บทที่ 2 = ในขณะที่สามีพาสมาชิกครอบครัวทั้งหกคนบินลัดฟ้า…

“ในขณะที่สามีพาสมาชิกครอบครัวทั้งหกคนบินลัดฟ้าไปเสวยสุขที่ซิดนีย์ด้วยเงินในบัญชีของฉัน ฉันกลับเซ็นสัญญาขายเพนต์เฮาส์หรูร้อยล้านที่พวกเขากลั่นแกล้งเหยียบย่ำฉันมาตลอดสามปีด้วยเงินสดทันที!”

บทที่ 2

เสียงสัญญาณวางสายจากคุณเบน นายหน้าอสังหาริมทรัพย์มือทองเงียบสนิทลงไปแล้ว

 

ภายในห้องรับแขกขนาดใหญ่สามร้อยตารางเมตร เหลือเพียงความเงียบงันที่เยียบเย็นและว่างเปล่า

 

ฉันลดโทรศัพท์มือถือในมือลงอย่างช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวของตัวเครื่องที่เพิ่งผ่านการใช้งาน

 

แสงแดดอ่อนๆ ยามสายส่องลอดผ่านกระจกนิรภัยบานยักษ์จากพื้นจรดเพดาน ทอดเงายาวพาดผ่านพื้นหินอ่อนสีขาวคาร์รารานำเข้าจากอิตาลี

 

หินอ่อนผืนนี้… พ่อของฉันเคยเป็นคนเดินเลือกทุกลวดลายด้วยตัวเองอย่างพิถีพิถัน

 

ท่านบอกเสมอว่าอยากให้ลูกสาวคนเดียวได้ยืนอยู่บนพื้นที่มั่นคง สง่างาม และปลอดภัยที่สุด

 

แต่ตลอดสามปีที่ผ่านมา พื้นหินอ่อนอันงดงามนี้กลับถูกเหยียบย่ำด้วยรอยเท้าของคนใจคดที่ก้าวเข้ามาแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากฉัน

 

ฉันก้มลงมองรอยคราบโคลนแห้งกรังจากรองเท้าผ้าใบของน้องเขยตัวแสบที่เปรอะเปื้อนอยู่ตรงมุมพรมทอมือเปอร์เซีย

 

ถัดไปบนโต๊ะกลางไม้สักทอง แก้วกาแฟเซรามิกของคุณนายเกษรยังมีคราบลิปสติกสีแดงสดติดอยู่ที่ขอบถ้วย พร้อมก้นบุหรี่ที่แอบทิ้งไว้ในจานรองอย่างมักง่าย

 

กลิ่นน้ำหอมสังเคราะห์ฉุนกึกที่ผสมปนเปกันระหว่างกลิ่นน้ำหอมคุณนายกับกลิ่นบุหรี่ไฟฟ้าของลูกเขยยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศจนชวนคลื่นไส้

 

นี่ไม่ใช่บ้านของฉันมานานแล้ว…

 

มันกลายเป็นรังของกาฝากที่สูบเลือดสูบเนื้อฉันจนแทบหมดตัวต่างหาก

 

ฉันก้าวเดินอย่างเชื่องช้า มุ่งหน้าตรงไปยังโถงทางเดินแคบๆ ด้านหลังห้องครัว

 

ผ่านประตูไม้สักแกะสลักของห้องมาสเตอร์เบดรูม ห้องนอนใหญ่ที่เคยเป็นของฉัน

 

บนเตียงคิงไซส์ราคาหลายแสน มีเสื้อผ้าไม่ได้ซักของคุณนายเกษรและชุดเดรสฟูฟ่องของอรพินท์กองระเกะระกะอยู่เกลื่อนกลาด

 

กล่องเครื่องสำอางแบรนด์เนมถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ เศษสำลีและทิชชูใช้แล้วร่วงหล่นอยู่บนพรมปูพื้นหนานุ่ม

 

พวกมันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ราวกับเป็นเจ้าขุนมูลนาย โดยมีฉันเป็นขี้ข้าคอยตามล้างตามเช็ดให้ตลอดเวลา

 

ฉันก้าวข้ามผ่านความอุจาดตานั้นไป จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าห้องนอนแขกขนาดเล็กสุดทางเดิน

 

ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่ไม่มีแม้แต่หน้าต่างบานใหญ่ มีเพียงเตียงเดี่ยวขนาดสามฟุตครึ่งและตู้เสื้อผ้าไม้สังเคราะห์ราคาถูก

 

นี่คือ ‘รูหนู’ ที่พวกมันรวมหัวกันเนรเทศฉันให้มาซุกหัวนอนตลอดสองปีที่ผ่านมา

 

ฉันหมุนลูกบิดเปิดประตูเข้าไป กลิ่นสะอาดของน้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นดอกมะลิที่ฉันชอบลอยแตะจมูกจางๆ

 

ในห้องนี้ไม่มีสิ่งของมีค่าใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป

 

บนโต๊ะข้างเตียง มีเพียงรูปถ่ายใบเล็กในกรอบไม้สีเข้ม รูปของพ่อกับแม่ที่กำลังส่งยิ้มอย่างอบอุ่นให้ฉันในวันรับปริญญา

 

ฉันยกมือขึ้นลูบไล้กระจกผิวเรียบของกรอบรูปนั้นเบาๆ หยาดน้ำตาที่เหือดแห้งไปนานเริ่มรื้อขึ้นมาที่ขอบตาอีกครั้ง

 

แต่มันไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอเหมือนในวันวาน

 

มันคือหยาดน้ำตาแห่งการเริ่มต้นใหม่

 

“พ่อคะ แม่คะ… กุลขอโทษที่ยอมให้คนพวกนั้นทำร้ายมานานขนาดนี้”

 

ฉันกระซิบแผ่วเบากับภาพถ่ายตรงหน้า น้ำเสียงนิ่งสนิทและหนักแน่น

 

“แต่วันนี้… กุลจะทวงทุกอย่างที่เป็นของกุลคืนมาทั้งหมดค่ะ”

 

ฉันหยิบรูปถ่ายใส่ลงในกระเป๋าถือหนังแท้ใบโปรดที่แม่เคยซื้อให้ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เซฟขนาดกะทัดรัดที่ซ่อนอยู่ใต้เตียง

 

ภายในนั้น มีโฉนดที่ดินตัวจริงตราครุฑแดง ทะเบียนสมรส เอกสารสิทธิ์ในกองทุนรวม และพาสปอร์ตของฉัน

 

ฉันตรวจสอบเอกสารทุกชิ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง

 

เมื่อก้าวพ้นออกจากห้องนอนเล็ก ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันของธนาคารชั้นนำสามแห่ง

 

หน้าจอแสดงยอดเงินในบัญชีมรดกและบัญชีกองกลางที่ภัทรเป็นคนถือบัตรเดบิตและบัตรเครดิตเสริม

 

ตัวเลขการทำธุรกรรมล่าสุดทำให้มุมปากของฉันกระตุกยิ้มเยาะด้วยความเวทนา

 

ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-ซิดนีย์ ชั้นธุรกิจ หกที่นั่ง มูลค่าเกือบเจ็ดแสนบาท

 

ค่าวางมัดจำวิลล่าหรูริมอ่าวซิดนีย์อีกห้าแสนบาท

 

และยังมีรายการรูดซื้อของล่วงหน้าจากร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเช้านี้อีกเกือบสองแสนบาท

 

คุณนายเกษรคงกำลังเพลิดเพลินกับการหยิบกระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่ ส่วนอรพินท์คงกำลังหัวเราะร่าเริงกับน้ำหอมขวดหรู

 

พวกมันกำลังเฉลิมฉลองบนหยาดเหงื่อและเงินมรดกของพ่อแม่ฉันอย่างหน้าด้านๆ

 

ฉันสูดลมหายใจลึก ปลายนิ้วแตะลงบนหน้าจอสมาร์ตโฟนอย่างไม่ลังเล

 

‘ระงับการใช้งานบัตรเครดิตเสริม’

 

ฉันกดยืนยันการระงับบัตรเสริมของคุณนายเกษร อรพินท์ และภัทร ทุกใบในทันที

 

ระบบส่งข้อความแจ้งเตือนสีเขียวขึ้นมาสั้นๆ ว่าการระงับบัตรเสร็จสมบูรณ์

 

จากนั้น ฉันกดโอนย้ายเงินสดทั้งหมดที่เหลืออยู่ในบัญชีกองกลางจำนวนกว่าแปดล้านบาท กลับเข้ามายังบัญชีส่วนตัวใหม่ที่ไม่มีใครล่วงรู้

 

บัญชีที่พวกมันเคยใช้รูดซื้อความสุขสำราญ บัดนี้มียอดเงินคงเหลืออยู่เพียง 0.00 บาทถ้วน!

 

พวกมันคิดว่าฉันคือตู้เอทีเอ็มที่ไม่มีวันพังทลาย

 

พวกมันคิดว่าฉันคือสะใภ้โง่ๆ ที่ยอมก้มหัวให้เหยียบย่ำเพื่อรักษาคำว่าครอบครัวจอมปลอมเอาไว้

 

แต่พวกมันคงลืมไปว่า คนที่ถือรหัสผ่านและถือกรรมสิทธิ์ทั้งหมด… คือฉันคนนี้!

 

กริ๊ง… กริ๊ง…

 

เสียงกระดิ่งหน้าประตูดิจิทัลของเพนต์เฮาส์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด

 

ฉันมองดูหน้าจอมอนิเตอร์อินเตอร์คอมตรงผนัง ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาคัตติ้งเนี้ยบกำลังยืนรออยู่หน้าประตู

 

ข้างกายของเขามีชายชาวต่างชาติวัยกลางคนในชุดสูทสากลสีน้ำเงินเข้มและทนายความหญิงอีกหนึ่งคน

 

คุณเบน นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมมาถึงตรงเวลาตามที่นัดหมายไว้

 

ฉันเดินไปปลดล็อกประตูบานคู่ขนาดใหญ่ เปิดต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้มที่สุภาพและเยือกเย็น

 

“สวัสดีครับคุณกุลนันท์” คุณเบนค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม “นี่คือคุณมิสเตอร์เฉิน ตัวแทนจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ข้ามชาติ และคุณทนายวิภาวรรณครับ”

 

“สวัสดีค่ะทุกท่าน เชิญด้านในก่อนค่ะ”

 

ฉันผายมือเชิญทุกคนเข้ามาในห้องรับแขก

 

มิสเตอร์เฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ โถงเพดานสูงหกเมตร วิวโค้งน้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามาที่ทอดยาวอยู่เบื้องล่างทำให้แววตาของเขาเป็นประกายด้วยความพึงพอใจ

 

“ทำเลทองอย่างที่คุณเบนบอกไว้จริงๆ ครับ” มิสเตอร์เฉินกล่าวเป็นภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงชื่นชม

 

“ห้องกว้างขวาง โครงสร้างสมบูรณ์แบบ และที่สำคัญคือวิวระดับนี้หาไม่ได้อีกแล้วในสุขุมวิท”

 

“ใช่ค่ะ และหากคุณมิสเตอร์เฉินพร้อมชำระเป็นเงินสดเต็มจำนวนตามเงื่อนไข ดิฉันยินดีลดราคาพิเศษให้ตามที่คุณเบนได้แจ้งไว้”

 

ฉันนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวตัวหรู วางเอกสารโฉนดที่ดินตัวจริงลงบนโต๊ะกระจกใส

 

คุณทนายวิภาวรรณหยิบโฉนดขึ้นมาส่องตรวจสอบลายน้ำและตราประทับทางราชการอย่างละเอียดถี่ถ้วน

 

เธอเปิดแฟ้มเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายที่เตรียมมาอย่างรัดกุม ส่งให้ฉันและมิสเตอร์เฉินตรวจสอบ

 

“ราคาตกลงซื้อขายสุทธิอยู่ที่หนึ่งร้อยสามสิบห้าล้านบาทถ้วนนะคะ” คุณทนายเอ่ยเสียงเรียบ

 

“โดยผู้ซื้อจะวางมัดจำเป็นแคชเชียร์เช็คจำนวนยี่สิบล้านบาทในวันนี้ และส่วนที่เหลืออีกหนึ่งร้อยสิบห้าล้านบาทจะชำระ ณ สำนักงานที่ดินในวันศุกร์นี้”

 

“มีเงื่อนไขเพิ่มเติมข้อเดียวจากทางคุณกุลนันท์ คือการส่งมอบห้องชุดต้องเสร็จสิ้นภายในวันศุกร์นี้เช่นกัน ถูกต้องไหมคะ?”

 

“ถูกต้องค่ะ” ฉันตอบอย่างหนักแน่น สบตากับทนายความตรงๆ

 

“วันศุกร์นี้ หลังจากการโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้น กรรมสิทธิ์ในห้องนี้จะเป็นของผู้ซื้อร้อยเปอร์เซ็นต์”

 

“และดิฉันต้องการให้เปลี่ยนระบบกลอนประตูดิจิทัล การสแกนใบหน้า และรหัสผ่านทั้งหมดใหม่ในทันที”

 

“ไม่มีปัญหาครับ ทางเรามีทีมช่างและบริษัทรักษาความปลอดภัยพร้อมเข้าปรับปรุงพื้นที่ทันทีที่เซ็นรับมอบห้อง” มิสเตอร์เฉินพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น

 

ปากกาหมึกซึมด้ามหรูถูกยื่นมาตรงหน้าฉัน

 

ฉันก้มลงมองชื่อของตัวเองบนช่อง ‘ผู้ขาย’ ในสัญญาจะซื้อจะขาย

 

มือของฉันไม่สั่นเทาแม้แต่น้อย วินาทีที่ปลายปากกาจรดลงบนผืนกระดาษเนื้อดีและตวัดเซ็นชื่อ ‘กุลนันท์ วรโชติเมธี’ ลงไป

 

มันคือการตัดขาดจากอดีตอันแสนขมขื่น

 

มันคือการประกาศอิสรภาพจากขุมนรกที่ฉันทนติดอยู่มานานถึงสามปีเต็ม

 

แคชเชียร์เช็คมูลค่ายี่สิบล้านบาทถูกส่งข้ามโต๊ะมาอยู่ในมือของฉัน สัมผัสของกระดาษหนาและตัวเลขแปดหลักทำให้หัวใจของฉันสงบนิ่งอย่างประหลาด

 

“ยินดีที่ได้ร่วมงานครับคุณกุลนันท์ เจอกันที่สำนักงานที่ดินวันศุกร์นี้เวลาเก้าโมงเช้านะครับ” มิสเตอร์เฉินยื่นมือมาจับทักทาย

 

“ยินดีเช่นกันค่ะ”

 

หลังจากส่งกลุ่มผู้ซื้อและนายหน้ากลับไป ฉันไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าแม้แต่นาทีเดียว

 

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง กดโทรหา ‘คุณทนายธนินท์’ ทนายความประจำตระกูลที่เคยดูแลมรดกของพ่อแม่ฉัน

 

“สวัสดีครับคุณกุล เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยประสบการณ์ของทนายวัยห้าสิบปีดังขึ้น

 

“สวัสดีค่ะคุณอาธนินท์… กุลต้องการฟ้องหย่าค่ะ”

 

ปลายสายเงียบกริบไปชั่วครู่ ราวกับกำลังประมวลผลความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

 

“คุณกุลแน่ใจแล้วใช่ไหมครับ?”

 

“แน่ใจที่สุดค่ะอา และไม่ใช่แค่ฟ้องหย่าธรรมดา”

 

ฉันก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่ริมระเบียง สายตามองทอดยาวออกไปสู่ขอบฟ้าไกล

 

“กุลต้องการฟ้องแบ่งทรัพย์สิน ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิด และฟ้องคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์กับนายภัทรค่ะ”

 

“ตลอดสามปีที่ผ่านมา ภัทรแอบโอนเงินจากบัญชีกองกลางที่กุลเป็นคนเติมเงินเข้าไป ไปเข้าบัญชีส่วนตัวของเขาและครอบครัวรวมแล้วกว่าสิบห้าล้านบาท”

 

“กุลมีสเตตเมนต์ย้อนหลัง มีบันทึกการทำธุรกรรม และมีหลักฐานแชตทั้งหมดที่พวกเขาข่มขู่บีบคั้นให้กุลต้องโอนเงินให้”

 

“นอกจากนี้ กุลต้องการให้อาช่วยส่งหนังสือเตือนขับไล่ไปยังที่ทำงานของภัทรและน้องเขยของเขาด้วยค่ะ”

 

เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ของทนายธนินท์ดังลอดมาตามสาย แฝงไว้ด้วยความโล่งใจ

 

“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงนะครับคุณกุล พ่อกับแม่ของคุณคงหมดห่วงเสียที”

 

“อาเตรียมเอกสารและหลักฐานทางการเงินที่คุณกุลเคยฝากไว้ให้ตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาครับ”

 

“อาจะร่างคำฟ้องให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้ และจะส่งหมายศาลพร้อมหนังสือแจ้งเตือนไปยังบริษัทของนายภัทรให้ตรงกับวันที่เขาเดินทางกลับมาถึงไทยพอดี”

 

“ขอบคุณมากค่ะอาธนินท์ จัดการให้เด็ดขาดที่สุดเลยนะคะ อย่าให้เหลือทางรอดแม้แต่ก้าวเดียว”

 

“วางใจอาได้เลยครับคุณกุล อาจะทำให้คนตระกูลนั้นรู้ซึ้งว่าการแตะต้องทายาทของตระกูลวรโชติเมธี มันมีราคาแพงแค่ไหน”

 

เมื่อวางสายจากทนายความ ฉันโทรศัพท์ติดต่อบริษัทให้บริการขนย้ายและจัดเก็บสิ่งของระดับพรีเมียมทันที

 

“สวัสดีค่ะ ต้องการว่าจ้างทีมงานขนย้ายด่วนพิเศษจำนวนสิบคน พร้อมกล่องบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่สำหรับเก็บข้าวของเครื่องใช้ในคอนโดขนาดสามร้อยตารางเมตรค่ะ”

 

“ต้องการให้เข้าดำเนินการเวลาไหนครับคุณผู้หญิง?”

 

“บ่ายโมงตรงของวันนี้ค่ะ และดิฉันต้องการเช่าโกดังเก็บของขนาดกลางแถบชานเมืองสมุทรปราการเป็นเวลาหนึ่งเดือนด้วย”

 

“รับทราบครับ ทางเราจะจัดเตรียมทีมงานและรถบรรทุกหกล้อสองคันไปถึงที่หมายตามเวลาครับ”

 

เวลาบ่ายโมงตรง เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างตรงต่อเวลา

 

เจ้าหน้าที่ขนย้ายในชุดยูนิฟอร์มรัดกุมพร้อมอุปกรณ์แพ็กของครบมือเดินเรียงแถวเข้ามาในเพนต์เฮาส์

 

ฉันยืนกอดอก มองดูความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยแววตาที่เยือกเย็น

 

“ฟังคำสั่งของฉันให้ดีนะคะ” ฉันเอ่ยกับหัวหน้าทีมขนย้ายด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ

 

“ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และของใช้ส่วนตัวทั้งหมดที่อยู่ในห้องมาสเตอร์เบดรูม ห้องนอนเล็กของน้องสาว และห้องรับแขก…”

 

“ให้เก็บใส่กล่องกระดาษทั้งหมด ไม่ต้องคัดแยก ไม่ต้องจัดให้สวยงาม แค่ยัดลงกล่อง ปิดเทปกาว และขนไปไว้ที่โกดังชานเมืองที่ฉันเช่าไว้”

 

“ส่วนเฟอร์นิเจอร์บิวต์อินและเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ที่เป็นของโครงการ ให้คงไว้ที่เดิมทั้งหมด”

 

“รับทราบครับคุณผู้หญิง ลุยเลยพวกเรา!”

 

เสียงเทปกาวถูกดึงเสียงดังแคว้ก… แคว้ก… ดังก้องไปทั่วห้องรับแขก

 

กล่องกระดาษสีน้ำตาลนับร้อยใบถูกกางออกอย่างรวดเร็ว

 

เสื้อผ้าราคาแพงของคุณนายเกษรที่แขวนเรียงรายอยู่ในตู้เสื้อผ้าวอล์กอินคลอเซ็ต ถูกปลดออกจากไม้แขวนแล้วยัดลงกล่องอย่างไร้ความปรานี

 

รองเท้าส้นสูงของอรพินท์ที่เคยวางอวดอยู่บนชั้นวางรองเท้ากระจกใส ถูกกวาดลงกล่องรวมกับรองเท้าแตะเก่าๆ ของสามีเธอ

 

ของเล่นพลาสติกเกะกะของน้องติณณ์ ขวดเหล้านอกราคาแพงของนายเกริกที่แอบจิ๊กมาจากตู้โชว์ของพ่อฉัน

 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของคนตระกูลนั้น ถูกกำจัดออกจากสายตาของฉันทีละชิ้น… ทีละชิ้น…

 

ฉันยืนมองภาพเหล่านั้นด้วยความสะใจลึกๆ ในอก

 

พวกมันชอบทำตัวรกหูรกตาในบ้านของฉันมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องกวาดล้างขยะพวกนี้ออกไปให้พ้นทางเสียที

 

ในขณะที่ทีมงานกำลังเร่งมือขนย้ายสิ่งของ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของฉันก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง

 

หน้าจอสว่างวาบขึ้นพร้อมชื่อที่คุ้นเคย

 

‘ภัทร’

 

ตามมาด้วยการแจ้งเตือนข้อความจากกลุ่มไลน์ครอบครัวที่มีสมาชิกเจ็ดคน

 

ฉันไม่ได้กดรับสาย แต่เลือกที่จะยืนพิงเสาหินอ่อนแล้วเปิดอ่านข้อความที่เด้งรัวขึ้นมาเป็นพืด

 

‘กุลนันท์! เธอทำบ้าอะไรกับบัตรเครดิตของฉัน!’

 

‘ทำไมบัตรเสริมของแม่กับพินถึงรูดไม่ผ่าน?! พนักงานร้านแอร์เมสเขามองพวกเราเหมือนพวกขโมยจนหน้าแตกไปหมดแล้ว!’

 

‘โทรไปก็ไม่รับสาย เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น! รีบโทรหาธนาคารแล้วปลดล็อกบัตรเดี๋ยวนี้เลยนะ!’

 

ตามมาด้วยข้อความเสียงของคุณนายเกษรที่ส่งเข้ามาด้วยน้ำเสียงกรีดร้องแทบคลั่ง

 

‘นังกุล! มึงแกล้งอะไรกู! กูยืนรอจ่ายเงินค่ากระเป๋าอยู่ที่เคาน์เตอร์จนคนทั้งร้านเขาซุบซิบนินทา!’

 

‘มึงรีบโอนเงินสดเข้ามาในบัญชีไอ้ภัทรเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นพอกูกลับไปถึงไทย มึงได้โดนดีแน่!’

 

และข้อความด่าทออย่างหยาบคายจากอรพินท์

 

‘พี่สะใภ้ใจแคบ! คิดจะหักหน้าครอบครัวเราใช่ไหม! ทุเรศที่สุด! พี่ภัทรต้องหย่ากับมันให้เดียวนี้นะ!’

 

ฉันอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งความสะทกสะท้าน

 

ริมฝีปากของฉันค่อยๆ คลี่รอยยิ้มเยือกเย็นออกมา

 

พวกมันยังคงไม่รู้ตัว… ยังคงคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือฉัน

 

ยังคงคิดว่าคำขู่เรื่อง ‘การหย่า’ จะทำให้ฉันกลัวจนตัวสั่นเหมือนเมื่อก่อน

 

ฉันพิมพ์ข้อความสั้นๆ ตอบกลับไปในกลุ่มไลน์ครอบครัวเพียงประโยคเดียว

 

‘วงเงินเต็มค่ะ เที่ยวให้สนุกนะคะ’

 

จากนั้น ฉันกดออกจากกลุ่มไลน์ครอบครัวอย่างถาวร และกดบล็อกเบอร์โทรศัพท์ของคนทั้งหกคนทิ้งทันที!

 

ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่หน้าจอโทรศัพท์ของฉันอีกครั้ง

 

ฉันเงยหน้าขึ้นมองดูห้องรับแขกที่บัดนี้โล่งเตียน กล่องกระดาษใบสุดท้ายถูกยกขึ้นรถบรรทุกหกล้อไปเรียบร้อยแล้ว

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงเช้าวันศุกร์

 

หน้าสำนักงานที่ดินเขตพระโขนง บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้คนที่มารอทำธุรกรรมตั้งแต่เช้าตรู่

 

ฉันในชุดสูทกางเกงสีขาวงาช้าง นั่งรออยู่ในห้องรับรองพิเศษพร้อมกับทนายธนินท์

 

มิสเตอร์เฉินและทนายวิภาวรรณเดินทางมาถึงพร้อมแคชเชียร์เช็คเงินสดฉบับจริงมูลค่าหนึ่งร้อยสิบห้าล้านบาท

 

ขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารและโอนกรรมสิทธิ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นภายใต้การดูแลของเจ้าพนักงานที่ดิน

 

เจ้าหน้าที่ประทับตราสีแดงลงบนด้านหลังของโฉนดที่ดิน เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จาก ‘นางสาวกุลนันท์ วรโชติเมธี’ ไปเป็นชื่อของบริษัทโฮลดิ้งต่างชาติ

 

เสียงตรายางกระทบกระดาษดัง ‘ปัง!’

 

มันคือเสียงระฆังที่บอกว่า ภารกิจขายบ้านปลดแอกชีวิตของฉันได้สำเร็จลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

 

ฉันเดินออกจากสำนักงานที่ดินพร้อมแคชเชียร์เช็คสองใบรวมมูลค่าหนึ่งร้อยสามสิบห้าล้านบาทในกระเป๋า

 

ฉันตรงไปยังธนาคารเพื่อนำเช็คเข้าบัญชีส่วนตัวใหม่ จัดสรรเงินเข้ากองทุนความเสี่ยงต่ำและบัญชีฝากประจำอย่างปลอดภัย

 

เงินสดจำนวนมหาศาลนี้ จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับชีวิตใหม่ที่ไม่มีใครสามารถมาพรากมันไปจากฉันได้อีก

 

ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ฉันเดินทางกลับไปยังเพนต์เฮาส์เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อส่งมอบกุญแจและระบบความปลอดภัยให้แก่มิสเตอร์เฉิน

 

ช่างกุญแจมืออาชีพกำลังถอดแผงวงจรดิจิทัลเดิมออก แล้วติดตั้งระบบสแกนใบหน้าและม่านตารุ่นใหม่ล่าสุดที่มีความปลอดภัยระดับสูงสุด

 

คีย์การ์ดเดิมทุกใบถูกยกเลิกการใช้งานในระบบฐานข้อมูลของนิติบุคคลคอนโด

 

ฉันเดินลงมาที่สำนักงานนิติบุคคลชั้นล่างสุด ยื่นเอกสารการเปลี่ยนมือเจ้าของห้องชุดให้แก่ผู้จัดการอาคาร

 

“คุณกุลนันท์คะ… แล้วคนในครอบครัวเดิมที่เคยพักอยู่ล่ะคะ?” ผู้จัดการสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

ฉันส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ แววตาคมกริบ

 

“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป บุคคลทั้งหกคนตามรายชื่อในเอกสารแนบนี้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับห้องชุดนี้อีกต่อไปค่ะ”

 

“หากพวกเขาปรากฏตัวขึ้นและพยายามบุกรุกเข้ามาในอาคาร ขอให้นิติบุคคลประสานงานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและแจ้งตำรวจดำเนินคดีข้อหาบุกรุกทันทีได้เลยนะคะ”

 

“รับทราบค่ะคุณกุลนันท์ ทางเราจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดค่ะ”

 

ฉันเดินออกจากล็อบบี้คอนโดหรู ก้าวขึ้นรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ป้ายแดงคันใหม่ที่ฉันเพิ่งซื้อด้วยเงินสดเมื่อวานนี้

 

ฉันขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงแรมระดับห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ฉันจองห้องสูทพักผ่อนไว้ล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์

 

เพื่อเฝ้ารอ… ชมละครฉากใหญ่ที่กำลังจะเปิดม่านขึ้นในวันพรุ่งนี้

 

วันที่ครอบครัวของภัทรจะเดินทางกลับมาจากซิดนีย์อย่างผู้ชนะ… แต่ต้องพบว่าตัวเองกลายเป็นคนไร้บ้านในพริบตา!

 

บทที่ 3

บ่ายวันอาทิตย์ อากาศภายนอกร้อนอบอ้าวและเต็มไปด้วยไอร้อนระอุของกรุงเทพมหานคร

 

ขบวนผู้โดยสารจากเที่ยวบินตรงซิดนีย์-กรุงเทพฯ ทยอยเดินลากกระเป๋าออกจากประตูผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินสุวรรณภูมิ

 

สภาพของครอบครัวภัทรทั้งหกคนในเวลานี้ ไม่ต่างอะไรกับผู้ลี้ภัยสงครามที่เพิ่งรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

 

เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่เคยสวมใส่อย่างโก้หรูในวันออกเดินทาง บัดนี้ยับยู่ยี่และมีคราบเหงื่อไคลเปรอะเปื้อน

 

คุณนายเกษรเดินกระเผลก ใบหน้าซีดเซียวปราศจากเครื่องสำอาง ดวงตาบวมเป่งจากการร้องไห้และอดหลับอดนอน

 

หลังจากที่บัตรเครดิตทุกใบถูกระงับ และเงินในบัญชีกองกลางเหลือศูนย์บาท

 

ทริปพักผ่อนในฝันที่ซิดนีย์ก็กลายสภาพเป็นนรกบนดินในทันที

 

พวกเขาถูกผู้จัดการวิลล่าหรูเชิญให้ออกจากที่พักตั้งแต่คืนที่สาม เพราะไม่สามารถตัดเงินค่าห้องพักส่วนที่เหลือได้

 

ต้องพากันลากกระเป๋าไปเช่าโมเทลราคาถูกซอมซ่อแถบชานเมืองซิดนีย์นอนเบียดเสียดกันในห้องแคบๆ

 

มื้ออาหารมิชลินสตาร์แปรเปลี่ยนเป็นขนมปังลดราคาและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากมินิมาร์ท

 

อรพินท์กับสามีทะเลาะกันเสียงดังลั่นห้องทุกวันเรื่องเงินที่ไม่มีแม้แต่จะซื้อตั๋วรถไฟ

 

ส่วนน้องติณณ์ก็ร้องไห้งอแงไม่หยุดเพราะหิวและเหนื่อยล้า

 

ภัทรต้องบากหน้าไปยืมเงินเพื่อนร่วมงานที่ไทยเพื่อนำมาซื้อตั๋วเครื่องบินขากลับชั้นประหยัดแถวหลังสุดติดห้องน้ำ

 

ตลอดสิบชั่วโมงบนเครื่องบิน ความโกรธแค้นและความชิงชังที่มีต่อกุลนันท์ได้สุมแน่นอยู่ในอกของคนทั้งหกคนจนแทบจะระเบิดออก

 

“นังตัวดี! พอกลับไปถึงห้องนะ กูจะตบสั่งสอนให้หายพยศเลยคอยดู!”

 

คุณนายเกษรเค่นเสียงลอดไรฟัน มือสั่นเทาขณะจับด้ามกระเป๋าเดินทาง

 

“มันกล้าดียังไงมาหักหน้ากู! ทำกูอับอายขายขี้หน้าข้ามทวีป!”

 

“แม่ใจเย็นๆ ก่อนครับ” ภัทรพูดด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัด

 

“ผมไม่ปล่อยมันไว้แน่ คราวนี้ผมจะบีบให้มันคุกเข่ากราบเท้าขอโทษแม่ แล้วเซ็นโอนเงินสดในบัญชีทั้งหมดมาชดใช้ให้เราให้หมด!”

 

“ถ้ามันไม่ยอม พี่ภัทรต้องตบมันให้เลือดกบปากไปเลยนะคะ!” อรพินท์ยุแยงด้วยความเกลียดชัง

 

“คนอย่างนังกุลนันท์ มันก็แค่หมาเชื่องๆ ตัวหนึ่ง พอไม่มีที่ไป เดี๋ยวโดนขู่ว่าจะหย่า มันก็รีบคลานเข้ามากราบแทบเท้าเราแล้ว!”

 

ชาญชัย สามีของเธอพยักหน้าเห็นด้วยอย่างกระหยิ่มใจ

 

พวกเขาเรียกแท็กซี่คันใหญ่สองคัน มุ่งหน้าตรงดิ่งมายังคอนโดมิเนียมหรูใจกลางสุขุมวิททันที

 

เมื่อรถแท็กซี่แล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าล็อบบี้คอนโดหรู

 

ภัทรเปิดประตูรถ ก้าวลงมายืนยืดอกอย่างวางมาด พลางปรับทรงเสื้อเชิ้ตให้ดูภูมิฐานเหมือนเดิม

 

เขารู้สึกว่าเมื่อได้กลับมายืนอยู่บนอาณาจักรเพนต์เฮาส์ร้อยล้านแห่งนี้ อำนาจและความเหนือกว่าของเขาก็จะกลับคืนมาโดยสมบูรณ์

 

“ช่วยกันยกกระเป๋าลงมาเร็วเข้า เดี๋ยวขึ้นไปจัดการนังกุลนันท์ให้เด็ดขาดทีเดียว” ภัทรสั่งการน้องเขยอย่างเฉียบขาด

 

คนทั้งหกคนช่วยกันลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ตรงเข้าไปยังประตูกระจกอัตโนมัติของล็อบบี้

 

พวกเขาก้าวตรงไปยังโซนลิฟต์ส่วนตัวที่ต้องใช้คีย์การ์ดพิเศษสำหรับลูกบ้านชั้นเพนต์เฮาส์เท่านั้น

 

ภัทรล้วงหยิบคีย์การ์ดสีดำขอบทองในกระเป๋าสตางค์ออกมา แตะลงบนแผงสแกนเซนเซอร์หน้าประตูลิฟต์อย่างมั่นใจ

 

ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…

 

เสียงสัญญาณเตือนสีแดงกะพริบถี่ๆ พร้อมข้อความบนหน้าจอดิจิทัล

 

‘ACCESS DENIED / บัตรไม่ได้รับอนุญาต’

 

ภัทรชะงักไปเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น

 

เขายกบัตรขึ้นมาเช็ดกับชายเสื้อ แล้วทาบลงไปบนแผงเซนเซอร์ใหม่อีกครั้ง

 

ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…

 

‘ACCESS DENIED’

 

“เป็นอะไรไปไอ้ภัทร? ทำไมลิฟต์มันไม่เปิดล่ะลูก?” คุณนายเกษรถามอย่างหงุดหงิด พลางใช้พัดในมือกระพือคลายร้อน

 

“ระบบเซนเซอร์คงมีปัญหาครับแม่ สงสัยนังบ้านั่นไม่ได้จ่ายค่าส่วนกลางตามที่ผมสั่งไว้ นิติบุคคลเลยระงับสัญญาณบัตรชั่วคราว”

 

ภัทรสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของนิติบุคคลที่ตั้งอยู่กลางล็อบบี้

 

“นี่คุณ!” ภัทรกระแทกเสียงใส่พนักงานต้อนรับสาว “ทำไมคีย์การ์ดลิฟต์เพนต์เฮาส์ของผมถึงใช้ไม่ได้? รีบมาเปิดระบบให้เดี๋ยวนี้เลยนะ!”

 

พนักงานสาวเงยหน้าขึ้นมองภัทรและครอบครัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ปราศจากความนอบน้อมเหมือนในอดีต

 

เธอหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิดดูช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการ

 

“ขอประทานโทษนะคะ ไม่ทราบว่าพวกคุณคือใครคะ?”

 

“นี่จำฉันไม่ได้หรือไง!” คุณนายเกษรแผดเสียงลั่น ก้าวเข้ามาชี้หน้าพนักงานสาว

 

“ฉันคือคุณนายเกษร เป็นแม่ของเจ้าของเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุด! พวกเธอทำงานประสาอะไรถึงจำหน้าผู้มีอิทธิพลในตึกนี้ไม่ได้ห้ะ!”

 

“ขออภัยค่ะคุณผู้หญิง”

 

เสียงทุ้มเข้มของชายร่างสูงใหญ่ดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง

 

ผู้จัดการอาคารพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเครื่องแบบสี่นายเดินเรียงแถวเข้ามาล้อมรอบครอบครัวของภัทรไว้ทันที

 

“ผมคือผู้จัดการฝ่ายบริหารอาคารครับ และผมขอเรียนแจ้งให้พวกคุณทราบว่า…”

 

ผู้จัดการยื่นเอกสารสำเนาโฉนดที่ดินฉบับใหม่ที่มีตราประทับทางราชการให้ภัทรดู

 

“เพนต์เฮาส์ยูนิต PH-01 ได้ถูกขายและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เจ้าของใหม่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาครับ”

 

“อะไรนะ?!”

 

เสียงของภัทรและคนทั้งครอบครัวอุทานขึ้นพร้อมกันจนดังก้องไปทั่วล็อบบี้

 

ภัทรคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า

 

ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้านหลังโฉนด… ไม่ใช่กุลนันท์อีกต่อไป แต่เป็นชื่อของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ!

 

“เป็นไปไม่ได้! นี่มันเอกสารปลอม!” ภัทรตะโกนลั่น หน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด

 

“เพนต์เฮาส์นี้เป็นสินสมรส! เมียผมไม่มีสิทธิ์ขายโดยที่ผมไม่ยินยอม! พวกคุณร่วมมือกับมันโกงผมใช่ไหม!”

 

“ใจเย็นๆ ก่อนครับคุณภัทร” ผู้จัดการอาคารตอบอย่างสุขุมและเยือกเย็น

 

“ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพนต์เฮาส์หลังนี้เป็น ‘สินส่วนตัว’ ของคุณกุลนันท์ วรโชติเมธี ที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาก่อนการจดทะเบียนสมรส”

 

“คุณกุลนันท์มีสิทธิ์อันชอบธรรมตามกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ในการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินนี้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสครับ”

 

“และทางนิติบุคคลได้รับคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของใหม่และคุณกุลนันท์…”

 

“ไม่อนุญาตให้พวกคุณทุกคนก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่ส่วนบุคคลของอาคารนี้อีกต่อไปครับ!”

 

“กรี๊ดดดดดดด!”

 

คุณนายเกษรกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทรุดตัวลงไปนั่งทุบตีพื้นหินอ่อนของล็อบบี้

 

“ไม่จริง! บ้านของฉัน! เพนต์เฮาส์ร้อยล้านของฉัน! นังกุลนันท์มันขโมยบ้านของฉันไป!”

 

“แล้วข้าวของของพวกเราล่ะ!” อรพินท์แผดเสียงถามอย่างตื่นตระหนก หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว

 

“กระเป๋าแบรนด์เนม เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องเพชรของพวกเราอยู่ในห้องนั้นหมดเลยนะ! พวกแกขโมยของพวกเราไปเหรอ!”

 

ผู้จัดการอาคารยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองหนึ่งให้ภัทร

 

“นี่คือใบเสร็จและกุญแจโกดังเก็บของที่สมุทรปราการครับ ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดของพวกคุณ ถูกบรรจุลงกล่องและขนย้ายไปเก็บไว้ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว”

 

“ค่าเช่าโกดังถูกชำระไว้ล่วงหน้าหนึ่งเดือน หากพ้นกำหนดแล้วพวกคุณไม่ไปรับของคืน ทางโกดังจะนำสิ่งของทั้งหมดไปทำลายตามระเบียบครับ”

 

“นังสารเลว! นังงูพิษ!”

 

ภัทรขยำซองเอกสารในมือจนยับยู่ยี่ ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธแค้นและความสิ้นหวังที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

 

โลกทั้งใบของเขากำลังพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา

 

สถานะ ‘คุณชายตระกูลใหญ่’ ที่เขาเคยแอบอ้างกับเพื่อนร่วมงานและสังคมภายนอก

 

ความหรูหรา ฟุ่มเฟือย และอำนาจจอมปลอมที่เขาสูบมาจากกุลนันท์… บัดนี้มลายหายไปจนหมดสิ้นภายในพริบตาเดียว!

 

“กุลนันท์… มึงอยู่ที่ไหน! ออกมาเดี๋ยวนี้!” ภัทรตะโกนก้องอย่างคนเสียสติ

 

กึก… กึก… กึก…

 

เสียงส้นสูงกระทบกับพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคงมาจากทางเข้าล็อบบี้

 

สายตาทุกคู่หันขวับไปมองที่จุดเดียวกันทันที

 

ฉันเดินก้าวเข้ามาในล็อบบี้อย่างสง่างาม ในชุดเดรสสูทสีดำสนิทเข้ารูปที่ขับเน้นความภูมิฐาน

 

ใบหน้าของฉันแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต ริมฝีปากสีแดงก่ำคลี่ยิ้มบางๆ ที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง

 

ข้างกายของฉัน มีคุณทนายธนินท์ในชุดสูทสากลภูมิฐาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสองนายเดินขนาบข้างมาด้วย

 

บรรยากาศในล็อบบี้เงียบสงัดลงในเสี้ยววินาที มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงของครอบครัวภัทร

 

“กุลนันท์!”

 

ภัทรคำรามลั่น พุ่งตัวตรงเข้ามาหาฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น สองมือเงื้อขึ้นหมายจะคว้าคอเสื้อของฉัน

 

แต่ก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัวฉัน เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าและกดแขนของภัทรล็อกไว้กับผนังทันที!

 

“อยู่นิ่งๆ ครับคุณ! อย่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นในที่สาธารณะ!” ตำรวจตวาดเสียงกร้าว

 

“ปล่อยกู! นังนี่มันเป็นเมียกู! มันขโมยเงินกู มันขายบ้านกู!” ภัทรดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง น้ำลายแตกฟองที่มุมปาก

 

ฉันหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงสองก้าว ทอดสายตามองดูอดีตสามีที่กำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยความสมเพช

 

“เมียเหรอคะ?” ฉันเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่บาดลึกเข้าไปในจิตใจของทุกคนที่ได้ยิน

 

“ตลอดสามปีที่ผ่านมา คุณเคยเห็นฉันเป็นเมียด้วยเหรอภัทร?”

 

“ตอนที่คุณพาสมาชิกครอบครัวทั้งหกคนไปเสวยสุขที่ต่างประเทศ แล้วทิ้งฉันไว้เฝ้าห้องเหมือนหมาตัวหนึ่ง…”

 

“ตอนที่คุณกับแม่ของคุณรวมหัวกันแย่งห้องนอนใหญ่ของฉัน แล้วเนรเทศฉันไปนอนในห้องคนรับใช้…”

 

“ตอนที่คุณแอบรูดบัตร สูบเงินมรดกของพ่อแม่ฉันไปปรนเปรอความโลภของตระกูลคุณ…”

 

ฉันเว้นจังหวะ กวาดสายตามองใบหน้าของคนทั้งครอบครัวทีละคน

 

คุณนายเกษรยืนตัวสั่นงันงก อรพินท์หลบสายตาด้วยความหวาดกลัว ส่วนชาญชัยก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตา

 

“ในสายตาของพวกคุณ ฉันไม่เคยเป็นภรรยา ไม่เคยเป็นสะใภ้…”

 

“ฉันเป็นแค่ ‘เหยื่อ’ ที่พวกคุณคิดว่าจะเกาะกินไปได้ตลอดชีวิตต่างหาก!”

 

“นังกุล!” คุณนายเกษรพยายามจะแผดเสียงด่า แต่เสียงของเธอกลับแหบพร่าและสั่นเครือ

 

“มึงมันนังอกตัญญู! ตระกูลกูมีเกียรติ มีหน้ามีตาในสังคม มึงกล้าดียังไงมาทำลายครอบครัวลูกชายกู!”

 

“เกียรติเหรอคะคุณนาย?”

 

คุณทนายธนินท์ก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เปิดแฟ้มหนังสีดำแล้วดึงเอกสารปึกใหญ่ออกมา

 

“นี่คือสำเนาคำฟ้องคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์ และคดีแพ่งเรียกทรัพย์คืนรวมมูลค่าสิบแปดล้านบาทครับ”

 

ทนายธนินท์ชูเอกสารขึ้นต่อหน้าทุกคน

 

“จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลัง นายภัทรได้ทำการโอนเงินจากบัญชีกองกลางของคุณกุลนันท์ เข้าบัญชีส่วนตัวของนางเกษร และนางสาวอรพินท์ เป็นจำนวนเงินหลายสิบล้านบาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

 

“และนี่คือหลักฐานการยักยอกเงินของบริษัทเอกชนที่คุณภัทรทำงานอยู่ด้วยครับ”

 

คำพูดของทนายธนินท์เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางกบาลของภัทร

 

ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากสีซีดเผือดกลายเป็นสีเทาหม่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวาอย่างถึงที่สุด

 

“มะ… ไม่จริง… คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง…” ภัทรละล่ำละลัก เสียงสั่นเครือ

 

“ทำไมฉันจะไม่รู้ล่ะคะภัทร?” ฉันแค่นยิ้มเยาะ

 

“คุณคิดว่าฉันโง่จนไม่รู้เลยเหรอว่าคุณแอบปลอมแปลงเอกสารจัดซื้อในบริษัท เพื่อดึงเงินส่วนต่างมาหมุนใช้หนี้การพนันให้น้องเขยของคุณ?”

 

ชาญชัยสะดุ้งสุดตัว รีบถอยหลังหนีไปหลบอยู่หลังเสาคอนกรีตทันที

 

“ฉันให้ทนายส่งหลักฐานทั้งหมดนี้ตรงไปยังบอร์ดบริหารและฝ่ายตรวจสอบภายในของบริษัทคุณเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เช้าวันนี้”

 

“ป่านนี้… ฝ่ายบุคคลคงมีคำสั่งปลดคุณออกจากตำแหน่ง และฝ่ายกฎหมายของบริษัทคงกำลังร่างคำฟ้องดำเนินคดีอาญากับคุณอยู่”

 

“ไม่! กุลนันท์! เธอทำลายฉันไม่ได้นะ!” ภัทรร้องลั่น ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเมื่อตำรวจคลายมือออก

 

เขารู้ดีว่าหากถูกไล่ออกและโดนคดีความ อนาคตการทำงานในวงการธุรกิจของเขาจะดับวูบลงอย่างถาวร

 

เขาจะกลายเป็นคนล้มละลาย มีหนี้สินล้นพ้นตัว และอาจจะต้องเข้าไปนอนในคุก!

 

ความเย่อหยิ่งจองหองที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น

 

ภัทรคลานเข่าเข้ามากอดข้อเท้าของฉันไว้แน่น น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลพรากอาบสองแก้ม

 

“กุล… ผมขอโทษ! ผมผิดไปแล้วกุล!”

 

เขาวิงวอนด้วยน้ำเสียงที่น่าเวทนา สองมือที่เคยผลักไสฉัน บัดนี้กำลังกอบกุมรองเท้าส้นสูงของฉันไว้ราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้ายในชีวิต

 

“เราเป็นสามีภรรยากันนะกุล! เราเคยรักกันไม่ใช่เหรอ? ยกโทษให้ผมเถอะนะ!”

 

“ผมสัญญา… ต่อไปนี้ผมจะให้แม่กับน้องย้ายออกไป ผมจะดูแลคุณคนเดียว ผมจะยอมทำตามที่คุณสั่งทุกอย่างเลยกุล!”

 

“พี่ภัทร! ทำไมไปกราบมันแบบนั้น!” อรพินท์กรีดร้องทั้งน้ำตาด้วยความอับอาย

 

คุณนายเกษรยืนเอามือทาบอก ร่างกายโอนเอนจนแทบจะเป็นลมล้มพับลงกับพื้น เมื่อเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เคยภาคภูมิใจ ต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนผู้หญิงที่ตนเคยเหยียดหยามว่าเป็นเพียงสะใภ้บ้านนอก

 

ฉันก้มลงมองชายที่ครั้งหนึ่งฉันเคยหลงรักจนยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้

 

มองดูความพินาศ ความน่าสมเพช และความขี้ขลาดตาขาวของเขาที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

 

ไม่มีความสงสาร ไม่มีความเจ็บปวด และไม่มีความผูกพันใดๆ หลงเหลืออยู่ในหัวใจของฉันอีกต่อไป

 

มีเพียงความรังเกียจอย่างสุดซึ้ง

 

ฉันค่อยๆ ถอยเท้าออก สะบัดข้อเท้าเบาๆ ให้หลุดพ้นจากพันธนาการของฝ่ามือที่น่ารังเกียจนั้น

 

“สายไปแล้วค่ะภัทร…”

 

ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทและราบเรียบที่สุด

 

“ความรักของฉัน… มันตายไปตั้งแต่วันที่คุณปล่อยให้แม่ของคุณด่าทอฉันเหมือนหมูเหมือนหมาแล้ว”

 

“มันตายไปตั้งแต่วันที่คุณทิ้งฉันไว้ข้างหลัง แล้วเดินลากกระเป๋าไปหัวเราะร่าเริงอยู่บนความทุกข์ของฉัน”

 

ฉันดึงเอกสารอีกชุดหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือ โยนลงบนพื้นตรงหน้าเขา

 

มันคือ ‘ใบสำคัญการหย่า’ ที่มีลายเซ็นของฉันกำกับไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว

 

“เซ็นใบหย่าซะภัทร แล้วพาครอบครัวของคุณไสหัวออกไปจากชีวิตของฉันเดี๋ยวนี้”

 

“ถ้าคุณยังดื้อดึงไม่ยอมเซ็น ฉันจะสั่งให้ทนายดำเนินคดีอาญาทุกข้อหาให้ถึงที่สุด และฉันจะไม่ยอมไกล่เกลี่ยแม้แต่สตางค์แดงเดียว!”

 

ภัทรมองดูใบหย่าบนพื้นสลับกับแววตาอันเด็ดเดี่ยวของฉัน

 

เขารู้ดีว่าเขาไม่มีไพ่เหลือให้เล่นอีกต่อไปแล้ว

 

ความละโมบและความเห็นแก่ตัวของครอบครัวเขา ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีไปจนหมดสิ้น

 

ด้วยมือที่สั่นเทาและน้ำตาที่หยดแหมะลงบนแผ่นกระดาษ ภัทรจำใจหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อลงในช่องคู่สมรสอย่างสิ้นหวัง

 

เสียงตวัดปากกาครั้งสุดท้าย ดังก้องอยู่ในใจของฉันราวกับเสียงเปิดประตูคุกที่ขังฉันไว้มานานแสนนาน

 

ทนายธนินท์ก้มลงเก็บใบหย่านั้นขึ้นมาเก็บเข้าแฟ้มอย่างรวดเร็ว

 

“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับคุณภัทร ทางเราจะนำเอกสารนี้ไปจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียนให้เสร็จสิ้นในวันพรุ่งนี้”

 

“และขอความกรุณาพวกคุณทุกคน ออกไปจากอาคารนี้ทันทีด้วยครับ มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเชิญตัวไปสงบสติอารมณ์ที่สถานีตำรวจ”

 

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและตำรวจเดินเข้ามากดดัน ไล่ต้อนครอบครัวของภัทรให้เดินออกจากล็อบบี้

 

คุณนายเกษรเดินเซไปเกาะแขนลูกสาว ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา

 

อรพินท์ก้มหน้าซ่อนน้ำตาและความอับอายจากสายตาของลูกบ้านคนอื่นๆ ในล็อบบี้ที่เริ่มมายืนมุงดูและซุบซิบนินทา

 

ส่วนภัทร… เขาเดินคอตก ลากสังขารที่ไร้เรี่ยวแรงก้าวพ้นออกจากประตูกระจกไปสู่เปลวแดดอันร้อนระอุเบื้องนอก

 

พวกเขาไม่มีบ้านหรูให้อยู่อาศัยอีกต่อไป

 

ไม่มีเงินทองให้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย

 

ไม่มีสถานะทางสังคมที่เคยโอ้อวด

 

เหลือเพียงหนี้สิน คดีความ และความพินาศย่อยยับที่พวกเขาร่วมกันก่อขึ้นมาด้วยน้ำมือของตัวเอง!

 

ฉันยืนมองดูแผ่นหลังของคนทั้งหกคนค่อยๆ เดินลับสายตาไปจากหน้าคอนโด

 

แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบผิวกาย ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมานานแสนนาน

 

ลมหายใจที่ฉันสูดเข้าไปในปอด บัดนี้บริสุทธิ์และปลอดโปร่ง ไร้ซึ่งกลิ่นอายของความทุกข์ทรมานใดๆ ทั้งปวง

 

ฉันหันกลับมาค้อมศีรษะขอบคุณผู้จัดการอาคาร ทนายธนินท์ และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ

 

ก่อนจะก้าวเดินออกจากอาคารแห่งนั้นอย่างสง่างาม

 

รถยนต์คันหรูของฉันจอดรออยู่ด้านหน้า

 

ฉันก้าวขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย สตาร์ตเครื่องยนต์เบาๆ มองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกมองหลัง

 

ผู้หญิงในกระจกไม่ใช่กุลนันท์คนเดิมที่เคยนอนร้องไห้ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ อีกต่อไป

 

หากแต่เป็นกุลนันท์คนใหม่… ผู้หญิงที่มีอิสรภาพ มีความสุข และเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง

 

เงินสดหนึ่งร้อยสามสิบห้าล้านบาทในบัญชี และหัวใจที่ไร้ซึ่งพันธนาการ

 

ชีวิตบทใหม่ที่สดใสและงดงาม กำลังรอคอยฉันอยู่เบื้องหน้า

 

ฉันเหยียบคันเร่ง ขับรถเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าไปยังเส้นทางแห่งความสุขที่ฉันเป็นผู้ลิขิตเอง

 

— จบบริบูรณ์ —

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *