ป้าข้างบ้านวิ่งมาโวยวายว่าได้ยิน

 

ป้าข้างบ้านวิ่งมาโวยวายว่าได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากบ้านของฉันทุกบ่าย ทั้งที่ฉันอาศัยอยู่ตัวคนเดียวและออกไปทำงานออฟฟิศตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

บทที่ 2

คำพูดประโยคนั้นของหญิงสาวแปลกหน้าทิ่มแทงทะลุแก้วหูของฉันราวกับเข็มพิษที่แช่เย็นจัด

 

อากาศภายในช่องแคบใต้เตียงนอนที่เคยอบอ้าวและเต็มไปด้วยฝุ่นผง ราวกับพลันลดฮวบลงจนกลายเป็นจุดเยือกแข็งในพริบตาเดียว เลือดทุกหยดในกายของฉันหยุดไหลเวียน ปลายมือและปลายเท้าเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก ฉันนอนคว่ำหน้าแนบชิดกับพื้นไม้ปาร์เกต์ที่เย็นเยียบ คางเกยอยู่บนท่อนแขนของตัวเองที่เกร็งแข็งจนสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้

 

ฉันต้องใช้ฟันหน้ากัดริมฝีปากล่างของตัวเองไว้แน่นจนสัมผัสได้ถึงรสชาติคาวกร่อยของหยดเลือดที่ซึมออกมา เพื่อสะกดกลั้นเสียงหวีดร้องและเสียงสะอื้นที่กำลังทะลักล้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ

 

ปลายรองเท้าคัทชูส้นสูงสีดำขลับคู่นั้นยังคงหยุดนิ่งอยู่ห่างจากปลายจมูกของฉันเพียงคืบเศษ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาผสมกุหลาบป่าที่ฉุนกึกจนแสบโพรงจมูกลอยอวลอยู่เหนือศีรษะ มันเป็นกลิ่นหอมของความมั่งคั่งที่หรูหรา ทว่าเจือปนไปด้วยความเสแสร้งและอันตรายที่มองไม่เห็น

 

“แล้วเธอเห็นตัวมันหรือยังล่ะ กานดา?”

 

เสียงทุ้มต่ำที่ตอบกลับมาจากลำโพงโทรศัพท์มือถือดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนที่เงียบสงัด มันเป็นเสียงที่มีน้ำหนัก เสียงที่มีจังหวะการเว้นวรรคหายใจอย่างใจเย็นและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง น้ำเสียงที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

 

นั่นคือเสียงของธีร์ไม่ผิดแน่ น้ำเสียงที่เคยกระซิบข้างหูฉันในคืนวันแต่งงาน น้ำเสียงที่เคยเอ่ยปลอบประโลมในวันที่ฉันเหนื่อยล้าจากที่ทำงาน และเป็นน้ำเสียงเดียวกับที่ฉันเคยร่ำไห้ปานจะขาดใจเมื่อคิดว่าจะไม่มีวันได้ยินมันอีกชั่วชีวิตหลังจากอุบัติเหตุไฟคลอกในคืนฝนตกครั้งนั้น

 

แต่ในเวลานี้ น้ำเสียงเดียวกันนั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง มันปราศจากร่องรอยของความผูกพัน มีเพียงความเยือกเย็น แข็งกระด้าง และแฝงไปด้วยความรำคาญใจอย่างโจ่งแจ้ง

 

“ยังไม่เห็นตัวเลยค่ะพี่ธีร์” หญิงสาวที่ถูกเรียกว่ากานดากรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์อย่างกระวนกระวาย นิ้วมือที่ประดับด้วยแหวนเพชรเม็ดโตเคาะลงบนขอบเตียงไม้สักเป็นจังหวะรัวเร็ว

 

“แต่รถยนต์ของมันจอดแอบอยู่หลังศาลาการเปรียญที่วัดท้ายซอยจริงๆ กานดาเห็นกับตาตอนขับรถสวนเข้ามา กระเป๋าทำงานของมันยังวางอยู่ที่เบาะหลังด้วยซ้ำ แสดงว่ามันต้องย้อนกลับมาที่นี่แน่ๆ มันอาจจะแอบดูเราอยู่แถวนี้ก็ได้นะคะพี่ธีร์!”

 

กานดาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เสียงส้นสูงบดขยี้ลงบนพื้นไม้เสียงดังกึกกัก เธอเดินวนไปรอบห้องนอนอย่างกระสับกระส่าย ชายกระโปรงผ้าไหมสีครีมสะบัดพลิ้วตัดผ่านสายตาของฉันที่จ้องมองลอดผ่านช่องว่างแคบๆ ระหว่างผ้าปูที่นอนกับพื้นห้อง

 

“ใจเย็นๆ ก่อน อย่าเพิ่งตื่นตูมไป” เสียงของธีร์ดังแทรกขึ้นมาด้วยความสุขุมที่น่าสะพรึงกลัว “รินรดาเป็นคนขี้ขลาดและคิดมาก มันไม่มีทางบุ่มบ่ามทำอะไรโง่ๆ หรอก ป่านนี้มันอาจจะแค่สงสัยเรื่องเสียงที่ป้าข้างบ้านไปฟ้อง แล้วแอบไปยืนสังเกตการณ์อยู่แถวหน้ารั้วก็ได้”

 

“แล้วถ้ามันเข้ามาในบ้านแล้วล่ะคะ?” กานดาถามเสียงสูง แววตาที่สะท้อนผ่านกระจกโต๊ะเครื่องแป้งเต็มไปด้วยความหวาดระแวง คิ้วเรียวโก่งขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปม

 

“ถ้ามันอยู่ในบ้าน เธอก็แค่ต้องจัดการหาของให้เจอก่อนที่มันจะรู้ตัว” ธีร์สั่งการอย่างเด็ดขาด “เอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนเดิมของพ่อมันกับสัญญากรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับแก้ไขที่ฉันแอบซ่อนไว้ในตู้เซฟหลังรูปแต่งงาน ถ้าไม่ได้เอกสารชุดนั้นพร้อมลายเซ็นมอบอำนาจตัวจริง เงินประกันหกสิบล้านกับเงินในบัญชีต่างประเทศที่เราโอนลอยไว้จะถูกระงับทันทีเมื่อครบกำหนดสองปีในสัปดาห์หน้า”

 

หัวใจของฉันกระตุกวูบอย่างรุนแรงราวกับถูกกระชากหลุดออกจากขั้ว อากาศในปอดเหมือนจะหมดไปในชั่วขณะ

 

เงินประกันหกสิบล้าน? สัญญากรมธรรม์ฉบับแก้ไข? บัญชีต่างประเทศ?

 

ความจริงอันอำมหิตเริ่มปะติดปะต่อกันในหัวสมองของฉันราวกับภาพจิ๊กซอว์ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด อุบัติเหตุรถยนต์ตกข้างทางจนเกิดเพลิงไหม้เมื่อสองปีก่อน… สภาพศพที่ไหม้เกรียมจนจำเค้าเดิมไม่ได้… เอกสารยืนยันตัวตนจากประวัติการทำฟันที่ถูกรับรองอย่างเร่งรีบ… และการที่ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ดูหน้าศพของสามีตัวเองอย่างใกล้ชิด

 

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่โศกนาฏกรรมแห่งความสูญเสีย หากแต่มันคือละครฉากใหญ่ที่ถูกจัดฉากขึ้นมาอย่างแนบเนียนเพื่อเงินมหาศาล และเพื่อปลดแอกตัวเขาเองออกจากชีวิตสมรสอันจำเจกับผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างฉัน

 

“แล้วนังตัวดีที่อยู่ในห้องเก็บของล่ะคะพี่ธีร์?” กานดาหยุดเดินกะทันหัน เธอหันหน้าไปทางผนังห้องด้านที่ติดกับห้องทำงานของธีร์ “เมื่อวานมันแผลงฤทธิ์อีกแล้ว กานดาเอาน้ำกับข้าวเข้าไปให้ มันก็พยายามจะพุ่งเข้ามากัด แล้วยังกรีดร้องลั่นจนป้าแก่ๆ ข้างบ้านได้ยินนั่นแหละ ถ้าวันนี้มันยังไม่ยอมบอกรหัสผ่านบัญชีคริปโต กานดาว่าเราคงต้องปิดปากมันให้เงียบสนิทตลอดกาลได้แล้วนะคะ”

 

“อย่าเพิ่งวู่วาม” เสียงของธีร์เข้มขึ้น แฝงไปด้วยความรังเกียจ “ถ้ามันตายก่อนจะปลดล็อกกุญแจดิจิทัล เงินอีกสามสิบล้านที่เรายักยอกมาจากบริษัทร่วมทุนจะหายไปในอากาศทันที อดทนอีกแค่วันเดียว วันนี้ฉันกำลังขับรถลงมาจากเชียงใหม่ น่าจะถึงกรุงเทพฯ ไม่เกินบ่ายสามโมง ฉันจะเป็นคนเข้าไปคุยกับมันเอง”

 

“บ่ายสามโมงเหรอคะ?” กานดาถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีแดงสดเหยียดยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก “ดีค่ะ กานดาเบื่อเต็มทนแล้วที่ต้องขับรถแอบเข้ามาที่บ้านซอมซ่อหลังนี้ทุกวันเพื่อคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้มัน แถมยังต้องทนดมกลิ่นสาบความจนของเมียเก่าพี่อีก”

 

เสียงฝีเท้าของกานดาขยับเข้ามาใกล้เตียงนอนอีกครั้ง คราวนี้เธอทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกหนานุ่มเหนือศีรษะของฉันพอดี

 

แรงกดจากน้ำหนักตัวของเธอส่งผลให้สปริงเตียงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ใต้โครงเตียงร่วงกราวลงมารดแผ่นหลังและเส้นผมของฉัน ฉันต้องกลั้นหายใจจนหน้าอกปวดแสบปวดร้อน ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองปลายรองเท้าของเธอที่แกว่งไปมาอยู่ในระยะประชิด

 

กานดาวางกระเป๋าถือลงบนตัก เธอรูดซิปเปิดกระเป๋าแล้วหยิบตลับแป้งกับลิปสติกขึ้นมาส่องกระจกแต่งหน้า ท่าทางของเธอดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าธีร์กำลังเดินทางมาสมทบ

 

ทันใดนั้นเอง ปลอกลิปสติกสีทองหรูหราที่อยู่ในมือของเธอก็พลันลื่นหลุดจากนิ้วมือ

 

แก๊ก!

 

แท่งลิปสติกทรงกระบอกตกลงกระทบพื้นไม้ปาร์เกต์ ก่อนจะหมุนคว้างและกลิ้งหลบเข้าไปใต้ชายผ้าปูที่นอน… มุ่งตรงมายังจุดที่ฉันนอนซ่อนตัวอยู่!

 

เวลาในวินาทีนั้นเหมือนจะหยุดหมุน ลิปสติกแท่งนั้นกลิ้งมาหยุดอยู่ห่างจากปลายนิ้วมือข้างซ้ายของฉันเพียงไม่กี่เซนติเมตร

 

เงาดำของกานดาเริ่มโน้มต่ำลง ชายกระโปรงของเธอขยับเปิดออก เผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องที่กำลังย่อตัวลงเพื่อก้มมองหาของที่ทำหล่น

 

ฉันรู้ดีว่า หากเธอก้มลงมามองลอดใต้เตียงเพียงแค่องศาเดียว สายตาของเธอจะต้องประสานเข้ากับดวงตาของฉันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

 

สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งให้ฉันค่อยๆ เกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย ฉันใช้ปลายเล็บจิกแน่นลงบนพื้นไม้ ค่อยๆ เลื่อนกายถอยหลังอย่างเชื่องช้าและแผ่วเบาราวกับผีเสื้อขยับปีก ถอยร่นเข้าไปในมุมมืดที่ลึกที่สุดด้านหลังกล่องพลาสติกเก็บของเก่าที่วางเรียงรายอยู่ใต้เตียง

 

หัวใจของฉันเต้นกระหน่ำรุนแรงจนกลัวว่าเสียงของมันจะดังก้องออกมานอกอก เหงื่อกาฬไหลซึมเปียกชุ่มเสื้อเชิ้ตทำงานจนแนบเนื้อ

 

มือเรียวยาวของกานดาที่ทาเล็บสีแดงสดเอื้อมลอดผ่านชายผ้าปูที่นอนเข้ามา ปลายนิ้วของเธอควานหาไปบนพื้นไม้ปาร์เกต์ สะเปะสะปะไปมาในความสลัว

 

ปลายเล็บของเธอเฉียดผ่านปลายนิ้วชี้ของฉันไปเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด!

 

ลมหายใจของฉันสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อประหนึ่งก้อนหิน ฉันจ้องมองมือคู่นั้นด้วยความพรั่นพรึงสุดขีด ถ้าเธอขยับเข้ามาอีกเพียงหนึ่งนิ้ว… เธอจะได้สัมผัสกับผิวหนังมนุษย์ที่ยังมีชีวิตและกำลังสั่นเทาอยู่ตรงนี้

 

ในที่สุด ปลายนิ้วของเธอก็แตะโดนแท่งลิปสติกสีทอง กานดาคว้ามันหมับแล้วดึงมือกลับออกไปอย่างรวดเร็ว

 

“เฮ้อ… เลอะฝุ่นหมดเลย สกปรกจริงเชียว บ้านหลังนี้ไม่มีปัญญาจ้างแม่บ้านหรือไงนะ” เธอพึมพำด้วยความรังเกียจพลางใช้กระดาษทิชชูเช็ดทำความสะอาดแท่งลิปสติก

 

เสียงฝีเท้าของเธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของธีร์ที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างบานเกล็ด เสียงเลื่อนลิ้นชักและเสียงรื้อค้นเอกสารดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจ กานดากำลังกวาดสายตามองหาเอกสารตามคำสั่งของสามีฉัน

 

แต่แล้ว ในความเงียบสงัดที่ถูกแทรกด้วยเสียงกระดาษพลิกไปมานั้นเอง…

 

ตึง! ตึง! ตึง!

 

เสียงทุบของแข็งดังสะท้อนออกมาจากผนังห้องฝั่งตรงข้าม มันไม่ใช่เสียงเคาะประตูธรรมดา หากแต่เป็นเสียงกระแทกอย่างบ้าคลั่ง สิ้นหวัง และรุนแรง ตามมาด้วยเสียงอู้อี้เหมือนเสียงของใครบางคนที่พยายามจะกรีดร้องผ่านผ้าผูกปากที่หนาแน่น

 

นั่นคือต้นตอของเสียงที่ป้าสมศรีได้ยินทุกบ่าย!

 

กานดาชะงักมือที่กำลังรื้อเอกสารทันที เธอสบถคำหยาบคายออกมาเบาๆ ด้วยความโมโห ใบหน้าที่แต่งแต้มไว้อย่างงดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น

 

“อีนี่… ฤทธิ์มากนักนะ มึงอยากตายเร็วกว่ากำหนดใช่ไหม!”

 

กานดากระแทกลิ้นชักปิดเสียงดังสนั่น ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือแล้วก้าวเท้ายาวๆ ออกจากห้องนอนไป เสียงส้นสูงของเธอมุ่งหน้าตรงไปยังห้องทำงานที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นห้องที่ฉันปิดตายไว้ตลอดสองปีเพราะไม่อาจทนมองข้าวของเครื่องใช้ของสามีที่จากไปได้

 

เสียงไขกุญแจห้องทำงานดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงผลักบานประตูไม้สักหนักๆ ให้เปิดออก

 

ฉันรู้ว่านี่คือโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้ายในชีวิตของฉัน

 

หากฉันยังคงนอนรอความตายอยู่ใต้เตียงนี้ต่อไป เมื่อธีร์เดินทางมาถึงในเวลาบ่ายสามโมง ชะตากรรมของฉันคงไม่ต่างจากหญิงสาวปริศนาที่ถูกขังอยู่หลังกำแพงนั้น หรือแย่กว่านั้น… ฉันอาจจะกลายเป็นศพที่สองที่ถูกเผาทำลายหลักฐานอย่างไร้ร่องรอย

 

ฉันค่อยๆ คลานออกมาจากใต้เตียงนอนอย่างระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเชื่องช้าและไร้เสียง ฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามเสื้อผ้าทำให้ฉันคันคอจนแทบจะไอ แต่ฉันต้องกลืนน้ำลายขมปร่าลงคอเพื่อสะกดมันไว้

 

ฉันถอดรองเท้าคัทชูของตัวเองทิ้งไว้ แล้วย่องด้วยเท้าเปล่าไปที่ขอบประตูห้องนอน

 

แผ่นหลังของฉันแนบชิดกับผนังโถงทางเดิน ฉันค่อยๆ ชะโงกหน้าออกไปมองบานประตูห้องทำงานของธีร์ที่เปิดแง้มอยู่ แสงไฟนีออนสีขาวจากห้องนั้นส่องลอดออกมาเป็นทางยาว ทาบลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ที่เงียบสงัด

 

เสียงตบหน้าอย่างรุนแรงดังฉาดใหญ่สะท้อนออกมาจากด้านใน!

 

“หุบปาก! ถ้ามึงยังกล้าส่งเสียงร้องอีกแม้แต่แอะเดียว กูจะเอามีดกรีดคอหอยมึงเดี๋ยวนี้!” เสียงของกานดากร้าวและเหี้ยมเกรียมจนน่าขนลุก

 

ตามมาด้วยเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง

 

ฉันขยับตัวเข้าไปใกล้ประตูห้องทำงานทีละก้าว หัวใจเต้นรัวเร็วประหนึ่งเสียงกลองศึก เมื่อมองลอดผ่านช่องว่างของประตูเข้าไป สิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับไม่ใช่ห้องทำงานธรรมดาที่ฉันคุ้นเคย

 

ชั้นหนังสือไม้สักขนาดใหญ่ที่เคยตั้งชิดผนังห้องถูกเลื่อนเปิดออกราวกับประตูลับ เผยให้เห็นช่องทางเดินแคบๆ ที่เจาะทะลุเข้าไปในพื้นที่ใต้หลังคาและห้องเก็บของใต้ฝ้าเพดาน ซึ่งเป็นจุดอับของโครงสร้างบ้านที่ไม่มีใครสังเกตเห็นจากภายนอก

 

ภายในห้องลับที่มืดทึบและอับชื้นนั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งในสภาพอิดโรยและทรุดโทรมจนน่าเวทนานั่งถูกมัดตรึงไว้กับเก้าอี้เหล็ก แขนทั้งสองข้างของเธอถูกไพล่หลังด้วยสายรัดเคเบิลไทร์ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว ริมฝีปากแตกจนเลือดไหลซึมเป็นคราบกรัง เส้นผมกระเซอะกระเซิงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเหงื่อและสิ่งปฏิกูล

 

หญิงสาวคนนั้นสวมเสื้อกาวน์สีขาวที่ขาดวิ่นและเปื้อนคราบเลือด… ที่หน้าอกเสื้อมีป้ายชื่อพลาสติกห้อยอยู่เลือนราง

 

‘แพทย์หญิง กรณ์กนก’

 

ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ

 

หมอกรณ์กนกคือแพทย์นิติเวชประจำโรงพยาบาลศูนย์ที่เคยชันสูตรพลิกศพในคืนที่เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ของธีร์! เธอคือคนที่เดินออกมาจากห้องดับจิตในคืนนั้น แล้วยื่นเอกสารผลการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลให้ฉันเซ็นรับทราบด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและสั่นระริก

 

ทำไมคุณหมอถึงมาถูกขังและทำร้ายร่างกายอยู่ในบ้านของฉันได้?

 

“พี่ธีร์กำลังจะมาถึงแล้ว” กานดาพูดขู่พลางชักมีดพับเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าถือ ปลายมีดสะท้อนแสงไฟนีออนวาววับ “ถ้ามึงยังไม่ยอมมอบรหัสผ่านคลังข้อมูลหลักฐานการชันสูตรปลอมที่มึงแอบก๊อปปี้เก็บไว้ในแฟลชไดรฟ์ พี่ธีร์คงไม่ปล่อยให้มึงมีลมหายใจข้ามพ้นวันนี้แน่ๆ มึงคิดจริงๆ เหรอว่าการแบล็กเมล์เรียกเงินพวกกูจะทำให้มึงรอดไปได้?”

 

หมอกรณ์กนกเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ แววตาของเธอแม้จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเหนื่อยล้า แต่กลับไม่มีความยอมจำนนหลงเหลืออยู่เลย

 

“พวกแก… มันสัตว์นรก…” คุณหมอเค้นเสียงพูดลอดไรฟันที่เปื้อนเลือด “ไอ้ธีร์มันวางแผนฆ่าคนจรจัด… เอารถไปชนแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็นเพื่อเอาศพมาสวมรอยเป็นตัวเอง… ฉันยอมช่วยพวกแกเพราะแกขู่จะฆ่าลูกสาวฉัน… แต่พวกแกกลับหักหลังและลักพาตัวฉันมาขังไว้ที่นี่…”

 

คำสารภาพนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกะโหลกศีรษะของฉันอย่างจัง

 

ศพที่ไหม้เกรียมในคืนนั้น… ไม่ใช่ธีร์!

 

แต่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เป็นคนจรจัดที่ถูกหลอกมาฆ่าอย่างเหี้ยมโหดและเลือดเย็นที่สุด เพียงเพื่อให้ธีร์ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่พร้อมกับเงินประกันมหาศาล และทิ้งให้ฉันจมปลักอยู่กับตราบาป ความโศกเศร้า และความเดียวดายตลอดสองปีเต็ม

 

ความรัก ความผูกพัน ความอาลัยอาวรณ์ที่ฉันเคยกอดเก็บไว้ในใจตลอดเจ็ดร้อยกว่าวัน มลายหายไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความโกรธแค้นอันมหาศาลที่ลุกโชนขึ้นมาราวกับเปลวเพลิงในนรก

 

ฉันไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไปแล้ว ความกลัวได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัดอย่างน่าประหลาด

 

“ปากดีนักนะ!” กานดาเงื้อมือขึ้นสูง เตรียมจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของคุณหมออีกครั้ง

 

จังหวะนั้นเอง ส้นเท้าของฉันขยับไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ สายตาของฉันเหลือบไปเห็นที่ทับกระดาษทองเหลืองรูปม้าทรงกลมหนาหนัก ซึ่งเคยวางอยู่บนโต๊ะทำงานของธีร์และกานดาเพิ่งจะหยิบมันมาวางไว้ตรงขอบตู้ใกล้ทางเข้า

 

ฉันเอื้อมมือไปคว้าที่ทับกระดาษทองเหลืองนั้นไว้แน่นในอุ้งมือ ความเย็นของโลหะแล่นพล่านเข้าสู่กระแสเลือด ปลุกเร้าความเด็ดเดี่ยวในส่วนลึกของจิตใจ

 

ฉันก้าวเท้าเข้าไปในห้องลับอย่างรวดเร็วและไร้เสียง

 

เงาของฉันทอดทาบลงบนร่างของกานดาจากทางด้านหลัง หมอกรณ์กนกเป็นคนแรกที่เหลือบสายตาขึ้นมาเห็นฉัน ดวงตาที่บวมช้ำของคุณหมอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง แต่เธอมีไหวพริบพอที่จะไม่ส่งเสียงร้องออกมา

 

กานดารู้สึกได้ถึงความผิดปกติจากปฏิกิริยาของคนตรงหน้า เธอเริ่มเอี้ยวคอกลับมามอง

 

“ใคร…”

 

ยังไม่ทันที่คำพูดจะหลุดพ้นจากริมฝีปากสีแดงสดของเธอ ฉันก็เหวี่ยงที่ทับกระดาษทองเหลืองในมือสุดแรงเกิด!

 

พลั่ก!

 

โลหะหนาหนักกระแทกเข้าที่ขมับด้านขวาของกานดาอย่างจัง เสียงกระดูกกระทบกับโลหะดังก้องในความเงียบ ร่างของเธอเซถลาไปชนกับชั้นวางของเหล็ก ข้าวของบนชั้นร่วงกราวลงมากระจายเต็มพื้น

 

มีดพับในมือของเธอร่วงหลุดและกระเด็นไปตกอยู่ใต้เก้าอี้

 

กานดายกมือขึ้นกุมขมับที่มีเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาตามซอกนิ้ว ใบหน้าที่เคยเชิดหยิ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความตื่นตระหนกสุดขีด เธอหันมามองฉันด้วยดวงตาที่พร่ามัว

 

“แก… นังรินรดา!” เธอเค้นเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะพยายามพุ่งตัวเข้าใส่ฉันเหมือนสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ

 

แต่ฉันไม่ได้เป็นผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมจำนนต่อชะตากรรมอีกต่อไปแล้ว

 

ฉันเบี่ยงตัวหลบการจู่โจมของเธอได้อย่างหวุดหวิด ปล่อยให้ร่างของเธอถลาเลยไปข้างหน้า ก่อนที่ฉันจะใช้สองมือจับที่ทับกระดาษฟาดลงไปที่ท้ายทอยของเธอซ้ำอีกครั้งด้วยพลังทั้งหมดที่มี!

 

ร่างของกานดาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นไม้ปาร์เกต์ทันที ดวงตาของเธอเหลือกค้างก่อนจะปิดสนิทลง ลมหายใจของเธอแผ่วเบาและไร้สติ เลือดสีแดงคล้ำค่อยๆ ไหลซึมเปรอะเปื้อนเส้นผมที่ดัดเป็นลอนสวยงามของเธอ

 

ฉันยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่เหนือร่างของหญิงสาวชู้รัก ร่างกายของฉันสั่นสะท้านไปด้วยอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่าน ที่ทับกระดาษทองเหลืองในมือเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดอุ่นๆ

 

“คุณ… คุณรินรดาใช่ไหม…” เสียงแหบพร่าของหมอกรณ์กนกดังขึ้นจากด้านหลัง

 

ฉันหันกลับไปมองคุณหมอ สองมือยังคงสั่นเทา ฉันรีบหยิบมีดพับที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้ววิ่งเข้าไปตัดสายรัดเคเบิลไทร์ที่พันธนาการข้อมือและข้อเท้าของคุณหมอออกอย่างเร่งรีบ

 

“คุณหมอปลอดภัยแล้วค่ะ… ไม่เป็นไรแล้วนะคะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นเครือ

 

หมอกรณ์กนกทรุดตัวลงสู่อ้อมแขนของฉันอย่างหมดเรี่ยวแรง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ น้ำตาแห่งความโล่งอกไหลอาบสองแก้มที่บวมช้ำ

 

“หนีไป… คุณรินรดา… เรารีบหนีออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้…” คุณหมอกระซิบเตือนด้วยความตระหนก “ไอ้ธีร์มันไม่ได้มาคนเดียว… มันมีอาวุธปืน… มันตั้งใจจะมาจัดฉากให้คุณกลายเป็นคนร้ายที่ลักพาตัวฉันมาฆ่า แล้วทำให้คุณตายตามไปด้วยเพื่อฮุบเงินทั้งหมด!”

 

ทันใดนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของกานดาที่ตกอยู่บนพื้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

 

เสียงเรียกเข้าเป็นเสียงสัญญาณเตือนแบบวิดีโอคอล หน้าจอสมาร์ตโฟนสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด แสดงชื่อผู้โทรเข้าอย่างชัดเจน

 

‘ที่รัก’

 

ฉันก้าวเท้าข้ามร่างที่หมดสติของกานดา เดินตรงไปก้มลงหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นระริก

 

นิ้วโป้งของฉันเลื่อนปุ่มรับสายและเปิดระบบกล้องหน้าอย่างช้าๆ

 

ภาพที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดสี่เหลี่ยมคือใบหน้าของผู้ชายที่ฉันเคยรักหมดหัวใจ ชายผู้ที่ฉันเคยคิดว่านอนหลับใหลอย่างสงบอยู่ในสวรรค์

 

ธีร์ยังคงดูดีเหมือนเดิมทุกประการ ทรงผมถูกเซตไว้อย่างประณีต ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้ร่องรอยบาดแผลจากไฟไหม้ เขากำลังสวมแว่นตากันแดดสีดำและนั่งอยู่หลังพวงมาลัยของรถยนต์เอสยูวีคันใหญ่

 

“กานดา เจอรหัสผ่านหรือยัง? พี่กำลังเลี้ยวเข้าปากซอยหมู่บ้านแล้วเนี่ย…” ธีร์พูดขึ้นมาโดยไม่ได้มองหน้าจอในทันที

 

ฉันจ้องมองใบหน้าของเขาผ่านหน้าจอด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเย็นเยียบประหนึ่งก้อนน้ำแข็ง

 

“ธีร์…” ฉันเปล่งเสียงเรียกชื่อเขาออกไปเบาๆ แต่หนักแน่นและชัดเจนในทุกพยางค์

 

ชายหนุ่มในหน้าจอชะงักกึกทันที เขาดึงแว่นตากันแดดสีดำออกจากใบหน้าอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่คมของเขาเบิกกว้างเมื่อจ้องมองภาพที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์

 

ความเงียบงันอันน่าขนลุกเข้าปกคลุมระหว่างเราสองคนผ่านสัญญาณคลื่นดิจิทัล

 

รอยยิ้มที่เคยอบอุ่นของธีร์ค่อยๆ บิดเบี้ยว กลายสภาพเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและเลือดเย็นที่ฉันไม่เคยพบเห็นมาก่อนตลอดเจ็ดปีที่อยู่ร่วมกัน

 

“อ้าว… นึกว่าใคร ที่แท้ก็เมียแสนดีของฉันนี่เอง” ธีร์หัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเย้ยหยันอันดำมืด

 

“แกยังไม่ตาย…” ฉันเค้นเสียงพูด ลมหายใจร้อนผ่าวด้วยความโกรธแค้น “แกฆ่าคนอื่น… แกแกล้งตาย… แกทำลายชีวิตฉันเพื่อเงินสกปรกพวกนี้งั้นเหรอ!”

 

“อย่าพูดจาไร้เดียงสาไปหน่อยเลยน่ารินรดา” ธีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ชีวิตคู่ที่น่าเบื่อกับเงินเดือนข้าราชการชนชั้นกลางแบบเธอมันจะไปพออะไร คนเรามันต้องก้าวไปข้างหน้า โลกนี้มันขับเคลื่อนด้วยเงิน ไม่ใช่ความรักเพ้อเจ้อที่เธอยึดติด”

 

ธีร์ขยับกล้องโทรศัพท์ให้มองเห็นกระจกหน้ารถของเขา

 

ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบลงอีกครั้ง

 

ภาพหน้ารถของเขา… คือซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้านของเราเอง!

 

เขากำลังขับรถแล่นผ่านป้อมยามหน้าหมู่บ้านเข้ามาอย่างช้าๆ โดยที่ไม้กั้นเปิดขึ้นอย่างง่ายดาย

 

“รินรดาจ๋า…” ธีร์กระซิบผ่านลำโพงด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้ขนหัวลุก “เธอคิดจริงๆ เหรอว่าเธอจะหนีพ้น? ลองมองออกไปที่หน้าต่างหน้าบ้านสิ… ผัวของเธอกลับมาหาถึงบ้านแล้วนะ”

 

สัญญาณวิดีโอคอลถูกตัดลงทันที หน้าจอมือถือดับมืดลง

 

และในวินาทีนั้นเอง…

 

เสียงเครื่องยนต์ของรถเอสยูวีขนาดใหญ่ก็แล่นมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูรั้วบ้านของฉันอย่างพอดิบพอดี

 

ตามมาด้วยเสียงดับเครื่องยนต์ และเสียงปิดประตูดัง ‘ปัง’ ที่ดังก้องกังวานเข้ามาถึงในตัวบ้าน!

 

บทที่ 3

เสียงยางรถยนต์บดขยี้ลงบนเศษกรวดหน้าบ้านยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของฉัน ราวกับเสียงนับถอยหลังของมัจจุราชที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาปลิดชีวิต

 

บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังนี้ ที่ฉันเคยเชื่อมั่นมาตลอดว่าเป็นหลุมหลบภัยที่อบอุ่นและปลอดภัยที่สุดในโลก บัดนี้ได้แปรสภาพกลายเป็นกรงขังมรณะที่พร้อมจะกลืนกินลมหายใจของฉันลงสู่ห้วงอเวจี

 

“เขามาถึงแล้ว…” หมอกรณ์กนกพยายามพยุงร่างที่บอบช้ำลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งเกาะขอบโต๊ะทำงานไว้แน่น ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก “คุณรินรดา… เราต้องหนีออกทางหลังบ้าน เดี๋ยวนี้เลย!”

 

“หนีไม่ทันแล้วค่ะคุณหมอ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทจนตัวเองยังรู้สึกประหลาดใจ

 

ฉันเดินตรงไปที่หน้าต่างบานเกล็ดของห้องทำงาน ค่อยๆ ใช้นิ้วมือแง้มม่านบังตาออกเพียงเล็กน้อยเพื่อมองลงไปยังลานหน้าบ้าน

 

ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มทอแสงสีส้มอมเทา ชายในชุดสูทลำลองสีเข้มกำลังก้าวลงมาจากรถเอสยูวีสีดำคันหรู เขายกมือขึ้นเสยผมอย่างใจเย็น ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจราวกับกำลังเดินเข้าบ้านตัวเองในวันหยุดสุดสัปดาห์

 

แต่ที่มือขวาของเขา… มีปืนพกกึ่งอัตโนมัติสีดำด้านกระชับแน่นอยู่ในอุ้งมือ ปลายกระบอกปืนแนบขนานไปกับแนวขากางเกงอย่างแนบเนียน

 

เสียงลูกกุญแจเหล็กกระทบกันดังกริ๊กๆ จากหน้าประตูรั้ว

 

ธีร์ยังมีกุญแจสำรองของบ้านหลังนี้อยู่ครบทุกดอก เขารู้จักบ้านหลังนี้ดีพอๆ กับฉัน หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะเขาเป็นคนออกแบบและควบคุมการต่อเติมบ้านหลังนี้ด้วยตัวเองทั้งหมดเมื่อห้าปีก่อน

 

“ถ้าเราวิ่งออกไปทางหลังบ้าน เสียงเปิดประตูด้านหลังจะทำให้เขารู้ตัวทันที รั้วหลังบ้านติดกับดงกระถินและกำแพงสูงสองเมตร คุณหมอในสภาพนี้ปีนข้ามไปไม่ไหวแน่ๆ ค่ะ” ฉันหันกลับมาประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็น

 

สองปีแห่งความโศกเศร้าและความโดดเดี่ยวได้หล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาตัวเองในทุกๆ วินาที ฉันเคยผ่านจุดที่คิดว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้ว และความรู้สึกนั้นเองที่กำลังกลายมาเป็นเกราะกำบังความกลัวในจิตใจของฉัน

 

“แล้ว… แล้วเราจะทำยังไงกันดี?” คุณหมอถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเอ่อคลอ

 

“เราต้องสู้ค่ะ” ฉันสบตากับคุณหมอนิ่ง แววตาของฉันไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป “บ้านหลังนี้เป็นบ้านของฉัน ฉันอยู่ที่นี่มาสองปีเต็มในความมืด ฉันรู้ว่าไม้กระดานแผ่นไหนเหยียบแล้วจะมีเสียง ฉันรู้ว่ามุมไหนที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง และฉันจะไม่ยอมตายในบ้านที่สร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อของตัวเองเด็ดขาด”

 

ฉันรีบเดินเข้าไปสำรวจร่างของกานดาที่ยังคงนอนหมดสติอยู่บนพื้น เลือดที่ขมับของเธอเริ่มแห้งกรัง ฉันใช้สายรัดเคเบิลไทร์ที่เหลืออยู่มัดมือและเท้าของเธอไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าของเธอมายัดใส่ปากเพื่อป้องกันไม่ให้เธอส่งเสียงหากฟื้นคืนสติขึ้นมา

 

จากนั้น ฉันส่งมีดพับเล่มเล็กให้หมอกรณ์กนก

 

“คุณหมอเข้าไปหลบในช่องลับใต้หลังคา ดึงชั้นหนังสือปิดกลับเข้ามาให้แนบเนียนที่สุด ล็อกสลักจากด้านใน อย่าส่งเสียงร้องไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างนอก ถ้าฉันรอด ฉันจะกลับมาเปิดให้ แต่ถ้าฉันพลาด… ให้รอจนกว่าทุกอย่างจะเงียบสงบ แล้วค่อยพยายามหาทางหนีออกไปแจ้งตำรวจนะคะ”

 

“แต่คุณรินรดา…” หมอกรณ์กนกจับมือฉันไว้แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล “คุณจะรับมือกับมันคนเดียวได้ยังไง มันมีปืนนะ!”

 

“ฉันมีความแค้นค่ะคุณหมอ” ฉันตอบสั้นๆ ก่อนจะดันตัวคุณหมอเข้าไปในช่องลับ

 

ชั้นหนังสือไม้สักหนักอึ้งถูกเลื่อนปิดกลับเข้าที่อย่างเงียบเชียบ สลักกลอนไม้ด้านในส่งเสียงคลิกเบาๆ สัญญาณว่าห้องลับได้ถูกผนึกไว้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

 

เสียงไขกุญแจประตูด้านล่างดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

 

แกร๊ก…

 

บานประตูหน้าบ้านถูกผลักเปิดออก เสียงรองเท้าหนังกระทบกับพื้นกระเบื้องชั้นล่างดังกึก… กึก… มั่นคงและเยือกเย็น

 

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด คว้าที่ทับกระดาษทองเหลืองที่เปื้อนเลือดขึ้นมาถือไว้อีกครั้ง แล้วเดินออกจากห้องทำงานอย่างเงียบกริบ

 

จุดหมายแรกของฉันไม่ใช่การเผชิญหน้า แต่คือตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าหลักของบ้านที่ติดตั้งอยู่ตรงโถงบันไดชั้นสอง

 

ฉันรู้ดีว่าหากอยู่ในที่สว่าง ปืนในมือของธีร์จะมีความได้เปรียบอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากบ้านทั้งหลังตกอยู่ในความมืดมิด ความคุ้นเคยกับพื้นที่ของฉันจะกลายเป็นอาวุธที่อันตรายที่สุด

 

ฉันยื่นมือไปเปิดฝาตู้เหล็ก แล้วดึงคัตเอาต์หลักของบ้านลงสุดแรง!

 

พรึ่บ!

 

ระบบไฟฟ้าทั้งหมดในบ้านถูกตัดขาดในชั่วพริบตา แสงสว่างจากหลอดไฟทุกดวงดับวูบลง หน้าจอเครื่องใช้ไฟฟ้าดับสนิท มีเพียงแสงสลัวของยามพลบค่ำที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาสร้างเงามืดทอดยาวไปตามทางเดิน

 

เสียงฝีเท้าด้านล่างชะงักลงทันที

 

ความเงียบสงัดอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมบ้านทั้งหลัง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่กำลังหยั่งเชิงกันอยู่ในความมืด

 

“รินรดา…” เสียงของธีร์ดังขึ้นจากเชิงบันไดชั้นล่าง น้ำเสียงของเขาราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นจนบาดลึกถึงกระดูก “เล่นซ่อนแอบแบบนี้ไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่วัยใกล้สี่สิบเลยนะจ๊ะ”

 

ฉันยืนซ่อนตัวอยู่หลังเสาไม้ตรงมุมมืดของโถงบันไดชั้นสอง กัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปูดโปน ไม่ยอมส่งเสียงตอบรับแม้แต่คำเดียว

 

“เธอคิดว่าการตัดไฟจะช่วยอะไรได้เหรอ?” เสียงฝีเท้าเริ่มก้าวขึ้นบันไดไม้ทีละขั้น… ช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน “บ้านหลังนี้ ฉันอยู่มาตั้งแต่ยังเป็นโครงสร้างปูนเปลือย ฉันจำได้หมดว่าตรงไหนมีอะไรบ้าง และฉันก็รู้ด้วยว่าเมียที่น่ารักของฉันกำลังยืนสั่นเป็นลูกนกอยู่ตรงไหน”

 

เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นที่ขั้นบันไดที่หก

 

นั่นคือจุดที่ไม้ปูพื้นเริ่มผุและมีเสียงดังเสมอ ฉันใช้ประโยชน์จากเสียงนั้นคำนวณระยะห่างระหว่างเราสองคน เขากำลังเดินขึ้นมาใกล้ถึงชานพักบันไดแล้ว

 

“ริน… ออกมาคุยกันดีๆ เถอะน่า” ธีร์ยังคงใช้จิตวิทยาหว่านล้อม น้ำเสียงแฝงความขบขัน “เธอจำวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของเราได้ไหม? ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา เธอบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่า ต่อให้เกิดอะไรขึ้น เธอก็จะรักและให้อภัยฉันทุกอย่าง… คำสาบานพวกนั้นมันหายไปไหนหมดแล้วล่ะ?”

 

คำพูดของเขาตอกย้ำให้ฉันเห็นถึงความวิปริตและไร้หัวใจของผู้ชายคนนี้อย่างสิ้นเชิง เขาไม่เคยรู้สึกผิดต่อความตายของเหยื่อผู้บริสุทธิ์ ไม่เคยรู้สึกละอายต่อการหักหลัง และยังกล้าเอาความทรงจำอันบริสุทธิ์ที่ฉันเคยหวงแหนมาใช้เป็นเครื่องมือเยาะเย้ยถากถาง

 

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบพวงกุญแจเหล็กพวงเล็กๆ ที่มีลูกกุญแจเก่าๆ ห้อยอยู่หลายดอกขึ้นมา

 

ฉันเหวี่ยงพวงกุญแจนั้นข้ามศีรษะไปสุดแรง ให้มันลอยละลิ่วไปตกกระทบกับประตูห้องนอนแขกที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทางเดิน!

 

เคร้ง! แกร๊ก!

 

เสียงโลหะกระทบพื้นไม้ดังก้องในความเงียบ

 

ปัง! ปัง!

 

ประกายไฟสว่างวาบขึ้นจากปากกระบอกปืนพร้อมกับเสียงกัมปนาทที่ฉีกกระชากความเงียบงัน กระสุนปืนสองนัดพุ่งเจาะทะลุบานประตูห้องนอนแขกจนเนื้อไม้ฉีกขาดเป็นรูพรุน กลิ่นดินปืนฉุนกึกกระจายคลุ้งไปทั่วโถงทางเดินในพริบตา

 

ธีร์หลงกล! เขาเปิดฉากยิงไปยังทิศทางของเสียงทันทีโดยไม่ได้ตรวจสอบ

 

และในเสี้ยววินาทีที่สายตาของเขาพร่ามัวจากประกายไฟของปากกระบอกปืน ฉันก็พุ่งตัวออกจากมุมมืดหลังเสาไม้ พร้อมกับเหวี่ยงที่ทับกระดาษทองเหลืองในมือเข้าใส่ร่างของเขาอย่างสุดกำลัง!

 

พลั่ก!

 

โลหะหนาหนักกระแทกเข้าที่หัวไหล่ขวาของธีร์อย่างจัง แรงปะทะทำให้แขนข้างที่ถือปืนของเขาสะบัดไปด้านข้าง ปืนพกในมือหลุดกระเด็นตกกระแทกพื้นบันได แล้วไถลลื่นตกลงไปที่ชานพักด้านล่าง

 

“อึ่ก!” ธีร์สบถด้วยความเจ็บปวด เขาเซถลาไปชนกับราวบันได แต่ด้วยสรีระที่สูงใหญ่และแข็งแรงกว่า เขาจึงตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว

 

ดวงตาของเขาในความมืดวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้นประหนึ่งสัตว์ร้ายที่ถูกเหยียบหาง

 

“นังแพศยา!” ธีร์คำรามลั่น ก่อนจะพุ่งเข้ามารวบตัวฉันไว้สุดแรง

 

แรงกระแทกทำให้เราทั้งสองคนล้มกลิ้งลงไปบนพื้นไม้ปาร์เกต์หน้าห้องนอน ฉันพยายามใช้เล็บข่วนและใช้กำปั้นทุบตีใบหน้าของเขาอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวด ความแค้น และความเกลียดชังทั้งหมดที่สั่งสมมาตลอดสองปีถูกปลดปล่อยออกมาในทุกหมัดที่เหวี่ยงออกไป

 

ธีร์สะบัดหน้าหลบ มือหนาที่หยาบกร้านของเขาคว้าหมับเข้าที่ลำคอของฉันอย่างแม่นยำ เขากดร่างของฉันแนบติดกับพื้น แล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงมาทับหน้าอกของฉันจนกระดูกซี่โครงแทบจะหักสะบั้น

 

“คิดว่าจะสู้ฉันได้เหรอ รินรดา!” ธีร์เค้นเสียงลอดไรฟัน นิ้วมือทั้งห้าของเขาบีบรัดหลอดลมของฉันแน่นขึ้นเรื่อยๆ “เธอมันก็แค่อีตัวโง่ๆ ที่ฉันหลอกใช้มาตลอดชีวิต รู้อย่างนี้ฉันน่าจะเผาเธอทิ้งไปพร้อมกับไอ้สวะในรถคันนั้นตั้งแต่สองปีก่อนซะก็สิ้นเรื่อง!”

 

อากาศในปอดของฉันเริ่มเหือดแห้ง สายตาของฉันเริ่มพร่ามัวเป็นจุดสีดำ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าของอดีตสามีที่กำลังแสยะยิ้มอย่างบ้าคลั่งอยู่เหนือร่าง

 

ฉันมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในแววตาที่ไร้วิญญาณของเขา… ผู้หญิงที่เคยยอมก้มหัว ยอมร้องไห้ และยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อความรักจอมปลอม

 

ไม่… ฉันจะไม่ยอมตายด้วยน้ำมือของปีศาจตนนี้!

 

มือขวาของฉันที่ยังเป็นอิสระพยายามควานหาไปรอบๆ ตัวบนพื้นไม้ปาร์เกต์อย่างสิ้นหวัง

 

และแล้ว… ปลายนิ้วของฉันก็สัมผัสโดนวัตถุเซรามิกเนื้อหนาที่วางอยู่บนโต๊ะวางของเตี้ยๆ ข้างประตูห้องนอน

 

นั่นคือแก้วเซรามิกสีน้ำเงินใบโปรดของธีร์ ที่มีรอยบิ่นตรงหูจับ… แก้วใบที่เขาเคยใช้ดื่มกาแฟ และเป็นแก้วใบเดียวกับที่ทำให้ฉันรู้ตัวว่ามีคนแอบเข้ามาในบ้านหลังนี้!

 

ฉันรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิต เอื้อมมือไปคว้าหูจับของแก้วใบนั้นไว้แน่น แล้วเหวี่ยงมันฟาดเข้าที่ขมับซ้ายของธีร์สุดแรงเกิด!

 

เพล้ง!

 

แก้วเซรามิกแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เศษกระเบื้องคมกริบบาดลึกเข้าไปในเนื้อขมับและแก้มของเขา เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมาอาบใบหน้าของธีร์ทันที

 

“อ๊ากกกก!”

 

ธีร์ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส มือที่กำลังบีบคอฉันคลายออกโดยสัญชาตญาณ เขายกมือขึ้นกุมใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและเศษกระเบื้อง

 

ฉันสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม ไอโขลกๆ ออกมาอย่างรุนแรง แต่สมองยังคงสั่งการให้ขยับตัว ฉันใช้เท้าทั้งสองข้างถีบเข้าที่ยอดอกของธีร์อย่างเต็มแรง จนร่างของเขาหงายหลังกระเด็นตกลงไปตามขั้นบันไดไม้!

 

โครม! โครม! พลั่ก!

 

ร่างของเขากลิ้งกระแทกขั้นบันไดทีละขั้นลงไปจนถึงชานพักชั้นล่าง เสียงกระดูกหักดังกร๊อบสะท้อนก้องในความเงียบ

 

ฉันรีบพยุงตัวเองลุกขึ้นยืน ลำคอเจ็บระบมจนกลืนน้ำลายแทบไม่ได้ ร่างกายโซเซแต่ยังคงวิ่งตรงไปที่บันได

 

ที่ชานพักบันไดด้านล่าง ธีร์นอนคว่ำหน้าจมกองเลือด ขาข้างหนึ่งของเขาบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด แต่เขายังคงไม่ยอมแพ้ มือที่สั่นระริกของเขากำลังพยายามเอื้อมไปคว้าปืนพกที่ตกอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งฟุต

 

“หยุดนะ!” ฉันตะโกนสุดเสียง

 

ธีร์หันใบหน้าที่เปรอะเปื้อนเลือดขึ้นมามองฉัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย ปลายนิ้วของเขาแตะโดนด้ามปืนแล้ว

 

ทันใดนั้นเอง…

 

ปัง! ปัง! ปัง!

 

เสียงทุบประตูด้านล่างและเสียงแตรรถยนต์ดังลั่นมาจากหน้าบ้าน พร้อมกับเสียงไซเรนของรถตำรวจที่ดังแว่วมาจากปากซอยหมู่บ้านและกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว!

 

“แม่ริน! แม่รินเปิดประตู! ป้าพาผู้กองมาแล้ว!”

 

เสียงแหลมสูงอันคุ้นเคยของป้าสมศรีดังทะลุผ่านประตูบ้านเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ตามมาด้วยเสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ มีคนแจ้งเหตุคนร้ายบุกรุกและได้ยินเสียงปืน!”

 

ธีร์ชะงักมือที่กำลังจะคว้าปืน ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงไซเรน ความมั่นใจและความหยิ่งผยองทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา

 

ความจริงก็คือ ก่อนที่ฉันจะแอบย่องเข้ามาในบ้านเมื่อเช้านี้ ฉันได้ส่งข้อความทางไลน์ไปหาลูกสาวของป้าสมศรี ซึ่งเป็นร้อยตำรวจเอกหญิงอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรบางศรีเมือง เล่าเรื่องความผิดปกติทั้งหมดและขอให้เธอช่วยส่งสายตรวจเข้ามาตรวจสอบหากฉันไม่โทรกลับไปภายในบ่ายสองโมงครึ่ง

 

และป้าสมศรี… เพื่อนบ้านที่ฉันเคยรำคาญเสียงโวยวายของแก ก็คือคนที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวหน้าบ้านจนเห็นรถเอสยูวีคันแปลกหน้าขับเข้ามา!

 

โครม!

 

ประตูไม้หน้าบ้านถูกถีบพังเข้ามาอย่างแรง แสงไฟฉายสปอร์ตไลท์แรงสูงหลายดวงสาดส่องเข้ามาในตัวบ้านที่มืดมิด สว่างจ้าจนแทบมองไม่เห็นอะไร

 

“อยู่นิ่งๆ! วางอาวุธลงเดี๋ยวนี้!”

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือกรูกันเข้ามาในบ้าน ปลายกระบอกปืนนับสิบกระบอกเล็งตรงไปยังร่างของธีร์ที่นอนอยู่บนพื้นชานพักบันได

 

ธีร์ทิ้งตัวลงแนบกับพื้นอย่างหมดรูป แขนทั้งสองข้างยกขึ้นเหนือศีรษะอย่างจำนน เลือดสดๆ ยังคงไหลหยดลงมาจากใบหน้าที่เคยหล่อเหลาของเขา

 

ตำรวจสองนายพุ่งเข้าไปล็อกตัวและใส่กุญแจมือเขาไว้ทันที ขณะที่ตำรวจอีกส่วนหนึ่งวิ่งขึ้นมาชั้นบนเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยให้ฉัน

 

“คุณรินรดา! ปลอดภัยใช่ไหมครับ?” นายตำรวจหนุ่มถามด้วยความตื่นตระหนกพลางช่วยพยุงร่างของฉันที่กำลังจะทรุดลง

 

ฉันไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่พยักหน้าช้าๆ น้ำตาที่กลั้นไว้เนิ่นนานพลันไหลทะลักออกมาอาบสองแก้ม มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจหรือหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว หากแต่มันคือน้ำตาแห่งการหลุดพ้น

 

“ในห้องทำงานชั้นสอง… มีห้องลับค่ะ” ฉันชี้นิ้วที่สั่นเทาขึ้นไปด้านบน “มีผู้หญิงถูกขังอยู่ข้างใน และมีคนร้ายอีกคนหนึ่งหมดสติอยู่… ช่วยคุณหมอด้วยนะคะ”

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบปฏิบัติตามทันที เสียงเอะอะโวยวาย เสียงวิทยุสื่อสาร และเสียงฝีเท้าดังสับสนวุ่นวายไปทั่วบ้าน

 

ฉันค่อยๆ เดินก้าวลงบันไดมาช้าๆ ผ่านร่างของธีร์ที่กำลังถูกตำรวจกดตัวไว้กับพื้น

 

เมื่อสายตาของเราประสานกันเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ ความสิ้นหวัง และความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะต้องเผชิญในคุกตารางไปตลอดชีวิต

 

ฉันหยุดยืนมองเขาตรงหน้า มองดูอดีตสามีที่ฉันเคยรักและเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด

 

ไม่มีคำด่าทอ ไม่มีคำสาปแช่งหลุดออกมาจากปากของฉัน มีเพียงความเงียบงันอันเยือกเย็นและสายตาที่มองเขาประหนึ่งเศษขยะชิ้นหนึ่งที่กำลังจะถูกกวาดทิ้งไปจากชีวิต

 

“ลาก่อนนะ… ธีร์” ฉันกระซิบเบาๆ

 

ฉันเดินก้าวข้ามร่างของเขา ผ่านซากปรักหักพังของประตูบ้าน ออกไปสู่ลานหน้าบ้านที่บัดนี้เต็มไปด้วยแสงไฟสีแดงและน้ำเงินจากรถพยาบาลและรถตำรวจที่กระพริบสลับกันอย่างสว่างไสว

 

ป้าสมศรีวิ่งถลันเข้ามากอดฉันไว้แน่น ร่างกายของหญิงชราสั่นเทาด้วยความตกใจพลางลูบหลังลูบไหล่ปลอบประโลมฉันไม่หยุดปาก

 

“แม่ริน… พระคุ้มครองนะลูก ป้าบอกแล้วว่าป้าไม่ได้หูฝาด… ปลอดภัยแล้วนะลูกนะ…”

 

ฉันซบหน้าลงกับไหล่ของเพื่อนบ้าน ปล่อยให้น้ำตาชะล้างคราบฝุ่น คราบเลือด และความเจ็บปวดทั้งหมดที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจมาตลอดสองปีเต็มให้หมดสิ้นไป

 

หมอกรณ์กนกได้รับการช่วยเหลือออกมาอย่างปลอดภัย และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพร้อมกับกานดาที่ฟื้นคืนสติขึ้นมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องและกุญแจมือที่พันธนาการ

 

หลักฐานทั้งหมดที่ถูกค้นพบในห้องลับ ทั้งแฟลชไดรฟ์ข้อมูลการชันสูตรปลอม เอกสารการเปลี่ยนถ่ายกรรมสิทธิ์ที่ดิน และสัญญาประกันชีวิตฉบับลับ ได้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวธีร์และกานดาอย่างดิ้นไม่หลุด

 

คดีฆาตกรรมอำพรางคนจรจัดเพื่อฉ้อโกงเงินประกัน และการกักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้ายร่างกาย ได้กลายเป็นข่าวดังสะเทือนขวัญไปทั่วประเทศในเช้าวันรุ่งขึ้น

 

หนึ่งเดือนผ่านไป…

 

แสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นทอดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามายังห้องนั่งเล่นของบ้านหลังเดิม

 

ฉันยืนมองกล่องกระดาษหลายใบที่ถูกแพ็กไว้อย่างเรียบร้อย ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า และรูปถ่ายทั้งหมดของธีร์ถูกเก็บกวาดทิ้งลงในถังขยะเทศบาลจนหมดสิ้น ไม่หลงเหลือร่องรอยของเขาอยู่ในบ้านหลังนี้อีกต่อไป

 

แหวนแต่งงานสีเงินที่ฉันเคยสวมติดนิ้วนางข้างซ้ายมาตลอดเก้าปี ถูกถอดออกและวางทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ครัวข้างซิงก์น้ำ

 

ข้างๆ แหวนวงนั้น… มีเศษเซรามิกสีน้ำเงินที่มีรอยบิ่นตรงหูจับ ชิ้นส่วนสุดท้ายของอดีตที่แตกสลายไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนคืน

 

ฉันเปิดหน้าต่างทุกบานในบ้านออกกว้าง ให้สายลมบริสุทธิ์ของฤดูหนาวพัดผ่านเข้ามาขับไล่กลิ่นอับชื้น กลิ่นควันธูป และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกที่เคยหลอกหลอนให้จางหายไปในอากาศ

 

บ้านหลังนี้เงียบสงบอีกครั้ง

 

แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่เหน็บหนาวและโดดเดี่ยวเหมือนในอดีต หากแต่มันคือความเงียบที่เปี่ยมไปด้วยสันติสุข ความเข้มแข็ง และอิสรภาพที่ฉันได้ต่อสู้แย่งชิงมันกลับคืนมาด้วยมือของตัวเอง

 

เสียงกรีดร้องโหยหวนในยามบ่ายจะไม่มีวันดังขึ้นอีกต่อไปแล้ว

 

ฉันยกแก้วกาแฟใบใหม่สีขาวสะอาดขึ้นจิบ มองออกไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่สดใสเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบสองปี

 

ชีวิตใหม่ของฉัน… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้เอง

 

— จบบริบูรณ์ —

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *