หลังจากฉันเซ็นใบหย่า ฉันก็หยิบโทรศัพท์อีกเครื่องขึ้นมาดู

หลังจากฉันเซ็นใบหย่า ฉันก็หยิบโทรศัพท์อีกเครื่องขึ้นมาดู… ในบัญชีมีเงินอยู่ 14.7 ล้านบาท! ในขณะที่อดีตสามีโยนเศษเงินให้แค่ 44,500 บาท เป็น “ส่วนแบ่ง” สินสมรส!

ตอนที่ 2 (PART 2)

เสียงนาฬิกาปลุกเรือนแรกดังขึ้นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ฉันลืมตาขึ้นมาในห้องเช่าขนาด 58 ตารางเมตรที่เงียบสงัด ไม่มีเสียงกรนอย่างหงุดหงิดของพี่วิน ไม่มีคำสั่งให้รีบต้มกาแฟหรือรีดเสื้อเชิ้ตแบรนด์หรูให้เขาอีกต่อไป

ฉันก้าวลงจากเตียง เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานเดิม แต่แววตาที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่แววตาของผู้หญิงอมทุกข์ที่ยอมจำนนอีกแล้ว รอยคล้ำใต้ตา รูปร่างที่เปลี่ยนไปเพราะอุ้มท้องและคลอดลูกสาว มันคือร่องรอยของความเสียสละที่ผู้ชายใจแคบมองข้ามไปอย่างน่ารังเกียจ

ฉันหยิบโทรศัพท์เครื่องลับขึ้นมา ต่อสายตรงหา คุณแพรว ผู้จัดการส่วนตัวและหุ้นส่วนเบื้องหลังของฉันทันที

“แพรว ยกเลิกสัญญาเช่าห้องพักรายเดือนที่สุขุมวิททั้งหมด แล้วจัดการโอนกรรมสิทธิ์เพนต์เฮาส์โครงการใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ฉันซื้อสดไว้เมื่อปลายปีที่แล้วให้เสร็จภายในบ่ายนี้เลยนะ”

“พี่แนน! ในที่สุดพี่ก็พร้อมจะย้ายเข้าไปแล้วเหรอคะ? แพรวเตรียมเรื่องทีมงานดูแลความปลอดภัยกับแม่บ้านส่วนตัวไว้ให้พร้อมหมดแล้วค่ะ แล้วเรื่องงานเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่ะคะ?”

“จัดเต็มตามแผนเดิมได้เลยแพรว ถึงเวลาที่ ‘มาดามเอ็น’ ตัวจริงจะต้องปรากฏตัวแล้ว”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในโลกออนไลน์ไม่มีใครไม่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์และนักลงทุนสาวลึกลับนามว่า ‘มาดามเอ็น’ (Madame N) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทมีเดียชั้นนำ เจ้าของแบรนด์ความงามและขนมหวานที่ทำยอดขายถล่มทลายทั่วประเทศ แต่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าจริงของเธอ เพราะฉันเลือกที่จะสื่อสารผ่านมุมกล้องแบบปกปิดตัวตน เพื่อถนอมอีโก้และศักดิ์ศรีจอมปลอมของอดีตสามีที่คิดว่าตัวเองเป็นช้างเท้าหน้าของบ้านมาโดยตลอด

แปดโมงเช้า ฉันพาน้องไอรินขึ้นรถแท็กซี่เพื่อไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดัง วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันต้องเข้าไปที่ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ฉันและพี่วินทำงานอยู่ เพื่อยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานทั่วไป

ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาในแผนก เสียงซุบซิบนินทาก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที

“ดูสิ โดนผัวทิ้งแล้วยังกล้าแบกหน้ามาทำงานอีก”

“ก็นึกว่าจะหยิ่ง ที่แท้ก็โดนเด็กใหม่อย่างน้องพลอยเขี่ยตกรอบ สงสารก็สงสารนะ แต่ทำตัวเองแท้ๆ ปล่อยตัวจนพังขนาดนั้น”

ฉันเดินผ่านโต๊ะของเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นไปด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย

ที่มุมห้องทำงานกระจกของระดับผู้จัดการ พี่วินกำลังยืนโอบเอวพลอยอย่างเปิดเผย พลอยสวมเดรสสีแดงสด บนนิ้วนางข้างซ้ายสวมแหวนเพชรเม็ดเล็กที่พี่วินเพิ่งควักเงินซื้อให้ ทั้งคู่เดินออกมาดักหน้าฉันกลางทางเดิน

“อ้าว… นึกว่าร้องไห้ขี้มูกโป่งจนไม่กล้ามาทำงานซะแล้ว” พลอยยกมือขึ้นลูบผมตัวเองอย่างจงใจอวดแหวน “พี่แนนคะ ต้องขอบคุณพี่มากเลยนะคะที่ยอมถอยออกไปแบบผู้ดี ไม่อย่างนั้นพี่วินคงต้องทนอึดอัดไปทั้งชีวิต”

พี่วินกอดอก มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง

“แนน ฉันเห็นแก่ที่เธอเคยเป็นแม่ของลูกนะ ถ้าย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแล้วเงิน 44,500 บาทนั้นไม่พอใช้ เธอก็บอกได้นะ ฉันอาจจะเจียดให้ยืมสักพันสองพัน แต่อย่าคิดจะมาใช้ลูกมาเป็นข้ออ้างมาขอคืนดีล่ะ เพราะฉันกับพลอย เรากำลังจะมีอนาคตใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาก”

“ใช่ค่ะพี่แนน” พลอยเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “อาทิตย์หน้าบริษัทใหญ่ที่เป็นพาร์ตเนอร์ใหม่จะเข้ามาตรวจงานและเซ็นสัญญาโปรเจกต์หมื่นล้าน พี่วินกำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่าย คนละชั้นกับพนักงานเอกสารเงินเดือนไม่กี่หมื่นอย่างพี่แล้วค่ะ”

ฉันมองหน้าคนทั้งสองคนนิ่งๆ แล้วค่อยๆ ดึงซองเอกสารสีขาวออกจากกระเป๋า

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ฉันไม่ได้มาขอเงิน หรือมาขอร้องอะไรจากพวกเธอทั้งนั้น” ฉันวางซองเอกสารลงบนโต๊ะประชาสัมพันธ์กลางแผนก “ฉันมายื่นใบลาออก”

พี่วินหัวเราะเยาะในลำคอ “ลาออก? ฮึ… คนอย่างเธอคิดว่าลาออกไปแล้วจะมีปัญญาสมัครงานที่ไหนได้อีก? อายุก็ปาเข้าไปป่านนี้ วุฒิการศึกษาก็พื้นๆ แถมมีลูกติดอีกคน อย่าคิดว่าฉันจะสงสารแล้วตามไปช่วยล่ะ”

“ฉันไม่เคยต้องการความช่วยเหลือจากคนที่เรียกเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองว่าภาระ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท เย็นชาจนคนรอบข้างเริ่มรู้สึกขนลุก “รักษางานของพวกเธอไว้ให้ดีเถอะนะ เพราะอีกไม่กี่วัน… โลกที่พวกเธอคิดว่ามั่นคง อาจจะถล่มลงมาโดยที่พวกเธอไม่ทันได้ตั้งตัว”

“ปากดีไปเถอะ!” พลอยสะบัดหน้าอย่างหงุดหงิด “คนล้มเหลวอย่างเธอ มีสิทธิ์อะไรมาขู่พวกเรา!”

ฉันไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำอีกแม้แต่วินาทีเดียว ฉันหมุนตัวเดินออกจากตึกนั้นโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย

เมื่อก้าวพ้นประตูตึก รถลีมูซีนสีดำขลับป้ายทะเบียนเลขสวยก็แล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าบันได พนักงานขับรถในชุดสูทรีบเปิดประตูลงมาโค้งคำนับให้ฉันอย่างนอบน้อม

“เชิญครับ คุณผู้หญิง คุณแพรวกำลังรออยู่ที่คลินิกเสริมความงามระดับวีไอพีครับ”

ฉันก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังแท้ ปิดฉากชีวิตพนักงานออฟฟิศผู้ยอมจำนนตลอด 4 ปีลงอย่างสมบูรณ์

ตลอดสัปดาห์นั้น ฉันไม่ได้แตะต้องเรื่องของพี่วินหรือพลอยอีกเลย ฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับการดูแลตัวเอง ฟื้นฟูสภาพร่างกายและผิวพรรณที่เหนื่อยล้ามานานด้วยโปรแกรมดูแลสุขภาพระดับพรีเมียม ตัดผมทรงใหม่ที่ขับเน้นใบหน้าคมเฉี่ยวให้โดดเด่น จัดการตู้เสื้อผ้าใหม่ด้วยชุดสูทสั่งตัดจากดีไซเนอร์ชั้นนำ และที่สำคัญที่สุด ฉันย้ายเข้าไปอยู่ในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุงที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่า 400 ตารางเมตร น้องไอรินมีห้องนอนส่วนตัวที่มีของเล่นและมุมวาดรูปตามที่แกใฝ่ฝัน

ในขณะเดียวกัน ในโลกธุรกิจ แผนการเข้าครอบงำกิจการและการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ก็ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

พี่วินไม่เคยรู้เลยว่า บริษัทที่เขากำลังรอคอยสัญญาหมื่นล้านนั้น คือบริษัทในเครือที่ฉันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ผ่านกองทุนส่วนบุคคล และตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายที่เขากำลังวาดฝันไว้อย่างสวยหรูนั้น… อำนาจในการชี้เป็นชี้ตายอยู่ที่ปลายปากกาของฉันเพียงคนเดียว!

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 45 ของตึกระฟ้าใจกลางสุขุมวิท

วันนี้เป็นวันนัดเซ็นสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทเดิมที่ฉันเคยทำงานอยู่ บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียดและตื่นเต้น คณะผู้บริหารระดับสูงทุกคนต่างนั่งประจำที่อย่างพร้อมเพรียง

พี่วินนั่งอยู่ตรงข้าม ในชุดสูทใหม่เอี่ยมที่รีดจนเรียบแปลบ ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเกินร้อย ข้างๆ กันมีพลอยนั่งถือแฟ้มเอกสารด้วยสีหน้าภาคภูมิใจราวกับตัวเองเป็นคุณนายผู้จัดการใหญ่

“คุณวิน เตรียมเอกสารพร้อมแล้วแน่นะ?” ท่านประธานใหญ่ของบริษัทถามย้ำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านประธานคนใหม่ของกลุ่มทุนวีไอพีคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดมาก ถ้าเราปิดดีลนี้ได้ บริษัทเราจะรอดพ้นจากภาวะขาดทุน แต่ถ้าพลาด… เราอาจจะต้องปิดตัวลงทันที”

“ท่านประธานไม่ต้องกังวลครับ” พี่วินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผมเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และผมมั่นใจว่าข้อเสนอของผมจะทำให้ท่านประธานหญิงประทับใจแน่นอนครับ”

พลอยแอบกระซิบข้างหูพี่วิน “พี่วินเก่งที่สุดเลยค่ะ วันนี้แหละที่ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปจริงๆ ยัยแนนคงนั่งร้องไห้กอดเศษเงินสี่หมื่นห้าอยู่ในรูหนูแน่ๆ”

ทันใดนั้น ประตูห้องประชุมบานคู่ขนาดใหญ่ก็ถูกเปิดออกอย่างแรง

“ท่านประธานมาถึงแล้วครับ!” เลขาธิการประกาศก้อง

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะที่มั่นคงและทรงพลัง ทุกคนในห้องประชุมรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพโดยพร้อมเพรียง รวมถึงพี่วินและพลอยที่รีบก้มหัวลงต่ำเพื่อแสดงความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด

หญิงสาวในชุดสูทสั่งตัดสีขาวงาช้างขับเน้นทรวดทรงสง่างาม ใบหน้าสวยสะกดทุกสายตา ดวงตาคมกริบเปี่ยมไปด้วยพลังและอำนาจ เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ที่หัวโต๊ะประชุมใหญ่ เคียงข้างด้วยทีมทนายความและผู้ช่วยส่วนตัวระดับหัวกะทิ

“สวัสดีค่ะทุกท่าน ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะคะ”

เสียงนั้นหวานใสแต่หนักแน่น ดังก้องไปทั่วห้องประชุม

พี่วินที่ก้มหัวอยู่เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ และวินาทีนั้นเอง… โลกทั้งใบของเขาก็พังทลายลงในพริบตา!

ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา ปากอ้าค้าง ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม

“น… แนน?!” พี่วินอุทานออกมาด้วยเสียงสั่นสะท้านจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์

พลอยที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีขาวกระดาษ แฟ้มเอกสารในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังลั่นห้อง

“แนน… เธอมาทำอะไรที่นี่?! ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเธอจะเข้ามาเดินเล่นนะ! รปภ.อยู่ไหน มาลากตัวยัยนี่ออกไปเดี๋ยวนี้!” พี่วินเริ่มสติแตก ตะโกนสั่งเสียงหลง

เพี๊ยะ!

ท่านประธานใหญ่ตบโต๊ะประชุมอย่างแรงจนแก้วน้ำสะเทือน ก่อนจะหันไปตวาดใส่พี่วินด้วยความโกรธจัด

“หุบปากเดี๋ยวนี้ วิน! แกเสียสติไปแล้วเหรอ?! นี่คือคุณแนน หรือ ‘มาดามเอ็น’ ประธานกรรมการบริหารของเอ็น-โฮลดิ้งส์ ผู้ถือหุ้นใหญ่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทเรา และเป็นเจ้าของเงินทุนทั้งหมดที่กำลังจะมาชุบชีวิตบริษัทเรา!”

คำพูดของท่านประธานเปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางหัวใจของพี่วินอย่างจัง เข่าของเขาอ่อนแรงลงจนเกือบจะทรุดลงกับพื้น โต๊ะประชุมเริ่มมีเสียงฮือฮาจากผู้บริหารคนอื่นๆ ที่มองมายังเขาราวกับตัวตลก

ฉันค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้หัวโต๊ะแล้วนั่งลงอย่างสง่างาม ไขว่ห้างพลางประสานมือไว้บนโต๊ะ มองดูอดีตสามีที่กำลังตัวสั่นเทิ้มด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

“เป็นอะไรไปล่ะคะ คุณวิน? ไม่ใช่ว่ากำลังรอจะนำเสนอโปรเจกต์หมื่นล้านให้ฉันฟังอยู่เหรอ?” ฉันยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “อ้อ… หรือว่าตกใจ ที่เห็น ‘ภาระ’ กับ ‘ลูกโป่งผุๆ’ คนนี้ มานั่งอยู่บนหัวคุณ?”

“ม… ไม่จริง… เป็นไปไม่ได้…” พี่วินละล่ำละลัก เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลอาบแก้ม “เธอ… เธอเป็นแค่พนักงานธรรมดาๆ… เธอจะไปมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านได้ยังไง!”

“คุณวินคงลืมไปว่า ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา คุณไม่เคยสนใจจะมองตัวตนของฉันเลยแม้แต่วินาทีเดียว” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ “คุณคิดว่าคุณหาเงินได้เดือนละไม่กี่แสนแล้วยิ่งใหญ่คับฟ้า คุณดูถูกภรรยาที่ยอมทิ้งความฝันเพื่อมาดูแลลูก คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้หญิงที่คุณสัญญาว่าจะดูแล แล้วคุณก็ทิ้งฉันกับลูกไปพร้อมกับเศษเงินสี่หมื่นห้า เพื่อมาหาผู้หญิงคนนี้”

ฉันตวัดสายตาไปมองพลอยที่ยืนสั่นเป็นลูกนกเปียกน้ำ น้ำตาไหลอาบสองแก้มด้วยความหวาดกลัว

“คุณแพรว” ฉันหันไปสั่งผู้ช่วยส่วนตัว

“ค่ะท่านประธาน”

“ยกเลิกโปรเจกต์ที่ร่วมมือกับแผนกของคุณวินทั้งหมด และในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ฉันขอใช้สิทธิ์ปลดนายวินและนางสาวพลอยออกจากทุกตำแหน่งในบริษัท มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป”

“อย่านะครับแนน! ได้โปรด!” พี่วินทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดรูป คลานเข้ามาเกาะขอบโต๊ะประชุม น้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าที่เคยหลงตัวเอง “พี่ผิดไปแล้วแนน! พี่ยังรักแนนกับลูกเสมอนะ! ที่พี่ทำไปเพราะหน้ามืดตามัวเพราะยัยพลอยคนเดียว! เรากลับมาเป็นครอบครัวกันเหมือนเดิมนะแนน นึกถึงน้องไอรินเถอะนะ!”

“พี่วิน! พูดแบบนี้ได้ยังไงคะ!” พลอยกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นผู้ชายที่ตัวเองเกาะหวังรวยกำลังโยนขี้มาให้เธออย่างหน้าไม่อาย ทั้งสองคนเริ่มเปิดฉากด่าทอและตบตีกันกลางห้องประชุมใหญ่ท่ามกลางสายตาเวทนาของผู้บริหารทุกคน

ฉันลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ แล้วมองลงไปที่ชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้า

“วันที่คุณทิ้งลูกสาววัยสี่ขวบ และเรียกแกอย่างเลือดเย็นว่า ‘ภาระ’ วันนั้นคำว่าครอบครัวของคุณมันตายไปแล้วค่ะคุณวิน”

ฉันหยิบเหรียญสิบบาทในกระเป๋าขึ้นมาหนึ่งเหรียญ แล้วโยนลงบนพื้นตรงหน้าเขาอย่างไม่ไยดี

“เก็บเอาไว้ขึ้นรถเมล์กลับบ้านเถอะนะคะ เพราะบ้าน รถ และเงินเดือนที่คุณเคยภูมิใจ… มันจะไม่เหลือให้คุณอีกต่อไปแล้ว เชิญ รปภ. ลากตัวคนไร้ค่าสองคนนี้ออกไปได้แล้วค่ะ”

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกรูกันเข้ามาลากตัวพี่วินและพลอยที่กำลังกรีดร้องและร้องไห้ฟูมฟายออกไปจากห้องประชุม ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมา

เย็นวันนั้น ที่ระเบียงเพนต์เฮาส์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สายลมเย็นพัดผ่านเบาๆ ท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนเป็นสีส้มทองอบอุ่น

น้องไอรินวิ่งเข้ามากอดขาฉันแน่น ในมือถือภาพวาดแผ่นใหม่ที่แกเพิ่งระบายสีเสร็จ

ฉันก้มลงมองภาพวาดนั้น… ในกระดาษไม่มีรูปของผู้ชายคนนั้นอีกต่อไปแล้ว มีเพียงรูปผู้หญิงสวยสง่าที่สวมมงกุฎ ยืนจูงมือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขที่สุดในโลก

“แม่จ๋า สวยไหมคะ?”

ฉันย่อตัวลงกอดลูกสาวตัวน้อยแนบอก น้ำตาแห่งความโล่งใจและชัยชนะไหลรินออกมาอย่างเงียบๆ

“สวยที่สุดในโลกเลยลูก… ตั้งแต่นี้ไป ชีวิตของเราสองคนแม่ลูก จะมีแต่ความสุข และไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายเราได้อีกแล้ว”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *