ในมื้อค่ำวันรวมญาติ

 

 

ในมื้อค่ำวันรวมญาติ ย่าวัยแปดสิบสองปียื่นเช็คเงินสดใบละสองร้อยล้านบาทให้ทุกคนในครอบครัว แต่พ่อกลับหัวเราะลั่น ฉีกเช็คขาดเป็นสี่ท่อน แล้วตวาดใส่หน้าย่าว่าแก่จนเลอะเลือน

บทที่ 2

ความเงียบสงัดภายในห้องทำงานกระจกนิรภัยชั้นผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ใหญ่ หนักอึ้งจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังโบราณเดินเป็นจังหวะ

*กริ๊ก… กริ๊ก… กริ๊ก…*

แสงไฟดาวน์ไลท์สีนวลส่องกระทบผิวกระจกโต๊ะทำงานมันปลาบ

ไอเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศส่วนกลางปะทะเข้ากับใบหน้าของผมจนรู้สึกชาดิก

ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของผมติดขัดจนแทบสำลัก…

กลับเป็นแผ่นกระดาษเช็คเงินสดลายน้ำตราสัญลักษณ์ราชวงศ์โบราณที่วางสงบนิ่งอยู่กึ่งกลางโต๊ะ

ตัวเลข ‘200,000,000.00 บาท’ ที่พิมพ์ด้วยหมึกแม่เหล็กพิเศษสีดำสนิท พร้อมลายมือชื่อตวัดหวัดอันแสนคุ้นตาของย่าบัวผัน

นายวิทูร ผู้จัดการเขตอาวุโส วัยห้าสิบห้าปี ผู้ผ่านสมรภูมิการเงินระดับประเทศมานับไม่ถ้วน

บัดนี้ใบหน้าที่เคยสุขุมและภูมิฐานกลับซีดเผือดจนไร้สีเลือด

สองมือที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวสั่นระริกขณะค่อยๆ เลื่อนแฟ้มเอกสารปกหนังแท้สีดำขอบทองประทับตราครุฑส่งมาตรงหน้าผม

“คุณนนท์ครับ…”

เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่พ้นริมฝีปาก

“เช็คใบนี้… ไม่ใช่เช็คที่สั่งจ่ายจากบัญชีกระแสรายวันของบุคคลธรรมดา”

“แต่มันคือ ‘ตั๋วเงินสั่งจ่ายพิเศษระดับไพรเวทแบงก์กิ้งชั้นสูงสุด’ (Ultra High Net Worth Sovereign Trust) ซึ่งผูกอยู่กับกองทุนมรดกอสังหาริมทรัพย์และสัมปทานเหมืองแร่ดั้งเดิมของตระกูลวราโภคินทร์”

ผมกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก

หัวใจในอกซ้ายเต้นกระหน่ำรัวเร็วประหนึ่งเสียงกลองศึก

“วราโภคินทร์เหรอครับ? แต่นามสกุลของย่าผมคือ ‘เจริญพงษ์พานิช’…”

ผู้จัดการวิทูรคลี่ยิ้มบางๆ ออกมาด้วยความเคารพอย่างสูงสุด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ

“นั่นคือนามสกุลของท่านมั่น สามีของท่านบัวผันครับ”

“ห้าสิบปีก่อน… ท่านบัวผันคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของมหาเศรษฐีที่ดินผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และที่ดินแปลงทองคำตลอดแนวถนนสุขุมวิทจนถึงบางนา-ตราด”

“ตอนที่ท่านแต่งงานกับคุณปู่มั่น ครอบครัวฝ่ายนั้นคัดค้านอย่างรุนแรงเพราะคุณปู่เป็นเพียงช่างไม้และคนขายของชำริมคลอง”

“ท่านบัวผันยอมสละตำแหน่ง ยอมทิ้งชีวิตในคฤหาสน์หรูหรา และขอตัดขาดจากตระกูลเดิมโดยนำเพียงทรัพย์สินส่วนพระราชทานและที่ดินมรดกบรรพบุรุษบางส่วนมาจัดตั้งเป็นกองทุนปิดไว้กับธนาคารของเรา”

ผู้จัดการกดแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว หน้าจอความละเอียดสูงหมุนแสดงผลตัวเลขสินทรัพย์รวม

สายตาของผมกวาดมองตัวเลขบนหน้าจอด้วยความตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง

ยอดเงินสดหมุนเวียนคงเหลือในกองทุนเฉพาะบัญชีหลัก:

*สี่หมื่นห้าพันล้านบาทถ้วน!*

ยังไม่นับรวมโฉนดที่ดินทองคำใจกลางกรุงเทพมหานครอีกกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบแปลง ที่ปล่อยให้กลุ่มเซ็นทรัลและกลุ่มทุนข้ามชาติเช่าระยะยาวเก้าสิบเก้าปี!

“ท่านบัวผันกับคุณปู่มั่น ใช้ชีวิตอย่างสมถะมาตลอดทั้งชีวิต”

ผู้จัดการวิทูรกล่าวต่อ น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ

“เงินปันผลปีละหลายร้อยล้านบาท ท่านสั่งให้โอนเข้าบัญชีมูลนิธิเพื่อการศึกษาเด็กยากไร้และโรงพยาบาลรัฐทั้งหมด”

“ท่านไม่เคยแตะต้องเงินก้อนนี้มาใช้ส่วนตัวเลยแม้แต่บาทเดียว ท่านยังคงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านไม้หลังเก่า ขับรถกระบะคันเดิม และสวมเสื้อคอกระเช้าตัวละไม่กี่สิบบาท…”

“จนกระทั่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อน…”

ผู้จัดการหยิบซองเอกสารทางการแพทย์ที่มีตราประทับของโรงพยาบาลศิริราชออกมาเปิดต่อหน้าผม

“ท่านบัวผันเดินทางมาที่สำนักงานใหญ่แห่งนี้ด้วยตัวเองพร้อมทนายความประจำตระกูล”

“ท่านสั่งให้เราพิมพ์เช็คเงินสดใบละสองร้อยล้านบาทจำนวนเจ็ดใบ เพื่อมอบให้แก่ลูกหลานทั้งเจ็ดคนในมื้อค่ำวันรวมญาติ”

“และท่านได้ทำ ‘พินัยกรรมซ้อนฉบับลับพิเศษ’ ฝากไว้ในตู้นิรภัยส่วนลึกที่สุดของธนาคาร…”

มือของผมสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ปอดและผลการตรวจชิ้นเนื้อของคุณย่า

ตัวอักษรภาษาอังกฤษทางการแพทย์ระบุชัดเจนจนหัวใจของผมแหลกสลาย:

*Carcinoma of the lung, Stage IV with bone metastasis*

มะเร็งปอดระยะลุกลามเข้าสู่กระดูก…

ระยะสุดท้าย…

เวลาที่เหลืออยู่… ไม่เกินหนึ่งถึงสองเดือน!

“ทำไม…”

น้ำตาลูกผู้ชายหยดเผาะลงบนหน้ากระดาษผลการตรวจ เลือดในกายของผมเย็นเฉียบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ภาพของย่าที่ยืนไอโขลกๆ อยู่หน้าเตาถ่าน…

ภาพมือเหี่ยวย่นที่ต้องคอยเกาะเสาเรือนไม้เพื่อพยุงร่างกายที่ซูบผอม…

และรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนที่ย่ามอบให้ผมพร้อมคำพูดที่ว่า *’หมอตรวจเลือดไปแล้วลูก อย่าห่วงเลย ย่าแค่อยากทำกับข้าวอร่อยๆ ให้ลูกหลานได้กิน’*

ย่ารู้ตัวมาตลอดว่าเวลากำลังจะหมดลง!

ย่าใช้เวลาสองวันเต็มในการเคี่ยวพะโล้และต้มส้มปลากระบอกด้วยตัวเอง ทั้งที่กระดูกและปอดกำลังถูกโรคร้ายกัดกินอย่างแสนสาหัส

ย่าจัดเตรียมเช็คใบละสองร้อยล้านบาทให้ทุกคน เพื่อหวังจะปลดเปลื้องภาระหนี้สิน เพื่อให้ลูกหลานได้มีชีวิตที่สุขสบายก่อนที่ท่านจะหลับตาลงตลอดกาล

แต่สิ่งที่พ่อ แม่ ป้าเพ็ญ และพี่น้องทุกคนตอบแทนย่าในค่ำคืนนั้น…

คือการบ่นว่าถนนลูกรังทำให้รถเบนซ์คันหรูเปื้อนฝุ่น!

คือการบ่นว่าบ้านไม้ของย่าร้อนอบอ้าวและเหม็นกลิ่นกับข้าว!

คือการหัวเราะเยาะเย้ย ถ่ายคลิปประจานความชราลงโซเชียลมีเดีย!

และพ่อ… พ่อแท้ๆ ที่ย่าอุ้มท้องมาเก้าเดือน กลับฉีกเช็คสองร้อยล้านบาทขาดเป็นสี่ท่อน แล้วตวาดใส่หน้าย่าว่า ‘แก่จนเลอะเลือน’!

ความเจ็บปวด ความคับแค้น และความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนหน้าอกของผมบีบรัดรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก

“แล้ว… แล้วพินัยกรรมฉบับลับระบุไว้ว่าอย่างไรครับคุณวิทูร?”

ผมถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่แตกพร่า

ผู้จัดการวิทูรสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและทรงอำนาจ

“ท่านบัวผันตั้งเงื่อนไขบังคับก่อนไว้ในพินัยกรรมอย่างชัดเจนครับ…”

“หากลูกหลานคนใดดูถูกเหยียดหยาม ฉีกทำลาย หรือปฏิเสธเช็คเงินสดสองร้อยล้านบาทที่ท่านมอบให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ”

“ให้ถือว่าบุคคลผู้นั้น สละสิทธิ์ในกองมรดกและทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลวราโภคินทร์โดยเด็ดขาดและถาวร!”

“และทรัพย์สินทั้งหมด… รวมถึงที่ดิน หุ้นสัมปทาน เงินสดในบัญชีสี่หมื่นห้าพันล้านบาท และบ้านไม้สักทองพร้อมที่ดินริมคลอง…”

ผู้จัดการสบตาผมตรงๆ

“จะถูกโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ ‘บุคคลเพียงคนเดียว’ ที่เก็บรักษาเช็คใบนี้ไว้ และเดินเข้ามารับฟังความจริงด้วยความเคารพในตัวท่านบัวผัน”

“นั่นคือคุณครับ… คุณครูนนท์ เจริญพงษ์พานิช!”

โลกทั้งใบของผมคล้ายกับหยุดหมุนลงในเสี้ยววินาทีนั้น

เงินสี่หมื่นห้าพันล้านบาท…

มรดกมหาศาลที่คนทั้งประเทศต่างแย่งชิงและใฝ่ฝัน

บัดนี้กลับตกทอดลงมาอยู่บนบ่าของครูสอนภาษาไทยธรรมดาๆ ผู้มีเงินเดือนเพียงสองหมื่นกว่าบาท

แต่ในใจของผมกลับไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย

สิ่งที่แล่นพล่านอยู่ในสมองของผม มีเพียงภาพของหญิงชราวัยแปดสิบสองปีที่กำลังนั่งโดดเดี่ยวอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ในบ้านสวนอันเงียบสงัด

ย่ากำลังรอคอย… รอคอยลมหายใจสุดท้ายด้วยหัวใจที่แหลกสลาย

“คุณวิทูรครับ…”

ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สองมือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

“ช่วยเตรียมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งที่ดีที่สุดของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์หรือศิริราชปิยมหาราชการุณย์ให้ผมเดี๋ยวนี้”

“จัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์พยาบาลฉุกเฉินและรถพยาบาลเคลื่อนที่ความเร็วสูง”

“และที่สำคัญที่สุด… ติดต่อทีมทนายความระดับหัวกะทิของสำนักงานกฎหมายสากลที่ดีที่สุดในประเทศไทย”

“ผมจะกลับไปหาย่า… เดี๋ยวนี้!”

…

บ่ายวันเดียวกัน ณ บ้านไม้สักสองชั้นริมคลองชานเมืองนนทบุรี

สายลมหนาวพัดพาเอากลิ่นโคลนชื้นจากท้องร่องสวนและกลิ่นใบตองแห้งลอยอบอวลไปทั่วชายคา

บ้านไม้สักเก่าแก่ที่ปู่มั่นสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อ บัดนี้ดูทรุดโทรมและเงียบเหงาลงอย่างน่าใจหาย

บนชานเรือนชั้นสอง ย่าบัวผันในเสื้อคอกระเช้าสีฟ้าหม่นตัวเก่านั่งพิงพนักเก้าอี้โยกไม้

ในมือเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยจุดด่างดำของคนชรา ถือรูปถ่ายขาวดำของคุณปู่มั่นแนบไว้กับหน้าอกที่กระเพื่อมไหวด้วยความเหนื่อยล้า

เสียงไอแห้งๆ ดังสะท้อนออกมาจากลำคอของย่าเป็นระยะ

ทุกครั้งที่ไอ ร่างกายอันผอมโซจนเห็นแนวกระดูกซี่โครงจะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

ทว่า ความเงียบสงบของบ้านสวนกลับถูกฉีกกระชากออกอย่างป่าเถื่อน!

บรึ้มมมมมม! บรึ้มมมมมม!

เสียงเครื่องยนต์รถยุโรปขนาดใหญ่สามคันคำรามก้องเข้ามาตามถนนลูกรังแคบๆ

ฝุ่นสีแดงตลบอบอวลฟุ้งกระจายไปทั่วสวนมะพร้าว

รถเบนซ์ เอส-คลาส สีดำป้ายแดงของพ่อ รถบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ของป้าเพ็ญ และรถปอร์เช่เปิดประทุนของน้องชายฉัน

แล่นเข้ามาจอดเทียบขวางบันไดเรือนไม้อย่างไม่ไยดี!

เสียงปิดประตูดัง *ปัง! ปัง! ปัง!* หนักแน่นและหยาบคาย

พ่อเดินก้าวลงมาจากรถในชุดสูทสากลเนื้อดี ท่าทางหงุดหงิดงุ่นง่าน

ตามมาด้วยแม่ ป้าเพ็ญ และน้องๆ ที่แต่งตัวประโคมแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า

และข้างหลังของพวกเขา… มีชายฉกรรจ์ในชุดซาฟารีสีเทาเข้มอีกสี่คนเดินตามมา

หนึ่งในนั้นคือทนายความหน้าเลือดที่พกแฟ้มเอกสารหนาเตอะ

และอีกคนหนึ่งคือตัวแทนจาก ‘บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบ้านจัดสรรยักษ์ใหญ่’!

“แม่! อยู่บนบ้านใช่ไหม?!”

เสียงตวาดลั่นของพ่อดังทะลุชานเรือนขึ้นมาโดยไม่มีแม้แต่ความเคารพ

เสียงรองเท้าหนังแท้ราคาคู่ละหลายหมื่นบาทกระทบลงบนขั้นบันไดไม้สักเสียงดัง *ตึง! ตึง! ตึง!*

พ่อก้าวขึ้นมาบนชานเรือน ปรายตามองดูย่าที่นั่งหอบหายใจอยู่บนเก้าอี้โยกด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์

“วันนี้ต้องคุยกันให้รู้เรื่องนะแม่!”

พ่อโยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้ตัวเดิมที่ย่าเคยใช้เสิร์ฟอาหารเมื่อสัปดาห์ก่อนเสียงดังสนั่น

*โครม!*

ย่าสะดุ้งตัวเล็กน้อย มือที่กอดรูปปู่มั่นสั่นระริก

“มีเรื่องอะไรกันเหรอตาวิน… พาคนแปลกหน้ามาทำไมเยอะแยะลูก”

ย่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและแผ่วเบา

ป้าเพ็ญก้าวขึ้นมาสะบัดหน้าใส่ ยืนกอดอกเชิดคางสูง

“ก็เรื่องที่ดินผืนนี้น่ะสิพี่ผัน! จะดื้อดึงไปถึงไหน!”

“โครงการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบนอกและห้างสรรพสินค้าเขาจะตัดผ่านตรงนี้แล้ว!”

“กลุ่มทุนของคุณธนาวัฒน์เขาเสนอเงินสดให้ตั้งห้าสิบล้านบาท! ห้าสิบล้านเชียวนะพี่ผัน!”

“เงินห้าสิบล้านนี้… ไม่ใช่เช็คของเล่นปัญญาอ่อนใบละสองร้อยล้านที่พี่เอามาแจกพวกเราเมื่ออาทิตย์ก่อนหรอกนะ!”

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของน้องชายและน้องสาวของผมดังลั่นชานเรือน

“นึกถึงเรื่องเช็คนั่นแล้วยังขำไม่หายเลยครับแม่” น้องชายของผมพูดพลางส่ายหัว “ผมเอาคลิปที่พ่อฉีกเช็คลงติ๊กต็อก คนแชร์ไปตั้งแสนกว่าคน มีแต่คนด่าว่าคนแก่เรียกร้องความสนใจ”

“หุบปากไปเลยพวกแก!” พ่อหันไปดุลูกๆ ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าย่าด้วยสายตาดุดัน

“ฟังผมนะแม่…”

พ่อก้าวเข้าไปประชิดตัวย่า โน้มตัวลงไปจนใบหน้าแทบจะชนกัน

“เงินห้าสิบล้านบาทนี้ ผมจะแบ่งให้แม่สองล้าน เอาไปจ่ายค่าแรกเข้าบ้านพักคนชราพรีเมียมที่บางบัวทอง”

“ที่นั่นมีหมอ มีพยาบาลคอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้แม่ตลอด ยี่สิบสี่ชั่วโมง แม่จะได้ไม่ต้องมานั่งไอค่อกแค่กเป็นภาระใครแถวนี้อีก!”

“ส่วนเงินที่เหลืออีกสี่สิบแปดล้าน… ผม ป้าเพ็ญ และพวกหลานๆ จะเอาไปต่อยอดธุรกิจและซื้อบ้านใหม่ในเมือง”

พ่อเปิดแฟ้มเอกสาร ดึงปากกาหมึกซึมด้ามทองออกมาวางกระแทกลงบนตักของย่า

“เซ็นชื่อซะแม่! สัญญาจะซื้อจะขายและใบมอบอำนาจโอนที่ดิน!”

“เซ็นเดี๋ยวนี้ อย่าให้ผมต้องใช้มาตรการทางศาลยื่นคำร้องขอให้แม่เป็นคนไร้ความสามารถ!”

ย่าบัวผันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดวงตาของลูกชายคนโต

ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความโกรธ

มีเพียงความเวทนา ความเจ็บปวด และความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งที่หยั่งรากลงไปในวิญญาณ

ย่ายกมืออันสั่นเทาขึ้น ลูบลงบนรอยแผลเป็นที่หลังมือของพ่ออย่างแผ่วเบา

รอยแผลเป็นที่เกิดจากน้ำร้อนลวกเมื่อสี่สิบปีก่อน… วันที่ย่ายอมเอามือตัวเองเข้าไปขวางหม้อต้มน้ำเดือดเพื่อไม่ให้ลวกใส่ตัวพ่อ

“ประจักษ์ลูก…”

ย่ากระซิบเรียกชื่อพ่อด้วยเสียงที่สั่นเครือ

“ที่ดินผืนนี้… คือที่ดินที่คุณปู่เขารักมากที่สุด”

“ใต้ถุนบ้านหลังนี้… มีต้นจำปีที่คุณปู่ปลูกไว้ในวันที่แกเกิด มีรอยขีดความสูงของแกตั้งแต่ขวบแรกจนถึงวันที่แกรับปริญญาอยู่ตรงเสาเอก…”

“แกจะขายความทรงจำทั้งหมดของพ่อกับแม่… เพื่อแลกกับเศษเงินแค่นี้จริงๆ หรือลูก?”

“เศษเงินงั้นเหรอ?!”

พ่อระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างบ้าคลั่ง!

พ่อปัดมือเหี่ยวย่นของย่าทิ้งอย่างไม่ไยดีจนร่างอันผอมโซของย่าเซถลาไปชนกับพนักเก้าอี้โยก!

กรอบรูปถ่ายของคุณปู่มั่นหลุดร่วงจากมือย่า ตกลงกระแทกพื้นไม้กระดานเสียงดัง *เพล้ง!*

กระจกกรอบรูปแตกกระจายละเอียดเป็นเศษแก้วคมกริบ!

“อย่ามาเล่นละครน้ำเน่าทวงบุญคุณแถวนี้!”

พ่อชี้นิ้วด่ากราดใส่หน้าย่าจนน้ำลายกระเซ็น

“ความทรงจำกินได้ไหม?! เสาไม้ผุๆ นี่เอาไปจ่ายค่างวดรถเบนซ์กูได้ไหม?!”

“คนแก่ใกล้ตายอย่างมึง มีสิทธิ์อะไรมาขวางทางเจริญของครอบครัวกู!”

“ถ้ามึงไม่ยอมเซ็นดีๆ…”

พ่อหันไปพยักหน้าให้ชายฉกรรจ์สองคน

“จับมือมันปั๊มลายนิ้วมือลงในช่องมอบอำนาจเดี๋ยวนี้!”

“พวกกูไม่สนหรอกว่ามึงจะยอมหรือไม่ยอม วันนี้ที่ดินผืนนี้ต้องเป็นของกู!”

ชายฉกรรจ์สองคนก้าวพรวดพราดเข้ามาทันที พวกมันเอื้อมมือหนาเข้าไปหมายจะกระชากแขนที่ผอมแห้งของย่า!

“กรี๊ดดด! อย่านะ! อย่าทำฉัน!” ย่าร้องออกมาด้วยความตกใจกลัว

ทว่า… ในวินาทีที่มือของชายฉกรรจ์กำลังจะแตะต้องตัวย่า!

*ผัวะ!*

เสียงหมัดหนักๆ กระแทกเข้าเต็มขากรรไกรของชายฉกรรจ์คนแรกอย่างจังจนร่างลอยละลิ่วไปกระแทกกับเสาเรือนเสียงดังสนั่น!

ตามมาด้วยเสียงเตะตัดข้อพับของชายฉกรรจ์คนที่สองจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นไม้!

“อย่ายกมือสกปรกของพวกมึง… มาแตะต้องย่าของกูแม้แต่นิ้วเดียว!”

เสียงคำรามอันทรงพลังและเย็นยะเยือกดั่งมัจจุราช ดังกึกก้องไปทั่วทั้งชานเรือน!

ทุกคนในที่นั้นชะงักกึกราวกับถูกสาปเป็นหิน

พ่อ ป้าเพ็ญ และน้องๆ เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

ผมยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น… หน้าเก้าอี้โยกของย่า

ในชุดสูททำงานสากลสีน้ำเงินเข้มที่ผมเพิ่งเปลี่ยนมา เสื้อเชิ้ตสีขาวคัตติ้งเนี้ยบกริบ

สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาของผมลุกโชนไปด้วยประกายเพลิงแห่งความเด็ดเดี่ยวที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนในชีวิต!

“ไอ้นนท์!” พ่อตวาดเสียงหลง “มึงกล้าดียังไงมาชกคนของกู?! มึงเป็นบ้าไปแล้วเหรอ!”

“ไอ้ครูกระจอก! มึงอย่ามาแส่เรื่องของตระกูลนะเว้ย!” ป้าเพ็ญแผดเสียงสำทับ “เงินห้าสิบล้านนี้ มึงไม่มีสิทธิ์แม้แต่บาทเดียว ไสหัวกลับโรงเรียนบ้านนอกของมึงไปซะ!”

ผมไม่ตอบโต้คำด่าทออันไร้สาระเหล่านั้น

ผมค่อยๆ ย่อตัวลง คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นไม้ท่ามกลางเศษกระจกที่แตกกระจาย

ผมหยิบกรอบรูปถ่ายของคุณปู่มั่นขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ปัดเศษแก้วออกจากใบหน้าของปู่

แล้วนำไปวางคืนใส่มือของย่าบัวผัน

“นนท์ลูก…” ย่ามองผมทั้งน้ำตา มือที่สั่นเทาลูบแก้มของผม “อย่ามีเรื่องเลยลูก… ย่าไม่อยากให้ลูกต้องเจ็บตัว…”

ผมกุมมือย่าไว้แน่น สบตาย่าด้วยความรักทั้งหมดที่มีในหัวใจ

“ย่าไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วครับ…”

ผมกระซิบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา

“ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ย่าปกป้องทุกคนมามากพอแล้ว”

“นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป… นนท์จะเป็นคนปกป้องย่าเอง!”

ผมยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันกลับมาเผชิญหน้ากับพ่อ ป้าเพ็ญ และทุกคนในตระกูล

สายตาของผมกวาดมองใบหน้าอันละโมบของพวกเขาทีละคน

“พ่อคิดว่าเงินห้าสิบล้านจากกลุ่มทุนพวกนี้… มันยิ่งใหญ่มากใช่ไหมครับ?”

ผมถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์

พ่อแค่นหัวเราะเยาะ “เออสิวะ! ห้าสิบล้าน! เงินที่คนอย่างมึงสอนหนังสือทั้งชาติก็ไม่มีปัญญาหามาได้!”

ผมกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างเยือกเย็น

“ถ้าอย่างนั้น… พ่อคงยังไม่รู้สินะครับ”

“ว่าเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา… ผมเพิ่งเซ็นคำสั่งในฐานะ ‘ผู้จัดการมรดกและประธานกรรมการบริหารสูงสุดของ วราโภคินทร์ ทรัสต์’…”

“สั่งระงับวงเงินสินเชื่อ อายัดหุ้น และเตรียมยื่นฟ้องบังคับคดีล้มละลาย ต่อบริษัทรับเหมาก่อสร้างของพ่อ และบริษัทนำเข้าเครื่องสำอางของป้าเพ็ญ เรียบร้อยแล้ว!”

เสียงหัวเราะของพ่อและป้าเพ็ญหยุดชะงักลงในทันที

ใบหน้าของคนทั้งสองเริ่มถอดสี

“มึง… มึงพูดบ้าอะไรของมึง ไอ้นนท์?!” พ่อเริ่มเสียงสั่น

และในวินาทีนั้นเอง…

*วี้หว่อ… วี้หว่อ… วี้หว่ออออออ!*

เสียงไซเรนของรถตำรวจนำขบวนดังกึกก้องแหวกลมหนาวเข้ามาในซอยบ้านสวน!

ตามมาด้วยเสียงขบวนรถลีมูซีนหรู เมอร์เซเดส-มายบัค สีดำสนิทห้าคัน ที่แล่นเรียงแถวเข้ามาจอดปิดทางเข้าออกของบ้านอย่างยิ่งใหญ่อลังการ!

ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทพร้อมหูฟังวิทยุสื่อสารนับสิบนายก้าวลงมาจากรถอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

และผู้ที่ก้าวลงมาจากรถคันกลาง…

คือ ‘ดร. นครินทร์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารพาณิชย์อันดับหนึ่งของประเทศ

พร้อมด้วย ‘ท่านประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1’ และ ‘อธิบดีกรมที่ดิน’!

ขบวนผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ ก้าวขึ้นสู่ชานเรือนไม้สักเก่าแห่งนี้

แล้วคุกเข่าลงกราบแทบเท้าของย่าบัวผันอย่างพร้อมเพรียงกันต่อหน้าต่อตาทุกคนในตระกูล!

—

# บทที่ 3

ความเงียบสงัดอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมชานเรือนไม้สักโบราณในทันที

เสียงใบมะพร้าวเสียดสีกันตามแรงลมยามบ่ายดัง *ซ่า… ซ่า…* ชัดเจนจนน่าขนลุก

ฝุ่นผงสีแดงที่เคยตลบอบอวลค่อยๆ ทิ้งตัวลงสู่ผืนดิน

ทว่าภายในใจของพ่อ ป้าเพ็ญ แม่ และน้องๆ ของผม… บัดนี้กลับเหมือนถูกพายุทอร์นาโดระดับสูงสุดพัดถล่มจนพังพินาศย่อยยับ!

ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพวกเขา คือสิ่งที่เกินกว่าจินตนาการของมนุษย์คนใดจะรับไหว

ดร. นครินทร์ มหาเศรษฐีหมื่นล้านผู้กุมบังเหียนระบบการเงินของประเทศ บุคคลที่พ่อของผมพยายามวิ่งเต้นขอเข้าพบมานานหลายปีเพื่อขอกู้เงินขยายธุรกิจ แต่ไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นแม้แต่เงา

บัดนี้… กำลังคุกเข่าสองข้างลงบนพื้นกระดานไม้สักที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน

สองมือประนมก้มกราบลงแทบเท้าที่สวมรองเท้าแตะยางราคาไม่กี่สิบบาทของคุณย่าบัวผันอย่างนอบน้อมที่สุด!

ข้างกายของเขา คือ ท่านประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในชุดสูทสากลสีเทาเข้มทรงเกียรติ

และ ท่านอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถือครองตราประทับสิทธิเหนือผืนดินทั่วราชอาณาจักรไทย

ทั้งสามคน… ผู้มีอำนาจล้นฟ้าในแผ่นดิน

กำลังก้มกราบหญิงชราในเสื้อคอกระเช้าที่พ่อของผมเพิ่งตวาดด่าว่าเป็น ‘คนแก่เลอะเลือนใกล้ตาย’!

“กราบท่านบัวผัน วราโภคินทร์ ครับ…”

เสียงของ ดร. นครินทร์ ดังกังวานและสั่นเครือด้วยความตื้นตันใจอย่างหาที่สุดมิได้

“กระผม นครินทร์ ในนามของคณะกรรมการบริหารธนาคารและผู้ดูแลผลประโยชน์แห่งวราโภคินทร์ ทรัสต์”

“ขอรายงานตัวต่อท่านประธานผู้ก่อตั้ง และขอรับคำสั่งการจัดสรรทรัพย์สินตามพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์ครับ!”

*เพล้งงงงงงง!*

โทรศัพท์มือถือราคาเรือนแสนในมือของน้องชายผม หลุดร่วงกระแทกพื้นไม้กระดานแตกกระจายละเอียดเป็นชิ้นๆ

พ่อของผมยืนอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลงจนเส้นเลือดฝอยในตาแทบจะปริแตก

ใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสบัดนี้ขาวซีดเผือดดั่งขี้เถ้ากระดูก

เหงื่อกาฬผุดซึมออกมาเต็มหน้าผากและแผ่นหลังจนเสื้อสูทเปียกชุ่ม

“ดร… ดร. นครินทร์… ท่านอธิบดี…”

พ่อละล่ำละลักจนลิ้นคับปาก ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม

“พวก… พวกท่านมาทำอะไรที่นี่ครับ?! แล้วทำไม… ทำไมถึงไปกราบคนแก่อย่างแม่ผม?!”

ดร. นครินทร์ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันกลับมาสบตากับพ่อด้วยสายตาที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลก

สายตาที่มองดูพ่อ… ไม่ต่างอะไรจากการมองดูเศษขยะที่น่าขยะแขยง

“นายประจักษ์ เจริญพงษ์พานิช…”

ดร. นครินทร์ เอ่ยชื่อพ่อด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดและกึกก้อง

“คุณถามว่าทำไมพวกเราถึงต้องกราบท่านบัวผันงั้นเหรอ?”

“เพราะถ้าไม่มีท่านบัวผัน… ธนาคารพาณิชย์แห่งนี้ก็ไม่มีวันก่อตั้งขึ้นมาได้!”

“โรงพยาบาลศิริราชและศูนย์การแพทย์อีกนับสิบแห่งทั่วประเทศ คงไม่มีตึกผู้ป่วยวิกฤตและเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยช่วยชีวิตคนนับล้าน!”

“และที่สำคัญที่สุด… ที่ดินผืนที่คุณพยายามจะพาพวกกลุ่มทุนหน้าเลือดมาบีบบังคับซื้อในราคาห้าสิบล้านบาทนี้…”

ดร. นครินทร์ ชี้มือไปที่ตัวแทนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ด้านหลังพ่อ

“บริษัท พีทีที แอสเสท ของพวกคุณ… รู้หรือไม่ว่าใครคือ ‘ผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละแปดสิบ’ ในบริษัทแม่ของคุณ?!”

ตัวแทนกลุ่มทุนหน้าถอดสี รีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที สองมือยกขึ้นไหว้คุณย่าปลกๆ

“ทราบบะ… ทราบแล้วครับท่าน! ท่านบัวผันคือประธานกรรมการบริหารสูงสุดของโฮลดิ้งคอมพานีผู้ถือหุ้นใหญ่ครับ!”

“พวกเราไม่ทราบจริงๆ ครับว่าท่านประธานคือเจ้าของที่ดินแปลงนี้! คุณประจักษ์เป็นคนหลอกพวกเรามาครับ!”

คำสารภาพของตัวแทนกลุ่มทุน เปรียบเสมือนค้อนปอนด์ยักษ์ที่เหวี่ยงเข้ากระแทกหน้าผากของพ่อและป้าเพ็ญอย่างจัง!

ป้าเพ็ญถึงกับเซถอยหลังไปชนกับราวระเบียง สองมือกุมหน้าอก ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้นถี่จนแทบจะเป็นลมล้มพับ

“มะ… ไม่จริง… เป็นไปไม่ได้…”

ป้าเพ็ญกรีดร้องออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้ง

“ถ้าพี่ผันรวยขนาดนั้น… ทำไมต้องโทรมาขอเงินฉันหมื่นกว่าบาทไปซ่อมหลังคาบ้านด้วยล่ะ?!”

“ทำไมต้องใส่เสื้อผ้าขาดๆ ขับรถกระบะเก่าๆ กินข้าวกับน้ำพริกผักต้มอยู่คนเดียว?!”

“เงินหมื่นสองพันบาทค่าซ่อมหลังคาบ้านงั้นเหรอครับ ป้าเพ็ญ?”

ผมก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนเคียงข้าง ดร. นครินทร์

สายตาของผมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความโลภของป้าแท้ๆ ของตัวเอง

“ย่าไม่ได้โทรไปขอเงินป้าเพราะย่าไม่มีเงินหรอกครับ…”

“แต่ย่าโทรไป… เพื่อทดสอบเศษเสี้ยวของ ‘ความกตัญญู’ และ ‘ความเป็นมนุษย์’ ในหัวใจของพวกป้าเป็นครั้งสุดท้าย!”

“ย่าอยากรู้ว่า… ลูกหลานที่ย่าเคยเลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ คนที่ย่าเคยส่งเสียให้เรียนจนจบเมืองนอก”

“ในวันที่คิดว่าแม่แก่ๆ คนนี้กำลังลำบาก จะมีใครสักคนไหม… ที่ยอมเจียดเศษเงินไม่กี่บาทมาช่วยซ่อมแซมหลังคาที่คุ้มกะลาหัวพวกคุณมาตั้งแต่เด็ก!”

ผมชี้มือไปที่เศษกระดาษเช็คที่พ่อฉีกทิ้งไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งยังคงตกค้างอยู่ใต้โต๊ะไม้

“และเช็คเงินสดใบละสองร้อยล้านบาทที่ย่ามอบให้ในมื้อค่ำวันนั้น…”

“มันคือเงินสดแท้ๆ จากกองทุนปิดของตระกูลวราโภคินทร์!”

“ย่ารู้ตัวดีว่าย่ากำลังป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย… ย่ารู้ตัวว่าย่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน”

“ย่าตั้งใจจะมอบมรดกชิ้นนี้ให้พวกคุณทุกคนได้เอาไปสร้างเนื้อสร้างตัว เอาไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีกันหลังย่าตาย”

“แต่สิ่งที่พวกคุณทำ…”

น้ำตาแห่งความคับแค้นของผมเอ่อรื้นขึ้นมาอีกครั้ง

“พ่อฉีกเช็คสองร้อยล้านทิ้งต่อหน้าย่า แล้วด่าว่าย่าเล่นตลกปัญญาอ่อน!”

“น้องๆ ถ่ายคลิปประจานย่าลงติ๊กต็อกเพื่อให้คนอื่นเข้ามาหัวเราะเยาะเย้ย!”

“และป้าเพ็ญ… ก็ตอกย้ำซ้ำเติมย่าด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยามศักดิ์ศรีของคนเป็นแม่อย่างเลือดเย็นที่สุด!”

“พวกคุณฉีกเช็คใบนั้นทิ้ง… ไม่ใช่แค่ฉีกกระดาษ”

“แต่พวกคุณได้ฉีกทำลายสายสัมพันธ์ความเป็นแม่ลูก และความเป็นครอบครัวลงไปด้วยมือของพวกคุณเอง!”

คำพูดทุกคำของผม ดั่งมีดกรีดเฉือนลงบนวิญญาณของทุกคนในตระกูล

พ่อของผมทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นไม้กระดานอย่างหมดแรง

สองมือที่สวมแหวนเพชรแท้สั่นระริกจนควบคุมไม่ได้

เขาก้มมองดูเศษกระดาษเช็คที่ขาดเป็นสี่ท่อนบนพื้น…

กระดาษที่เขาเคยหัวเราะเยาะ…

กระดาษที่เขาเคยโยนทิ้งลงข้างจานแกง…

แท้จริงแล้ว… มันคือ ‘เงินสดสองร้อยล้านบาท’ ที่สามารถชุบชีวิตและพลิกฟื้นธุรกิจของเขาได้ในพริบตา!

“สองร้อยล้าน… สองร้อยล้านจริงๆ เหรอ…”

พ่อละล่ำละลัก น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากอาบสองแก้มที่ซูบตอบ

เขาคลานเข่าเข้ามากอบโกยเศษกระดาษเช็คที่ขาดวิ่นขึ้นมากอดแนบอก พยายามจะนำมาต่อเข้าหากันด้วยมือที่สั่นงันงก

“แม่ครับ! ผมขอโทษ! ผมไม่รู้… ผมนึกว่าแม่ล้อเล่น!”

พ่อเงยหน้าขึ้นมองย่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ

“แม่เซ็นให้ผมใหม่ได้ไหมครับแม่?! แค่ใบเดียว… ใบเดียวสองร้อยล้าน ผมสัญญาว่าจะพาแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก!”

“ผมจะไม่ขายที่ดินผืนนี้แล้วแม่! ผมจะกราบเท้าแม่ทุกวัน! ยกโทษให้ผมเถอะนะแม่!”

“สายไปแล้วครับ นายประจักษ์…”

ท่านประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก้าวออกมาข้างหน้า เปิดแฟ้มคำพิพากษาและพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์ออกอ่านด้วยน้ำเสียงดังกึกก้อง:

“ตามข้อกำหนดแห่งพินัยกรรมซ้อนฉบับลับแห่งตระกูลวราโภคินทร์ ข้อที่ 4 วรรค 2”

“ทายาทคนใดที่มีพฤติกรรมอกตัญญู ปฏิเสธ ดูหมิ่น หรือทำลายเช็คเงินสดพระราชทานที่ท่านบัวผันมอบให้”

“ให้ถือว่าทายาทผู้นั้น ‘ขาดคุณสมบัติในการเป็นทายาทโดยเด็ดขาด’ และให้ถูกตัดชื่อออกจากกองมรดกและทรัพย์สินทุกรายการของตระกูลตลอดไป!”

“และตามคำสั่งศาลแพ่งที่ 1098/2569 ลงวันที่ 28 ตุลาคม”

ท่านประธานศาลตวัดสายตามองดูพ่อและป้าเพ็ญอย่างเฉียบขาด

“ศาลมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร และโฉนดที่ดินของ บริษัท ประจักษ์ก่อสร้าง จำกัด และ บริษัท เพ็ญศิริ คอสเมติกส์ จำกัด”

“เนื่องจากพบว่าพวกคุณนำทรัพย์สินของตระกูลไปค้ำประกันเงินกู้นอกระบบและการทุจริตเชิงโครงสร้าง”

“พวกคุณมีเวลาสามสิบวันในการหาเงินสดมาชำระหนี้สินคงค้างต่อกองทุนวราโภคินทร์ เป็นจำนวนเงินรวม สี่ร้อยแปดสิบล้านบาท!”

“หากไม่สามารถชำระได้ตามกำหนดเวลา… กรมบังคับคดีจะเข้ายึดบ้าน รถยนต์ และทรัพย์สินทั้งหมดของพวกคุณเพื่อขายทอดตลาดทันที!”

“ม่ายยยยยยยยยยยยยยย!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนของแม่และป้าเพ็ญดังก้องไปทั่วทั้งคุ้งน้ำ

แม่ของผมทรุดตัวลงไปนอนราบกับพื้นไม้ ร้องไห้จนแทบจะหมดสติ

น้องชายและน้องสาวของผมยืนตัวสั่นเป็นลูกนก มองดูพ่อที่กำลังเอาหัวโขกกับพื้นไม้กระดานเพื่อขอขมา

ครอบครัวที่เคยขับรถคันหรูมาจอดอวดรวยเมื่อสองชั่วโมงก่อน…

บัดนี้ กำลังเผชิญหน้ากับความพินาศ ล้มละลาย และการกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวในชั่วพริบตา!

“แม่ครับ! ช่วยลูกด้วยแม่!”

พ่อคลานเข่าเข้ามากอดข้อเท้าที่ผอมแห้งของย่าบัวผันไว้แน่น

“ผมเป็นลูกชายคนเดียวของแม่นะแม่! แม่จะทนเห็นลูกชายแท้ๆ ต้องติดคุก ต้องไปนอนข้างถนนได้ลงคอเหรอแม่?!”

“ไอ้นนท์! มึงช่วยพูดกับย่าสิวะ! มึงเป็นลูกกูนะไอ้นนท์!”

ผมยืนนิ่ง มองดูผู้เป็นพ่อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา

ความรู้สึกในใจของผมในเวลานี้… ไม่ใช่ความสะใจ

แต่มันคือความเศร้าสลดใจในสัจธรรมของมนุษย์

ในวันที่คิดว่าย่าเป็นแค่คนแก่จนๆ ไร้ค่า… พ่อพร้อมจะถีบหัวส่งย่าไปนอนเน่าตายที่บ้านพักคนชรา

แต่ในวันที่รู้ว่าย่าคือมหาเศรษฐีผู้กุมชะตาชีวิต… พ่อกลับพร้อมที่จะทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดลงไปกราบแทบเท้าเพื่อขอเศษเงิน

ย่าบัวผันค่อยๆ ก้มลงมองดูลูกชายแท้ๆ ที่นอนร้องไห้อยู่แทบเท้า

มือเหี่ยวย่นของย่าที่เคยโอบอุ้มพ่อมาตั้งแต่แบเบาะ ค่อยๆ เอื้อมลงไปแตะที่ศีรษะของพ่ออย่างแผ่วเบา

สัมผัสที่อบอุ่นนั้น ทำให้พ่อเงยหน้าขึ้นมาด้วยความหวังที่ริบหรี่

“แม่… แม่ยกโทษให้ผมใช่ไหมแม่…”

ย่ามองหน้าลูกชายด้วยแววตาที่สงบนิ่งและลึกล้ำดั่งมหาสมุทร

หยาดน้ำตาเม็ดใสหยดหนึ่งไหลรินออกจากหางตาของย่า

“ประจักษ์ลูก…”

เสียงของย่าแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคน

“แม่ให้อภัยแกเสมอ… ในฐานะแม่”

“แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง… กฎแห่งกรรม ย่อมเที่ยงตรงเสมอ”

ย่าค่อยๆ ดึงข้อเท้าของตัวเองออกจากการเกาะกุมของพ่ออย่างช้าๆ… และเด็ดเดี่ยว

“กระดาษเช็คใบนั้น… แกเป็นคนฉีกมันทิ้งด้วยมือของแกเอง”

“และสายใยความเป็นครอบครัวของเรา… แกก็เป็นคนตัดมันทิ้งด้วยความละโมบของแกเองเช่นกัน”

“จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่… เรียนรู้รสชาติของการเป็น ‘คนไม่มีอะไรเลย’ เหมือนที่แกเคยดูถูกแม่ไว้เถอะนะลูก”

คำพูดที่นิ่งสงบแต่เชือดเฉือนของย่า เปรียบเสมือนดาบเล่มใหญ่ที่ตัดขาดความหวังสุดท้ายของพ่อลงอย่างสิ้นเชิง

พ่อปล่อยมือตกลงบนพื้น ทรุดตัวลงนอนราบ ร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ

“ดร. นครินทร์ครับ…” ย่าหันไปสบตากับผู้จัดการใหญ่ของธนาคาร

“พาคนพวกนี้ออกไปให้พ้นจากบ้านของฉันเถอะ… ฉันเหนื่อยเหลือเกินแล้ว”

“รับทราบครับท่านบัวผัน”

ดร. นครินทร์ โบกมือส่งสัญญาณ

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและตำรวจสายตรวจ ก้าวเข้ามาประคองและกึ่งลากตัวพ่อ ป้าเพ็ญ แม่ และน้องๆ ออกไปจากชานเรือน

เสียงคร่ำครวญ เสียงกรีดร้อง และคำอ้อนวอนของพวกเขาสะท้อนก้องไปตามถนนลูกรัง

ก่อนที่เสียงเครื่องยนต์รถจะค่อยๆ เคลื่อนตัวห่างออกไป… และจมหายไปในความเงียบสงบของบ้านสวนในที่สุด

ความเงียบสงบอันแสนบริสุทธิ์… หวนคืนกลับมาสู่บ้านไม้สักหลังนี้อีกครั้ง

ผมรีบคุกเข่าลงข้างเก้าอี้โยก สวมกอดร่างอันผอมโซของย่าไว้แนบอก

“ย่าครับ… นนท์อยู่นี่แล้วครับย่า”

ย่ายิ้มออกมาทั้งน้ำตา มือที่สั่นเทาลูบหลังผมเบาๆ

“ขอบใจนะลูกนนท์… ขอบใจที่ไม่เคยทิ้งย่า”

“เฮลิคอปเตอร์พยาบาลมาถึงแล้วครับย่า!”

ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อได้ยินเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังแว่วมาจากท้องฟ้าเหนือยอดไม้

“ทีมแพทย์ที่ดีที่สุดกำลังรอรักษาท่านอยู่นะครับ ย่าต้องสู้นะครับ ย่าต้องอยู่ดูความสำเร็จของนนท์ต่อไปนะครับ!”

ย่าสบตาผมด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสงบสุขอย่างแท้จริง

แววตาของท่านไม่มีความกังวล ไม่มีความหวาดกลัวต่อความตายอีกต่อไป

“ย่าจะสู้ลูก… เพื่อนนท์ ย่าจะสู้จนถึงลมหายใจสุดท้าย”

…

หกเดือนต่อมา…

ณ ลานระเบียงกว้างของ ‘ศูนย์การแพทย์และวิจัยโรคมะเร็ง วราโภคินทร์-เจริญพงษ์พานิช’ โรงพยาบาลรัฐแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

แสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำระยิบระยับดั่งเกล็ดเพชร

ลมหนาวพัดพากลิ่นหอมของดอกจำปีและดอกโมกโชยมาแตะปลายจมูก

ย่าบัวผันในวัยแปดสิบสามปี สวมชุดผ้าฝ้ายทอมือสีขาวสะอาดตา นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้สักตัวเดิมที่ผมสั่งให้ย้ายมาจากบ้านสวน

ใบหน้าของย่าอิ่มเอิบ มีเลือดฝาดสีชมพูระเรื่อ ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แม้ว่าโรคมะเร็งระยะสุดท้ายจะยังคงอยู่ในร่างกาย

แต่ด้วยนวัตกรรมการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) และการดูแลรักษาทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก ควบคู่ไปกับกำลังใจอันล้นเปี่ยม

ทำให้เซลล์มะเร็งหยุดการลุกลาม และย่าสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและไร้ความเจ็บปวด

ข้างกายของย่า…

มีผมในชุดสูททำงานสากล นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ คอยปอกแอปเปิลใส่จานแก้วส่งให้ย่า

“กินผลไม้หวานๆ ก่อนครับย่า วันนี้อากาศดีมากเลยครับ”

ย่ารับชิ้นแอปเปิลไปเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย รอยยิ้มอันสดใสผุดขึ้นบนใบหน้า

สายตาของย่าทอดมองลงไปยังลานสวนสุขภาพเบื้องล่าง

ที่ซึ่งมีผู้ป่วยโรคมะเร็งยากไร้และเด็กๆ นับร้อยคน กำลังวิ่งเล่นและนั่งพักผ่อนใต้ร่มเงาไม้ใหญ่อย่างมีความสุข

ศูนย์การแพทย์แห่งนี้… ถูกสร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคหนึ่งหมื่นล้านบาทจากกองทุนของย่า

เพื่อให้การรักษาฟรีแก่ประชาชนทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น

ส่วนพ่อ ป้าเพ็ญ และคนอื่นๆ ในตระกูล…

หลังจากถูกฟ้องร้องและยึดทรัพย์จนหมดเนื้อหมดตัว

พ่อต้องย้ายไปเช่าห้องแถวซอมซ่ออยู่ชานเมือง ผันตัวไปเป็นคนขับรถส่งของเพื่อหาเงินมาประทังชีวิตและผ่อนชำระหนี้สิน

ป้าเพ็ญต้องไปเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงข้างถนน

ส่วนน้องๆ ของผม ต้องดิ้นรนทำงานพาร์ตไทม์เพื่อส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือ

ไม่มีรถหรู… ไม่มีเสื้อผ้าแบรนด์เนม… ไม่มีงานเลี้ยงไฮโซอีกต่อไป

พวกเขาได้ลิ้มรสชาติของความยากลำบากที่ย่าเคยเผชิญมาตลอดชีวิตอย่างแท้จริง

ทว่า ย่าไม่ได้ใจร้ายจนถึงที่สุด…

ทุกๆ เดือน ย่าสั่งให้ทนายความโอนเงินค่าครองชีพขั้นพื้นฐานให้พ่อและทุกคน คนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทเข้าบัญชี

เพื่อให้พวกเขามีข้าวกิน มีที่ซุกหัวนอน และมีโอกาสได้เรียนรู้คุณค่าของเงินและความกตัญญูด้วยตัวเอง

“นนท์ลูก…”

ย่าเอ่ยขึ้นเบาๆ มืออันอบอุ่นเอื้อมมาลูบศีรษะของผมด้วยความรักอันบริสุทธิ์

“เงินทองมากมายมหาศาล… มันไม่มีความหมายอะไรเลยลูก”

“ถ้าเราไม่มี ‘ความดี’ และ ‘ความกตัญญู’ อยู่ในหัวใจ”

“สิ่งที่ย่ามอบให้นนท์… ไม่ใช่แค่เงินสี่หมื่นล้าน”

“แต่ย่ามอบ ‘หน้าที่’ ในการเป็นผู้ให้… และการดูแลเพื่อนมนุษย์ต่อไปในวันข้างหน้า”

ผมกุมมือที่เหี่ยวย่นของย่าไว้แนบแก้ม น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจไหลริน

“นนท์สัญญาครับย่า… นนท์จะรักษาทรัพย์สมบัติของย่า และจะใช้มันเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่แผ่นดินนี้ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของนนท์ครับ”

สายลมอ่อนๆ พัดผ่านผิวน้ำเจ้าพระยา

แสงอาทิตย์สีทองอบอุ่นอาบชโลมร่างของพวกเราสองคนย่าหลาน

มรสุมชีวิตอันมืดมนและหนาวเหน็บได้ผ่านพ้นไปตลอดกาลแล้ว…

และเบื้องหน้าของพวกเรา…

มีเพียงแสงสว่างอันเจิดจ้าแห่งคุณงามความดี ความรักอันบริสุทธิ์ และความสุขที่แท้จริงตราบนานเท่านาน.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *