายเงินชดเชยเพียงเศษเงินที่ไม่พอแม้แต่จะไปเช่าห้องพักใหม่!
“โรงเรียนที่ฉันสอนกำลังจะถูกทุบทิ้ง…” เอ็มม่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“บ้านที่ฉันกับลูกใช้ซุกหัวนอนกำลังจะถูกรถแทรกเตอร์ของเธอบดขยี้ให้กลายเป็นผงธุลี!”
“เด็กๆ หลายร้อยคนในชุมชนนี้กำลังจะไม่มีที่เรียน คนจนๆ อีกนับพันครอบครัวกำลังจะกลายเป็นคนไร้บ้าน!”
“ทั้งหมดนี้… ก็เพื่อให้ ‘ราชาแห่งคอนกรีต’ อย่างเธอ ได้สร้างหอคอยแห่งความโลภขึ้นไปเสียดฟ้า!”
“แล้วเธอยังกล้าเอาเงินห้าล้านดอลลาร์มาฟอกความผิดของตัวเอง ด้วยการบอกว่าจะสร้างห้องแล็บให้โรงเรียนที่เธอกำลังจะสั่งทุบเนี่ยนะ?!”
“ช่างเป็นความเมตตาที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดในโลก!”
นาธานยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป เอกสารในมือร่วงหล่นลงพื้น
เขารู้ดีว่าโครงการนี้มีการเวนคืนที่ดิน แต่เขาปล่อยให้ทีมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และฝ่ายกฎหมายเป็นคนจัดการทั้งหมด โดยไม่เคยลงมาดูด้วยตัวเองว่าพื้นที่ตรงนี้มีใครอาศัยอยู่บ้าง
เขาไม่เคยรู้เลยว่า… โครงการที่เขาวาดฝันว่าจะส่งให้เขาขึ้นสู่จุดสูงสุดในชีวิต
แท้จริงแล้วมันกำลังจะเหยียบย่ำและทำลายชีวิตของลูกชายฝาแฝดและผู้หญิงที่เขารักที่สุดให้พังพินาศอีกครั้ง!
ในจังหวะนั้นเอง…
เสียงแอดของบานประตูด้านในก็ดังขึ้นเบาๆ
ร่างเล็กๆ ในชุดนอนลายอวกาศสองร่างค่อยๆ ก้าวเดินเตาะแตะออกมาจากห้องนอน
เด็กชายฝาแฝดทั้งสองคนกำลังขยี้ตาด้วยความงัวเงีย
คนหนึ่งกอดตุ๊กตาหมีตัวเก่าที่หูขาดไปข้างหนึ่ง
ส่วนอีกคนกอดสมุดวาดภาพเล่มเดิมที่นาธานเห็นที่ร้านเบเกอรี่
“แม่ฮะ…” เสียงเล็กๆ อันไร้เดียงสาของเด็กชายคนแรกดังขึ้น
“มีคนมาส่งเสียงดังเหรอฮะ? พวกทวงหนี้มาอีกแล้วเหรอฮะแม่?”
คำถามนั้นทำให้หัวใจของนาธานแตกสลายจนแหลกละเอียด
เด็กอายุเพียงสี่ขวบ… แต่กลับคุ้นเคยกับคำว่า ‘คนทวงหนี้’ จนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน!
เอ็มม่ารีบปรับสีหน้าอย่างรวดเร็ว เธอเดินตรงเข้าไปกอดเด็กทั้งสองคนไว้ ดึงพวกเขาเข้ามาแนบอกเพื่อบดบังสายตาจากนาธาน
“ไม่มีอะไรจ้ะลูก… ไม่มีคนทวงหนี้หรอกจ้ะคนเก่ง” เธอปลอบประโลมลูกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
“แค่… มีแขกมาคุยธุระนิดหน่อยจ้ะ”
เด็กชายคนที่สอง คนที่กอดสมุดวาดภาพ ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากอ้อมกอดของแม่
ดวงตากลมโตคู่นั้น… สีฟ้าอมเทา คิ้วเข้ม และรูปหน้า
มันคือภาพจำลองในวัยเด็กของนาธาน แฮร์ริสัน อย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
เด็กน้อยมองดูชายแปลกหน้าร่างสูงใหญ่ในชุดสูทหรูหราที่ยืนอยู่กลางห้อง
สายตาของเด็กชายเลื่อนลงมามองที่มือของนาธาน
“คุณลุงฮะ…” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยเสียงใสซื่อ
“คุณลุง… คือคนที่สร้างจรวดในทีวีหรือเปล่าฮะ?”
นาธานสะอึกจนพูดไม่ออก ลำคอตีบตันจนแทบหายใจไม่ได้
“มะ… ไม่ใช่หรอกครับ…” นาธานตอบด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า
“ลุง… เป็นแค่คนสร้างตึกครับ”
เด็กชายยิ้มกว้างออกมาอย่างตื่นเต้น แกดึงมือออกจากแม่แล้วก้าวเดินเตาะแตะตรงเข้ามาหานาธาน
เอ็มม่าพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าลูกไว้ แต่ก็ช้าเกินไป
เด็กน้อยเปิดสมุดวาดภาพของตัวเอง ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาให้นาธานดูอย่างภาคภูมิใจ
บนกระดาษแผ่นนั้น มีภาพวาดตึกสูงระฟ้าหลังใหญ่ที่มีหน้าต่างหลายร้อยบาน
และบนยอดตึก มีรูปวาดคนสามคนกำลังจับมือกันยืนมองดวงดาวบนท้องฟ้า
ข้างใต้ภาพ มีลายมือหวัดๆ ของเด็กเขียนไว้ว่า:
“บ้านของแม่ โนอาห์ และอีธาน… ที่ไม่มีใครมาไล่”
“โนอาห์วาดเองฮะ!” เด็กน้อยอวดด้วยรอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดในโลก
“โนอาห์อยากมีบ้านหลังใหญ่แบบนี้ฮะ แม่จะได้ไม่ต้องร้องไห้เวลาฝนตกแล้วหลังคารั่ว…”
“และโนอาห์อยากให้บ้านหลังนี้ แข็งแรงมากๆ… จะได้ไม่มีรถคันใหญ่ๆ สีเหลืองมาพังบ้านเราฮะ”
นาธานทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเด็กชายตัวน้อยทันที
มืออันสั่นเทาของเขารับสมุดภาพนั้นมาถือไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับมันเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในจักรวาล
น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากลงมาอาบแก้มอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป
เขาจ้องมองใบหน้าอันไร้เดียงสาของลูกชายฝาแฝด
เด็กที่ไม่เคยเรียกร้องของเล่นราคาแพง
เด็กที่ยอมอดกินขนมปังเพื่อให้แม่มีเงินพอใช้
และเด็กที่วาดภาพความฝันอันเรียบง่าย… เพียงแค่ต้องการบ้านที่ไม่มีใครมาไล่ที่
ในขณะที่พ่อแท้ๆ ของเขากลับเป็นคนที่เซ็นคำสั่งให้รถแทรกเตอร์มาทำลายบ้านหลังนั้น!
ความละอายใจ ความเจ็บปวด และความรักอันมหาศาลที่ปะทุขึ้นมาในอก ทำให้จิตวิญญาณของนาธาน แฮร์ริสัน แตกสลายและประกอบร่างขึ้นมาใหม่ในเสี้ยววินาทีนั้น
ชายผู้เคยบูชาเงินทอง ชายผู้เคยคิดว่าคอนกรีตและตึกระฟ้าคือสิ่งเดียวที่ยืนยง
บัดนี้ได้ตระหนักรู้อย่างถ่องแท้แล้วว่า…
บัลลังก์ที่เขากำลังจะก้าวขึ้นไปนั่ง มันถูกสร้างขึ้นบนซากปรักหักพังของชีวิตลูกเมียของตัวเอง!
นาธานเอื้อมมืออันสั่นระริกไปแตะที่แก้มเนียนนุ่มของโนอาห์อย่างแผ่วเบา
“ภาพนี้… สวยมากครับ” นาธานกระซิบทั้งน้ำตา
“และลุงสัญญา… สัญญาด้วยชีวิตของลุง…”
“จะไม่มีรถคันไหน… มาแตะต้องบ้านของหนูกับแม่อีกต่อไปเด็ดขาด”
โนอาห์ส่งยิ้มหวานให้เขา ก่อนที่เอ็มม่าจะรีบดึงตัวลูกชายกลับเข้าสู่อ้อมกอด
สายตาของเอ็มม่าที่มองนาธานในตอนนี้ เต็มไปด้วยความสับสนและระแวง
เธอไม่รู้ว่าคำสัญญาของมหาเศรษฐีใจร้ายคนนี้มีความหมายอะไร หรือเป็นเพียงแค่คำโกหกอีกคำหนึ่ง
“ออกไปได้แล้ว นาธาน” เอ็มม่าพูดเสียงเรียบ แต่แฝงความเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด
“เด็กๆ ต้องนอนแล้ว และเราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก”
นาธานค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ
เขามองดูเอ็มม่า มองดูอีธานและโนอาห์ที่กำลังเกาะแขนแม่ไว้แน่น
สายสัมพันธ์แห่งสายเลือดที่เขาเพิ่งค้นพบ… มันช่างเปราะบางและงดงามเหลือเกิน
“ผมจะไปครับ เอ็มม่า…”
นาธานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ใช่เสียงของนักธุรกิจผู้เย่อหยิ่งอีกต่อไป
แต่มันคือน้ำเสียงของชายคนหนึ่งที่เพิ่งค้นพบเป้าหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่
“แต่ผมจะไม่ยอมให้คุณกับลูกต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดนี้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว”
“คุณไม่ต้องรับเงินของผม… คุณไม่ต้องยกโทษให้ผมตอนนี้”
“แต่ขอให้คุณรอดู… ว่าผมจะทำอะไรต่อไป”
นาธานหันหลัง ก้าวเดินออกจากห้องพักหมายเลข 304 อย่างเด็ดเดี่ยว
ประตูไม้บานเก่าปิดลงตามหลังเขา
ทันทีที่เขาก้าวลงมาถึงชั้นล่าง ลมหนาวของชิคาโกพัดปะทะใบหน้าของเขาจนชาดิก
แต่ข้างในอกของเขากลับลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์
นาธานก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังของรถมายบัค
คนขับรถมองผ่านกระจกมองหลังด้วยความสงสัย เมื่อเห็นสภาพของเจ้านายที่มีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้า
“ท่านครับ… จะให้ไปส่งที่เพนต์เฮาส์เลยไหมครับ?”
“ไม่…” นาธานตอบเสียงเฉียบขาด
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมา กดต่อสายตรงหาเลขาธิการบริหารทันที
เวลาขณะนี้คือเกือบเที่ยงคืน แต่สำหรับนาธาน… เวลามันไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว
“นาธานครับ?” ปลายสายรับสายด้วยความตกใจ
“เรียกประชุมด่วนบอร์ดบริหารทั้งหมด คณะกรรมการฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตีห้าตรงพรุ่งนี้เช้าที่สำนักงานใหญ่” นาธานสั่งการรัวเร็ว
“แต่ท่านครับ พรุ่งนี้สิบโมงเช้า ท่านมีนัดลงนามในสัญญาร่วมทุนหมื่นล้านโครงการแฮร์ริสัน ทาวเวอร์ส กับกลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบียและนายกเทศมนตรีนะครับ!”
“ยกเลิกการลงนามทั้งหมด!” นาธานตวาดกร้าว
“ว่าไงนะครับท่าน?! ยกเลิกงั้นเหรอครับ?!” ปลายสายอุทานด้วยความตระหนกสุดขีด
“นั่นคือดีลที่จะทำให้ท่านกลายเป็นราชาของวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกเลยนะครับ! ถ้าเราถอนตัวตอนนี้ เราจะต้องจ่ายค่าปรับมหาศาล และหุ้นของบริษัทอาจจะร่วงลงฮวบฮาบ!”
“ฉันบอกให้ยกเลิก ก็คือยกเลิก!”
ดวงตาของนาธานวาวโรจน์ในความมืดมิดของห้องโดยสาร
“ส่งคำสั่งไปยังทีมรื้อถอนทั้งหมดในเขตเซาท์ไซด์ ให้ระงับการทำงานทันที รถแทรกเตอร์คันไหนกล้าเข้าไปแตะต้องอาคารในชุมชนนั้นแม้แต่นิ้วเดียว ฉันจะไล่ออกยกทีม!”
“แล้วเตรียมเอกสารฉบับใหม่มาให้ฉันพรุ่งนี้เช้า…”
“เอกสารอะไรครับท่าน?”
นาธานก้มมองสมุดวาดภาพของโนอาห์ที่เขาเผลอถือติดมือลงมาด้วย
ภาพวาดตึกสูงที่มีรูปพ่อ แม่ และลูกจับมือกันยืนมองดวงดาว
รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“เอกสารยกเลิกโครงการแฮร์ริสัน ทาวเวอร์ส…”
“และเปลี่ยนมันเป็น ‘โครงการพัฒนาชุมชนและสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย พาร์คเกอร์ แอนด์ ซันส์’ ”
“เราจะสร้างโรงเรียนใหม่ เราจะสร้างสวนสาธารณะ และเราจะมอบกรรมสิทธิ์ห้องพักใหม่ฟรีให้กับทุกครอบครัวในชุมชนนั้น!”
“แต่ท่านครับ… โครงการนั้นเราจะไม่ได้กำไรเลยแม้แต่เซนต์เดียวนะครับ! มันคือการเอาเงินหมื่นล้านไปทิ้งชัดๆ!”
นาธานหลับตาลง ภาพของเอ็มม่าที่กำลังยืนนับเศษเหรียญ และภาพของลูกชายฝาแฝดที่ยอมอดกินขนมปังเพื่อแม่ ผุดขึ้นมาในหัวใจ
“ฉันเป็นราชาแห่งคอนกรีตมานานพอแล้ว…” นาธานเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา
“แต่วันนี้… ฉันเลือกที่จะเป็น ‘พ่อ’ ”
“ทำตามที่ฉันสั่งเดี๋ยวนี้!”
นาธานกดตัดสายทิ้ง เขาเอนหลังพิงเบาะรถ มองดูแสงไฟของเมืองชิคาโกที่ส่องประกายผ่านกระจกหน้าต่าง
สงครามที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้
เขาจะต้องเผชิญหน้ากับบอร์ดบริหารที่ละโมบ
เขาจะต้องเผชิญหน้ากับแม่ผู้เลือดเย็นที่เคยพรากลูกเมียไปจากเขา
และเขาจะต้องยอมสละบัลลังก์หมื่นล้านที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต
แต่เพื่อรอยยิ้มของเอ็มม่า และเพื่อบ้านที่แท้จริงของอีธานกับโนอาห์…
ต่อให้ต้องแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีในโลกนี้… เขาก็จะไม่ยอมหันหลังกลับไปอีกแล้ว!
PART 3: บัลลังก์ที่ถูกละทิ้งและบ้านที่แท้จริง
ตีห้าตรงของเช้าวันใหม่ ท้องฟ้าเหนือมหานครชิคาโกยังคงมืดสนิทและปกคลุมไปด้วยม่านหมอกเย็นยะเยือก
ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าสำนักงานใหญ่ แฮร์ริสัน คอนสตรัคชัน แสงไฟนีออนสว่างจ้าสะท้อนบรรยากาศอันตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และทีมทนายความระดับแนวหน้าของประเทศ นั่งล้อมรอบโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและโกรธแค้น
ที่หัวโต๊ะฝั่งขวา หญิงชราผู้สง่างามในชุดผ้าทวีตราคาแพงลิบลิ่วนั่งหลังตรงดั่งนางพญา
นางเอลินอร์ แฮร์ริสัน… มารดาผู้ให้กำเนิดของนาธาน
ดวงตาคมกริบที่ผ่านการบงการชีวิตผู้คนมาหลายทศวรรษจ้องเขม็งไปยังประตูห้องประชุม
ข้างกายเธอคือ วิเวียน แวนเดอร์บิลต์ ทายาทสาวแห่งตระกูลธนาคารยักษ์ใหญ่ที่กำลังนั่งกอดอกด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ปัง!
ประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
นาธาน แฮร์ริสัน ก้าวเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่หนักแน่นและสง่างามดั่งพญาราชสีห์
เขาไม่ได้สวมเนกไท ปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตออกสองเม็ด ดวงตาของเขาแม้จะผ่านค่ำคืนที่ไม่ได้นอนหลับ แต่กลับลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
ในมือของเขา ถือสมุดสเก็ตช์ภาพเล่มเก่าของโนอาห์ และแฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำเงินเข้มเพียงเล่มเดียว
“นาธาน! แกเสียสติไปแล้วเหรอ?!”
เสียงตวาดแหลมสูงของเอลินอร์ดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องทันที
“แกกล้าดียังไงถึงสั่งระงับการเซ็นสัญญาร่วมทุนหมื่นล้านกับกลุ่มทุนตะวันออกกลางในเช้าวันนี้?!”
“แถมยังสั่งให้ทีมรื้อถอนถอนกำลังออกจากพื้นที่เซาท์ไซด์ทั้งหมด! แกรู้ไหมว่าการกระทำบ้าๆ ของแก จะทำให้มูลค่าหุ้นของตระกูลแฮร์ริสันร่วงลงฮวบฮาบขนาดไหน?!”
นาธานเดินตรงไปที่หัวโต๊ะประธาน เขาไม่ได้นั่งลง แต่กลับยืนตระหง่านกวาดสายตามองทุกคนในห้องประชุม
“ผมไม่ได้เสียสติครับแม่…” นาธานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทำให้ทุกคนต้องเงียบกริบ
“แต่ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาต่างหาก… ที่ผมปล่อยให้ตัวเองตาบอดและโง่เขลา ปล่อยให้พวกคุณทุกคนชักใยและเหยียบย่ำชีวิตของคนบริสุทธิ์เพื่อความโลภของตัวเอง!”
วิเวียน แวนเดอร์บิลต์ แค่นหัวเราะเยาะออกมาอย่างมีจริต
“นาธานคะ เลิกเล่นละครไร้สาระได้แล้วค่ะ”
วิเวียนยกมือขึ้นลูบแหวนเพชรสิบกะรัตบนนิ้วของเธอ
“วันนี้คือวันที่เราต้องเซ็นสัญญาควบรวมกิจการ และประกาศกำหนดการแต่งงานของเราสองคนต่อหน้าสื่อมวลชนทั่วโลก!”
“โครงการแฮร์ริสัน ทาวเวอร์ส จะเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความยิ่งใหญ่ของเรา คุณจะยอมทิ้งมันเพียงเพราะสงสารพวกสลัมจนๆ ในเซาท์ไซด์งั้นเหรอคะ? พวกมันเป็นแค่เศษขยะที่ควรถูกกวาดทิ้งไปได้แล้ว!”
คำพูดอันเหยียดหยามของวิเวียน ทำให้ดวงตาของนาธานวาวโรจน์ด้วยความเย็นเยียบดั่งขั้วโลก
เขาโยนแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มลงบนกลางโต๊ะประชุมเสียงดัง ‘เพลียะ!’
“เปิดอ่านดูสิครับ คุณแวนเดอร์บิลต์… แม่…” นาธานเอ่ยเสียงเย็น
เอลินอร์ขมวดคิ้ว เธอเอื้อมมือไปเปิดแฟ้มเอกสารขึ้นมาดู
และในวินาทีนั้น ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มไว้อย่างประณีตของหญิงชราก็พลันซีดเผือดลงในพริบตา!
ข้างในแฟ้มนั้น คือรายงานการสืบสวนเชิงลึกที่นาธานสั่งให้หน่วยสืบสวนลับทำงานตลอดทั้งคืน
มันประกอบไปด้วยบันทึกการดักฟังโทรศัพท์ บันทึกการโอนเงินสินบนใต้โต๊ะ และหลักฐานการข่มขู่ทำลายชีวิตของ เอ็มม่า พาร์คเกอร์ เมื่อสี่ปีที่แล้ว!
“สี่ปีที่แล้ว…” นาธานเริ่มเอ่ยช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
“แม่กับวิเวียน ร่วมมือกับทีมทนายความของบริษัท ดักสกัดกั้นสายโทรศัพท์ของเอ็มม่าที่โทรมาหาผมมากกว่าหนึ่งร้อยสาย!”
“พวกคุณรู้ดีว่าเอ็มม่ากำลังตั้งครรภ์ลูกแฝดของผม!”
“แต่พวกคุณกลับส่งอันธพาลไปข่มขู่ ส่งทนายความไปขู่ฟ้องร้องบีบบังคับให้เธอต้องเซ็นสละสิทธิ์ และสั่งให้เธอไปทำแท้งซะ!”
“ทั้งหมดนี้… เพียงเพื่อผลประโยชน์การควบรวมกิจการระหว่าง แฮร์ริสัน และ แวนเดอร์บิลต์!”
เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังขึ้นจากบรรดาผู้ถือหุ้นและบอร์ดบริหาร
วิเวียนหน้าถอดสี ละล่ำละลักปฏิเสธทันที
“มะ… ไม่จริง! ฉันไม่เคยทำเรื่องต่ำช้าแบบนั้น!”
“คุณทำ วิเวียน!” นาธานตวาดกร้าว สายตาคมกริบดั่งใบมีดเฉือนเข้าที่ใบหน้าของเธอ
“สลิปการโอนเงินสดห้าแสนดอลลาร์จากบัญชีส่วนตัวของคุณ ไปยังหัวหน้าแก๊งทวงหนี้นอกระบบในเซาท์ไซด์ เพื่อให้ไปคอยราวีเอ็มม่าจนเธอตกงานและแทบไม่มีเงินจ่ายค่าคลอดลูก!”
“หลักฐานทั้งหมดนี้ ถูกส่งตรงไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดและเอฟบีไอเรียบร้อยแล้วเมื่อสามสิบนาทีก่อน!”
“กรี๊ดดดด! แกกล้าดียังไง นาธาน?!” วิเวียนกรีดร้องออกมาอย่างเสียสติ รอยยิ้มจอมปลอมมลายหายไปจนหมดสิ้น
เอลินอร์มือสั่นระริก เธอพยายามรวบรวมความเยือกเย็นแล้วลุกขึ้นประจันหน้ากับลูกชาย
“แล้วยังไงล่ะ นาธาน?!” เอลินอร์แผดเสียงอย่างไม่ยอมจำนน
“แม่ทำทุกอย่างก็เพื่อแก! เพื่อตระกูลแฮร์ริสัน! นังผู้หญิงจนๆ ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนั้นมันจะช่วยส่งเสริมบารมีอะไรให้แกได้?!”
“เด็กสองคนนั้นก็แค่ความผิดพลาด! แกจะทิ้งอาณาจักรหมื่นล้าน ทิ้งตำแหน่งราชาแห่งคอนกรีต เพียงเพื่อเด็กแฝดสองคนที่เกิดจากนังผู้หญิงข้างถนนงั้นเหรอ?!”
คำพูดอันไร้หัวใจของแม่ผู้ให้กำเนิด ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายในใจของนาธานขาดสะบั้นลงอย่างถาวร
เขาหยิบสมุดวาดภาพของโนอาห์ขึ้นมาชูขึ้นตรงหน้าเอลินอร์
ภาพวาดตึกสูงที่มีรูปพ่อ แม่ และลูกจับมือกันมองดวงดาว
“นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดครับแม่…” นาธานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือไปด้วยความตื้นตันและเด็ดขาด
“นี่คือสิ่งที่บริสุทธิ์และล้ำค่าที่สุดในชีวิตของผม”
“เด็กสองคนที่แม่ตราหน้าว่าเป็นความผิดพลาด… ยอมอดกินขนมปังเพื่อช่วยแม่ประหยัดเงิน”
“เด็กสองคนนี้… วาดภาพความฝันเพียงแค่ต้องการบ้านที่ไม่ถูกรถแทรกเตอร์ของผมทำลาย”
“พวกเขาไม่เคยต้องการเงินหมื่นล้าน ไม่เคยต้องการตึกระฟ้าของตระกูลแฮร์ริสัน… สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการ คือครอบครัวที่อบอุ่นและปลอดภัย”
นาธานหยิบปากกาหมึกซึมประจำตำแหน่งออกมา ดึงเอกสารสำคัญอีกฉบับหนึ่งขึ้นมาวางตรงหน้าบอร์ดบริหาร
“นี่คือหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และการสละสิทธิ์ในหุ้นสามัญทั้งหมดของผมใน แฮร์ริสัน คอนสตรัคชัน”
ทุกคนในห้องประชุมอ้าปากค้างด้วยความช็อกสุดขีด!
“นาธาน! แกบ้าไปแล้วเหรอ?!” เอลินอร์แทบจะล้มทั้งยืน
“ผมไม่ได้บ้าครับ” นาธานจรดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารอย่างไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
“ผมยกหุ้นส่วนใหญ่คืนให้มูลนิธิการกุศลเพื่อการศึกษาและที่อยู่อาศัยชุมชนเซาท์ไซด์”
“ส่วนพื้นที่โครงการแฮร์ริสัน ทาวเวอร์สทั้งหมด ผมได้ใช้สิทธิ์เจ้าของที่ดินดั้งเดิมตามกฎหมาย โอนมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชน เพื่อสร้างเป็นสวนสาธารณะ โรงเรียนมัธยมต้นแห่งใหม่ และอาคารสงเคราะห์เพื่อผู้มีรายได้น้อย ภายใต้ชื่อ ‘พาร์คเกอร์ แอนด์ ซันส์’ “
“และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป… ตระกูลแฮร์ริสันจะไม่มีสิทธิ์แตะต้องที่ดินผืนนั้นอีกแม้แต่นิ้วเดียว!”
นาธานโยนปากกาทิ้งลงบนโต๊ะ
“พวกคุณอยากได้บัลลังก์ อยากได้เงินทอง อยากได้อำนาจจอมปลอมนี้มากนักใช่ไหม?”
“เอาไปให้หมดเลยครับ!”
“เพราะสิ่งเดียวที่ผมต้องการนำติดตัวออกไปจากห้องนี้… คือการได้กลับไปเป็นพ่อของลูกผม!”
นาธานหมุนตัว ก้าวเดินออกจากห้องประชุมไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวาย เสียงกรีดร้องของวิเวียน และเสียงร่ำไห้ของเอลินอร์ที่กำลังมองดูอาณาจักรแห่งความโลภของตัวเองพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
เขาไม่หันกลับไปมองเบื้องหลังอีกเลยแม้แต่ก้าวเดียว
สายลมหนาวของยามเช้าพัดปะทะใบหน้าของเขาเมื่อก้าวพ้นประตูตึกระฟ้า
แต่นาธานกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นและอิสรภาพอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
แปดโมงครึ่งของเช้าวันเดียวกัน
ณ โรงเรียนมัธยมต้นแถบเซาท์ไซด์ของชิคาโก
อาคารเรียนอิฐสีแดงเก่าแก่กำลังครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กนักเรียน
เอ็มม่า พาร์คเกอร์ กำลังยืนตรวจความเรียบร้อยของห้องแล็บวิทยาศาสตร์เก่าๆ ของเธอด้วยความกังวลใจ
จดหมายเตือนเรื่องการเวนคืนที่ดินยังคงวางอยู่บนโต๊ะทำงาน
เธอรู้ดีว่าเวลาของโรงเรียนนี้กำลังเหลือน้อยลงทุกที
ทันใดนั้น เสียงกระซิบกระซาบและเสียงฮือฮาก็ดังลั่นขึ้นมาจากบริเวณโถงทางเดินด้านนอก
เอ็มม่าขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอเดินออกไปดูที่หน้าต่าง
และภาพที่เธอเห็น… ทำให้หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้นไปในเสี้ยววินาที!
รถยนต์เมอร์เซเดส-มายบัคคันหรูไม่ได้จอดอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
มีเพียงผู้ชายคนหนึ่ง… ในชุดกางเกงสแล็กธรรมดา เสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมสีเข้มที่ดูเรียบง่าย ไร้ซึ่งเสื้อสูทหรูหราหรือนาฬิการาคาแพง
นาธาน แฮร์ริสัน
เขากำลังยืนอยู่หน้าอาคารเรียน ในมือข้างหนึ่งถือถุงกระดาษสีน้ำตาลใบใหญ่จากร้านเบเกอรี่ของคุณลุงรุสโซ่
และในมืออีกข้างหนึ่ง… คือสมุดวาดภาพของโนอาห์
ข้างกายของเขา ไม่มีบอดี้การ์ด ไม่มีเลขา ไม่มีขบวนรถคุ้มกัน
มีเพียงรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนน้อม จริงใจ และสายตาที่เว้าวอนทอดมองตรงมาที่เธอ
เอ็มม่าค่อยๆ ก้าวเดินลงบันไดมาช้าๆ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความสับสน
เมื่อเธอเดินมาหยุดยืนตรงหน้าเขา ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว
“เธอมาทำไมที่นี่อีก นาธาน?” เอ็มม่าถามด้วยเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น
นาธานยื่นถุงกระดาษส่งให้เธอช้าๆ
ข้างในนั้นมีขนมปังอบเชยที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น และขนมอบช็อกโกแลตอีกหลายชิ้น
“ผมแวะไปที่ร้านเบเกอรี่ของคุณลุงรุสโซ่มาครับ…” นาธานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
“ผมจ่ายเงินค่าขนมปังทั้งหมด… ไม่ใช่เงินบริจาค แต่เป็นเงินที่ผมทำงานแลกมาด้วยการช่วยคุณลุงยกกระสอบแป้งเมื่อเช้ามืด”
เอ็มม่าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“เธอว่าอะไรนะ?!”
นาธานคลี่ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ปราศจากความเย่อหยิ่งของมหาเศรษฐี
“ผมลาออกจาก แฮร์ริสัน คอนสตรัคชัน แล้วครับ เอ็มม่า”
“ผมยกเลิกโครงการแฮร์ริสัน ทาวเวอร์ส ยกเลิกการแต่งงานกับวิเวียน และส่งหลักฐานความผิดของแม่กับทนายความให้อัยการดำเนินคดีทั้งหมดแล้ว”
“และที่ดินแถบเซาท์ไซด์นี้ทั้งหมด… รวมถึงโรงเรียนแห่งนี้ ได้ถูกโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิชุมชนแล้วครับ”
“จะไม่มีรถแทรกเตอร์คันไหนเข้ามาแตะต้องโรงเรียนนี้ จะไม่มีใครต้องกลายเป็นคนไร้บ้านอีกต่อไป”
คำพูดเหล่านั้นทำให้เอ็มม่าถึงกับเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว
เธอไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
ชายที่บูชาเงินทอง ชายที่เคยยอมทิ้งเธอเพื่อความสำเร็จในธุรกิจ
ยอมสละบัลลังก์หมื่นล้าน ยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต… เพื่ออะไรกัน?
“ทำไมล่ะ นาธาน? ทำไมเธอถึงยอมทำขนาดนี้?” เอ็มม่าถาม น้ำตาเริ่มเอ่อล้นคลอเบ้าตา
นาธานก้าวเข้ามาใกล้ ค่อยๆ คุกเข่าลงต่อหน้าเธอท่ามกลางสายตาของครูและนักเรียนที่กำลังเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ
เขายื่นสมุดวาดภาพของโนอาห์เปิดหน้าที่ลูกชายวาดไว้ให้เธอดู
“เพราะผมเพิ่งเข้าใจครับ เอ็มม่า…” น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอาบสองแก้มของนาธาน
“ว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม ไม่ใช่การสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลก”
“แต่คือการได้สร้าง ‘บ้าน’ ที่ปลอดภัยและมีความสุขให้กับคุณและลูก”
“ผมรู้ดีว่าช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า และหยาดน้ำตาที่คุณต้องเผชิญ มันไม่สามารถลบล้างได้ด้วยคำขอโทษเพียงไม่กี่คำ”
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอให้คุณกลับมารักผมในทันที…”
“ผมไม่ได้มาเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ความเป็นพ่อ…”
นาธานเงยหน้าขึ้น สบตาเธอด้วยความรักอันบริสุทธิ์จากก้นบึ้งของหัวใจ
“ผมมาที่นี่… เพื่อขอโอกาส”
“ขอโอกาสให้ผมได้เริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ขอโอกาสให้ผมได้เป็นเพียง ‘นาธาน’ ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ได้คอยดูแลคุณ คอยช่วยคุณนับเศษเหรียญ และคอยส่งลูกเข้านอนทุกคืน”
“ให้โอกาสผมได้ทำหน้าที่ตรงนี้… ได้ไหมครับ เอ็มม่า?”
กำแพงน้ำแข็งที่เอ็มม่าสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองตลอดสี่ปีเต็ม
พังทลายลงอย่างราบคาบในวินาทีนี้
น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ พรั่งพรูออกมาอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้
เธอเห็นความจริงใจ ความเจ็บปวด และความรักอันลึกซึ้งในแววตาคู่นั้น แววตาที่ไม่เคยโกหกเธอ
เอ็มม่าค่อยๆ ยื่นมืออันสั่นเทาออกไป ประคองใบหน้าของนาธานให้ลุกขึ้นยืน
“ลุกขึ้นเถอะ นาธาน…” เธอเอ่ยทั้งน้ำตาและรอยยิ้ม
“เด็กๆ เลิกเรียนตอนบ่ายสามโมงครึ่ง…”
“ถ้าเธออยากจะช่วยฉันนับเศษเหรียญจริงๆ ล่ะก็… เย็นนี้เธอต้องไปช่วยฉันทำซุปผักและสอนโนอาห์วาดรูปจรวดนะ”
คำตอบอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมายนั้น ทำให้นาธานโผเข้าสวมกอดร่างบอบบางของเอ็มม่าไว้แนบอกแน่น
เขาร่ำไห้ออกมาด้วยความสุขอย่างหาที่สุดมิได้ ความอบอุ่นที่เขาโหยหามาตลอดสี่ปีเต็ม บัดนี้ได้กลับคืนมาสู่อ้อมอกของเขาแล้ว
บ่ายวันนั้น เวลา 15:30 น.
ที่หน้าประตูโรงเรียนอนุบาลในสังกัดของชุมชน
เด็กชายฝาแฝดสองคน อีธานและโนอาห์ ในชุดเอี๊ยมยีนส์ตัวเก่ง สะพายกระเป๋าเป้ใบเล็กวิ่งกรูออกมาจากประตูรั้ว
“แม่ฮะ!” เด็กทั้งสองส่งเสียงเจื้อยแจ้ววิ่งตรงมาหาเอ็มม่า
แต่แล้ว สองขาน้อยๆ ก็หยุดชะงักลง เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของชายคนเมื่อคืน ยืนเคียงข้างแม่อยู่ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
ในมือของเขา ถือกล่องขนมอบเชยหอมกรุ่นและกล่องสีไม้ชุดใหม่เอี่ยมกล่องใหญ่สองกล่อง
โนอาห์เอียงคอมอง ตาเป็นประกาย
“คุณลุงสร้างตึกฮะ!” โนอาห์ชี้มือมาที่เขา
นาธานค่อยๆ ย่อตัวลงคุกเข่าจนระดับสายตาเท่ากับเด็กทั้งสองคน
เขาส่งกล่องสีไม้ให้เด็กๆ ด้วยมืออันอ่อนโยน
“ลุงไม่ได้สร้างตึกแล้วครับคนเก่ง…” นาธานตอบด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดในโลก
“ต่อไปนี้… ลุงจะมาช่วยหนูวาดรูปจรวด วาดรูปดวงดาว และสร้างบ้านที่ไม่มีใครมาทำลายได้อีกแล้วครับ”
อีธาน เด็กชายคนที่เงียบกว่า ก้าวเดินเข้ามาใกล้ เขามองดูขนมปังอบเชยในกล่อง สลับกับมองใบหน้าของนาธาน
“คุณลุงฮะ… ขนมปังนี้ มีพอสำหรับพวกเราทุกคนไหมฮะ?” อีธานถามเสียงใส
นาธานเอื้อมมือไปลูบศีรษะของลูกชายทั้งสองคนอย่างทะนุถนอม น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นคลอเบ้าตา
“มีพอครับลูก… มีพอสำหรับพวกเราทุกคน เสมอและตลอดไป”
เอ็มม่าเดินเข้ามายืนเคียงข้าง เธอวางมือลงบนบ่าของนาธานอย่างแผ่วเบา
เด็กชายทั้งสองคนโผเข้าสู่อ้อมกอดของนาธานพร้อมกัน เสียงหัวเราะอันสดใสและบริสุทธิ์ของลูกๆ ดังก้องกังวานไปทั่วลานโรงเรียน
นาธานรวบตัวเด็กชายฝาแฝดทั้งสองและเอ็มม่าเข้าสู่อ้อมกอดอันแข็งแกร่งและอบอุ่นของเขา
แสงแดดสีทองของยามบ่ายสาดส่องลงมาโอบล้อมร่างของครอบครัวทั้งสี่คนไว้ด้วยไออุ่น
บนทางเดินกลับบ้านอันแสนเรียบง่ายในย่านเซาท์ไซด์
ไม่มีรถหรูราคาแพง
ไม่มีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกัน
มีเพียงพ่อที่กำลังอุ้มลูกชายคนหนึ่งไว้บนบ่า จูงมือลูกชายอีกคนไว้แน่น และกุมมือของผู้หญิงที่เขารักที่สุดไว้ไม่ยอมปล่อย
ชายผู้เคยถูกขนานนามว่า “ราชาแห่งคอนกรีต” ผู้เคยครอบครองทุกสิ่งในโลกธุรกิจ
บัดนี้ได้ค้นพบแล้วว่า…
ทรัพย์สินหมื่นล้านและตึกระฟ้าที่สูงเสียดฟ้า ไม่เคยเทียบได้เลยกับคุณค่าของเศษเหรียญในร้านเบเกอรี่วันนั้น
เศษเหรียญ… ที่นำพาเขากลับคืนสู่ครอบครัว
และนำพาเขากลับมาสู่ “บ้านที่แท้จริง” ที่เขาจะไม่มีวันยอมหันหลังให้อีกชั่วชีวิต.
ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊กหลังใหญ่ในห้องแต่งตัวที่โอ่อ่า
ความเงียบสงัดภายในเพนต์เฮาส์ชั้นที่ห้าสิบแปดให้ความรู้สึกเย็นเยียบราวกับสุสานลอยฟ้า
ลมหนาวพัดกระแทกผืนกระจกบานยักษ์จนเกิดเสียงครางแผ่วเบาในยามค่ำคืน
แสงไฟนีออนระยิบระยับของมหานครนิวยอร์กเบื้องล่างดูสวยงามตระการตา
แต่มันกลับเป็นภาพฝันที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ สำหรับฉัน
นิ้วมือของฉันลูบไล้ไปตามขอบแฟ้มเอกสารหนังสีดำสนิทที่ซ่อนอยู่ใต้ลิ้นชักลับ
เอกสารปึกนี้ไม่ได้มีค่าเพียงแค่น้ำหนักของกระดาษหลายร้อยแผ่น
แต่มันอัดแน่นไปด้วยหยาดน้ำตา ความอดทน และการแสร้งทำเป็นโง่เขลามาตลอดหกเดือนเต็ม
ฉันเปิดแฟ้มออกอย่างช้าๆ
เสียงเปิดหน้ากระดาษดังกรอบแกรบสะท้อนในความมืดสลัว
เอกสารแผ่นแรกคือหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินมูลค่านับล้านดอลลาร์
เงินจำนวนนั้นถูกโอนตรงจากบัญชีส่วนตัวของนาธาเนียล เมอร์เซอร์ ไปยังกองทุนทรัสต์ในชื่อของบรู๊ค คัลลาแฮน
เงินค่าคฤหาสน์หรูในย่านแฮมป์ตันส์
เงินค่าเครื่องประดับเพชรจากร้านหรูบนถนนฟิฟธ์อเวนิว
และค่าห้องพักฟื้นพิเศษระดับซูเปอร์วีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนที่แพงที่สุดในแมนฮัตตัน
ทุกรายการมีลายเซ็นที่คุ้นตาของสามีฉันประทับอยู่อย่างชัดเจน
ลายเซ็นอันทรงพลังที่สามารถสั่งการให้คนนับหมื่นเคลื่อนไหว
แต่ในสายตาของฉันตอนนี้ มันเป็นเพียงรอยหมึกเปื้อนเลือดที่คอยกรีดแทงหัวใจฉันทีละนิด
ฉันดึงกระดาษอีกชุดหนึ่งออกมา
มันคือรายงานการสืบสวนเชิงลึกจากนักสืบเอกชนมือหนึ่งของนิวยอร์ก
ภาพถ่ายหลายสิบใบถูกจัดเรียงตามลำดับเวลาอย่างเป็นระเบียบ
ภาพนาธาเนียลกำลังโอบกอดบรู๊คในร้านอาหารส่วนตัวที่ปารีสเมื่อสี่เดือนก่อน
ในตอนนั้น เขาโทรศัพท์มาบอกฉันว่าต้องไปเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่เคร่งเครียดจนแทบไม่มีเวลานอน
ภาพเขากำลังประคองเธอขึ้นรถลีมูซีนอย่างทะนุถนอม ขณะที่หน้าท้องของเธอเริ่มนูนเด่น
ภาพเขาก้มลงจูบหน้าผากของเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน
สายตาแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้มองฉันเพียงแค่ในวันแต่งงานเมื่อสามปีก่อน
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา สายตาคู่นั้นของเขาก็มีไว้เพื่อมองเพียงแค่ตารางงาน หุ้น และตัวเลขในรายงานผลกำไร
“คุณไม่เคยรักฉันเลยสินะ นาธาเนียล…”
ฉันพึมพำกับความมืดมิดที่โอบล้อมรอบตัว
“คุณแค่ต้องการหุ่นเชิดที่สมบูรณ์แบบมาประดับบารมีภรรยาประธานบริษัท”
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด
หยดน้ำตาที่เคยเอ่อล้นเมื่อครู่ถูกเช็ดออกไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
ไม่มีเวลาสำหรับการร้องไห้คร่ำครวญอีกต่อไปแล้ว
ฉันเดินไปที่เตียงนอนขนาดคิงไซส์
เปิดกระเป๋าเดินทางทรงหรูขนาดกะทัดรัดสองใบที่ถูกเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
ฉันไม่คิดจะนำเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาหลายหมื่นดอลลาร์ที่เขาเคยซื้อให้ไปด้วยแม้แต่ชิ้นเดียว
ฉันไม่แตะต้องสร้อยคอเพชรหรือแหวนมรกตที่เขามอบให้ตามหน้าที่ในวันเทศกาลต่างๆ
ของพวกนั้นเป็นเพียงเศษซากของกรงทองที่เขาใช้กักขังฉันไว้
สิ่งที่ฉันเก็บใส่กระเป๋ามีเพียงเสื้อผ้าธรรมดาไม่กี่ชุดที่ฉันซื้อด้วยเงินเก็บส่วนตัวของฉันเอง
สมุดสเก็ตช์ภาพงานออกแบบเครื่องประดับที่ฉันเคยวาดทิ้งไว้ก่อนจะแต่งงาน
พาสปอร์ตเล่มใหม่ที่ไม่มีตราประทับของตระกูลเมอร์เซอร์
และตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินชั้นหนึ่งมุ่งหน้าสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
เที่ยวบินรอบเที่ยงคืนตรง
เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนทองบอกเวลาสี่ทุ่มสิบห้านาที
ฉันมีเวลาเหลืออีกไม่ถึงสองชั่วโมงสำหรับการเตรียมการขั้นสุดท้าย
ฉันหยิบปากกาหมึกซึมสีทองด้ามโปรดขึ้นมา
จรดปลายปากกาลงบนกระดาษโน้ตสีขาวที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
ลายมือของฉันนิ่งสนิทและมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ
‘ถึง นาธาเนียล
ขอแสดงความยินดีด้วยอย่างจริงใจ สำหรับการได้เป็นพ่อคนในคืนนี้
อาหารค่ำวันครบรอบสามปีเย็นชืดไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับชีวิตแต่งงานของเรา
ฉันได้คืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของคุณไว้ในบ้านหลังนี้
เหลือเพียงสิ่งเดียวที่ฉันจะนำติดตัวไปด้วย คือศักดิ์ศรีและความเป็นอิสระของฉันเอง
อย่าเสียเวลาตามหาฉันเลย
เพราะในสายตาของฉัน คุณได้ตายจากไปตั้งแต่วินาทีที่คุณก้าวเท้าเข้าไปในห้องคลอดของเธอแล้ว
แคโรไลน์’
ฉันวางปากกาลงข้างกระดาษโน้ต
ถอดแหวนแต่งงานเพชรน้ำงามขนาดห้ากะรัตออกจากนิ้วนางข้างซ้าย
แหวนวงนี้เคยหนักอึ้งราวกับโซ่ตรวนที่ผูกมัดชีวิตฉันไว้
แต่วินาทีที่ฉันวางมันลงบนข้อความนั้น นิ้วมือของฉันกลับรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง
ต่อสายตรงไปยัง มาร์คัส เวเบอร์ ทนายความส่วนตัวของฉัน
เสียงสัญญาณดังเพียงครั้งเดียวก่อนที่ปลายสายจะกดรับ
“ทุกอย่างพร้อมแล้วใช่ไหม มาร์คัส?”
ฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาด
“เอกสารทุกชิ้นอยู่ในมือของศาลครอบครัวแล้วครับ แคโรไลน์”
มาร์คัสตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่สุขุมและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“สำเนาคำฟ้องหย่า บันทึกการแบ่งสินสมรส และหลักฐานการคบชู้ของนาธาเนียล ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว”
“แล้วเรื่องการแถลงข่าวล่ะ?”
ฉันถามย้ำ
“ทีมประชาสัมพันธ์ของเราพร้อมกดเผยแพร่ทันทีที่คุณให้สัญญาณครับ”
มาร์คัสอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม
“สื่อหลักทุกช่อง สื่อสายธุรกิจของวอลล์สตรีท และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลก จะได้รับแถลงการณ์พร้อมกันในเวลาห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที”
“นั่นคือหนึ่งนาทีก่อนที่ประตูเครื่องบินของคุณจะปิดลง”
“นาธาเนียลจะไม่มีโอกาสแก้ต่างหรือสั่งระงับข่าวได้ทันอย่างแน่นอนครับ”
ฉันหลับตาลงช้าๆ ซึมซับความรู้สึกของการควบคุมชะตาชีวิตตัวเองกลับคืนมา
“ขอบคุณมาก มาร์คัส”
“จัดการตามแผนได้เลย”
“ขอให้คุณเดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ แคโรไลน์ แล้วเจอกันที่ปารีส”
ฉันกดวางสาย
รูดซิปปิดกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบลงอย่างแน่นหนา
ฉันเดินออกจากห้องนอน ก้าวผ่านห้องนั่งเล่นอันโอ่อ่าที่ครั้งหนึ่งฉันเคยพยายามตกแต่งมันด้วยความรัก
แต่ในคืนนี้ มันเป็นเพียงแค่ห้องสี่เหลี่ยมที่ว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวา
ฉันเดินไปที่ลิฟต์ส่วนตัว กดปุ่มลงสู่ชั้นใต้ดิน
รถแท็กซี่สีเหลืองที่ฉันเรียกไว้ล่วงหน้ากำลังจอดรออยู่ที่หน้าทางเข้าอาคาร
คนขับรถวัยกลางคนรีบลงมาช่วยยกกระเป๋าขึ้นท้ายรถอย่างกระตือรือร้น
“ไปไหนครับคุณผู้หญิง?”
เขาถามพลางหันมายิ้มอย่างสุภาพผ่านกระจกมองหลัง
ฉันทอดสายตามองกลับไปยังยอดตึกเพนต์เฮาส์ที่สูงเสียดฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย
ตึกที่เคยเป็นทั้งวิมานและนรกของฉัน
“สนามบินเจเอฟเคค่ะ”
ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“เทอร์มินอลระหว่างประเทศ และกรุณาขับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ”
รถแท็กซี่แล่นทะยานฝ่าสายฝนพรำและแสงไฟของมหานครนิวยอร์ก มุ่งหน้าสู่สะพานควีนส์โบโร
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่อีกฟากหนึ่งของเมือง
ภายในห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนอันเงียบสงบ
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมผสานกับกลิ่นดอกลิลลี่สีขาวที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างหรูหรา
นาธาเนียล เมอร์เซอร์ กำลังยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้
เนคไทราคาแพงของเขาถูกปลดคลายออกเล็กน้อย เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นอย่างลวกๆ
ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เสมอ บัดนี้ฉาบไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่แฝงไว้ด้วยความโล่งใจ
บนเตียงนอน บรู๊ค คัลลาแฮน นอนหลับใหลด้วยความอ่อนเพลียหลังจากผ่านการคลอดที่ยาวนาน
และในอ้อมแขนของนาธาเนียล
มีทารกเพศชายตัวน้อย ผิวสีชมพู กำลังหลับสนิทอยู่ในผ้าห่อตัวเนื้อนุ่ม
เด็กคนนี้มีโครงหน้าและจมูกโด่งรั้นที่ถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน
หัวใจของมหาเศรษฐีหนุ่มผู้เย็นชาเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ความรู้สึกของการได้เป็นพ่อคน ความผูกพันทางสายเลือด มันแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง
เขาใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้แก้มเนียนนุ่มของลูกชายอย่างแผ่วเบา
“ยินดีต้อนรับสู่โลกใบนี้ เจ้าตัวเล็ก…”
นาธาเนียลกระซิบเสียงแผ่ว
“พ่อจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ให้กับลูก”
“อาณาจักรเมอร์เซอร์ทั้งหมด… จะต้องเป็นของลูกแต่เพียงผู้เดียว”
เกรแฮม ผู้ช่วยคนสนิท ยืนคอยท่าอยู่เงียบๆ ตรงมุมห้อง
สีหน้าของเกรแฮมเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด
สายตาของเขาคอยเหลือบมองนาฬิกาข้อมืออยู่ตลอดเวลา
ในที่สุด เกรแฮมก็ทนความเงียบไม่ไหว เขาตัดสินใจก้าวเท้าเข้ามาใกล้
“คุณนาธาเนียลครับ…”
เกรแฮมเอ่ยเรียกด้วยเสียงเบา
นาธาเนียลไม่ได้ละสายตาจากทารกน้อยในอ้อมแขน
“มีอะไร เกรแฮม? ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าคืนนี้ห้ามพูดเรื่องงาน”
“ไม่ใช่เรื่องงานครับคุณนาธาเนียล…”
เกรแฮมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“คือว่า… คืนนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่สามของคุณกับคุณแคโรไลน์ครับ”
มือของนาธาเนียลที่กำลังลูบแก้มเด็กชะงักไปเล็กน้อย
คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันทันที
ภาพโต๊ะอาหารที่แคโรไลน์เคยเตรียมไว้ในวันครบรอบปีก่อนๆ แวบเข้ามาในหัว
รอยยิ้มที่อ่อนโยนและแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเธอ
แต่เขากลับเลือกที่จะปัดมันทิ้งไปในพริบตา
“ฉันส่งข้อความบอกเธอไปแล้วว่าติดประชุมสำคัญ”
นาธาเนียลตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเย็นชา
“แคโรไลน์เป็นคนเข้าใจอะไรได้ง่าย เธอไม่เคยสร้างปัญหา”
“พรุ่งนี้เช้าฉันค่อยให้คนส่งสร้อยเพชรเส้นใหม่ไปให้เธอเป็นการปลอบใจก็พอ”
“แต่คุณแคโรไลน์ไม่ได้ตอบข้อความอะไรกลับมาเลยนะครับ…”
เกรแฮมพยายามเตือนสติเจ้านาย
“ปกติเธอจะต้องถามด้วยความเป็นห่วงเสมอ แต่วันนี้เงียบไปผิดปกติ”
“เธอคงแค่เข้านอนไปแล้ว”
นาธาเนียลตัดบทอย่างไม่ใส่ใจ
“แคโรไลน์รักฉันมาก เธอไม่มีวันทิ้งชีวิตที่สุขสบายนี้ไปไหนได้หรอก”
“เธอไม่มีที่ไปหรอก เกรแฮม เธอเป็นเด็กกำพร้า ครอบครัวของเธอมีแค่ฉันเท่านั้น”
“การได้เป็นคุณนายเมอร์เซอร์ คือเกียรติยศสูงสุดที่ผู้หญิงอย่างเธอจะได้รับแล้ว”
เขาพูดย้ำด้วยความทะนงตนที่ฝังรากลึก
“พรุ่งนี้พอบอกว่าฉันติดงานใหญ่จนดึก เธอก็จะยอมให้อภัยเหมือนทุกครั้ง”
“ผู้หญิงที่รักฉันหมดหัวใจแบบนั้น ไม่มีทางกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านฉันหรอก”
เกรแฮมมองหน้าเจ้านายที่กำลังหลงระเริงในอำนาจด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ
ผู้ช่วยหนุ่มก้มหน้านิ่ง ไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก
แต่ในกระเป๋าเสื้อสูทของเกรแฮม โทรศัพท์มือถือเพิ่งส่งสัญญาณสั่นเตือนเบาๆ
เป็นข้อความสั้นๆ จากแคโรไลน์ที่ส่งมาถึงเขา:
‘ฉันมาถึงสนามบินแล้ว ขอบคุณสำหรับทุกอย่างตลอดสามปีที่ผ่านมานะเกรแฮม คุณเป็นคนดีคนเดียวในบ้านหลังนั้นจริงๆ’
เกรแฮมแอบเก็บโทรศัพท์ลงอย่างเงียบเชียบ
เขารู้ดีว่าพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะพัดถล่มมหาเศรษฐีหนุ่มตรงหน้านี้
ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะสามารถหยุดยั้งมันได้อีกต่อไปแล้ว
บทที่ 3
ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) เนืองแน่นไปด้วยผู้โดยสารจากทั่วทุกมุมโลก
เสียงประกาศเที่ยวบินดังสลับกับเสียงลากกระเป๋าเดินทางก้องกังวานไปทั่วโถงผู้โดยสารขาออก
ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังนุ่มสบายภายในเลานจ์รับรองพิเศษของสายการบินแอร์ฟรานซ์
ในมือของฉันถือแก้วชาคาโมมายล์อุ่นๆ กลิ่นหอมละมุนช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เต้นระรัว
หน้าต่างกระจกบานใหญ่เผยให้เห็นเครื่องบินโบอิ้ง 777 ลำยักษ์ที่จอดเทียบท่ารอรับผู้โดยสาร
เที่ยวบิน AF023 สู่ท่าอากาศยานชาร์ล เดอ โกล กรุงปารีส
ฉันเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเรือนเรียบ
ห้าทุ่มห้าสิบแปดนาที
เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ออกมาจากกระเป๋าสะพาย
หน้าจอแสดงโปรไฟล์โซเชียลมีเดียส่วนตัวที่มีผู้ติดตามนับล้านคนทั่วโลก
ทั้งนักข่าวสายสังคม นักธุรกิจ และบุคคลชั้นนำในแวดวงแฟชั่น
นิ้วมือของฉันเลื่อนไปที่ปุ่ม ‘โพสต์’
ข้อความแถลงการณ์ความยาวสามย่อหน้าที่เขียนขึ้นด้วยความประณีตและเจ็บแสบที่สุด
พร้อมด้วยภาพถ่ายใบสำคัญ…
ภาพถ่ายที่นาธาเนียลกำลังยืนเฝ้าหน้าห้องคลอดของบรู๊ค ซึ่งเกรแฮมส่งมาให้ฉันเมื่อหัวค่ำ
และภาพสำเนาคำร้องขอหย่าที่มีตราประทับรับฟ้องของศาลสูงแห่งนิวยอร์ก
เข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาเดินมาหยุดที่เลขสิบสองอย่างพอดิบพอดี
ห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที
ฉันกดปุ่ม ‘โพสต์’ ทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่เศษเสี้ยววินาที
ติ๊ง!
ข้อความถูกส่งขึ้นสู่ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก
เพียงชั่วพริบตาเดียว ยอดไลก์ ยอดแชร์ และคอมเมนต์ก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับเขื่อนแตก
‘ช็อกวงการธุรกิจ! แคโรไลน์ เมอร์เซอร์ ประกาศหย่าขาดจากสามีมหาเศรษฐี นาธาเนียล เมอร์เซอร์ ในคืนวันครบรอบแต่งงานสามปี!’
‘แฉยับ! ซีอีโอหนุ่มแห่งเมอร์เซอร์ โฮลดิงส์ ซุกเมียน้อยจนคลอดลูก ขณะที่ภรรยาหลวงนั่งกินข้าวคนเดียว!’
‘ภาพหลุดหน้าห้องคลอดมัดแน่น! แคโรไลน์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายและส่วนแบ่งสินสมรสมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์!’
พาดหัวข่าวของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ซีเอ็นเอ็น และนิวยอร์กโพสต์ เด้งขึ้นมาพร้อมๆ กันบนหน้าฟีดข่าวอย่างพร้อมเพรียง
ฉันปิดหน้าจอโทรศัพท์ลงอย่างใจเย็น
ลุกขึ้นยืน หยิบกระเป๋าสะพายและพาสปอร์ตขึ้นมาถือไว้
“ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง เที่ยวบิน AF023 พร้อมสำหรับการขึ้นเครื่องแล้วค่ะ”
เสียงประกาศอันไพเราะของพนักงานต้อนรับภาคพื้นดินดังขึ้น
ฉันก้าวเดินออกจากเลานจ์ มุ่งหน้าตรงไปยังสะพานเทียบเครื่องบินด้วยความมั่นใจ
ทุกย่างก้าวของฉันในตอนนี้ คือการก้าวไปสู่อิสรภาพที่ฉันรอคอยมานานแสนนาน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ภายในห้องพักฟื้นพิเศษของโรงพยาบาล
นาธาเนียลกำลังติดกระดุมเสื้อสูทเตรียมตัวจะเดินทางกลับเพนต์เฮาส์
จู่ๆ โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเขาก็ส่งเสียงสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง
ไม่ได้สั่นเพียงแค่สายเดียว
แต่มันสั่นต่อเนื่องกันนับร้อยๆ ครั้งจนตัวเครื่องร้อนฉ่า
เสียงเตือนข้อความด่วนจากสำนักข่าว อีเมลจากบอร์ดบริหาร และสายเรียกเข้าจากประธานผู้ถือหุ้นรายใหญ่ดังขึ้นพร้อมกันราวกับเสียงหวอเตือนภัย
นาธาเนียลขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด
“เกิดบ้าอะไรขึ้นกลางดึกแบบนี้…”
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างไม่สบอารมณ์
แต่ทันทีที่สายตาของเขาปะทะกับภาพข่าวและข้อความบนหน้าจอ
โทรศัพท์เครื่องหรูราคาหลายพันดอลลาร์ก็แทบจะหลุดร่วงลงจากมือของเขา!
ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูสงบนิ่งและถือดี บัดนี้ซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทา
ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด
‘ฉัน แคโรไลน์ เมอร์เซอร์ ขอประกาศยุติสถานะความเป็นสามีภรรยากับ นาธาเนียล เมอร์เซอร์ อย่างเป็นทางการนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป’
‘ของขวัญวันครบรอบสามปีที่แสนงดงาม คือการได้เห็นสามีของตัวเองไปยืนเฝ้าคลอดลูกให้กับผู้หญิงคนอื่น’
‘ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่มีค่าเกินกว่าจะคาดหวังจากคนที่ไร้ยางอาย’
‘ลาก่อน นาธาเนียล… ขอให้คุณมีความสุขกับบาปที่คุณก่อไว้’
ข้อความเหล่านั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ขนาดยักษ์ที่ทุบลงกลางศีรษะของนาธาเนียลอย่างรุนแรง
เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบจนแข็งค้าง
“แคโรไลน์…”
ริมฝีปากของเขาสั่นระริก
“เธอ… เธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?!”
เขากดเข้าไปดูภาพถ่ายที่แนบมาในโพสต์
มันคือภาพของเขาที่ยืนอยู่หน้าห้องคลอดเมื่อช่วงบ่าย!
นาธาเนียลหันขวับไปมองเกรแฮมที่ยืนนิ่งอยู่ข้างประตูทันที
“เกรแฮม! แกเป็นคนถ่ายรูปนี้ใช่ไหม?!”
นาธาเนียลคำรามลั่นห้องพักฟื้นด้วยความโกรธจัดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
บรู๊คที่นอนหลับอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ทารกน้อยเริ่มส่งเสียงร้องไห้จ้า
เกรแฮมไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตาเหมือนทุกครั้ง
เขากลับยืนตัวตรงและมองหน้านาธาเนียลด้วยแววตาที่สงบนิ่ง
“ใช่ครับคุณนาธาเนียล ผมเป็นคนส่งให้เธอเอง”
“ไอ้สารเลว! แกกล้าทรยศฉันงั้นเหรอ?!”
นาธาเนียลพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของผู้ช่วยคนสนิทอย่างบ้าคลั่ง
“ฉันจ่ายเงินเดือนให้แกมหาศาล! ฉันไว้ใจแกให้จัดการทุกอย่าง!”
“เงินของคุณซื้อการทำงานของผมได้ครับ แต่ซื้อความถูกต้องและความเป็นมนุษย์ของผมไม่ได้!”
เกรแฮมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นโดยไม่เกรงกลัว
“คุณแคโรไลน์ดีกับทุกคนในบริษัท เธอจำวันเกิดของพนักงานทุกคนได้ เธอส่งของขวัญให้ลูกสาวผมตอนที่ผ่าตัด!”
“แต่คุณ… คุณกลับเหยียบย่ำหัวใจของเธอเหมือนเธอเป็นแค่สิ่งของไร้ค่า!”
“ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับความเย็นชาของคุณมากแค่ไหน คุณเคยรู้บ้างไหม?!”
“คุณคิดว่าเงินของคุณจะชดเชยการคบชู้และมีลูกนอกสมรสได้งั้นเหรอ?!”
“เธอไม่สมควรต้องมารับกรรมจากความเห็นแก่ตัวของคุณอีกต่อไปแล้วครับ!”
นาธาเนียลผลักเกรแฮมออกไปอย่างแรงจนเซไปชนผนัง
เขารีบกดโทรศัพท์หาแคโรไลน์ทันที
สัญญาณดังขึ้นหนึ่งครั้ง… สองครั้ง…
จากนั้นก็ถูกตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความเสียง
“บ้าเอ๊ย! รับสายสิ แคโรไลน์! รับสายฉันเดี๋ยวนี้!”
เขาตะโกนใส่โทรศัพท์อย่างคนเสียสติ
เขากดโทรซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับสิบครั้ง
แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม
หมายเลขปลายทางถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์
ในจังหวะนั้นเอง สายเรียกเข้าจากประธานบอร์ดบริหารก็แทรกเข้ามา
นาธาเนียลกดรับสายด้วยมือที่สั่นเทา
“นาธาเนียล! แกทำบ้าอะไรลงไปวะ?!”
เสียงตวาดด่าลั่นของประธานบอร์ดดังทะลุออกมาจากลำโพง
“หุ้นของเมอร์เซอร์ โฮลดิงส์ ในตลาดหุ้นลอนดอนที่เพิ่งเปิดทำการดิ่งลงเหวไปแล้วเกือบสิบห้าเปอร์เซ็นต์!”
“กองทุนยักษ์ใหญ่ต่างพากันเทขายหุ้นทิ้งเพราะข่าวอื้อฉาวเรื่องจริยธรรมของแก!”
“พาร์ทเนอร์ฝั่งยุโรปโทรมายกเลิกสัญญามูลค่าหมื่นล้านเพราะเรื่องนี้!”
“ถ้าแกจัดการปัญหานี้ไม่ได้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง บอร์ดบริหารจะปลดแกออกจากตำแหน่งซีอีโอทันที!”
สายถูกตัดทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
นาธาเนียลยืนนิ่งงัน ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
อาณาจักรธุรกิจที่เขาสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง…
ชื่อเสียง เกียรติยศ และอำนาจที่เขาเคยภาคภูมิใจ…
กำลังจะพังทลายลงในพริบตาเดียว!
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น…
ความรู้สึกว่างเปล่าในอกซ้ายมันกำลังกรีดร้องอย่างทรมาน
เขากำลังจะสูญเสียแคโรไลน์ไปจริงๆ
ผู้หญิงที่คอยรอเขากลับบ้านเสมอ
ผู้หญิงที่คอยชงชาร้อนให้เขายามดึก
ผู้หญิงคนเดียวที่รักเขาด้วยความจริงใจโดยไม่สนเงินทองของเขาเลยสักนิด
“ไม่… ฉันไม่ยอมให้เธอไปไหนทั้งนั้น!”
นาธาเนียลพึมพำกับตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
เขาหันไปเปิดข้อความสุดท้ายในโปรไฟล์ของเธออีกครั้ง
มีโลเคชั่นที่ถูกเช็กอินไว้ที่ท้ายโพสต์…
‘ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) เทอร์มินอล 1’
“สนามบิน…”
ดวงตาของนาธาเนียลเบิกกว้างขึ้น
“เธอกำลังจะบินหนีฉันไป!”
นาธาเนียลไม่สนใจบรู๊คที่กำลังร้องเรียกชื่อเขาอยู่บนเตียง
เขาไม่สนใจเสียงร้องไห้ของลูกชายแรกเกิดที่เพิ่งลืมตาดูโลก
เขาสะบัดตัวหมุนกลับ แล้ววิ่งพรวดพราดออกจากห้องพักฟื้นไปทันที
เขาวิ่งฝ่าโถงทางเดินของโรงพยาบาลลงสู่ลานจอดรถชั้นใต้ดินอย่างไม่คิดชีวิต
กระโดดขึ้นรถสปอร์ตลัมโบร์กินีสีดำคันหรู
เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่นกึกก้องไปทั่วชั้นจอดรถ
ล้อรถหมุนฟรีจนควันยางไหม้คละคลุ้ง ก่อนที่ตัวรถจะพุ่งทะยานออกสู่ถนนใหญ่ด้วยความเร็วสูงสุด
นาธาเนียลเหยียบคันเร่งจนมิด
รถสปอร์ตแล่นฝ่าสายฝนและสัญญาณไฟแดงอย่างบ้าคลั่ง
เข็มความเร็วพุ่งทะลุเกินหนึ่งร้อยไมล์ต่อชั่วโมงบนทางด่วนเบลต์พาร์กเวย์
ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ทัศนวิสัยพร่ามัว
ใบปัดน้ำฝนทำงานอย่างบ้าคลั่ง สลับกับแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องไปบนถนนที่เปียกลื่น
“แคโรไลน์… ได้โปรดรอฉันก่อน…”
นาธาเนียลทุบพวงมาลัยรถซ้ำๆ ด้วยความกระวนกระวายใจเจียนคลั่ง
น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยหลั่งรินมานานนับสิบปี เริ่มเอ่อล้นออกมาคลอเบ้าตา
“อย่าเพิ่งไป… ยกโทษให้ฉันเถอะนะ…”
“ฉันยอมทิ้งทุกอย่างแล้ว… ฉันต้องการแค่เธอคนเดียวเท่านั้น!”
เขาเพิ่งจะเข้าใจในวินาทีนี้เองว่า
เงินทองนับหมื่นล้าน อาณาจักรธุรกิจ หรือแม้กระทั่งลูกชายที่เพิ่งเกิดมา
ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะเทียบเคียงได้กับรอยยิ้มอันอบอุ่นของผู้หญิงที่ชื่อแคโรไลน์
แต่การตระหนักรู้ของเขานั้น…
มันช่างสายเกินไปเหลือเกิน!
บทที่ 4
เที่ยงคืนตรง
รถสปอร์ตสีดำของนาธาเนียลเบรกเอี๊ยดอย่างรุนแรงจนล้อปัดไปครึ่งคัน หน้าอาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ เทอร์มินอล 1
เขาทิ้งรถไว้ตรงทางห้ามจอดโดยไม่สนใจเสียงหวีดร้องและเสียงเป่านกหวีดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
นาธาเนียลวิ่งพรวดพราดผ่านประตูกระจกอัตโนมัติเข้าไปในตัวอาคาร
สูทราคาแพงเปียกโชกไปด้วยน้ำฝน ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่ได้รูป
รองเท้าหนังแบรนด์เนมเหยียบย่ำลงบนพื้นกระเบื้องส่งเสียงดังก้องไปทั่ว
“แคโรไลน์! แคโรไลน์!”
เขาตะโกนเรียกชื่อเธออย่างบ้าคลั่งพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ โถงผู้โดยสาร
ผู้คนนับร้อยต่างหันมามองมหาเศรษฐีหนุ่มชื่อดังด้วยสายตาที่ตกตะลึงและรังเกียจ
ทุกคนต่างจำใบหน้าของเขาได้จากข่าวฉาวที่กำลังแพร่สะพัดไปทั่วโลกออนไลน์ในขณะนี้
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นรอบทิศทาง
“ดูนั่นสิ ใช่ นาธาเนียล เมอร์เซอร์ ไหม?”
“ใช่จริงๆ ด้วย! หน้าด้านวิ่งมาตามเมียหลวงหลังจากที่เพิ่งไปเฝ้าเมียน้อยคลอดลูกเนี่ยนะ!”
“สารเลวสิ้นดี สมควรแล้วที่โดนทิ้ง!”
คำพูดประณามเหล่านั้นทิ่มแทงเข้าไปในโสตประสาทของนาธาเนียลราวกับหอกดาบ
แต่เขาไม่มีเวลามาสนใจศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียงอะไรอีกต่อไปแล้ว
เขาวิ่งตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์สายการบินแอร์ฟรานซ์
“เที่ยวบินไปปารีส! เที่ยวบินไปปารีสอยู่ที่เกตไหน?!”
เขาตวาดถามเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเสียงดังลั่นพร้อมกับทุบเคาน์เตอร์อย่างแรง
เจ้าหน้าที่สาวสะดุ้งตกใจ แต่เมื่อเห็นท่าทางคุกคามของเขา เธอจึงรีบตอบด้วยความหวาดกลัว
“เกต บี ยี่สิบสองค่ะ! แต่ว่า…”
นาธาเนียลไม่รอฟังคำเตือนใดๆ ทั้งสิ้น
เขาหมุนตัวแล้วออกวิ่งสุดกำลังไปยังจุดตรวจค้นความปลอดภัย
“หยุดนะคุณ! คุณเข้าไปไม่ได้ถ้าไม่มีบอร์ดดิ้งพาส!”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนพยายามจะเข้ามาขวางทางเขาไว้
แต่นาธาเนียลที่ถูกความบ้าคลั่งเข้าครอบงำ ใช้แรงทั้งหมดเหวี่ยงเจ้าหน้าที่จนกระเด็นออกไป
เขาวิ่งฝ่าด่านตรวจเข้าไปในโซนผู้โดยสารขาออกอย่างอุกอาจ
เสียงสัญญาณเตือนภัยของสนามบินดังหวีดหวิวขึ้นมาทันที
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกหลายนายพร้อมด้วยสุนัขตำรวจเริ่มวิ่งไล่กวดตามหลังเขามา
นาธาเนียลไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
สองขาของเขาก้าววิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
ปอดของเขาแสบร้อนราวกับมีไฟแผดเผา ลมหายใจหอบเหนื่อยจนแทบขาดใจ
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ป้ายบอกทางข้างบน
เกต บี 20… บี 21… และ บี 22!
ตรงหน้าเกต บี 22 บานประตูกระจกขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับสะพานเทียบเครื่องบินปิดสนิทลงแล้ว
ป้ายไฟดิจิทัลเหนือประตูกะพริบคำว่า ‘Gate Closed’ (ประตูปิดแล้ว)
“ไม่… ไม่จริง!”
นาธาเนียลพุ่งตัวเข้าไปกระแทกประตูกระจกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น
ปัง! ปัง! ปัง!
“เปิดประตู! เปิดเดี๋ยวนี้!”
เขาใช้สองมือทุบกระจกหนาอย่างบ้าคลั่งจนฝ่ามือเริ่มแตกและมีเลือดซึม
“แคโรไลน์! ฉันอยู่นี่! ได้ยินฉันไหม?!”
“แคโรไลน์! อย่าไป! ได้โปรดกลับมาหาฉัน!”
ผ่านกระจกบานใหญ่ของอาคารผู้โดยสาร
นาธาเนียลมองเห็นเครื่องบินโบอิ้ง 777 ของสายการบินแอร์ฟรานซ์กำลังค่อยๆ ถอยห่างออกจากสะพานเทียบเครื่องบินอย่างช้าๆ
รถลากจูงกำลังดันหัวเครื่องบินให้หมุนเข้าสู่รันเวย์
แสงไฟกะพริบสีแดงและขาวที่ปลายปีกเครื่องบินส่องสว่างท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย
บนเครื่องบินลำนั้น…
ที่นั่งแถวแรกของชั้นหนึ่งริมหน้าต่าง
ฉันนั่งจิบแชมเปญชั้นดีอย่างผ่อนคลาย
หูฟังตัดเสียงรบกวนเปิดคลอด้วยเพลงคลาสสิกที่ฉันชื่นชอบ
ฉันไม่ได้ยินเสียงทุบกระจกอันบ้าคลั่งของเขา
ฉันไม่ได้รับรู้ถึงเสียงกรีดร้องคร่ำครวญอย่างน่าเวทนาของมหาเศรษฐีผู้หยิ่งผยอง
ฉันเพียงแค่ทอดสายตามองผ่านหน้าต่างเครื่องบินออกไป
เห็นหยดน้ำฝนที่เกาะพราวอยู่บนกระจกค่อยๆ ถูกแรงลมพัดปลิวหายไป
เครื่องยนต์ขนาดยักษ์ทั้งสองข้างเริ่มเร่งรอบเสียงดังกระหึ่ม
ตัวเครื่องบินทะยานไปข้างหน้าตามรันเวย์อย่างรวดเร็วและนุ่มนวล
ก่อนจะค่อยๆ เชิดหัวขึ้น สู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนของมหานครนิวยอร์ก
ตัดผ่านม่านเมฆที่มืดมิด มุ่งหน้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่อนาคตใหม่ที่สดใส
ที่หน้าเกต บี 22
นาธาเนียลทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบอย่างหมดเรี่ยวแรง
หน้าผากของเขาแนบชิดกับประตูกระจกที่ปิดตาย
สายตาเหม่อมองตามแสงไฟท้ายของเครื่องบินที่ค่อยๆ ลอยลับหายไปในกลีบเมฆ
“เธอไปแล้ว…”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและแตกสลายอย่างสมบูรณ์แบบ
“เธอทิ้งฉันไปแล้วจริงๆ…”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสี่นายพุ่งเข้ามาล็อกแขนของเขาทั้งสองข้างและกดร่างของเขาลงกับพื้น
กุญแจมือเหล็กกล้าถูกสวมเข้าที่ข้อมือของมหาเศรษฐีหนุ่มเสียงดัง ‘คลิก’
นักข่าวและผู้โดยสารหลายสิบคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอภาพความอัปยศนี้ไว้ทุกแง่มุม
ภาพของ นาธาเนียล เมอร์เซอร์ ซีอีโอผู้ทรงอิทธิพล
กำลังนอนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้นสนามบินเหมือนคนสิ้นเนื้อประดาตัว
โอกาสสุดท้ายของเขา… ได้หลุดลอยไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว
หนึ่งปีต่อมา
ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ช่วงบ่ายของฤดูใบไม้ผลิที่แสงแดดอบอุ่นสาดส่องไปทั่วถนนช็องเซลีเซ
ร้านบูติกเครื่องประดับสั่งทำพิเศษระดับไฮเอนด์ ‘Caroline M.’ เปิดตัวอย่างเป็นทางการท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนสายแฟชั่นทั่วโลก
ผลงานการออกแบบอัญมณีของฉันได้รับรางวัลชนะเลิศระดับนานาชาติ
และกลายเป็นที่ต้องการของเหล่าราชวงศ์และดาราดังระดับฮอลลีวูด
ชีวิตใหม่ของฉันเต็มไปด้วยความสุข ความสงบ และความภาคภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง
ฉันได้รับส่วนแบ่งสินสมรสและค่าเสียหายจากการฟ้องหย่ามาอย่างสมน้ำสมเนื้อตามกฎหมาย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด
สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือการได้ตื่นขึ้นมาในทุกๆ วัน โดยไม่ต้องหวาดระแวง ไม่ต้องรอคอยใคร และเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง
ส่วนทางด้านของนาธาเนียล เมอร์เซอร์…
ผลพวงจากข่าวฉาวในคืนนั้นทำให้เขาถูกบอร์ดบริหารปลดออกจากตำแหน่งซีอีโอในสัปดาห์ต่อมา
ราคาหุ้นของบริษัทดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่องจนถูกกลุ่มทุนจากต่างชาติเข้าเทกโอเวอร์
เขาต้องสูญเสียอำนาจการบริหารทั้งหมดที่เขารักยิ่งกว่าชีวิต
บรู๊ค คัลลาแฮน ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเป็นรักแท้
เมื่อเห็นว่าเขาหมดสิ้นทั้งอำนาจและเงินทอง เธอก็ยื่นฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรจำนวนมหาศาล และพาลูกชายหนีไปอยู่กับเศรษฐีคนใหม่ที่ไมอามี
นาธาเนียลกลายเป็นเพียงชายวัยกลางคนที่โดดเดี่ยว สิ้นหวัง และจมอยู่กับกองขวดเหล้าในคฤหาสน์เก่าๆ นอกเมือง
มีข่าวลือว่าเขายังคงส่งดอกกุหลาบสีขาวมาที่ร้านของฉันในปารีสทุกๆ สัปดาห์
พร้อมกับจดหมายขอโทษนับร้อยฉบับที่ส่งมาอย่างไม่ขาดสาย
แต่ฉันไม่เคยแม้แต่จะเปิดอ่านมันเลยสักครั้ง
ดอกไม้และจดหมายทุกฉบับ ถูกทิ้งลงถังขยะทันทีที่มาถึง
เพราะสำหรับฉันแล้ว…
อดีตคือสิ่งที่จบสิ้นไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่เครื่องบินลำนั้นทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
และบนเส้นทางชีวิตสายใหม่ที่เต็มไปด้วยแสงสว่างนี้
จะไม่มีวันมีที่ว่างให้ผู้ชายที่ชื่อ นาธาเนียล เมอร์เซอร์ อีกต่อไปชั่วนิรันดร์.
— จบบริบูรณ์ —