สามปีหลังจากภรรยาเสียชีวิต ผมกลับมาที่บ้านพักบนดอยเพื่อตัดใจปล่อยวาง แต่เด็กหญิงฝาแฝดสองคนที่นั่งคุดคู้อยู่ตรงชานระเบียง กลับเอ่ยชื่อของเธอออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ
บทที่ 2
เสียงกิ่งสนแห้งที่หักสะบั้นดังเปรี๊ยะ แว่วสะท้อนผ่านไอหมอกหนาทึบ
มันไม่ใช่เสียงสัตว์ป่าหากิน
จังหวะการย่ำเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้า บ่งบอกชัดเจนว่าคือฝีเท้าของมนุษย์
สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่หลับใหลสั่งให้ผมดึงร่างผอมกะหร่องของเด็กหญิงฝาแฝดทั้งสองคนเข้าสู่อ้อมกอดทันที
ผมกางแขนทั้งสองข้างออก บดบังร่างเล็กๆ ของพลอยและพราวไว้ด้านหลังแผ่นอกกว้างของตัวเอง
มือน้อยๆ ของเด็กทั้งสองสั่นเทาจนสะท้านถึงตัวผม พวกแกกำสาบเสื้อโค้ตหนาของผมไว้แน่นจนเนื้อผ้าขึ้นรอยย่น
“ชู่… อย่าส่งเสียงนะลูก”
ผมกระซิบแผ่วเบาจนแทบไม่พ้นริมฝีปาก
สายตาของผมจับจ้องเขม็งฝ่าม่านหมอกสีเทาหม่นไปยังโคนต้นสนยักษ์หลังบ้าน
แสงสลัวของเวลาพลบค่ำกำลังถูกความมืดมิดของหุบเขากลืนกินลงไปทีละน้อย
เงาร่างตะคุ่มที่ยืนนิ่งอยู่หลังลำต้นไม้ใหญ่ค่อยๆ ขยับตัว
เสียงเสียดสีของเนื้อผ้าหยาบหนากับกิ่งไม้แห้งดัง สวบ… สวบ…
ร่างนั้นก้าวพ้นแนวเงาไม้ออกมาสู่ลานดินแคบๆ อย่างเชื่องช้า
มันคือร่างของสตรีคนหนึ่ง
เธอสวมเสื้อคลุมกันหนาวตัวโคร่งที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือของชาวไทยภูเขา สภาพเก่าซอมซ่อและเปรอะเปื้อนคราบโคลนสีแดง
ฮู้ดคลุมศีรษะถูกดึงลงมาปิดบังใบหน้าท่อนบนจนมิดชิด
ในมือขวาอันสั่นเทาของเธอ ถือท่อนไม้สนยาวประมาณหนึ่งเมตรไว้ต่างอาวุธและไม้เท้าช่วยพยุง
ทุกลมหายใจของเธอที่พ่นออกมาในอากาศหนาวเหน็บ กลั่นตัวเป็นควันสีขาวพวยพุ่ง
จังหวะการก้าวขาของเธอดูโขยกเขยก ราวกับข้อเท้าข้างหนึ่งได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง
“ใครน่ะ?!”
ผมตะโกนถามออกไปด้วยน้ำเสียงเข้มและดุดัน แฝงความระแวดระวังถึงขีดสุด
“หยุดอยู่ตรงนั้นนะ! อย่าเข้ามาใกล้เด็กๆ!”
ร่างนั้นชะงักฝีเท้าลงทันทีที่ได้ยินเสียงของผม
ท่อนไม้ในมือขวาของเธอร่วงหล่นลงกระทบพื้นดินดัง ตุบ
สองมือที่ผอมแห้งและซีดเผือดค่อยๆ ยกขึ้นอย่างช้าๆ
ปลายนิ้วอันสั่นระริกเอื้อมไปจับขอบผ้าคลุมศีรษะ
แล้วค่อยๆ รูดมันเปิดออกไปทางด้านหลัง
สายลมหนาวพัดกรูเข้ามากระทบร่างจนชายผ้าคลุมสะบัดไหว
เส้นผมยาวสลวยสีดำสนิทที่ยุ่งเหยิงและมีเศษใบสนแห้งติดอยู่ ทิ้งตัวสยายลงมาปรกแผ่นหลัง
แสงสีส้มทองสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับเหลี่ยมดอย สาดส่องลอดผ่านกิ่งสนเข้ามากระทบดวงหน้าของเธออย่างจัง
วินาทีนั้น…
หัวใจของผมเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากหลุดออกจากขั้ว
ลมหายใจขาดห้วงไปในทันที
เลือดในกายหยุดนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง
ใบหน้าซีกขวาของเธอ… คือใบหน้าที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณของผมมาตลอดสิบปี
หน้าผากมน โค้งคิ้วเรียวสวยดั่งคันศร
และดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มอันแสนลึกล้ำที่ซ่อนประกายความอ่อนโยนไว้เสมอ
ดวงตาคู่นั้นที่ผมเคยจุมพิตทุกลืมตาตื่นในยามเช้า
แต่ทว่า… ใบหน้าซีกซ้ายของเธอ
กลับถูกบิดเบือนด้วยรอยแผลเป็นขนาดใหญ่จากเปลวเพลิงที่กลืนกินเนื้อผิวจนตึงรั้ง
รอยแผลเป็นสีแดงคล้ำลากยาวตั้งแต่ขมับซ้าย ผ่านโหนกแก้ม ลงมาจนถึงใต้แนวกราม
ลำคอระหงที่เคยขาวเนียน บัดนี้เต็มไปด้วยรอยพังผืดหยาบกร้าน
ดวงตาข้างซ้ายของเธอมีน้ำตาเอ่อล้นทะลักออกมาไม่ขาดสาย
ริมฝีปากที่แห้งแตกจนมีคราบเลือดแห้งกรัง ค่อยๆ ขยับเปล่งเสียงออกมาอย่างยากเย็น
เสียงที่แหบพร่า สั่นเครือ ทว่าไพเราะและก้องกังวานอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจผมเสมอมา:
“พี่ธีร์…”
คำสองคำสั้นๆ ดั่งอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกทั้งใบของผมจนแหลกสลายเป็นผุยผง
“ระ… รินดา…”
ผมเค้นเสียงเรียกชื่อเธอออกมาจากลำคอที่ตีบตัน น้ำตาลูกผู้ชายไหลทะลักออกจากเบ้าตาทันทีโดยไม่อาจกักเก็บ
ร่างของผมสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะพยุงน้ำหนักตัวไม่ไหว
“แม่จ๋า!”
“แม่รินดา!”
เสียงกรีดร้องด้วยความดีใจระคนสะอื้นของเด็กหญิงฝาแฝดทั้งสองคนดังขึ้นพร้อมกัน
พลอยและพราวปล่อยมือจากเสื้อโค้ตของผม สองเท้าเปลือยเปล่าวิ่งเตาะแตะฝ่าลมหนาวตรงเข้าไปหาร่างของหญิงสาวทันที
รินดาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินชื้นแฉะ อ้าแขนทั้งสองข้างออกกว้าง
รวบร่างเล็กๆ ของลูกสาวทั้งสองคนเข้ามาไว้ในอ้อมอก กอดรัดพวกแกไว้แนบแน่นจนตัวงอ
“พลอย… พราว… ลูกแม่…”
รินดาซบหน้าลงกับกลุ่มผมยุ่งเหยิงของลูกสาว สะอื้นไห้ปานจะขาดใจ
หยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมาน ความพลัดพราก และความรักที่ท่วมท้น หลั่งรินลงมารดบนผิวกายของเด็กทั้งสองคน
สามแม่ลูกกอดกันกลมอยู่กลางลานดิน ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมป่าสนที่พัดผ่าน
ผมยืนนิ่งงันอยู่บนชานระเบียง สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อตัวเองจนเจ็บแปลบ
ความเจ็บปวดทางกาย… มันช่วยย้ำเตือนว่าผมไม่ได้กำลังฝันไป
นี่ไม่ใช่ภาพหลอนที่เกิดจากความโศกเศร้า
ไม่ใช่ความฝันอันเพ้อเจ้อที่ผมเคยวอนขอต่อสวรรค์ในค่ำคืนที่โดดเดี่ยว
ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าผม… คือรินดา
รินดาผู้มีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ มีหยาดน้ำตาอันอบอุ่น
แต่คำถามนับพันนับหมื่นข้อกำลังระเบิดพล่านอยู่ในสมองของผมจนแทบคลุ้มคลั่ง
ถ้าคนที่อยู่ตรงหน้าคือรินดา…
แล้วร่างในโลงศพที่ผมจัดงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อสามปีก่อนคือใคร?!
เถ้ากระดูกที่ผมกอดแนบอกแล้วนำไปลอยอังคารกลางแม่น้ำปิงคือซากของใคร?!
และเด็กแฝดสองคนนี้… เด็กที่อายุหกถึงเจ็ดขวบ… ทำไมถึงเรียกเธอว่าแม่ และเรียกผมว่าพ่อ?!
“รินดา…”
ผมค่อยๆ ก้าวเท้าลงจากบันไดระเบียงไม้
เสียงฝีเท้าของผมเหยียบลงบนเศษกิ่งไม้แห้งดัง กรอบ
รินดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผมผ่านม่านน้ำตา
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ความเจ็บปวด และความรักอันลึกซึ้งที่ไม่อาจปิดบัง
เธอพยายามจะดันตัวลุกขึ้นยืน แต่ขาซ้ายที่บาดเจ็บทำให้เธอซวนเซจนเกือบจะล้มฟุบลงไปอีกครั้ง
ผมพุ่งตัวเข้าไปประคองร่างของเธอไว้ได้ทันท่วงที
สัมผัสแรกที่ท่อนแขนของผมแตะต้องตัวเธอ…
คือความผอมโซจนสัมผัสได้ถึงแนวกระดูกใต้เนื้อผ้าฝ้ายหนา
กลิ่นกายอันคุ้นเคย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกโมกป่าที่เธอชอบชโลมผม ผสมปนเปกับกลิ่นควันไฟ กลิ่นสมุนไพรสด และกลิ่นอายของหยาดเหงื่อ
เธอมีชีวิตอยู่จริงๆ…
“พี่ธีร์… บัวขอโทษ…”
รินดาพึมพำเรียกชื่อเล่นเดิมของเธอที่เคยใช้เรียกตัวเองกับผมในอดีต
เธอซบหน้าลงกับแผงอกของผม ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป
ผมรวบร่างบอบบางของเธอและเด็กหญิงทั้งสองคนเข้ามาไว้ในอ้อมแขนกว้างของตัวเอง
กอดพวกเธอไว้แน่นจนแทบจะหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน
น้ำตาของผมหยดเผาะลงบนเรือนผมเปียกชื้นของเธอ
“ทำไม… ทำไมถึงเป็นแบบนี้รินดา?”
ผมถามด้วยน้ำเสียงที่แตกพร่าและสั่นสะท้าน
“เกิดอะไรขึ้นกับเธอตลอดสามปีที่ผ่านมา? แล้วเด็กสองคนนี้…”
รินดาเงยหน้าขึ้นมองผม ริมฝีปากที่สั่นระริกพยายามจะอธิบาย
แต่ในตอนนั้นเอง… ร่างกายของเธอกลับกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง
ใบหน้าซีกที่ไม่มีแผลเป็นแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดไร้สีเลือด ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
“หนาว… พี่ธีร์… บัวหนาวเหลือเกิน…”
เสียงของเธอแผ่วเบาลงจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ
ร่างทั้งร่างของเธอทิ้งน้ำหนักลงมาในอ้อมแขนของผมอย่างกะทันหัน
เปลือกตาบางปิดพริ้มลง ศีรษะทุยพับเอียงลงบนบ่าของผมอย่างไร้เรี่ยวแรง
เธอหมดสติไปแล้ว!
ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล ความหนาวเหน็บที่กัดกร่อนร่างกาย และพิษไข้จากบาดแผลที่ข้อเท้า
ได้บดขยี้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายของผู้หญิงคนนี้จนหมดสิ้น
“รินดา! รินดา!”
ผมตระหนกสุดขีด รีบช้อนร่างที่เบาหวิวของเธอขึ้นมาในวงแขน
“แม่จ๋า! แม่เป็นอะไรไป!”
พลอยและพราวร้องไห้จ้า วิ่งเกาะขากางเกงของผมด้วยความหวาดกลัว
“ใจเย็นๆ นะลูก แม่แค่เหนื่อยและเป็นลมไปเท่านั้น”
ผมพยายามปรับน้ำเสียงให้มั่นคงเพื่อไม่ให้ลูกสาวทั้งสองคนตกใจกลัวไปมากกว่านี้
“ตามพ่อเข้ามาในบ้านเร็วลูก ข้างนอกหนาวเกินไปแล้ว!”
ผมอุ้มรินดาก้าวขึ้นบันไดระเบียงไม้อย่างรวดเร็ว
ผลักบานประตูไม้สักของบ้านพักตากอากาศที่ปิดสนิทมานานสามปีให้เปิดอ้าออก
เสียงบานพับประตูดัง เอี๊ยดดดด ก้องกังวานไปทั่วบ้านอันเงียบสงัด
กลิ่นอับชื้นของฝุ่นผง กลิ่นขี้เถ้าเก่าในเตาผิง และกลิ่นกระดาษหนังสือเก่าโชยเข้าแตะจมูก
เฟอร์นิเจอร์ไม้ทุกชิ้นถูกคลุมไว้ด้วยผ้าปูสีขาวที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนาเตอะ
หยากไย่เกาะพราวอยู่ตามมุมเพดานสูง
บ้านหลังนี้… ที่ครั้งหนึ่งเคยอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงเพลงแจ๊สคลาสสิก และกลิ่นกาแฟดริปยามเช้า
บัดนี้ดูไม่ต่างอะไรจากสุสานแห่งความทรงจำที่ไร้วิญญาณ
ผมพารินดาตรงไปยังโซฟาตัวยาวบุผ้ากำมะหยี่สีเลือดหมูหน้าเตาผิง
กระชากผ้าคลุมกันฝุ่นสีขาวออกอย่างรวดเร็ว สะบัดฝุ่นผงให้ฟุ้งกระจายไปในอากาศ
แล้วค่อยๆ วางร่างที่เย็นเยียบของเธอนอนราบลงบนโซฟาอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมที่สุด
เด็กหญิงฝาแฝดทั้งสองคนวิ่งตามเข้ามาติดๆ สองมือยังคงกำก้อนขนมปังแข็งๆ ไว้แนบอก
พวกแกยืนเกาะขอบโซฟา มองดูผู้เป็นแม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและน้ำตาคลอเบ้า
“พลอย พราว มาช่วยพ่อตรงนี้ก่อนลูก”
ผมหันไปสั่งลูกสาวอย่างอ่อนโยน
“ไปหยิบผ้าห่มผืนหนาๆ ในตู้เสื้อผ้าตรงโถงทางเดินมาให้พ่อหน่อยได้ไหมครับ?”
เด็กทั้งสองคนพยักหน้าหงึกหงึกอย่างว่าง่าย รีบพากันวิ่งเตาะแตะไปเปิดตู้ตามที่ผมบอก
ผมรีบเดินไปที่เตาผิงหินกาบขนาดใหญ่ตรงกลางห้อง
หยิบเศษไม้สนแห้งและท่อนฟืนที่กองทิ้งไว้ในตะกร้าเหล็กข้างเตาผิงมาจัดวางเป็นรูปพีระมิด
ควานหาไฟแช็กแก๊สในกระเป๋าเสื้อโค้ตของตัวเอง
มือของผมสั่นเทาจนต้องกดจุดไฟถึงสามครั้ง
แชะ… แชะ… ฟึ่บ!
เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว
ประกายไฟลุกลามเลียเศษกิ่งสนแห้ง ส่งเสียง เปรี๊ยะ… เปรี๊ยะ… อย่างรวดเร็ว
ควันสีขาวจางๆ กลิ่นหอมยางสนลอยอบอวลขึ้นสู่ปล่องไฟ
ไออุ่นระลอกแรกค่อยๆ แผ่กระจายออกมาขับไล่ความหนาวเหน็บในห้องโถง
พลอยและพราวช่วยกันลากผ้าห่มขนสัตว์ผืนใหญ่สีน้ำตาลสองผืนออกมาจากตู้
แรงของเด็กวัยเจ็ดขวบสองคนช่วยกันแบกของหนัก ทำให้ผมรู้สึกจุกแน่นในลำคอด้วยความสะเทือนใจ
ผมรับผ้าห่มมา คลี่คลุมร่างของรินดาไว้ถึงสองชั้น
ดึงชายผ้าห่มขึ้นมาปิดถึงระดับหน้าอก ซุกมือที่เย็นเฉียบของเธอเข้าไปข้างใน
ผมค่อยๆ ดึงกางเกงผ้าฝ้ายขากว้างของเธอขึ้นเพื่อตรวจดูข้อเท้าซ้าย
และภาพที่เห็นก็ทำให้ผมต้องกัดฟันกรอดด้วยความปวดใจ
ข้อเท้าซ้ายของเธอบวมเป่งจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ มีรอยแผลถลอกลึกและมีหนองซึมจางๆ
รอยแผลที่เกิดจากการถูกกิ่งไม้หรือลวดหนามเกี่ยวบาด และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีมานานหลายวัน
ผมรีบเดินไปเปิดกระเป๋าเดินทางส่วนตัวของผมที่วางทิ้งไว้ตรงโถงทางเข้า
หยิบชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น ยาฆ่าเชื้อ ผ้าพันแผล ยาลดไข้ และกระติกน้ำร้อนสุญญากาศออกมา
ผมเทน้ำอุ่นจากกระติกลงในแก้วน้ำใบเก่าที่ล้างสะอาดแล้ว
นำผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดมาชุบน้ำอุ่น ค่อยๆ บรรจงเช็ดคราบโคลน คราบเลือด และหยาดเหงื่อออกจากใบหน้าของรินดา
เช็ดผ่านรอยแผลเป็นสีแดงคล้ำบนแก้มซ้ายของเธออย่างแผ่วเบาที่สุด
สัมผัสของผิวเนื้อที่มีรอยพังผืดด้านหนา… บ่งบอกว่าเปลวไฟในอดีตได้เผาผลาญเธออย่างโหดเหี้ยมเพียงใด
น้ำตาของผมหยดลงบนแก้มของเธออีกครั้ง
“เธอต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนกันนะ รินดา…”
ผมกระซิบกับร่างที่ไร้สติของภรรยา
จากนั้น ผมหันกลับมามองเด็กหญิงฝาแฝดทั้งสองคนที่ยืนมองดูอยู่ข้างๆ อย่างเงียบเชียบ
ดวงตากลมโตของพวกแกจับจ้องมองแก้วน้ำอุ่นในมือผมด้วยความกระหาย
เสียงท้องของเด็กน้อยทั้งสองคนส่งเสียงร้องครวญครางดัง โครก… คราก… ท่ามกลางความเงียบ
พวกแกไม่ได้กินอะไรมานานแค่ไหนแล้ว?
ทำไมถึงต้องอดทนกำก้อนขนมปังขึ้นรานั้นไว้ไม่ยอมกิน?
ผมวางผ้าเช็ดหน้าลง ย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเด็กทั้งสอง
เอื้อมมือไปแตะที่มือเล็กๆ ของพวกแกเบาๆ
“พลอย… พราว… ส่งขนมปังพวกนั้นให้พ่อเถอะลูก”
เด็กทั้งสองคนชะงักไปเล็กน้อย มือน้อยๆ ดึงขนมปังเข้าหาตัวอย่างหวงแหนตามสัญชาตญาณ
“ไม่เป็นไรลูก… พ่อมีของอร่อยกว่านี้ให้กิน”
ผมเปิดกระเป๋าเป้ใบเล็กของผม หยิบกล่องอาหารฉุกเฉินและขนมปังกรอบธัญพืชที่ผมพกติดตัวมาจากตัวเมืองเชียงใหม่ออกมา
มีซุปข้าวโพดกึ่งสำเร็จรูปชนิดซอง ช็อกโกแลตแท่ง และนมกล่องยูเอชทีอีกสามกล่อง
ผมฉีกซองซุปข้าวโพด เทผงซุปลงในชามกระเบื้อง แล้วรินน้ำร้อนจากกระติกลงไป
คนจนละลายส่งกลิ่นหอมกรุ่นของเนยและข้าวโพดหวานอบอวลไปทั่วบริเวณ
กลิ่นหอมของอาหารร้อนๆ ทำให้เด็กน้อยทั้งสองคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื๊อก
แววตาของพวกแกเปล่งประกายระยิบระยับ
พลอยค่อยๆ แบมือออก ยื่นก้อนขนมปังแข็งขึ้นราส่งมาให้ผมอย่างลังเล
“แม่บอกว่า… ถ้าเจอพ่อธีร์แล้ว มะ… ไม่ต้องประหยัดขนมปังแล้วก็ได้ใช่ไหมคะ?”
คำพูดอันไร้เดียงสานั้น ทำให้หัวใจของผมแทบแหลกสลายลงตรงนั้น
“ใช่ครับลูก…”
ผมรับก้อนขนมปังขึ้นรานั้นมา วางมันทิ้งลงในถังขยะอย่างไม่ไยดี
แล้วดึงร่างของเด็กทั้งสองคนเข้ามากอดแนบอก ลูบหลังพวกแกเบาๆ
“ไม่ต้องประหยัดแล้วลูก… ต่อไปนี้ พ่อจะไม่ยอมให้พวกหนูต้องหิว ต้องหนาว หรือต้องกลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว”
“กินเถอะนะคนเก่ง ซุปร้อนๆ กำลังอร่อยเลย”
ผมประคองชามซุปข้าวโพด ใช้ช้อนตักเป่าให้คลายร้อน แล้วค่อยๆ ป้อนให้เด็กทั้งสองคนทีละคำ
พลอยและพราวอ้าปากรับซุปร้อนๆ เข้าไปอย่างหิวกระหาย
ดวงตากลมโตคู่นั้นหยีลงด้วยความสุข น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลรินอาบสองแก้มที่มอมแมม
พวกแกกินซุปจนหมดชาม ตามด้วยขนมปังกรอบและนมกล่องจนเกลี้ยงเกลา
ความอบอุ่นของอาหารและไอผิงจากเตาไฟ ทำให้ผิวแก้มที่เคยซีดเซียวของเด็กๆ เริ่มมีสีเลือดฝาดสีชมพูจางๆ กลับคืนมา
“อร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะคุณพ่อ…”
พราวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแจ่มใสขึ้น แก้มป่องขยับตามการเคี้ยวขนมปังกรอบคำสุดท้าย
“หนูไม่เคยกินอะไรอุ่นๆ แบบนี้มานานมากแล้วค่ะ”
ผมยิ้มรับทั้งน้ำตา ลูบหัวทุยๆ ของพวกแกด้วยความรักที่ก่อตัวขึ้นอย่างประหลาดในหัวใจ
สายสัมพันธ์ทางสายเลือด… มันช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก
แม้ว่าผมจะเพิ่งพบหน้าเด็กสองคนนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต
แต่ความรู้สึกผูกพัน ความห่วงใย และความปรารถนาที่จะปกป้องพวกแกด้วยชีวิต กลับท่วมท้นจนล้นปรี่ในอก
“พลอย… พราว…”
ผมเอ่ยถามขึ้นอย่างนุ่มนวล ขณะที่เด็กทั้งสองคนขยับเข้ามานั่งพิงหัวเข่าของผมหน้าเตาผิง
“บอกพ่อได้ไหมลูก… ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกหนูไปอยู่ที่ไหนกันมา?”
“แล้วทำไม… ถึงมาอยู่ที่สะเมิงนี้ได้?”
เด็กหญิงฝาแฝดสบตากันครู่หนึ่ง แววตาของพวกแกแฝงความหวาดระแวงขึ้นมาวูบหนึ่ง
ก่อนที่พลอย คนที่เป็นพี่ จะค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ผม ยกมือป้องปากกระซิบราวกับกลัวใครจะได้ยิน
“พวกหนูอยู่กับ ‘แม่อุ้ยคำ’ ในกระท่อมบนดอยลึกค่ะ…”
“กระท่อมที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน… มีแต่ต้นไม้ใหญ่กับหมอกหนาๆ”
“แม่รินดาจะแอบมาหาพวกหนูเดือนละครั้ง… แม่จะเอาเสื้อผ้า เอายา แล้วก็เอานิทานมาอ่านให้ฟังค่ะ”
หัวใจของผมกระตุกวูบ
กระท่อมบนดอยลึก… แม่อุ้ยคำ…
ในอดีต รินดาเคยเล่าให้ผมฟังว่า เธอมีพี่เลี้ยงชาวปกาเกอะญอคนหนึ่งชื่อ ‘แม่อุ้ยคำ’ ที่เคยเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็กที่อำเภอสะเมิง
รินดารักและเคารพแม่อุ้ยคำเหมือนมารดาแท้ๆ
แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่า มีกระท่อมลับหลังนั้นซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในป่าสน!
“แล้วทำไม… พวกหนูถึงต้องหนีออกมาล่ะลูก?” ผมถามต่อ ลมหายใจเริ่มติดขัด
คราวนี้ พราวเป็นคนตอบ น้ำเสียงของแกสั่นเครือและหวาดกลัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“แม่อุ้ยคำ… ป่วยหนักและหลับไปไม่ยอมตื่นเมื่อสามวันก่อนค่ะ…”
“แม่รินดาวิ่งกระหืดกระหอบมาที่กระท่อม… แม่ร้องไห้หนักมาก”
“แม่บอกว่า ‘พวกมัน’ เจอที่ซ่อนของพวกเราแล้ว… พวกมันกำลังตามมาฆ่าพวกเรา!”
“พวกมันงั้นเหรอ?!”
ผมทวนคำนั้นในลำคอ คิ้วขมวดเข้าหากันแน่นจนเป็นปม
“แม่พาพวกหนูวิ่งหนีข้ามเขามาทั้งวันทั้งคืน…” พลอยเล่าต่อ น้ำตาเริ่มไหลรินออกมาอีกครั้ง
“แม่ลื่นตกหน้าผาหินจนข้อเท้าเจ็บ… แต่แม่ก็ยังอุ้มพวกหนูคนละข้างแล้วพาเดินลุยน้ำ ลุยโคลนมาเรื่อยๆ”
“แม่บอกว่า… วันนี้เป็นวันครบรอบสามปีที่แม่จากพ่อมา”
“แม่รู้ว่าทุกๆ ปีในวันนี้ พ่อธีร์จะขับรถมานอนพักที่บ้านหลังนี้เพื่อคิดถึงแม่…”
“แม่บอกให้พวกหนูนั่งรอพ่ออยู่ตรงระเบียง… ส่วนแม่จะเดินย้อนกลับไปตัดรอยเท้าและทำลายเส้นทางลับ เพื่อไม่ให้พวกคนใจร้ายตามพวกเรามาทันค่ะ!”
คำบอกเล่าของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ ฟาดเปรี้ยงลงกลางใจของผมดั่งค้อนปอนด์ยักษ์!
รินดารู้… เธอรู้มาตลอดว่าผมไม่เคยลืมเธอ
เธอรู้ว่าผมจะกลับมาที่นี่ในวันครบรอบการจากไปของเธอทุกปี
เธอใช้ลมหายใจสุดท้าย ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เพื่อพาลูกสาวทั้งสองคนมาส่งมอบให้ถึงมือผม!
และเธอก็ยอมเสี่ยงชีวิตเดินย้อนกลับไปในความมืด เพื่อเป็นเหยื่อล่อและปกป้องลูกๆ ของเรา!
“อึก… อือ…”
เสียงครางแผ่วเบาดังขึ้นจากบนโซฟา
ผมสะดุ้งสุดตัว รีบหันกลับไปมองทันที
ร่างของรินดาเริ่มขยับไหวเบาๆ ใต้ผ้าห่มหนา
เปลือกตาบางของเธอค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างช้าๆ
แสงไฟสีส้มจากเตาผิงสะท้อนในแววตาคู่งามที่ยังคงพร่ามัว
“พลอย… พราว… ลูกอยู่ไหน…”
เสียงกระซิบที่แหบแห้งของเธอเรียกหาลูกเป็นสิ่งแรกที่ฟื้นคืนสติ
“แม่จ๋า! พวกหนูอยู่นี่ค่ะ!”
เด็กทั้งสองคนรีบโผเข้าไปเกาะขอบโซฟา จับมือของแม่ไว้แน่น
รินดายิ้มออกมาทั้งน้ำตาเมื่อเห็นลูกสาวทั้งสองคนปลอดภัยและมีสีหน้าที่สดใสขึ้น
จากนั้น สายตาของเธอก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาสบตากับผมที่ยืนอยู่ข้างเตียง
เวลาในโลกราวกับหยุดหมุนลงอีกครั้ง
แววตาของเราสองคนประสานกันท่ามกลางความเงียบสงัด มีเพียงเสียงฟืนแตกเปรี๊ยะในเตาผิง
ความทรงจำอันแสนหวานในอดีต… วันที่เราแต่งงานกัน วันที่เราสัญญากันว่าจะอยู่เคียงข้างกันจนแก่เฒ่า…
บัดนี้หวนกลับมาทับซ้อนกับความจริงอันเจ็บปวดและแหลกสลายในปัจจุบัน
“พี่ธีร์…”
รินดาน้ำตาคลอเบ้า เธอพยายามจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง
ผมรีบก้าวเข้าไปประคองแผ่นหลังของเธอไว้เบาๆ นำหมอนอิงมารองรับหลังของเธอให้นั่งพิงได้อย่างสบาย
“อย่าเพิ่งขยับตัวเลยรินดา… เธอยังมีไข้สูง และข้อเท้าของเธอก็บวมมาก”
ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด ปลายนิ้วแตะลงบนหน้าผากเนียนที่ยังคงร้อนผ่าว
รินดามองดูมือของผมที่สัมผัสเธออย่างไม่รังเกียจรอยแผลเป็นบนใบหน้า
หยาดน้ำตาเม็ดโตเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาคู่สวยของเธอ
“พี่ธีร์… ไม่รังเกียจบัวเหรอคะ?”
เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวดร้าวราน
“หน้าตาของบัวอัปลักษณ์ขนาดนี้… บัวไม่เหมือนรินดาคนเดิมที่พี่เคยรักอีกแล้ว…”
“อย่าพูดแบบนั้นอีกเด็ดขาด รินดา!”
ผมพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น สองมือของผมเอื้อมไปประคองใบหน้าของเธอไว้
ปลายนิ้วโป้งของผมลูบไล้ไปตามรอยแผลเป็นสีแดงคล้ำบนแก้มซ้ายของเธออย่างทะนุถนอม
“สำหรับพี่… เธอคือรินดาคนเดิมเสมอ”
“ไม่ว่าใบหน้าของเธอจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ไม่ว่าร่างกายของเธอจะผ่านบาดแผลอะไรมา…”
“หัวใจของพี่… ยังคงเป็นของเธอคนเดียวมาตลอดสิบปี และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!”
รินดาปล่อยโฮออกมา ซบหน้าลงกับฝ่ามืออันอบอุ่นของผม
กำแพงความกลัว ความละอายใจ และความเจ็บปวดที่เธอกักขังไว้ในใจมานานถึงสามปี พังทลายลงจนหมดสิ้น
“บอกพี่มาเถอะนะรินดา…”
ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อเจ็ดปีก่อน? ทำไมเธอถึงไม่เคยบอกพี่เรื่องลูกแฝด?”
“แล้วอุบัติเหตุไฟไหม้เมื่อสามปีที่แล้ว… ใครเป็นคนทำ?!”
รินดาสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายของเธอสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงอดีตอันดำมืด
เธอดึงมือของผมไปกุมไว้แน่นข้างแก้ม
“เจ็ดปีก่อน… พี่ธีร์จำอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ถนนสายเอเชียได้ไหมคะ?”
คำถามนั้นทำให้สมองของผมแล่นพล่านย้อนกลับไปในอดีต
เจ็ดปีก่อน… รถยนต์ของผมถูกรถบรรทุกสิบล้อพุ่งชนประสานงาอย่างจะๆ
ผมได้รับบาดเจ็บสาหัส กะโหลกศีรษะร้าว เลือดออกในสมอง และนอนโคม่าไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียูนานถึงสามเดือนเต็ม!
“จำได้สิ…” ผมตอบ “ในตอนนั้น พอพี่ฟื้นขึ้นมา เธอก็บอกว่าเธอปลอดภัยดี ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร…”
“บัวโกหกค่ะ…”
รินดาส่ายหน้าทั้งน้ำตา
“ในวันที่เกิดอุบัติเหตุ… บัวเพิ่งตรวจพบว่าตั้งครรภ์ได้สองเดือน”
“และในขณะที่พี่ธีร์นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียู… หมอตรวจพบว่าบัวตั้งครรภ์ทารกฝาแฝด!”
หัวใจของผมกระตุกวูบ
“แล้วทำไม… ทำไมเธอถึงไม่บอกพี่ตอนที่พี่ฟื้นขึ้นมาล่ะ?!”
“เพราะว่า… อุบัติเหตุในวันนั้น มันไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาค่ะพี่ธีร์!”
แววตาของรินดาเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงและเคียดแค้นอย่างสุดซึ้ง
“ในคืนก่อนที่พี่ธีร์จะฟื้นขึ้นมาเพียงสองสัปดาห์… มีคนส่งคนเข้ามาตัดสายเบรกและพยายามจะฉีดยาพิษเข้าไปในสายน้ำเกลือของพี่ในห้องไอซียู!”
“บัวแอบเข้าไปเห็นพอดี… บัวต่อสู้กับคนร้ายจนถูกทำร้าย และคนร้ายได้ทิ้งคำขู่ไว้ก่อนจะหนีไป”
รินดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ร่างกายสั่นเทา
“มันบอกว่า… ถ้าพี่ธีร์ตาย มรดกและหุ้นทั้งหมดใน ‘วรโชติ คอนสตรัคชั่น’ จะต้องตกเป็นของมันตามพินัยกรรมตระกูลเดิม”
“แต่ถ้าพี่ธีร์มีทายาทสืบสายเลือด… ทายาทคนนั้นจะต้องถูกกำจัดทิ้งไปพร้อมกับแม่ของมัน!”
“คนร้ายคนนั้น… คือคนในตระกูลของพี่ธีร์เอง!”
ชื่อของบริษัทรับเหมาก่อสร้างระดับหมื่นล้านของตระกูลผม ทำให้ผมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
พินัยกรรมของตระกูลระบุไว้ชัดเจนว่า หากผมเสียชีวิตโดยไม่มีทายาทสืบสายเลือด ทรัพย์สินและอำนาจบริหารทั้งหมดจะตกเป็นของ…
“อัศวิน…”
ผมเค้นชื่อนั้นออกมาจากไรฟันด้วยความเย็นยะเยือก
‘อัศวิน’ ลูกพี่ลูกน้องของผม รองประธานกรรมการบริหารผู้ที่ภายนอกดูสุภาพ อ่อนน้อม และเป็นมือขวาที่ซื่อสัตย์ของผมมาโดยตลอด!
“ใช่ค่ะ… อัศวิน” รินดาพยักหน้ารับทั้งน้ำตา
“บัวรู้ดีว่า ถ้าบัวบอกเรื่องลูกแฝดให้พี่ธีร์รู้ในตอนที่พี่ยังอ่อนแอและเพิ่งฟื้นจากโคม่า อัศวินจะต้องส่งคนมาฆ่าลูกของเราอย่างแน่นอน”
“บัวจึงตัดสินใจทำเรื่องที่เห็นแก่ตัวที่สุดในชีวิต…”
“บัวแสร้งทำเป็นแท้งลูกในบันทึกเวชระเบียนของโรงพยาบาล”
“แล้วแอบนำตัวอ่อนฝาแฝด… ไปฝากท้องและคลอดอย่างลับๆ ที่คลินิกชนบทในอำเภอสะเมิงแห่งนี้ โดยความช่วยเหลือของแม่อุ้ยคำ!”
“บัวยอมทนถูกคนในตระกูลของพี่ตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงไม่มีน้ำยา เป็นหมัน และไม่สามารถมีลูกสืบสกุลให้พี่ได้…”
“บัวยอมทนคำดูถูกเหยียดหยามพวกนั้นมาตลอดสี่ปีเต็ม เพื่อแลกกับความปลอดภัยของลูกสาวทั้งสองคนของเราที่เติบโตอยู่ในหุบเขาลึกแห่งนี้!”
น้ำตาของผมพรั่งพรูออกมาอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้อีกต่อไป
ผมดึงร่างของรินดาเข้ามากอดไว้แนบอกแน่น
ผู้หญิงคนนี้… ต้องแบกรับความลับอันยิ่งใหญ่ ต้องทนทุกข์ทรมานกับคำนินทาว่าร้าย และต้องทนพลัดพรากจากลูกในไส้
ทั้งหมดนี้… เพียงเพื่อปกป้องชีวิตของผมและลูกสาวของเรา!
“แล้วอุบัติเหตุไฟไหม้เมื่อสามปีที่แล้วล่ะรินดา?” ผมถามต่อด้วยหัวใจที่บีบรัด
รินดาสะอื้นจนตัวโยน
“สามปีก่อน… อัศวินเริ่มระแคะระคายเรื่องที่บัวชอบแอบเดินทางมาเชียงใหม่คนเดียวบ่อยๆ”
“มันส่งนักสืบเอกชนตามสะกดรอยบัวมาจนเกือบถึงทางเข้าหมู่บ้านแม่อุ้ยคำ”
“บัวรู้ตัวว่าความลับกำลังจะแตก… บัวจึงตัดสินใจนัดเจอกับสายสืบคนนั้นที่บ้านพักตากอากาศหลังนี้ เพื่อติดสินบนให้เขาปิดปาก”
“แต่คืนนั้น… อัศวินไม่ได้ส่งมาแค่นักสืบ”
“มันส่งมือปืนมาด้วย!”
แววตาของรินดาฉายแววหวาดผวาอย่างสุดขีดเมื่อนึกถึงค่ำคืนมรณะนั้น
“พวกมันยิงนักสืบคนนั้นปิดปากต่อหน้าต่อตาบัว… แล้วจับบัวมัดไว้ในรถเก๋ง ก่อนจะจุดไฟเผารถเพื่อจัดฉากให้เป็นอุบัติเหตุไฟไหม้รถตกเหว!”
“โชคดีที่แม่อุ้ยคำที่แอบตามมาดูด้วยความเป็นห่วง ใช้มีดตัดเชือกที่มัดมือบัวไว้ได้ทันก่อนที่ถังน้ำมันจะระเบิด…”
“แต่เปลวไฟ… มันลามเลียเผาไหม้ใบหน้าและแขนซ้ายของบัวไปแล้ว…”
“แรงระเบิดเหวี่ยงร่างของบัวและแม่อุ้ยคำตกลงไปในลำธารเบื้องล่าง ส่วนร่างของนักสืบที่ถูกยิงตาย… ถูกเผาไหม้เกรียมอยู่ในซากรถแทนที่บัว!”
“และหลักฐานทางทันตกรรมที่ตำรวจใช้ระบุศพ… อัศวินเป็นคนนำประวัติทันตกรรมปลอมมาสลับ เพื่อรีบปิดคดีและฮุบอำนาจบริหารในบริษัททั้งหมด!”
ความจริงทุกอย่างกระจ่างชัดเจนในสมองของผมราวกับฟ้าผ่าลงกลางวันแสกๆ!
ศพที่ผมเผาเมื่อสามปีก่อน… ไม่ใช่รินดา
แต่คือศพของนักสืบที่ถูกฆ่าปิดปาก!
และตลอดสามปีที่ผ่านมา อัศวินค่อยๆ ยึดครองอำนาจในบริษัท ค่อยๆ ปลดคนสนิทของผมออก
และบีบบังคับให้ผมถอยร่นออกมาจากวงการธุรกิจ จนผมต้องยอมทิ้งทุกอย่างแล้วหนีความบอบช้ำมาอยู่ที่นี่!
“บัวต้องทนรักษาแผลไฟไหม้อย่างทรมานอยู่ในกระท่อมบนดอย… ไม่มีหมอ ไม่มียาดีๆ มีเพียงสมุนไพรป่าของแม่อุ้ยคำ”
รินดาลูบแผลเป็นที่แก้มของตัวเองด้วยความขมขื่น
“บัวอยากจะกลับมาหาพี่ธีร์ทุกลมหายใจเข้าออก… แต่บัวทำไม่ได้”
“เพราะอัศวินส่งคนดักฟังโทรศัพท์ ดักตรวจสอบบัญชีธนาคาร และส่งคนจับตาดูพี่ธีร์ตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง”
“ถ้าบัวปรากฏตัว… มันจะรู้ทันทีว่าลูกแฝดของเรายังมีชีวิตอยู่ และมันจะส่งคนมาฆ่าพวกเราทุกคนให้ตายตกไปตามกัน!”
“จนกระทั่งเมื่อสามวันก่อน…”
รินดากำมือของผมแน่นขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“แม่อุ้ยคำเสียชีวิตลงด้วยโรคชรา… และพวกมือปืนของอัศวิน ก็ตามรอยเส้นทางการซื้อยารักษาแผลไฟไหม้มาจนเจอกระท่อมบนดอย!”
“พวกมันบุกเข้าไปพังกระท่อม… บัวต้องพาลูกวิ่งหนีฝ่าความมืดมาตามเส้นทางลับหลังบ้านหลังนี้”
“บัวรู้ว่าวันนี้คือวันครบรอบสามปี… พี่ธีร์จะต้องมาที่นี่”
“บัวเอาลูกมาคืนให้พี่แล้วนะคะพี่ธีร์…”
รินดาร้องไห้สะอึกสะอื้น ซบหน้าลงกับอกของผม
“ต่อให้บัวต้องตายในคืนนี้… ขอแค่พี่ธีร์พาลูกของเราหนีไปให้พ้น… บัวก็นอนตายตาหลับแล้วค่ะ…”
“ไม่! เธอจะไม่มีวันตายอีกแล้ว รินดา!”
ผมตวาดกร้าว ดึงร่างของเธอเข้ามากอดแนบอกอย่างเด็ดเดี่ยว
“ตลอดสามปีที่ผ่านมา พี่มันโง่เขลา พี่มันตาบอดที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาจอมปลอม!”
“แต่ในวันนี้… เมื่อพี่ได้หัวใจและวิญญาณของพี่กลับคืนมา”
“พี่ขอสาบานด้วยชีวิต… ว่าพี่จะไม่มีวันปล่อยให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องพวกเธอได้อีกแม้แต่ปลายก้อย!”
“ไอ้อัศวิน… มันจะต้องชดใช้กรรมที่มันก่อไว้อย่างสาสมที่สุด!”
ทว่า… ในวินาทีที่ผมเอ่ยคำปฏิญาณนั้นออกมา
ฟิ้วววววววว… ครืนนนน!
เสียงสายลมกรรโชกแรงพัดกวาดเข้ามาทางหน้าต่างกระจก
ตามมาด้วยลำแสงไฟหน้ารถยนต์สีขาวสว่างจ้าหลายดวง ที่สาดส่องทะลุผ่านม่านสนเข้ามาในห้องโถงบ้านอย่างกะทันหัน!
บรึ้มมมมมม! บรึ้มมมมมม!
เสียงเครื่องยนต์รถขับเคลื่อนสี่ล้อทรงพลังสามคัน แล่นเข้ามาจอดปิดล้อมชานระเบียงหน้าบ้านพักตากอากาศอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ!
เสียงเหยียบเบรกดัง เอี๊ยดดดด! สนั่นหวั่นไหวไปทั่วหุบเขาอันเงียบสงัด
แสงไฟสปอร์ตไลต์กำลังสูงจากหน้ารถ สาดส่องเข้ามาจับภาพพวกเราสี่คนพ่อแม่ลูกที่นั่งอยู่หน้าเตาผิงอย่างแจ่มชัด!
“กรี๊ดดดดด! แม่จ๋า!”
พลอยและพราวกรีดร้องด้วยความตกใจกลัว โผเข้ากอดเอวของรินดาแน่นจนตัวสั่นเทิ้ม
รินดาหน้าถอดสีจนกลายเป็นสีเทาหม่นดั่งคนตาย เธอพยายามจะเอาตัวบังลูกสาวทั้งสองคนไว้ด้านหลัง
“พวกมัน… พวกมันตามมาทันแล้ว!”
รินดากระซิบด้วยเสียงที่สั่นสะท้านอย่างสิ้นหวัง
“พี่ธีร์… พาลูกหนีไปทางประตูลับหลังบ้านเดี๋ยวนี้! บัวจะออกไปถ่วงเวลาพวกมันไว้เอง!”
“ไม่!”
ผมกดไหล่ของเธอให้นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา แววตาของผมไม่ได้มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
แต่มันคือแววตาของราชสีห์ที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้บุกรุกทุกคนที่กล้าก้าวเข้ามาในถ้ำของมัน!
“ไม่มีใครต้องหนีทั้งนั้น รินดา…”
ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตรงไปยังตู้ไม้สักโบราณที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องทำงานข้างเตาผิง
ผมเอื้อมมือไปหมุนกลไกลับใต้ชั้นวางหนังสือเสียงดัง คลิก!
แผ่นไม้ด้านหลังเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็น ‘ปืนลูกซองแฝดขนานลำกล้องสั้น’ ขนาด 12 เกจ และกล่องกระสุนปืนลูกโดมสองกล่อง
อาวุธล่าสัตว์ที่คุณพ่อของผมทิ้งไว้ให้เพื่อใช้ป้องกันตัวในป่าลึก!
ผมหยิบปืนลูกซองขึ้นมา หักลำกล้องบรรจุกระสุนลูกโดมสีแดงสดสองนัดเข้าสู่รังเพลิงเสียงดัง แชะ!
แล้วสะบัดลำกล้องปิดล็อกเสียงดัง กริ๊ก! อย่างหนักแน่นและชำนาญ
เสียงประตูรถด้านนอกเปิดออกพร้อมกันหลายบาน
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคน ที่กำลังก้าวขึ้นบันไดระเบียงไม้หน้าบ้าน
และเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมและเย้ยหยันอันคุ้นเคย ก็ดังก้องทะลุผ่านบานประตูเข้ามา:
“เปิดประตูเถอะครับ… พี่ธีร์”
“ผมรู้ว่าพี่อยู่ข้างใน… และผมก็รู้ว่า ‘ของขวัญชิ้นสำคัญ’ ที่ผมเฝ้าตามหามานานสามปี ก็กำลังนั่งรอผมอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน!”
เสียงของไอ้อัศวิน!
บทที่ 3
เสียงหัวเราะในลำคออันเยือกเย็นของอัศวินดังก้องทะลุผ่านบานประตูไม้สักเข้ามาในห้องโถง
“ออกมาต้อนรับน้องชายหน่อยสิครับพี่ธีร์…”
“อุตส่าห์ดั้นด้นขับรถฝ่าทางลูกรังขึ้นมาบนดอยสะเมิงกลางดึกขนาดนี้ จะไม่ให้ผมเข้าไปจิบชาอุ่นๆ สักแก้วเหรอครับ?”
เสียงฝีเท้าของชายฉกรรจ์อย่างน้อยเจ็ดถึงแปดคนขยับกระจายกำลังออกไปตามแนวระเบียงไม้
เสียงส้นรองเท้าคอมแบทเหยียบย่ำลงบนไม้กระดานดัง เอี๊ยด… อ๊าด… ล้อมรอบตัวบ้านไว้ทุกทิศทาง
ภายในห้องโถงหน้าเตาผิง…
รินดากอดพลอยและพราวไว้แน่นในอ้อมอก ร่างกายของเธอสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้
เด็กหญิงทั้งสองคนซุกหน้าเข้ากับซอกคอของแม่ ปิดตาสนิท กลั้นเสียงสะอื้นจนตัวโยนด้วยความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ
มือน้อยๆ ของพราวยังคงกำโบผ้าซาตินที่ผูกอยู่บนหูตุ๊กตากระต่ายเน่าไว้แน่น
ผมหันกลับไปสบตากับรินดา
แววตาของผมที่มองเธอนั้น นิ่งสนิทดั่งผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าลึกล้ำและเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
ผมก้าวเข้าไปคุกเข่าลงข้างโซฟา เอื้อมมือซ้ายไปลูบแก้มซีกที่มีรอยแผลเป็นของเธออย่างแผ่วเบา
“รินดา… ฟังพี่นะ”
ผมกระซิบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและมั่นคงที่สุด
“ตรงมุมห้องครัวด้านหลัง มีช่องเก็บฟืนใต้พื้นไม้ที่เชื่อมลงไปยังห้องใต้ดินเก่า”
“พาลูกลงไปซ่อนตัวอยู่ในนั้น ปิดฝาไม้ลงกลอนจากด้านใน แล้วห้ามเปิดเด็ดขาดจนกว่าจะได้ยินเสียงพี่เรียก เข้าใจไหม?”
รินดาส่ายหน้าทั้งน้ำตา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“ไม่ค่ะพี่ธีร์… พวกมันมีปืน มีคนเยอะเกินไป พี่อยู่คนเดียวไม่ไหวหรอก!”
“ให้บัวออกไปคุยกับมัน… บัวเป็นคนที่มันต้องการ…”
“ไม่มีใครต้องการเธอทั้งนั้น รินดา!”
ผมพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงเข้มและเด็ดขาด มือหนากุมมือที่สั่นเทาของเธอไว้แน่น
“สิ่งที่มันต้องการ… คือการทำลายครอบครัวของเราเพื่อฮุบมรดกเลือดของมัน”
“สามปีที่แล้ว พี่อ่อนแอจนปกป้องเธอไม่ได้… พี่ปล่อยให้เธอต้องอุ้มท้องลูกหนีตายและทนทุกข์ทรมานอยู่ในกองเพลิงตามลำพัง”
“แต่วันนี้… วินาทีนี้… พี่คือพ่อ และพี่คือสามี”
“ตราบใดที่กระสุนในปืนกระบอกนี้ยังไม่หมด และตราบใดที่หัวใจของพี่ยังเต้นอยู่…”
“จะไม่มีไอ้สารเลวหน้าไหน ก้าวข้ามธรณีประตูนี้เข้าไปแตะต้องพวกเธอได้แม้แต่ปลายก้อย!”
ผมโน้มตัวลง ประทับรอยจุมพิตลงบนหน้าผากของรินดาเนิ่นนาน
ก่อนจะหันไปจูบกระหม่อมของพลอยและพราวทีละคน
“พาลูกไปเดี๋ยวนี้ รินดา… เชื่อใจพี่!”
รินดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ เธอพยักหน้ารับทั้งน้ำตา
ความรักและความเชื่อมั่นที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของผม ทำให้เธอรวบรวมความกล้าหาญขึ้นมาอีกครั้ง
เธออุ้มลูกสาวทั้งสองคนลงจากโซฟา ค่อยๆ ย่องพาร่างเล็กๆ มุ่งหน้าตรงไปยังห้องครัวด้านหลังอย่างเงียบกริบ
เสียงฝาไม้ห้องใต้ดินเปิดออกเบาๆ และปิดลงพร้อมเสียงลงกลอนดัง คลิก
ปลอดภัยแล้ว… หัวใจของผมถูกซ่อนไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว
บัดนี้… ถึงเวลาที่พญาราชสีห์จะออกล่าเหยื่อ!
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงด้ามปืนพกกระแทกลงบนบานประตูหน้าบ้านอย่างแรงจนเนื้อไม้สั่นสะเทือน
“พี่ธีร์! ความอดทนของผมมีขีดจำกัดนะ!”
เสียงของอัศวินเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด
“ถ้าพี่ยังไม่ยอมเปิดประตูดีๆ ผมจะสั่งให้ลูกน้องสาดกระสุนเข้าไปถล่มบ้านให้ราบเป็นหน้ากลอง!”
“แล้วอย่าหาว่าผมไม่เตือน… ถ้ากระสุนมันพลาดไปเจาะกบาลเด็กแฝดสองคนนั้นเข้า จะมาโทษผมไม่ได้นะ!”
คำขู่ที่ไร้มนุษยธรรมนั้น จุดระเบิดเพลิงโทสะในอกของผมจนถึงขีดสุด
ผมยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถง ห่างจากประตูหน้าบ้านประมาณห้าเมตร
สองมือยกปืนลูกซองแฝดขนานขึ้นประทับร่องไหล่แนบแน่น ปลายกระบอกปืนเล็งตรงไปยังกึ่งกลางบานประตูไม้สัก
นิ้วชี้ข้างขวาสอดเข้าแตะไกปืนตัวหน้า
ลมหายใจของผมสงบนิ่งดั่งคนตาย
“อัศวิน…” ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานและเยือกเย็น
“มึงจำสัญญาที่มึงเคยให้ไว้กับพ่อกูในวันที่กูรับมึงเข้ามาทำงานในบริษัทได้ไหม?”
เสียงเคาะประตูด้านนอกชะงักกึกไปชั่วขณะ
ก่อนที่เสียงหัวเราะเย้ยหยันของอัศวินจะดังตอบกลับมา:
“สัญญาอะไรวะพี่ธีร์?! ไอ้สัญญาไร้สาระที่บอกว่าจะให้กูเป็นแค่เบี้ยล่างคอยรับใช้มึงไปตลอดชีวิตน่ะเหรอ?!”
“กูทำงานหนักกว่ามึง! กูบริหารงานฉลาดกว่ามึง! แต่ทำไมสมบัติทุกชิ้น อำนาจทุกอย่าง ต้องตกเป็นของมึงคนเดียว?!”
“แม้กระทั่งรินดา… ผู้หญิงที่กูหลงรักมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย เธอก็ยังเลือกที่จะแต่งงานกับมึง!”
“มึงแย่งทุกอย่างไปจากชีวิตกู ไอ้ธีร์!”
“แต่คืนนี้… ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะเป็นของกู มันจะกลับคืนมาหากูทั้งหมด!”
“พังประตูเข้าไป!” อัศวินแผดเสียงสั่งการอย่างบ้าคลั่ง
โครมมมมม!
เท้าหนักๆ ของลูกน้องอัศวินถีบกระแทกเข้าใส่บานประตูไม้สักอย่างจังจนกลอนประตูด้านบนปริแตก!
เศษเสี้ยนไม้กระเด็นว่อน
และในจังหวะที่บานประตูกำลังจะถูกถีบซ้ำเข้ามาเป็นครั้งที่สอง…
ตูมมมมมมมมมมมมมมม!
เสียงปืนลูกซองแฝดขนาด 12 เกจแผดคำรามก้องฟ้าดั่งเสียงฟ้าผ่าลงกลางห้อง!
กลุ่มกระสุนลูกโดมตะกั่วขนาดมหึมาพุ่งทะลวงผ่านเนื้อไม้สักหนาสองนิ้วออกไปอย่างรุนแรง!
เศษไม้แตกกระจายเป็นรูโหว่ขนาดเท่ากำปั้น
“อ๊ากกกกกกกกกกกก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสดังลั่นมาจากนอกชานระเบียง
ร่างของมือปืนร่างยักษ์ที่กำลังจะพังประตู ถูกแรงอัดของกระสุนลูกโดมเจาะทะลุหน้าอกจนร่างลอยกระเด็นหงายหลัง ข้ามราวระเบียงตกลงไปกระแทกพื้นดินเบื้องล่างดังสนั่น!
“มันมีปืนลูกซอง! ยิงมันเลย! ฆ่ามันให้หมด!”
อัศวินกรีดร้องสั่งการด้วยความตื่นตระหนก
ปังๆๆๆๆๆๆๆ! ตะตาตาตาตา!
เสียงปืนพกและปืนกลมืออัตโนมัตินับสิบนัดสาดกระหน่ำยิงทะลุผ่านบานประตูและหน้าต่างกระจกเข้ามาในห้องโถงดั่งห่าฝน!
เพล้งงงงงงง! เพล้งงงงงงง!
กระจกหน้าต่างแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษแก้วและสะเก็ดไม้ปลิวกระจายว่อนไปทั่วอากาศ
โคมไฟระย้าคริสตัลบนเพดานถูกกระสุนเจาะจนร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นแตกกระจาย
ผมทิ้งตัวลงกลิ้งไปกับพื้นพรม หลบเข้าหลังเคาน์เตอร์บาร์ไม้สักหนาได้อย่างเฉียดฉิว
กระสุนปืนกลยิงเจาะทะลุขวดไวน์และแก้วคริสตัลบนเคาน์เตอร์จนของเหลวสีแดงฉานไหลนองปนเปกับเศษแก้ว
ในจังหวะที่เสียงปืนด้านนอกเริ่มชะลอลงเพื่อเปลี่ยนแมกกาซีน
ผมดีดตัวลุกขึ้น หักลำกล้องปืนลูกซอง สลัดปลอกกระสุนเปล่าสีแดงที่ส่งควันกรุ่นทิ้งลงพื้นดัง แป๊ก! แป๊ก!
ยัดกระสุนลูกโดมชุดใหม่สองนัดเข้าสู่รังเพลิงอย่างรวดเร็วและแม่นยำดั่งเครื่องจักรสังหาร!
ผมไม่รอให้พวกมันบุกเข้ามา
ผมใช้เท้าถีบประตูห้องโถงที่พังแง้มอยู่ให้เปิดอ้าออก แล้วพุ่งตัวออกไปที่ชานระเบียงทันที!
ท่ามกลางม่านหมอกและแสงไฟสปอร์ตไลต์หน้ารถที่สาดส่องเข้ามาจนแสบตา
มือปืนชุดดำสองคนกำลังยืนเปลี่ยนซองกระสุนอยู่ข้างเสาระเบียง
ศูนย์เล็งลูกซองของผมทาบทับลงบนร่างของมือปืนคนแรกในระยะประชิดไม่เกินสามเมตร!
ตูมมมมมมมมมมม!
แรงถีบของปืนกระแทกไหล่ของผมอย่างรุนแรง
ร่างของมือปืนคนแรกถูกแรงปะทะซัดจนกระเด็นตกบันไดระเบียงไปในทันที!
มือปืนคนที่สองเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบยกปืนพกขึ้นเล็งมาที่ผม
แต่ผมไม่เปิดโอกาสให้มันได้ลั่นไก!
ผมใช้พานท้ายปืนลูกซองไม้หนา กระแทกเข้าเต็มขากรรไกรของมันอย่างสุดแรงเกิด!
ผัวะ!
เสียงกระดูกกรามลั่นเปรี๊ยะ มือปืนคนที่สองสลบเหมือดล้มตึงลงกับพื้นไม้ทันที เลือดสดๆ ทะลักออกจากจมูกและปาก
“ไอ้ธีร์! มึงตาย!”
เสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งดังขึ้นจากมุมมืดด้านซ้าย
อัศวินในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำ ก้าวพรวดออกมาจากเงามืดหลังเสาเอก
ในมือของมันถือปืนพกกล็อก 19 สีดำมะเมื่อม เล็งตรงมาที่ศีรษะของผมในระยะเผาขน!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง…
สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งให้ผมเอี้ยวตัวหลบไปทางขวาสุดแรง
เปรี้ยงงงงงงงงง!
ประกายไฟแล่นวาบออกจากปากกระบอกปืนของอัศวิน
คมกระสุนขนาด 9 มม. พุ่งเฉียดผ่านต้นแขนซ้ายของผมไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร!
ความร้อนและแรงเสียดสีฉีกกระชากเนื้อผ้าโค้ตจนขาดวิ่น เลือดสีแดงสดพุ่งซึมออกมาตามรอยแผลที่ถากลึกจนแสบร้อนดั่งถูกไฟลวก
ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของผมกลับไม่ยอมหยุดนิ่ง
ผมทิ้งปืนลูกซองที่กระสุนหมดลงบนพื้น พุ่งตัวเข้าชาร์จร่างของอัศวินอย่างบ้าคลั่งดั่งกระทิงเปลี่ยว!
โครมมมมมมมม!
ร่างของพวกเราทั้งสองคนกระแทกเข้ากับราวระเบียงไม้สักอย่างจังจนราวไม้หักสะบั้น!
เราสองคนกลิ้งตกลงมาจากระเบียงสูงสองเมตร ร่วงลงสู่พื้นดินโคลนชื้นแฉะเบื้องล่างด้วยเสียงทึบหนัก!
อั่ก!
แรงกระแทกทำให้ลมหายใจของผมจุกแน่นอยู่ในปอด ปืนพกในมือของอัศวินหลุดกระเด็นหายไปในดงหญ้ารกชัฏ
อัศวินดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง มันใช้กำปั้นขวาชกเข้าที่แผลที่ต้นแขนของผมอย่างจัง
“โอ๊ย!”
ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้แรงกดของผมชะงักไปชั่วพริบตา
อัศวินฉวยโอกาสนั้น พลิกตัวขึ้นมานั่งคร่อมร่างของผมไว้ สองมือหนาดั่งคีมเหล็กบีบเข้าที่ลำคอของผมอย่างแรงจนกระดูกคอลั่นกร๊อบ!
“มึงต้องตาย! ไอ้ธีร์!”
อัศวินแผดเสียงคำรามจนน้ำลายกระเซ็น ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวไปด้วยความวิปลาส
ดวงตาของมันแดงก่ำดั่งสัตว์ป่าที่กระหายเลือด
“ถ้าไม่มีมึง… บริษัทก็เป็นของกู! รินดาก็ต้องเป็นของกู!”
“กูจะส่งมึงลงไปนอนในนรก… แล้วกูจะขึ้นไปข่มขืนรินดาต่อหน้าลูกแฝดของมึง ก่อนจะเชือดคอพวกมันทิ้งให้หมด!”
คำพูดอันน่าสะอิดสะเอียนและต่ำช้าเกินกว่าความเป็นมนุษย์นั้น
ดั่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงนับหมื่นโวลต์ที่แล่นเข้าช็อตหัวใจของผมจนตื่นขึ้นจากความเจ็บปวด!
อากาศในปอดของผมเริ่มหมดลง สายตาเริ่มพร่ามัว
แต่ภาพของรินดา… ภาพของพลอยและพราวที่นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ในความมืด…
ผุดขึ้นมาในมโนสำนึกดั่งดวงประทีปที่ไม่มีวันดับสูญ
‘กูจะไม่ยอมตายตรงนี้…’
‘กูจะไม่ยอมให้มึงแตะต้องเมียและลูกของกูแม้แต่นิ้วเดียว!’
พลังเฮือกสุดท้ายของคนเป็นพ่อระเบิดขึ้นในความมืดมิด!
มือขวาของผมที่ปัดป่ายไปบนพื้นโคลน สัมผัสเข้ากับ ‘ก้อนหินภูเขา’ ขนาดเท่ากำปั้นที่ฝังตัวอยู่ในดิน
ผมกำก้อนหินเหลี่ยมคมนั้นไว้แน่น รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในชีวิต
แล้วฟาดก้อนหินนั้นเข้าที่ขมับขวาของอัศวินอย่างสุดแรงเกิด!
ผัวะ!
“อ๊ากกกกกกกกกกกก!”
เสียงกระดูกขมับลั่นเปรี๊ยะ อัศวินกรีดร้องโหยหวน มือที่บีบคอผมคลายออกทันที
เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากบาดแผลที่ขมับ อาบแก้มของมันจนกลายเป็นสีแดงฉาน
ร่างของมันเซถลาล้มหงายหลังลงไปในแอ่งโคลน
ผมไม่เปิดโอกาสให้มันได้ตั้งตัว!
ผมดีดตัวลุกขึ้นนั่งคร่อมร่างของมันไว้ทันที สองมือคว้าคอเสื้อแจ็กเก็ตของมันกระชากขึ้นมา
แล้วระดมหมัดขวาและหมัดซ้ายชกเข้าที่ใบหน้าของมันอย่างไม่ยั้ง!
ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!
“นี่สำหรับรินดา… ที่มึงสั่งเผาเธอทั้งเป็น!”
ผัวะ!
“นี่สำหรับลูกสาวของกู… ที่มึงบังคับให้พวกแกต้องอดอยากและหนีหัวซุกหัวซุนมาตลอดเจ็ดปี!”
ผัวะ! ผัวะ!
“และนี่… สำหรับความไว้ใจที่ครอบครัวกูเคยมอบให้มึง ไอ้สัตว์นรก!”
ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาและหยิ่งยโสของอัศวิน บัดนี้บวมช้ำจนจำเค้าเดิมไม่ได้
ดั้งจมูกหักสะบั้น ฟันหน้าหลุดร่วง เลือดกบปากจนมันสำลักออกมาเป็นลิ่มเลือด
มันยกสองมือที่สั่นเทาขึ้นมาไหว้ขอชีวิตอย่างน่าเวทนา
“พอแล้ว… พี่ธีร์… กูยอมแล้ว… อย่าฆ่ากู… กูขอร้อง…”
เสียงคร่ำครวญของมันแผ่วเบาและน่าสมเพช ดั่งสุนัขจรจัดที่กำลังจะขาดใจตาย
ผมง้างหมัดขวาขึ้นสูง ก้อนหินเปื้อนเลือดยังคงอยู่ในกำมือ
ดวงตาของผมลุกโชนไปด้วยเพลิงแค้นที่พร้อมจะทุบกะโหลกของมันให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงอยู่ตรงนี้!
“พี่ธีร์! หยุดก่อนค่ะ!”
เสียงร้องเรียกที่คุ้นเคยดังแว่วมาจากชานระเบียงบ้าน
ผมชะงักหมัดค้างอยู่กลางอากาศ
ผมค่อยๆ หันกลับไปมอง
รินดาเดินกะเผลกออกมาจากในบ้าน สองแขนโอบกอดพลอยและพราวไว้แนบกาย
เด็กทั้งสองคนยืนมองดูผมด้วยดวงตากลมโตที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา
แววตาอันบริสุทธิ์ของลูกสาวทั้งสองคน…
คือสายน้ำทิพย์ที่สาดรดลงบนกองเพลิงแห่งความเคียดแค้นในจิตใจของผมจนดับสนิทลงในเสี้ยววินาที
ผมลดมือลงช้าๆ ทิ้งก้อนหินเปื้อนเลือดลงบนพื้นดินดัง ตุบ
ผมไม่ยอมให้มือคู่นี้… มือที่ต้องใช้โอบกอดและลูบหัวลูกสาว… ต้องแปดเปื้อนเลือดของเศษสวะจนกลายเป็นฆาตกร!
“มึงไม่มีค่าพอที่จะให้กูต้องแลกด้วยการติดคุก อัศวิน…”
ผมเค้นเสียงพูดด้วยความรังเกียจอย่างถึงที่สุด
“กฎหมายและกรรมที่มึงก่อไว้… จะเป็นคนส่งมึงไปลงนรกเอง!”
วี้หว่อ… วี้หว่อ… วี้หว่ออออออ!
ทันใดนั้น เสียงไซเรนของรถตำรวจตระเวนชายแดนและรถของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นับสิบคัน
ก็ดังกระหึ่มแหวกลมหนาวเข้ามาในหุบเขาป่าสน!
แสงไฟวับวาบสีแดงและน้ำเงินสาดส่องตัดผ่านม่านหมอกเข้ามาจนสว่างไสวไปทั่วลานบ้าน
รถกระบะสายตรวจและรถตู้หน่วยปฏิบัติการพิเศษแล่นเข้ามาจอดปิดล้อมพื้นที่ไว้ทุกด้าน
เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธครบมือนับสามสิบนาย วิ่งกระจายกำลังเข้าควบคุมตัวมือปืนของอัศวินที่รอดชีวิตอยู่ทันที
พันตำรวจเอก หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ ก้าวลงมาจากรถพร้อมหมายจับสีแดงสดในมือ
“นายอัศวิน วรโชติพาณิชย์!”
นายตำรวจประกาศด้วยน้ำเสียงกึกก้อง ทรงอำนาจ
“คุณถูกจับกุมตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาจ้างวานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, วางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือน, ยักยอกทรัพย์ และความผิดฐานฟอกเงิน!”
“จากพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินที่ทนายความของคุณธีร์ และสายลับ DSI รวบรวมส่งมอบให้เมื่อช่วงหัวค่ำ!”
“เจ้าหน้าที่… ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปดำเนินคดีเดี๋ยวนี้!”
“ครับท่าน!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเข้าล็อกแขนของอัศวิน ดึงร่างที่สะบักสะบอมของมันขึ้นมาจากโคลน
กุญแจมือเหล็กกล้าเย็นเฉียบถูกสวมเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างของมันเสียงดัง คลิก!
อัศวินคอตก น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ไหลรินอาบใบหน้าที่เปรอะเปื้อนเลือดและโคลน
อำนาจ เงินทอง ความโลภ และแผนการชั่วร้ายที่มันสร้างขึ้นมาตลอดเจ็ดปี
บัดนี้พังทลายลงจนหมดสิ้น เหลือเพียงตราบาปของนักโทษประหารที่ไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีกต่อไป!
เสียงไซเรนรถตำรวจค่อยๆ แผ่วเบาลงตามระยะทางที่พวกมันถูกคุมตัวลงจากดอย
ความเงียบสงบอันบริสุทธิ์ของป่าสนสะเมิง… หวนคืนกลับมาสู่บ้านหลังนี้อีกครั้งอย่างแท้จริง
ผมค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนจากพื้นดิน
ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ต้นแขนยังคงแสบร้อน แต่หัวใจของผมกลับเบาสบายและเป็นอิสระอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในรอบสามปี
ผมเดินกะเผลกขึ้นบันไดระเบียงไม้ช้าๆ
รินดา พลอย และพราว ยืนรอผมอยู่ตรงนั้น
ทันทีที่ผมก้าวขึ้นมาถึงชานระเบียง…
“คุณพ่อ!”
เด็กหญิงฝาแฝดทั้งสองคนวิ่งโผเข้ามากอดขาของผมแน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความดีใจ
ผมย่อตัวลง คุกเข่าลงบนพื้นไม้ รวบร่างเล็กๆ ของลูกสาวทั้งสองคนเข้ามาไว้ในอ้อมอก กอดพวกแกไว้แนบแน่น
“ไม่เป็นไรแล้วนะลูก… ปลอดภัยแล้วครับ”
ผมจุมพิตลงบนหน้าผากของเด็กทั้งสองคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รินดาย่อตัวลงมาคุกเข่าเคียงข้างผม สองมือที่สั่นเทาของเธอเอื้อมมาประคองใบหน้าของผมไว้
ดวงตาคู่สวยของเธอทอประกายแห่งความรักและความเทิดทูนอย่างหาที่สุดมิได้
“ขอบคุณนะคะพี่ธีร์… ขอบคุณที่ปกป้องพวกเรา”
“ขอบคุณที่กลับมาหาบัวและลูกค่ะ”
ผมสบตาเธออย่างลึกซึ้ง เอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้แนบแก้ม
“พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ รินดา…”
“ขอบคุณที่เธอยังมีชีวิตอยู่… ขอบคุณที่เธออดทนและปกป้องของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในโลกนี้ไว้ให้พี่”
ผมโน้มตัวลง ประทับรอยจุมพิตอันแสนอ่อนโยน ลึกซึ้ง และเนิ่นนานลงบนริมฝีปากที่แห้งแตกของเธอ
จุมพิตที่ลบล้างรอยแผลเป็น ความเจ็บปวด และคืนวันอันมืดมิดในอดีตให้สูญสลายไปจนหมดสิ้น
เด็กหญิงทั้งสองคนหัวเราะคิกคัก เอาหน้าซุกเข้ากับอกของพวกเราสองคน
แสงสีทองอบอุ่นของรุ่งอรุณใหม่ ค่อยๆ สาดส่องพ้นทิวเขาสูงขึ้นมา
ขับไล่ความหนาวเหน็บและไอหมอกหนาทึบให้สลายไปในอากาศ
อาณาจักรแห่งความรัก ความอบอุ่น และครอบครัวที่แท้จริง… ได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ ณ ตรงนี้
…
หนึ่งปีต่อมา…
ณ บ้านพักตากอากาศกลางป่าสน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
บ้านพักไม้สักโบราณหลังเดิม บัดนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่อย่างงดงามและอบอุ่น
ระเบียงไม้กว้างขวางถูกต่อเติมให้มีราวกั้นที่ปลอดภัยและมีชิงช้าไม้สีขาวตัวใหญ่ตั้งอยู่ตรงมุมระเบียง
รอบบริเวณบ้าน มีแปลงปลูกดอกโมก ดอกกุหลาบเวียงพิงค์ และแปลงสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดที่กำลังออกผลดกเต็มต้น
เสียงหัวเราะใสแจ๋วดั่งกระดิ่งแก้วของเด็กหญิงสองคน ดังก้องกังวานไปทั่วผืนป่าสน
พลอยและพราวในวัยแปดขวบ สวมชุดกระโปรงเอี๊ยมยีนส์ทับเสื้อยืดสีชมพูสดใส
แก้มยุ้ยเปล่งปลั่งขึ้นสีชมพูระเรื่อ ผิวพรรณสดใส สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
พวกแกกำลังวิ่งไล่จับผีเสื้ออยู่บนสนามหญ้าหน้าบ้านอย่างมีความสุข
ในอ้อมแขนของพราว ยังคงมี ‘เจ้ากระต่ายปุย’ ตัวเดิมที่ได้รับการซักทำความสะอาดและเย็บซ่อมแซมจนดูเหมือนใหม่
บนชิงช้าไม้สีขาวริมระเบียง…
ผมนั่งโอบไหล่ของรินดาไว้แนบกาย
รินดาในชุดเดรสผ้าฝ้ายทอมือสีครีมเรียบหรู ใบหน้าของเธออิ่มเอิบและเปี่ยมไปด้วยความสงบสุขในจิตใจ
แม้ว่ารอยแผลเป็นบนแก้มซ้ายของเธอจะยังคงปรากฏอยู่จางๆ
แต่มันไม่ได้เป็นรอยแผลแห่งความอัปยศหรือความเจ็บปวดอีกต่อไป
หากแต่มันคือ ‘เหรียญกล้าหาญ’ แห่งความเป็นแม่ ที่เตือนใจให้เรารู้ว่าความรักของเธอทรงพลังและยิ่งใหญ่เพียงใด
และที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ…
แหวนแต่งงานเพชรเม็ดงามวงเดิมที่ผมเคยสวมให้เธอเมื่อสิบปีก่อน กลับคืนมาส่องประกายระยิบระยับล้อแสงแดดยามบ่ายอีกครั้ง
“พี่ธีร์คะ…”
รินดาเอ่ยขึ้นเบาๆ ซบศีรษะลงบนไหล่กว้างของผม
“คิดอะไรอยู่เหรอคะ? นั่งมองลูกยิ้มคนเดียวตั้งนานแล้ว”
ผมก้มลงจุมพิตบนเรือนผมหอมกรุ่นของเธออย่างแผ่วเบา
“พี่กำลังคิดว่า… ชีวิตของพี่โชคดีแค่ไหน ที่ได้มีพวกเธออยู่ตรงนี้”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่เคยคิดว่าการมีเงินทอง มีชื่อเสียง มีอำนาจในธุรกิจ คือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต”
“แต่วันนี้… พี่ได้เรียนรู้แล้วว่า”
ผมทอดสายตามองดูเด็กหญิงฝาแฝดทั้งสองคนที่กำลังกวักมือเรียกพวกเราด้วยรอยยิ้มสดใส
“สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในจักรวาลนี้… คือการได้ตื่นขึ้นมาเห็นรอยยิ้มของคนที่เรารัก”
“การได้กุมมือกันไว้แน่นๆ ในวันที่ต้องเผชิญกับพายุลมหนาว”
“และคำว่า ‘ครอบครัว’… ที่ไม่มีวันทอดทิ้งกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”
รินดายิ้มทั้งน้ำตา เธอเอื้อมมือขึ้นมาลูบแก้มของผมด้วยความรักทั้งหมดที่มีในหัวใจ
“บัวก็รักพี่ธีร์ค่ะ… รักยิ่งกว่าชีวิตของบัวเอง”
“คุณพ่อขา! คุณแม่ขา! มาดูนี่เร็วค่ะ! สตรอว์เบอร์รีสุกเต็มต้นเลยค่ะ!”
เสียงเจื้อยแจ้วของพลอยและพราวดังประสานกันขึ้นมา
ผมและรินดาสบตากันแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุข
เราสองคนลุกขึ้นจากชิงช้าไม้ จับมือกันไว้แน่น แล้วเดินก้าวลงบันไดระเบียงมุ่งหน้าไปหาลูกสาวทั้งสองคน
สายลมหนาวแห่งขุนเขาพัดผ่าน พัดพาเอาเศษใบสนแห้งให้ปลิวว่อนไปตามสายลม
แต่ในหัวใจของพวกเราทั้งสี่คน…
มีเพียงไออุ่นอันแสนบริสุทธิ์ แสงสว่างแห่งรุ่งอรุณใหม่ และความรักอันเป็นนิรันดร์ที่จะคงอยู่ตราบชั่วนานเท่านาน.
— จบบริบูรณ์ —
