
“เด็กหญิงตัวน้อยเท้าเปล่าเดินผ่านบอดี้การ์ดอาวุธครบมือสามสิบแปดคน แล้วปีนขึ้นมานอนหลับบนตักเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเยาวราช”
บทที่ 2
เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาพกเรือนเงินในอุ้งมือสากของธาม
เดินสะดุดกึกกักเป็นจังหวะแผ่วเบา
ทว่าในโสตประสาทที่ตึงเขม็งของเจ้าพ่อแห่งเยาวราช
เสียงฟันเฟืองโลหะกระทบกันนั้นกลับดังกึกก้องกัมปนาท
ราวกับเสียงระฆังทองเหลืองใบยักษ์ที่ถูกกระหน่ำตีในคืนพายุคลั่ง
ไอร้อนจากร่างกลมป้อมของเด็กหญิงวัยสามขวบ
ซึมผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตคอตตอนอียิปต์สั่งทอพิเศษราคาเรือนหมื่น
แผ่ซ่านเข้ามาสัมผัสผิวเนื้อบริเวณแผงอกด้านซ้ายของเขาอย่างเชื่องช้า
ตรงจุดที่หัวใจอันเย็นเยียบของเขากำลังเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง
มันเป็นความร้อนที่บริสุทธิ์
ปราศจากพิษสง
ปราศจากกลิ่นคาวเลือด ควันปืน หรือความละโมบ
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ธามคุ้นชินมาตลอดสามสิบห้าปีแห่งการมีลมหายใจ
สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวก้มลงมองภาพถ่ายใบเล็กเท่าเหรียญสิบบาท
ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ฝาพับชั้นในของนาฬิกาโบราณ
ภาพขาวดำที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลซีดจางตามกาลเวลา
ขอบกระดาษอัดรูปเปื่อยยุ่ยและมีคราบตระกรันน้ำเกาะเป็นดวง
ทว่าใบหน้าของหญิงสาวในรูปถ่ายนั้น…
หญิงสาวในชุดกี่เพ้าผ้าฝ้ายสีอ่อน กำลังส่งยิ้มบางเบาให้กล้อง
ขณะที่ท่อนแขนแข็งแรงของ ‘เจ้าสัวอนันต์ สุริยกาญจน์’ ชายผู้เป็นบิดา
กำลังโอบอุ้มร่างของเธอไว้แนบอกด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก
สายตาอบอุ่นทะนุถนอมแบบที่ธามไม่เคยได้รับแม้แต่เศษเสี้ยวตลอดชีวิตวัยเยาว์
และที่ทำให้ลมหายใจของมัจจุราชแห่งเยาวราชต้องสะดุดกึก…
คือเครื่องหน้าทุกชิ้นของหญิงสาวผู้นั้น
ดวงตากลมโตสุกใสดั่งลูกกวางที่มีแพขนตายาวหนา
หัวคิ้วที่โก่งรับกับสันจมูกโด่งรั้น
ริมฝีปากอิ่มรูปกระจับที่มีรอยหยักคมชัด
มันคือภาพจำลองขนาดย่อส่วนที่กำลังแนบแก้มหลับสนิทอยู่บนอกของเขาในวินาทีนี้!
“นายครับ…”
เสียงของศรุตดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
น้ำเสียงของมือขวาหนุ่มที่ผ่านสมรภูมิรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขามานับครั้งไม่ถ้วน
บัดนี้กลับสั่นเทาจนจับสำเนียงแทบไม่ได้
ศรุตยืนนิ่ง ข้อมือขวายังคงค้างเติ่งอยู่ตรงซองปืนพกหนังแท้ข้างเอว
สายตาของเขาจับจ้องไปยังแผ่นหลังเล็กกระจิริดของเด็กหญิง
สลับกับดวงตาของเจ้านายที่กำลังลุกโชนไปด้วยเปลวไฟที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้
“เด็กคนนี้… คือใครกันครับนาย?”
“แล้วนาฬิกาเรือนนั้น…”
“หุบปากของมึงซะ ศรุต”
ธามเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เย็นเยียบ
ทว่าแฝงรังสีอำมหิตจนทำให้อุณหภูมิในสวนหินอ่อนดิ่งวูบลงในพริบตา
กล้ามเนื้อกรามของเขาขบแน่นจนนูนเด่นเป็นสันคมใต้ผิวหนังสีแทน
เขายังคงไม่ขยับตัว
แผ่นหลังกว้างยังคงพิงแนบกับพนักม้านั่งหินอ่อนเย็นเยียบ
สองแขนที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมกระสุนและมีดพก
ยังคงยกค้างอยู่กลางอากาศราวกับรูปปั้นหิน
เขาไม่กล้าขยับ
ไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจแรงๆ
เพราะกลัวว่าแรงสั่นสะเทือนเพียงน้อยนิด จะทำให้สิ่งมีชีวิตที่เปราะบางบนตักต้องตื่นขึ้นมา
“เด็กคนนี้มีไข้…”
ธามกระซิบสั่ง ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นผ่านไรฟัน
“เนื้อตัวของเธอร้อนเป็นไฟ”
ศรุตชะงักไปชั่วครู่ สายตากวาดมองสำรวจร่างเล็กตามคำบอกของนาย
เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า ผิวพรรณที่ควรจะขาวผ่องของเด็กหญิง
กลับแดงก่ำไปด้วยพิษไข้
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายเต็มหน้าผากมนและไรผมที่เปียกชื้น
ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มแห้งแตกจนมีคราบเลือดซิบจางๆ
และที่น่าเวทนาที่สุดคือ ฝ่าเท้าน้อยๆ ทั้งสองข้างที่โผล่พ้นชายกระโปรงมอซอ
มันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนสีเทาเข้มผสมผงถ่าน
มีรอยบาดลึกจากเศษแก้วและเศษกระเบื้องเป็นทางยาว
เลือดสีแดงสดซึมผสมกับคราบดินจนแห้งกรังติดผิวหนังบอบบาง
“นายครับ… ให้ผมอุ้มเธอไปส่งห้องพยาบาล…”
ศรุตขยับตัวก้าวเข้ามาหมายจะช่วยประคอง
“อย่าแตะต้องตัวเธอ!”
เสียงคำรามต่ำในลำคอของธามทำให้มือขวาหนุ่มต้องชะงักเท้าค้างไว้กลางอากาศทันที
แววตาของธามดุดันและหวงแหนอย่างที่ศรุตไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
ตลอดเวลาสิบปีที่เขารับใช้เสี่ยธามมา
เจ้านายคนนี้ไม่เคยปล่อยให้ใครเข้าใกล้ตัวในระยะหนึ่งเมตรโดยไม่มีอาวุธคุ้มกัน
ไม่เคยแตะต้องสิ่งใดที่ไร้ประโยชน์
และไม่เคยแสดงความเมตตาต่อผู้บุกรุกแม้แต่คนเดียว
แต่วินาทีนี้…
ธามค่อยๆ ลดท่อนแขนกำยำทั้งสองข้างลงอย่างเชื่องช้า
ปลายนิ้วที่หยาบกร้านจากการเหนี่ยวไกปืนมานับหมื่นครั้ง
ค่อยๆ สอดเข้าไปใต้แผ่นหลังบอบบางและข้อพับเข่าของเด็กหญิง
เขายกร่างของเธอขึ้นแนบอกอย่างนุ่มนวลที่สุด
นุ่มนวลเสียจนตัวเขาเองยังรู้สึกแปลกใจ
ร่างเล็กเบาหวิวราวกับขนนก
กระดูกซี่โครงซี่เล็กๆ นูนเด่นขึ้นมาฟ้องถึงความอดอยากและขาดสารอาหาร
เด็กน้อยขยับตัวยุกยิกเมื่อถูกเปลี่ยนท่าทาง
แก้มนุ่มนิ่มถูไถเข้ากับปกเสื้อสูทของเขาเบาๆ
มือน้อยๆ ที่กำหูตุ๊กตากระต่ายเน่าไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้ในยามหลับใหล
“แม่ขา…”
เสียงครางละเมอแผ่วเบาดุจเสียงปีกผีเสื้อขยับ หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผาก
“มีอาหนาว… แม่จ๋า…”
หยาดน้ำตาเม็ดเล็กใสซึมผ่านเปลือกตาที่ปิดสนิท
ไหลรินลงมาแตะบนท่อนแขนเปลือยเปล่าของธาม
หยดน้ำตานั้นร้อนผ่าว…
ร้อนจนทำให้หัวใจที่ด้านชาของเจ้าพ่อหนุ่มกระตุกสะท้าน
ธามสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นเหงื่อไคลผสมกลิ่นดินโคลนลอยแตะจมูก
ทว่าภายใต้กลิ่นสกปรกเหล่านั้น…
กลับมีกลิ่นหอมจางๆ อีกสายหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่
กลิ่นหอมหวานล้ำลึกที่คุ้นเคยในความทรงจำวัยเด็ก
‘กลิ่นดอกสารภี’
ธามยืนนิ่งขึง ร่างกายแข็งทื่อไปอีกคำรบหนึ่ง
กลิ่นสารภี…
กลิ่นที่แม่ของเขาเกลียดเข้าไส้ จนสั่งให้คนงานโค่นต้นสารภีโบราณรอบคฤหาสน์ทิ้งจนหมดสิ้นเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน
เพราะมันคือกลิ่นน้ำอบที่หญิงสาวคนหนึ่ง… คนที่พ่อของเขาลักลอบไปพบที่เรือนแพริมน้ำ ใช้ชโลมกายเป็นประจำ!
“ศรุต”
ธามเอ่ยสั่งพลางสาวเท้าก้าวเดินออกจากสวนหินอ่อนอย่างมั่นคง
ทุกย่างก้าวเงียบกริบและระมัดระวัง ไม่ให้ร่างบนอกต้องสั่นคลอน
“สั่งปิดประตูเหล็กทุกบานของคฤหาสน์สุริยกาญจน์”
“ตัดสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตของคนงานและบอดี้การ์ดทุกคนในรัศมีห้าร้อยเมตร”
“เรียกหมอเจียงคนเดียว ให้มาที่เรือนรับรองริมสระบัวภายในสิบนาที”
“ถ้ามีใครในบ้านใหญ่ถาม… บอกว่ากูต้องการความเงียบเพื่อตรวจบัญชีการค้า”
“รับทราบครับนาย!”
ศรุตค้อมศีรษะลงต่ำ ก่อนจะหมุนตัววิ่งตรงไปยังห้องควบคุมความปลอดภัยด้วยความเร็วสูงสุด
ธามอุ้มร่างเล็กเดินผ่านระเบียงทางเดินไม้สักทองทอดยาว
เสาไม้กลมต้นใหญ่แกะสลักลวดลายมังกรพันเมฆาลงรักปิดทอง
โคมไฟเต็งลั้งสีแดงโบราณแกว่งไกวตามแรงลมสาย
บอดี้การ์ดชุดดำที่ยืนประจำจุดตามมุมตึก ต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เมื่อเห็นภาพเจ้านายผู้เหี้ยมโหด กำลังอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยเนื้อตัวมอมแมมไว้แนบอก
สายตาคมกริบของธามตวัดมองการ์ดเหล่านั้นเพียงแวบเดียว
ชายฉกรรจ์ทุกคนก็รีบก้มหน้าลงต่ำ หลบสายตาดุจมัจจุราชนั้นทันควัน
ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม
ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เมื่อก้าวเข้ามาในเรือนรับรองริมสระบัว
เรือนโบราณชั้นเดียวที่สร้างขึ้นแยกต่างหากจากตึกใหญ่
กลิ่นไม้จันทน์หอมและกลิ่นชาอู่หลงที่อบอวลอยู่ภายในห้องช่วยบรรเทาความตึงเครียดลงได้บ้าง
ธามวางร่างของเด็กหญิงลงบนเตียงไม้โบราณปูด้วยฟูกผ้าไหมเนื้อหนาอย่างเบามือ
ทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสกับความนุ่ม
เด็กน้อยก็ขดตัวงอเข้าหากันโดยสัญชาตญาณราวกับลูกนกที่กำลังหนาวเหน็บ
มือข้างหนึ่งยังคงกอดตุ๊กตากระต่ายเน่าไว้แนบอก
ธามดึงผ้าห่มขนเป็ดผืนหนาสีทองขึ้นมาคลุมร่างของเธอจนถึงคาง
เขาทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง
หยิบนาฬิกาพกเรือนเงินที่วางอยู่ข้างหมอนขึ้นมาเพ่งมองอีกครั้งใต้แสงโคมไฟตั้งโต๊ะ
รอยสลักรูปมังกรคาบแก้วที่ด้านหน้าเรือนนาฬิกา…
รอยบุบเล็กๆ ตรงมุมขอบล่างที่เกิดจากฝีมือของเขาเองในวัยเจ็ดขวบ
ตอนที่แอบขโมยนาฬิกาของพ่อมาวิ่งเล่นแล้วทำตกกระแทกพื้นหินอ่อน
พ่อไม่เคยด่าว่าเขาเลยแม้แต่คำเดียว
พ่อเพียงแต่ลูบหัวเขาแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดว่า:
‘นาฬิกาเรือนนี้คือหัวใจของสุริยกาญจน์นะอาธาม… วันข้างหน้า ลื้อจะต้องเป็นคนรักษามันไว้’
แต่วันนั้น… วันที่พ่อจากไปอย่างกะทันหัน
นาฬิกาเรือนนี้กลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ตำรวจสรุปสำนวนว่าพ่อหัวใจวายเฉียบพลันขณะพักผ่อนที่เรือนแพ
แม่ของเขา ‘คุณนายหงส์’ รีบจัดงานศพและเผาร่างของพ่อภายในสามวัน
โดยไม่อนุญาตให้มีการชันสูตรพลิกศพใดๆ ทั้งสิ้น
และหลังจากนั้นไม่นาน… แม่ก็ผลักดันให้เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจ
ส่งเขาเข้าสู่สมรภูมิคาวเลือดเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในเยาวราช
จนกระทั่งแม่ตรอมใจตายตามพ่อไปเมื่อสิบปีก่อน
ความลับเรื่องเรือนแพริมน้ำจึงถูกฝังกลบไปพร้อมกับเถ้ากระดูกของคนทั้งสอง
ธามใช้นิ้วหัวแม่มือลูบวนรอยสึกกร่อนบนฝาครอบเงินช้าๆ
ทำไมนาฬิกาของพ่อ ถึงมาอยู่กับเด็กคนนี้ได้?
และผู้หญิงในรูป… คือใครกันแน่?
เขาสังเกตเห็นรอยต่อเล็กๆ ตรงขอบฝาหลังด้านใน
มันไม่ใช่ฝาพับชั้นเดียวธรรมดา
แต่มันเป็นกลไกลับสองชั้นที่ช่างฝีมือชาวสวิสสร้างขึ้นตามคำสั่งพิเศษของเจ้าสัวอนันต์!
ธามใช้ปลายเล็บกดลงบนสลักเกลียวจิ๋วรูปเกล็ดมังกรที่ซ่อนอยู่ใต้รอยพับ
คลิก!
เสียงสปริงตัวเล็กดีดตัวออกเบาๆ
แผ่นเงินบางเฉียบชั้นที่สองเปิดอ้าออก
เผยให้เห็นช่องว่างแคบๆ กว้างไม่เกินสองมิลลิเมตรด้านใน
มีเศษกระดาษสาจีนโบราณแผ่นหนึ่งถูกพับทบกันหลายชั้น ซุกซ่อนอยู่ภายในนั้น!
นิ้วมือของธามที่เคยนิ่งสนิทแม้ในยามลั่นไกสังหารศัตรู
บัดนี้กลับสั่นระริกขณะค่อยๆ คลี่เศษกระดาษแผ่นนั้นออก
ตัวอักษรจีนพู่กันที่เขียนด้วยหมึกสีดำเข้ม ลายมือตวัดหนักแน่นทว่าอ่อนช้อย
ลายมือของ ‘เจ้าสัวอนันต์’ ที่ธามจำได้ขึ้นใจ!
‘ถึง ธาม… ลูกชายคนโตของข้า’
ข้อความบรรทัดแรกเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางกบาลของเขา
‘หากเจ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้ นั่นหมายความว่าข้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นเจ้าเติบใหญ่เป็นมังกรที่สง่างามอีกต่อไปแล้ว’
‘ความแค้น ความละโมบ และความทะเยอทะยานในตระกูลสุริยกาญจน์ ได้ผลักดันให้ข้าต้องก้าวสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ’
‘เฉินไป่หลง… พี่น้องร่วมสาบานของข้า ร่วมมือกับคนในเงามืด วางยาพิษสะสมในร่างกายข้ามานานหลายปี เพื่อบีบให้ข้ามอบสัมปทานท่าเรือและคลังสินค้าทั้งหมดให้แก่ตระกูลเฉิน’
‘แต่สิ่งที่พวกมันต้องการมากที่สุด คือ “ตราประทับมังกรคู่” และเอกสารสิทธิ์ที่ดินผืนสุดท้ายริมแม่น้ำเจ้าพระยา’
‘ข้ารู้ตัวดีว่าคงไม่อาจรอดชีวิตผ่านพ้นเหมันต์นี้ไปได้…’
‘สิ่งเดียวที่ข้าห่วงหาอาทรที่สุดในชีวิต นอกเหนือจากเจ้า… คือ “ม่านฟ้า” หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ที่ข้าไม่อาจมอบฐานะและเกียรติยศให้แก่เธอได้’
‘และลูกสาวตัวน้อยในครรภ์ของเธอ… น้องสาวแท้ๆ ของเจ้า’
ลมหายใจของธามขาดห้วงไปในทันที
ดวงตาคมกริบเบิกกว้าง ร่างกายชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
น้องสาว…
กูมีน้องสาวอีกคนงั้นหรือ?!
เขากวาดสายตาอ่านข้อความต่อไปอย่างบ้าคลั่ง ตัวหนังสือเริ่มพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตาที่รื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
‘ข้าแกล้งทำเป็นตัดขาดและส่งม่านฟ้าหนีไปกบดานที่บางขุนเทียน พร้อมกับมอบนาฬิกาพกเรือนนี้และกุญแจตู้เซฟลับให้เธอเก็บรักษาไว้’
‘ข้าสั่งเสียเธอไว้ว่า… จงอย่าได้ปรากฏตัวจนกว่าลูกสาวของเธอจะเติบใหญ่ หรือจนกว่าตระกูลเฉินจะตามหาพวกเธอพบ’
‘ธาม… หากวันใดที่ทายาทของม่านฟ้าเดินทางมาพบเจ้า จงจำไว้ว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอก็คือสายเลือดสุริยกาญจน์’
‘จงใช้ชีวิตและเขี้ยวเล็บของเจ้า ปกป้องน้องสาวและหลานของเจ้าด้วยชีวิต… อย่าให้พวกเธอต้องตกเป็นเหยื่อของความละโมบเหมือนอย่างข้า’
‘รักเจ้าเสมอ… พ่อ’
กระดาษสาแผ่นบางในมือของธามสั่นไหวอย่างรุนแรง
หยดน้ำตาเม็ดหนึ่งร่วงเผาะลงบนหมึกพู่กันสีดำจนรอยหมึกซึมกระจาย
ความจริงอันโหดร้ายที่ถูกปิดซ่อนไว้ใต้ผืนดินนานถึงยี่สิบสองปี
บัดนี้ระเบิดออกมาราวกับคลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดถล่มทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในใจของเขา
พ่อไม่ได้หัวใจวาย…
แต่พ่อถูกวางยาพิษโดยคนที่พ่อไว้ใจที่สุด!
และตลอดเวลาที่ผ่านมา…
น้องสาวแท้ๆ ของเขาต้องใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในเงามืด อดมื้อกินมื้อ
หวาดผวาต่อการตามล่าของตระกูลเฉิน
ในขณะที่เขานั่งเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองในคฤหาสน์หรูหราแห่งนี้!
“โธ่เว้ย!”
ธามสบถออกมาด้วยความเจ็บแค้น
กำปั้นหนาทุบลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแรงจนไม้สักหนาแตกเป็นรอยร้าว
เสียงทุบโต๊ะทำให้เด็กหญิงบนเตียงสะดุ้งสุดตัว
ร่างเล็กผวาตื่นขึ้นมา ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
“แม่! แม่จ๋า!”
มีอาร้องไห้โฮออกมาทันที สองแขนเล็กๆ ไขว่คว้าไปในอากาศอย่างหวาดกลัว
เธอยังคงกอดตุ๊กตากระต่ายเน่าไว้แนบอก ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกต้องพายุฝน
ธามรีบปรับสีหน้า ลบเลือนความเหี้ยมเกรียมและความโกรธแค้นออกไปจนหมดสิ้น
เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง เอื้อมมือทั้งสองข้างเข้าไปประคองร่างเล็กนั้นไว้
“ไม่เป็นไร… ไม่เป็นไรแล้วนะเด็กดี”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ทว่าอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยมีใครในชีวิตเคยได้ยิน
“ไม่มีใครทำร้ายหนูได้อีกแล้ว… ลุงอยู่นี่แล้ว”
มีอาชะงักไป ดวงตาที่ฉ่ำวาวด้วยน้ำตามองสบตากับชายหนุ่มตรงหน้า
เธอมองเห็นรอยแผลเป็นจางๆ เหนือคิ้วซ้ายของเขา
มองเห็นดวงตาคมกริบที่บัดนี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและห่วงใย
และเมื่อจมูกเล็กๆ ได้กลิ่นหอมของไม้จันทน์และไออุ่นจากแผงอกของเขาอีกครั้ง
ความกลัวในใจของเด็กน้อยก็ค่อยๆ ละลายหายไป
“คุณลุง… ตัวอุ่น…”
มีอาพึมพำเสียงเครือ
สองมือน้อยๆ ที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่น ค่อยๆ เอื้อมขึ้นมาแตะที่ข้างแก้มสากของธาม
สัมผัสจากฝ่ามือนุ่มนิ่มนั้น
เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนหัวใจอันแห้งผากแตกระแหงของมาเฟียหนุ่ม
“แม่… แม่บอกว่า…”
เด็กน้อยสะอื้นจนตัวโยน ละล่ำละลักเล่าออกมาทั้งน้ำตา
“มีคนใจร้าย… จุดไฟเผาบ้านหนู… ฮึก…”
“พวกมันถือมีด… ถือปืน… แม่ถูกพวกมันตี…”
“แม่ผลักหนูเข้าไปในท่อ… แม่บอกให้หนูกอดพี่ยิ้มไว้แน่นๆ…”
มีอากระชับตุ๊กตากระต่ายเน่าในอ้อมกอด
“แม่บอกว่า… คลานตามน้ำไปเรื่อยๆ… ไปหาคุณลุงที่ตัวอุ่นที่สุด…”
“บอกคุณลุงว่า… แม่ชื่อม่านฟ้า… ช่วยแม่ด้วย…”
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กหญิงวัยสามขวบ
กรีดลึกลงไปในเนื้อหัวใจของธามจนแทบแหลกสลายเป็นผุยผง
ม่านฟ้า… เธอยอมเอาชีวิตเข้าแลก ยอมโดนซ้อมปางตาย เพื่อเปิดทางให้ลูกสาวรอดชีวิตมาหากู!
ธามดึงร่างเล็กเข้ามากอดแนบอกไว้แน่น
ซบหน้าลงกับกลุ่มผมที่เปรอะฝุ่นของหลานสาว
“ลุงสัญญา…” ธามกระซิบข้างหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวดุจหินผา
“ลุงจะไปพาแม่ของหนูกลับมา”
“ใครก็ตามที่ทำให้แม่ของหนูต้องหลั่งเลือด… ลุงจะทำให้พวกมันต้องชดใช้ด้วยชีวิตทั้งตระกูล!”
ประตูห้องนอนเปิดออกอย่างรวดเร็ว
หมอเจียงในชุดเสื้อคอกระเช้าสีขาวและกางเกงแพร ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกระเป๋ายาใบใหญ่
ข้างหลังของเขาคือศรุต ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดจนถึงขีดสุด
“นายน้อยครับ!” หมอเจียงร้องทักพลางรีบปรี่เข้ามาที่เตียง
“ตรวจดูอาการของเธอเดี๋ยวนี้ หมอเจียง” ธามค่อยๆ คลายอ้อมกอด วางมีอาลงบนฟูกอย่างระมัดระวัง
หมอเจียงรีบหยิบหูฟังแพทย์ออกมาตรวจคลื่นหัวใจและปอด
เขาใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดบาดแผลที่ฝ่าเท้าของเด็กน้อยอย่างเบามือ
มีอาร้องไห้โยเยด้วยความแสบ แต่ธามจับมือน้อยๆ ของเธอไว้แน่นตลอดเวลา
“ไข้สูงเกือบสี่สิบองศาครับ มีภาวะปอดบวมระยะแรกเริ่มจากการสูดดมควันไฟและแช่อยู่ในน้ำคลำนานเกินไป”
หมอเจียงรายงานสีหน้าเคร่งเครียด
“และที่น่าเป็นห่วงคือแผลที่ฝ่าเท้า มีเศษกระจกฝังอยู่ข้างในสองชิ้น ผมต้องลงมีดผ่าเอาเศษกระจกออกและเย็บแผลสดๆ คืนนี้ครับ”
“ทำเดี๋ยวนี้” ธามสั่งเสียงเฉียบขาด “ใช้ยาชาที่ดีที่สุด อย่าให้เธอต้องทรมาน”
“ครับนายน้อย”
ธามลุกขึ้นยืน เดินเลี่ยงออกมาที่มุมห้องโถงพร้อมกับศรุต
“ได้เรื่องอะไรเพิ่มเติมไหม?”
ศรุตกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะรายงานด้วยเสียงกระซิบ
“คนของเราที่วางสายไว้ในแก๊งเสือดำส่งข่าวมาครับนาย…”
“เมื่อตอนหัวค่ำ… ไอ้เฉินไป่หลง มันคุมตัวผู้หญิงคนหนึ่งที่จับได้จากบ้านพักริมน้ำบางขุนเทียน ไปที่ ‘โกดังข้าวสารเก่าตระกูลเฉิน’ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี”
“ผู้หญิงคนนั้นบาดเจ็บสาหัส… ถูกพวกมันซ้อมเพื่อเค้นถามหาของบางอย่าง”
“และที่เลวร้ายกว่านั้น…” ศรุตเว้นจังหวะ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“เจ้าสัวเฉินสั่งให้ลูกน้องเตรียมเรือโยงและถังน้ำมันยี่สิบลิตรไว้ที่ท่าน้ำหลังโกดัง…”
“พวกมันกะว่าจะทรมานเธอจนถึงเที่ยงคืน… ถ้ายังไม่ได้ของที่ต้องการ มันจะจับเธอยัดถังน้ำมันแล้วถ่วงน้ำกลางแม่น้ำเจ้าพระยาครับ!”
ธามยืนนิ่ง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทดุจหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง
นาฬิกาโบราณบนผนังห้องโถงบอกเวลา 22.30 น.
เหลือเวลาอีกเพียงชั่วโมงครึ่ง… ก่อนที่เส้นตายแห่งความตายจะมาถึง!
“ศรุต”
“ครับนาย!”
“เรียกรวมพล ‘หน่วยเงาพยัคฆ์’ ยี่สิบนาย ไม่ต้องใช้คนเยอะ กูต้องการคนที่ยิงปืนไม่เคยพลาดเป้าเท่านั้น”
“เตรียมเรือเร็วติดเครื่องยนต์ท้ายสองลำ ไปดักซุ่มที่ปากคลองบางกอกน้อย”
“ส่วนกู… จะนำขบวนรถหุ้มเกราะบุกเข้าทางประตูด้านหน้าของโกดังตรงๆ”
“นายครับ! นั่นมันถิ่นของตระกูลเฉินนะครับ พวกมันมีคนคุ้มกันไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน แถมยังมีอาวุธสงคราม…” ศรุตพยายามทัดทานด้วยความเป็นห่วง
ธามตวัดสายตามองมือขวาของเขา
แววตานั้นทำให้ศรุตต้องกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงคอไปในทันที
“ห้าสิบคนงั้นเหรอ?” ธามแสยะยิ้มที่ทำให้คนมองต้องขนหัวลุก
“ต่อให้พวกมันมีเป็นร้อยคน… หรือมีกองทัพมารออยู่…”
“คืนนี้… กูจะเหยียบศพพวกมันทุกคน เพื่อพาน้องสาวของกูกลับบ้าน!”
บทที่ 3
สายฝนยามดึกเริ่มเทกระหน่ำลงมาอีกระลอกหนึ่งเหนือผืนน้ำเจ้าพระยา
ละอองน้ำฝนผสมกลิ่นควันไอเสียและกลิ่นเน่าเหม็นของซากวัชพืชริมตลิ่ง
พัดพาเข้าปะทะใบหน้าของหญิงสาวที่ถูกพันธนาการอยู่กลางโกดังข้าวสารร้าง
โครงสร้างเหล็กขนาดมหึมาของโกดังเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงลมพายุ
หลังคาสังกะสีที่มีรูโหว่หลายแห่งปล่อยให้สายฝนเย็นเยียบหยดติ๋งๆ ลงมากระทบศีรษะของเธอ
ร่างของ ‘ม่านฟ้า’ หญิงสาววัยยี่สิบห้าปี ถูกล่ามโซ่ตรวนเส้นหนาไว้กับเสาตอม่อคอนกรีตกลางอาคาร
เสื้อผ้าฝ้ายสีครามที่เธอสวมใส่ฉีกขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือสภาพ
ผิวขาวเนียนละเอียดบัดนี้เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำและรอยแผลแตกจากแส้หนัง
เลือดสีแดงข้นไหลรินอาบสองแก้ม หยดลงบนพื้นซีเมนต์ที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน
ทว่า… แม้ร่างกายจะบอบช้ำจนแทบแหลกสลาย
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นกลับยังคงทอประกายเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมสยบต่อความมืดมิด
“มึงจะบอกกูได้หรือยัง… นังสารเลว!”
เสียงตวาดแหลมสูงของ ‘เฉินไป่หลง’ ลูกชายคนโตของเจ้าสัวเฉิน ดังก้องไปทั่วโกดัง
ชายหนุ่มร่างท้วมในชุดสูทสีขาวที่เปรอะเปื้อนคราบเลือด ยืนถือแส้หนังม้าที่ติดลวดหนามไว้ในมือ
ดวงตาของมันแดงก่ำด้วยความหงุดหงิดและฤทธิ์ของโคเคน
“ตราประทับมังกรคู่กับโฉนดที่ดินท่าเรือ… มึงเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน?!”
“แล้วนังเด็กเวรนั่น… มึงพามันหนีไปซ่อนไว้ที่ซอกรูไหน!”
ม่านฟ้าค่อยๆ เงยหน้าที่เปรอะเลือดขึ้นช้าๆ
ริมฝีปากที่แตกยับขยับแย้มยิ้มเยาะ
รอยยิ้มที่แสดงความเหยียดหยามอย่างถึงที่สุดต่อชายตรงหน้า
“กู… ไม่มีวันบอกมึง…”
เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบขาดใจ แต่ทุกพยางค์กลับหนักแน่นดั่งขุนเขา
“ต่อให้มึงฆ่ากูให้ตายตรงนี้… มึงก็ไม่มีวันได้แตะต้องสมบัติของตระกูลสุริยกาญจน์!”
“และลูกสาวของกู… เธอปลอดภัยแล้ว ปลอดภัยในที่ที่พวกสารเลวอย่างพวกมึงไม่มีวันเอื้อมมือไปถึง!”
“อีชาติชั่ว!”
เฉินไป่หลงสติแตก มันเงื้อแส้ขึ้นสุดแขน
หมายจะฟาดเข้าที่ใบหน้าของเธอเพื่อทำลายดวงตาคู่นั้นให้บอดสนิท
ทว่า…
โครมมมมมมม!
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น!
ประตูเหล็กม้วนขนาดมหึมาด้านหน้าโกดัง ถูกรถเอสยูวีหุ้มเกราะสีดำทมิฬพุ่งชนจนพังยับเยิน!
เศษเหล็กและฝุ่นปูนปลิวกระจายว่อนไปทั่วสารทิศ
เสียงไซเรนเตือนภัยของโกดังกรีดร้องระงม ผสมผสานกับเสียงฟ้าร้องที่ผ่าลงมาอย่างบ้าคลั่งภายนอก!
“เกิดอะไรขึ้นวะ?!” เฉินไป่หลงชะงักแส้ในมือ ตะโกนถามลูกน้องด้วยความตื่นตระหนก
“นายครับ! มีรถพุ่งชนเข้ามาครับ!”
ลูกน้องคนหนึ่งถือปืนลูกซองวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
ยังไม่ทันที่มันจะพูดจบประโยค…
ปัง!
เสียงปืนพกขนาดจุดสี่ห้าดังขึ้นหนึ่งนัดอย่างคมกริบ!
กระสุนเจาะทะลุขมับขวาของชายคนนั้นจนร่างกระเด็นลอยไปกระแทกกองกระสอบข้าวสาร สิ้นใจตายในทันที!
ท่ามกลางกลุ่มควันไฟและละอองฝนที่พัดกวัดแกว่งเข้ามาทางช่องประตูที่พังทลาย
ร่างสูงใหญ่สง่างามของ ‘เสี่ยธาม’ สุริยกาญจน์ ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆ
เขาไม่ได้สวมเสื้อเกราะ
สวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอก และกางเกงสแล็กสีดำสนิท
ในมือขวาถือปืนพกโคลท์ เอ็ม1911 สีเงินวาววับ ปลายกระบอกปืนยังมีควันสีขาวลอยกรุ่น
สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก
ทว่าแผ่รังสีอำมหิตที่กดดันจนอากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับตะกั่ว
เบื้องหลังของเขา คือชายชุดดำ ‘หน่วยเงาพยัคฆ์’ ยี่สิบนาย
ที่กระจายกำลังเข้าคุมพื้นที่ เคลียร์ลูกน้องของแก๊งเสือดำที่ประจำอยู่ตามมุมมืดอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว
เสียงปืนเก็บเสียงดัง ฟุ่บ… ฟุ่บ… ต่อเนื่องกันไม่ถึงสิบวินาที
ลูกน้องกว่าสามสิบคนของตระกูลเฉินก็ล้มลงนอนจมกองเลือดจนหมดสิ้น!
“ไอ้… ไอ้ธาม!”
เฉินไป่หลงผงะถอยหลังไปชนกับเสาตอม่อ ใบหน้าขาวซีดราวกับศพ
“มึง… มึงกล้าบุกเข้ามาในถิ่นกูงั้นเหรอ!”
ธามไม่ตอบคำถามนั้นแม้แต่คำเดียว
สายตาคมกริบของเขาไม่ได้มองดูเฉินไป่หลงเลยแม้แต่น้อย
สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวที่ถูกล่ามโซ่อยู่กับเสา
เมื่อเห็นบาดแผลฉกรรจ์ เลือดที่ไหลนอง และรอยแส้ที่กรีดลึกบนผิวเนื้อของเธอ…
ดวงตาของธามก็วาวโรจน์ขึ้นด้วยเปลวเพลิงแห่งความบ้าคลั่ง!
นี่คือน้องสาวของเขา…
สายเลือดเดียวกับเขาที่พ่อทิ้งไว้ให้ดูแล…
ผู้หญิงที่ยอมทนรับความทรมานเจียนตาย เพื่อให้หลานสาวของเขาได้มีชีวิตรอด!
“มึงแตะต้องเธอ…”
เสียงของธามแหบต่ำ ทว่ากังวานก้องไปทั่วโกดังราวกับเสียงคำรามของพญามังกร
“มึงกล้าเอาแส้ฟาดใส่น้องสาวของกูงั้นเหรอ เฉินไป่หลง?”
“น้องสาว?!” เฉินไป่หลงตาโตด้วยความตกใจสุดขีด “นังนี่… นังนี่คือน้องสาวของมึงงั้นเหรอ?!”
ม่านฟ้าที่สติเริ่มเลือนราง ค่อยๆ พยายามลืมตาขึ้นมองผ่านม่านเลือด
เธอเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ใบหน้าคมเข้มที่มีส่วนคล้ายคลึงกับเจ้าสัวอนันต์อย่างน่าประหลาด
และที่สำคัญที่สุด… ดวงตาคู่นั้น
ดวงตาที่พ่อเคยบอกเธอไว้เสมอในความทรงจำ:
‘พี่ชายของเจ้า… มีดวงตาเหมือนพญามังกร เข้มแข็ง ดุดัน แต่หัวใจของเขาอบอุ่นดั่งดวงตะวัน’
“พี่… พี่ธาม…” ม่านฟ้าพึมพำออกมาทั้งน้ำตา “มีอา… มีอาล่ะคะ…”
“เธอปลอดภัย” ธามตอบสั้นๆ สายตาอ่อนแสงลงชั่วขณะเมื่อสบตาน้องสาว
“เธอนอนรอเธออยู่ที่บ้านใหญ่ของเรา… ม่านฟ้า”
ได้ยินเพียงแค่นั้น น้ำตาแห่งความโล่งใจก็ทะลักออกมาอาบสองแก้มของม่านฟ้า
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่บอบช้ำ ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบลงด้วยความเหนื่อยล้า
“อย่านึกว่ามึงจะรอดออกไปได้นะไอ้ธาม!”
เสียงแหบแห้งทรงอำนาจดังขึ้นจากระเบียงชั้นสองของโกดัง
‘เจ้าสัวเฉิน’ ชายชราวัยเจ็ดสิบปีในชุดกี่เพ้าผ้าไหมสีดำ ก้าวออกมายืนเกาะราวระเบียงเหล็ก
ข้างกายของเขามีมือปืนระดับพระกาฬอีกสี่คนถือปืนไรเฟิลจู่โจมเล็งตรงมาที่ธาม
“ลื้อคิดว่าตระกูลสุริยกาญจน์ของลื้อยิ่งใหญ่คับฟ้าคนเดียวงั้นเหรอ?” เจ้าสัวเฉินแสยะยิ้มเหี้ยม
“ยี่สิบสองปีก่อน พ่อของลื้อคิดจะหักหลังอั๊ว คิดจะล้างมือในอ่างทองคำแล้วเอาเอกสารสิทธิ์ท่าเรือไปให้รัฐบาล!”
“อั๊วถึงต้องส่งมันไปลงนรกที่เรือนแพ!”
“และคืนนี้… ทั้งมึง ทั้งนังเด็กสารเลวนั่น และน้องสาวนอกสมรสของมึง…”
“จะต้องกลายเป็นผีเฝ้าแม่น้ำเจ้าพระยาไปพร้อมกัน!”
“ฆ่ามัน!” เจ้าสัวเฉินออกคำสั่งลั่น!
ทว่า… ก่อนที่มือปืนบนชั้นสองจะทันได้เหนี่ยวไก
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ลำแสงเลเซอร์สีแดงเข้มสี่จุด พลันปรากฏขึ้นตรงกลางหน้าผากของมือปืนทั้งสี่คนพร้อมกัน!
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนสไนเปอร์เก็บเสียงดังขึ้นจากช่องลมใต้หลังคาโกดัง!
ร่างของมือปืนทั้งสี่หงายหลังตกลงมาจากระเบียงชั้นสอง ร่วงกระแทกพื้นซีเมนต์คอหักตายคาที่!
หน่วยเงาพยัคฆ์ของธามที่แทรกซึมเข้ามาล่วงหน้า ได้ควบคุมพื้นที่ด้านบนไว้หมดแล้ว!
ใบหน้าของเจ้าสัวเฉินถอดสีจนกลายเป็นสีเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสยองขวัญ
“เป็นไปไม่ได้…” ชายชราพึมพำอย่างเสียสติ
จังหวะนั้นเอง เฉินไป่หลงที่เห็นท่าไม่ดี อาศัยความชุลมุนชักมีดพกสั้นออกมา
พุ่งเข้าหาก้นเสาตอม่อ หมายจะปาดคอม่านฟ้าเพื่อเอาตัวรอด!
“ตายไปพร้อมกูเถอะมึง!”
เปรี้ยง!
เสียงปืนโคลท์ในมือของธามคำรามลั่นโกดัง!
กระสุนขนาดจุดสี่ห้าพุ่งเข้าเจาะทะลุหัวเข่าขวาของเฉินไป่หลงอย่างแม่นยำดั่งจับวาง!
กร๊อบ!
“อ๊ากกกกกกกก!”
เฉินไป่หลงกรีดร้องโหยหวน มีดพกหลุดมือ ร่างทรุดฮวบลงไปนอนดิ้นพราดกับพื้น กุมหัวเข่าที่แหลกละเอียด
ธามก้าวเท้าเดินเข้าไปหามันอย่างเชื่องช้า
เสียงรองเท้าหนังเหยียบย่ำลงบนผิวน้ำเจิ่งนองดังก้องสะท้อน… ตึก… ตึก… ตึก…
ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนเสียงมัจจุราชที่กำลังนับถอยหลังอายุขัย
เขาหยุดยืนอยู่เหนือร่างของเฉินไป่หลง
ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นเหยียบลงบนบาดแผลที่หัวเข่าของมันอย่างแรง!
“อ๊ากกกก! ยะ… อย่ายิง! กูยอมแล้ว! กูยอมแล้วเสี่ยธาม!” เฉินไป่หลงร้องไห้อ้อนวอน น้ำตาผสมน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนหน้า
“ตอนที่มึงเอาแส้ฟาดใส่น้องสาวกู… มึงเคยฟังเสียงอ้อนวอนของเธอไหม?”
ธามถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้อารมณ์
เขาเลื่อนกระบอกปืนลงต่ำ จ่อตรงไปที่หว่างขาของมัน
“มึงชอบรังแกผู้หญิงและเด็กนักใช่ไหม?”
ปัง!
“อ๊ากกกกกกกกกกกกก!”
เสียงกรีดร้องของเฉินไป่หลงดังโหยหวนจนขาดใจ ก่อนที่มันจะช็อกหมดสติไปจากความเจ็บปวดอันแสนสาหัส
ธามเตะร่างของมันออกไปให้พ้นทางอย่างรังเกียจ
แล้วเดินตรงเข้าไปหาม่านฟ้า
เขาใช้มีดพกสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอว ตัดโซ่ตรวนที่ล่ามข้อมือของเธอออกอย่างรวดเร็ว
โซ่เหล็กขาดสะบั้นลง ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของม่านฟ้าทรุดฮวบลงมา
ทว่าธามยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปรับร่างของน้องสาวไว้ได้ทันท่วงที
เขาประคองศีรษะของเธอแนบกับแผงอกของเขาอย่างทะนุถนอม
ถอดเสื้อสูทที่ศรุตเพิ่งนำมาส่งให้ คลุมร่างที่สั่นเทาของเธอไว้มิดชิด
“ศรุต” ธามสั่งเสียงเคร่งขรึม
“ครับนาย!”
“นำตัวม่านฟ้าขึ้นรถพยาบาลฉุกเฉินที่เราเตรียมไว้ ส่งตัวไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนทันที ให้ทีมแพทย์ที่ดีที่สุดดูแลเธอ”
“แล้วเจ้าสัวเฉินล่ะครับนาย?” ศรุตชี้ขึ้นไปบนชั้นสอง ที่ซึ่งชายชรากำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่ตรงระเบียง
ธามเงยหน้าขึ้นมองอดีตพี่น้องร่วมสาบานของพ่อ
แววตาของเขาไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงความเย็นชาอันลึกซึ้ง
“ปล่อยให้ตำรวจจัดการ”
ธามเอ่ยเสียงเรียบ
“หลักฐานการฆาตกรรมพ่อกูเมื่อยี่สิบสองปีก่อน… บัญชีฟอกเงิน คลังอาวุธเถื่อน และยาเสพติดทั้งหมดของตระกูลเฉิน ที่กูส่งให้อธิบดีกรมตำรวจเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว”
“จะทำให้มันและตระกูลของมัน… ต้องเน่าตายอยู่ในคุกตลอดชีวิตที่เหลือ”
“การยิงกบาลมันตรงนี้… มันง่ายเกินไปสำหรับความทรมานที่พ่อและน้องสาวกูต้องทนรับมาตลอดสองทศวรรษ!”
ธามช้อนร่างของม่านฟ้าขึ้นแนบอก
พาเธอเดินก้าวออกจากโกดังร้างท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซาเม็ด
รุ่งอรุณสีทองเริ่มสาดแสงจับขอบฟ้าทิศตะวันออกเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา
ขับไล่ความมืดมิดและฝันร้ายที่ยาวนานกว่ายี่สิบสองปีให้สูญสลายไปในที่สุด
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา…
แสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นสาดส่องผ่านยอดกิ่งหลิวในสวนหินอ่อนของคฤหาสน์สุริยกาญจน์
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วผสมผสานกับเสียงสายน้ำไหลรินในบ่อปลาคาร์ป
กลิ่นหอมสะอาดของดอกมะลิและดอกโบตั๋นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
บนม้านั่งหินอ่อนตัวยาวตัวเดิม…
ธามในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวสบายๆ กำลังนั่งพิงพนัก
ในมือถือถ้วยชาหลงจิ่งร้อนๆ ที่ส่งควันกรุ่น
ข้างกายของเขา… มีร่างของม่านฟ้าในชุดเดรสผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่
ใบหน้าของเธอยังคงมีรอยแผลเป็นจางๆ หลงเหลืออยู่บ้าง
ทว่าแววตาคู่นั้นกลับสดใสและเปี่ยมล้นไปด้วยประกายแห่งชีวิต
บาดแผลตามร่างกายได้รับการรักษาจนเกือบหายสนิท
และที่สำคัญที่สุด… รอยยิ้มที่แท้จริงได้กลับคืนสู่ใบหน้าของเธออีกครั้ง
และตรงลานหินกรวดเบื้องหน้า…
เสียงหัวเราะใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยสามขวบดังกังวานไปทั่วสวน
มีอา… ในชุดเอี๊ยมกระโปรงยีนส์ตัวใหม่และรองเท้าผ้าใบสีชมพูคู่จิ๋ว
กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้ออย่างสนุกสนาน
ฝ่าเท้าเล็กๆ ที่เคยเต็มไปด้วยรอยแผล บัดนี้สมานสนิทและวิ่งได้อย่างคล่องแคล่ว
ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง เธอยังคงกอด ‘พี่ยิ้ม’ ตุ๊กตากระต่ายเน่าตัวเดิม
ทว่าหูที่เคยขาดวิ่น ได้รับการเย็บซ่อมแซมใหม่อย่างประณีตด้วยผ้าไหมสีทอง
และที่คอของกระต่าย… มีสร้อยเงินพร้อมนาฬิกาพกโบราณของเจ้าสัวอนันต์คล้องไว้อย่างสง่างาม
สุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ร่างยักษ์สองตัว
กำลังเดินเตาะแตะเคียงข้างเด็กน้อยอย่างเชื่องช้า
คอยใช้จมูกดันแผ่นหลังของเธอเบาๆ ทุกครั้งที่เธอทำท่าจะสะดุดล้ม
“คุณลุงขา! ดูนี่สิคะ!”
มีอาร้องเรียกเสียงใส พลางวิ่งเตาะแตะตรงเข้ามาหาม้านั่งหินอ่อน
ในมือน้อยๆ ชูดอกสารภีสีขาวนวลช่อหนึ่งขึ้นมาอวด
“หนูเก็บดอกไม้มาให้คุณลุงค่ะ!”
ธามวางถ้วยชาลงบนโต๊ะหินอ่อน
เขาย่อตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นหญ้า อ้าแขนออกรับร่างกลมป้อมของหลานสาวเข้าสู่อ้อมกอดทันที
มีอาโผเข้ากอดคอเขาแน่น แก้มยุ้ยนุ่มนิ่มแนบสนิทเข้ากับแก้มสากของเขา
กลิ่นหอมแป้งเด็กผสมกลิ่นดอกสารภีอบอวลไปทั่วอก
“ขอบใจนะ เจ้าตัวเล็ก”
ธามเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล รอยยิ้มอบอุ่นที่หาดูได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย
เขารับช่อดอกสารภีมาถือไว้
ก่อนจะหันไปสบตากับม่านฟ้าที่นั่งมองภาพนั้นด้วยน้ำตาที่คลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง
“พี่ธามคะ…” ม่านฟ้าเอ่ยขึ้นเบาๆ “ขอบคุณนะคะ… สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง”
“ถ้าไม่มีพี่… ฉันกับมีอาคงไม่มีวันได้เห็นท้องฟ้าที่สวยงามแบบนี้อีกแล้ว”
ธามส่ายหน้าช้าๆ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปแตะไหล่ของน้องสาวเบาๆ
“อย่าพูดคำว่าขอบคุณกับคนในครอบครัวเลย ม่านฟ้า”
ธามเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พี่ยกโทษให้ตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่ปล่อยให้เธอสองคนต้องทนทุกข์มานานขนาดนี้”
“แต่นับจากวันนี้เป็นต้นไป…”
ธามกระชับอ้อมกอดที่อุ้มมีอาไว้แน่นขึ้น มองไปยังทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ของคฤหาสน์สุริยกาญจน์
“ที่นี่คือบ้านของเธอทั้งสองคน”
“บัลลังก์มังกรทองแห่งนี้… จะไม่ถูกใช้เพื่อการเข่นฆ่าหรือความแค้นอีกต่อไป”
“แต่มันจะตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้… เพื่อเป็นร่มเงาที่ไม่มีวันโค่นล้ม ให้แก่รอยยิ้มของพวกเธอ… ตลอดไป”
มีอาเงยหน้าขึ้นมองลุงของเธอ ดวงตากลมโตสุกใสกะพริบปริบๆ
“คุณลุงคะ…”
“หืม? ว่าไงเจ้าตัวเล็ก?”
“ตัวคุณลุง… ยังอุ่นเหมือนเดิมเลยค่ะ”
เด็กน้อยซุกหน้าลงกับอกกว้าง พึมพำอย่างมีความสุข
ธามหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความสุขที่แท้จริงครั้งแรกในรอบสามสิบห้าปี
สายลมยามสายพัดผ่านยอดกิ่งหลิวอีกคราหนึ่ง
พัดพากลีบดอกสารภีสีขาวให้ปลิวไสวไปในอากาศ
ลอยวนรอบตัวของครอบครัวที่พลัดพราก…
ก่อนจะตกลงสู่ผืนแผ่นดินอันสงบสุขของเยาวราช
เพื่อเริ่มต้นตำนานบทใหม่ที่จารึกไว้ด้วย ‘ความรัก’ ตราบนานเท่านาน
— จบบริบูรณ์ —