เจ้านายตะคอกไล่ผมออกจากงา

 

 

เจ้านายตะคอกไล่ผมออกจากงานต่อหน้าพนักงานทั้งบริษัท เพียงเพราะผมมานำเสนองานช้าไปยี่สิบนาที โดยไม่ยอมฟังเลยว่า ในขณะที่เขากำลังรอเงินค่าคอมมิชชัน ผมกำลังคุกเข่าปั๊มหัวใจยื้อชีวิตหญิงชราแปลกหน้าอยู่บนพื้นถนนวิภาวดีที่ร้อนระอุ!

ตอนที่ 2: คนที่ไล่ผมออก กลับคุกเข่าต่อหน้าหญิงชรา

“ใครเป็นลูกบุญธรรมใคร! ป้ากล้าเรียกพนักงานที่ผมไล่ออกว่าลูกบุญธรรมเหรอ!”

พี่ภานุผลักประตูห้องทำงานออกมาแรงจนกระจกสั่น เขาชี้หน้าผม ก่อนจะหันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างกันเต็มตา

นิ้วที่ชี้ค้างอยู่ค่อย ๆ ลดลง

“คุณหญิงวราภา…”

เสียงเขาเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน

คุณป้ามองเขานิ่ง ไม่ยื่นมือให้ตอนที่เขารีบยกมือไหว้ ผมเพิ่งรู้ว่าหญิงที่ผมเรียกว่าคุณป้า เป็นคนเดียวกับที่พี่ภานุไม่เคยกล้าเอ่ยชื่อโดยไม่มีคำยกย่องนำหน้า

“เมื่อกี้ถามว่าฉันกล้าเรียกใครว่าลูกบุญธรรมใช่ไหม”

“ผมไม่ทราบว่าเป็นคุณหญิงครับ ถ้าทราบ ผมคงไม่…”

“คงไม่พูดต่อหน้าฉัน แต่พูดลับหลังได้?”

เขาอ้าปาก แล้วปิดลง

ผมวางกล่องบนโต๊ะช้า ๆ ขอบกระดาษกดฝ่ามือจนเป็นรอยลึก โดยที่ผมไม่รู้ตัวเลยว่ากอดมันแน่นขนาดไหน

“คนนี้” คุณหญิงหันมาทางผม “ฉันตั้งใจจะรับเขาเป็นลูกบุญธรรม เรื่องตามกฎหมายจะดำเนินการให้ถูกต้อง แต่ความตั้งใจของฉันไม่ต้องรอให้ใครอนุญาต โดยเฉพาะเธอ”

“คุณป้าครับ ผมไม่ได้ช่วยเพราะอยากได้อะไร…”

“ป้ารู้” ท่านตอบเบา ๆ ก่อนหันกลับไป “แต่คนที่ยังไม่รู้จักเขาดี กลับตัดสินเขาไปแล้ว”

พี่ภานุมองผมแวบหนึ่ง แววตานั้นทำให้ท้องผมเกร็ง แม้ปากเขาจะยังฝืนยิ้มอยู่

“ขอโทษเขาเดี๋ยวนี้ ภานุ”

รอยยิ้มหายไปทันที

“ต่อหน้าทุกคนที่เธอทำให้เขาอับอาย”

“คุณหญิงครับ เรื่องนี้มีรายละเอียดในการทำงาน…”

“คำขอโทษไม่จำเป็นต้องมีคำแก้ตัวนำหน้า”

ทั้งชั้นเงียบจนผมได้ยินเสียงพี่ภานุกลืนน้ำลาย เขามองไปรอบ ๆ เหมือนรอให้ใครสักคนช่วย แต่ไม่มีใครขยับ

แล้วเขาก็ย่อตัวลง

เข่าข้างหนึ่งแตะพื้น ตามด้วยอีกข้าง มือทั้ง 2 ยกขึ้นไหว้คุณหญิงจนสูงเกือบถึงจมูก

“ผมกราบขอโทษครับคุณหญิง ผมไม่เคยคิดจะลบหลู่ท่าน”

ผมยืนนิ่ง ความรู้สึกในอกไม่ได้เบาลงอย่างที่คิด เขายอมคุกเข่า แต่สายตายังหลบผมราวกับผมไม่มีตัวตน

“ฉันไม่ได้สั่งให้เธอคุกเข่าขอโทษฉัน” คุณหญิงพูด “ฉันสั่งให้ขอโทษเขา ลุกขึ้น แล้วพูดให้ตรงคน”

พี่ภานุกำมือก่อนใช้มันยันต้นขาลุกขึ้น เขาจัดชายเสื้อ ก้มหน้าให้ผมเพียงนิดเดียว

“ผมขอโทษที่ใช้คำพูดรุนแรงกับคุณ”

ผมยังไม่ทันตอบ เขาก็เงยหน้าขึ้น

“แต่ผมไม่ขอโทษที่ปกป้องบริษัทครับ”

คำว่าแต่ทำให้ความเงียบเมื่อครู่เปลี่ยนไปทันที

“พี่ภานุ การด่าผมกับการปกป้องบริษัทมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน”

“แล้วการพาคุณหญิงมาข่มผมถึงที่นี่ เรียกว่าอะไร”

“ผมไม่ได้พาท่านมา”

“บังเอิญอีกแล้วสินะ”

เขาหันไปหาคุณหญิง น้ำเสียงนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด

“ขออนุญาตพูดตรง ๆ นะครับ คนเราเห็นผู้ใหญ่มีฐานะเดือดร้อน บางคนก็ช่วยเพราะมีน้ำใจ แต่บางคนรู้ว่าช่วยแล้วจะได้อะไร”

หน้าผมร้อนวาบ

“พี่กำลังกล่าวหาว่าผมวางแผนไว้เหรอครับ”

“ฉันยังไม่ได้ใช้คำนั้น นายรีบร้อนทำไม”

“เพราะพี่กำลังพูดให้ทุกคนเข้าใจแบบนั้น”

พี่ภานุเหลือบมองนามบัตรในมือคุณหญิง

“ทำนามบัตรตกไว้ให้ตามเจอเสียด้วย รอบคอบดีนี่”

ผมก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ก่อนหยุด มือที่เคยกดหน้าอกคุณป้ายังเจ็บเวลางอนิ้ว แต่ตอนนี้ความเจ็บนั้นทำให้ผมอยากซ่อนมือไว้มากกว่าเดิม

“พี่จะไม่เชื่อผมก็ได้ครับ แต่พี่ไม่มีสิทธิ์เอาชีวิตคนมาพูดเหมือนเป็นละครที่ผมจัดฉาก”

“ฉันก็แค่เตือนคุณหญิง ไม่อยากให้ท่านเสียความรู้สึกทีหลัง”

“ฉันยืนอยู่ตรงนี้ ภานุ” คุณหญิงพูดชัดทีละคำ “ถ้าจะถามเรื่องฉัน ให้ถามฉัน ไม่ต้องพูดข้ามหัวเหมือนฉันคิดเองไม่เป็น”

เขาเม้มปาก รอยแดงลามขึ้นมาตามคอ

ครู่หนึ่งไม่มีใครพูดอะไร ผมก้มมองกรอบรูปครอบครัวที่ยังอยู่ในกล่อง นิ้วเล็ก ๆ ของน้องแพรในรูปเกี่ยวแขนผมไว้แน่น

ผมอยากเก็บของแล้วกลับบ้านเหลือเกิน

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอรับเอกสารเลิกจ้างกับเงินที่บริษัทค้างไว้ครับ”

พี่ภานุมองตามสายตาผมไปถึงรูป ก่อนจะยิ้มบาง ๆ

“มีสิ ยังมีเรื่องที่นายต้องรับผิดชอบ”

เขาเดินกลับเข้าห้องแล้วออกมาพร้อมซองเอกสาร วางมันลงบนกล่องจนกรอบรูปขยับกระแทกขอบกระดาษ

“หนังสือเรียกค่าเสียหายจากการละทิ้งหน้าที่ จนบริษัทเสียโอกาสทางธุรกิจ”

ผมดึงกระดาษออกมาดูเพียงหน้าแรก ชื่อผมอยู่ตรงช่องผู้ถูกเรียกร้อง ส่วนตัวเลขด้านล่างมากกว่าเงินเก็บที่ผมกับภรรยามีรวมกันหลายเท่า

“ผมไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้ครับ”

“ก็ไปสู้เอา”

เขาตอบเร็วเหมือนรออยู่แล้ว

“แล้วเงินชดเชยของผมล่ะ”

“อายัดไว้ก่อน รวมถึงเงินงวดสุดท้ายที่นายรอ จะยังไม่มีการจ่ายจนกว่าเรื่องค่าเสียหายจะจบ”

ปลายนิ้วผมเย็นลงทันที ผมต้องวางเอกสารบนโต๊ะ เพราะถือไว้แล้วมันสั่นจนเห็นได้ชัด

“บริษัทจะเรียกค่าเสียหายก็เป็นอีกเรื่อง พี่จะยึดเงินที่ผมมีสิทธิ์ได้รับเองไม่ได้”

“เก่งเรื่องสิทธิ์ขึ้นมาทันทีเลยนะ”

“ผมจะไม่เซ็นยอมรับหนี้ แล้วผมจะไปถามหน่วยงานที่รับผิดชอบ”

เขาหัวเราะสั้น ๆ

“ไปสิ ลางานไปก็ไม่ต้องลาแล้วนี่ มีเวลาเหลือเฟือ จะรอเรื่องกี่เดือนก็เชิญ”

คำสุดท้ายกดลงตรงที่ผมกลัวที่สุด ไม่ใช่ผมไม่รู้ว่าจะต่อสู้อย่างไร แต่ค่าใช้จ่ายที่บ้านไม่ได้หยุดรอให้ผมชนะ

คุณหญิงยื่นมือมาขอเอกสาร ผมส่งให้โดยพยายามไม่ให้ท่านเห็นว่าฝ่ามือผมชื้นแค่ไหน

“นี่เป็นคำสั่งของเธอหรือ”

“ผมรับผิดชอบความเสียหายของบริษัทอยู่ครับ จะปล่อยให้ใครทำเสียหายแล้วเดินออกไปสบาย ๆ ไม่ได้”

“ฉันถามว่าใครสั่งระงับเงิน”

“ผมเองครับ”

เขาตอบพร้อมเชิดหน้าขึ้นอีกนิด คราวนี้สายตาหันมาหาผมตรง ๆ

“นายอาจมีคนเอ็นดู แต่เรื่องเงินมันต้องเป็นไปตามขั้นตอน อย่าคิดว่าเรียกใครว่าแม่แล้วหนี้จะหาย”

ผมกัดฟันจนกรามเจ็บ

“ผมไม่เคยขอให้คุณหญิงจ่ายหนี้ให้ และผมไม่ได้ติดหนี้พี่”

“งั้นก็พิสูจน์”

เขาโน้มตัวเข้ามา ลดเสียงลงพอให้ผมกับคุณหญิงได้ยินชัด

“ระหว่างนั้นก็หาเงินเลี้ยงบ้านให้ทันแล้วกัน”

ผมเงียบไป เขามองความเงียบนั้นด้วยสีหน้าพอใจ ก่อนเหลือบไปที่กรอบรูปอีกครั้ง

“ลูกนาย 2 คนยังเรียนอยู่ใช่ไหม ค่าเทอมไม่ได้รับเป็นคำขอบคุณหรอกนะ”

“อย่าพูดถึงลูกผม”

เสียงผมดังขึ้นจนตัวเองยังตกใจ

พี่ภานุไม่ถอย กลับยิ้มกว้างกว่าเดิม

“ทำไม พูดความจริงแล้วรับไม่ได้เหรอ คนจนอย่างนายจะไปช่วยใครได้ เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”

ผมกำขอบโต๊ะไว้แน่น ข้างในอกเหมือนมีอะไรบีบจนหายใจได้ไม่เต็มปอด

เขาพูดต่อช้า ๆ ราวกับอยากให้ทุกคำติดอยู่ในหัวผม

“วันนี้นายช่วยได้คนหนึ่ง แล้วพรุ่งนี้ล่ะ ถ้าลูกสาวต้องลำบาก นายจะไปกดหน้าอกให้ค่าเทอมมันออกมาหรือไง”

“พอได้แล้ว ภานุ”

คุณหญิงขยับมายืนข้างผม แต่เขายังไม่หยุด

“คนอย่างมันช่วยใครไม่ได้จริงหรอกครับ แม้แต่ลูกสาวตัวเอง”

ผมเงยหน้าขึ้น เตรียมจะตอบ ทว่าคุณหญิงยกมือห้าม ดวงตาของท่านแข็งขึ้นขณะหันไปหาเขา

ก่อนคุณหญิงจะทันตอบโต้ โทรศัพท์ในกระเป๋าผมก็ดังขึ้น ผมกดรับด้วยมือสั่น แล้วเสียงภรรยาผมก็ร้องมาตามสายว่า “โรงเรียนไม่ให้ลูกเข้าสอบ!”

ตอนที่ 3: เขาไม่ได้แค่ไล่ผมออก แต่ปิดทุกทางรอด

“เกิดอะไรขึ้นกับลูกครับภรรยาผม ทำไมโรงเรียนถึงไม่ให้ลูกเข้าสอบ”

ผมถามทั้งน้ำตา ขณะที่มืออีกข้างยังถือโทรศัพท์แนบหูแน่นจนข้อนิ้วซีด

ปลายสายมีเสียงสะอื้นของภรรยาผมดังแทรกเข้ามา ตามด้วยเสียงผู้คนวุ่นวายอยู่หน้าห้องสอบ

“ทางโรงเรียนบอกว่ายังไม่ได้รับค่าเทอมงวดสุดท้ายค่ะ เขาให้ลูกออกจากห้องสอบตั้งแต่เช้า”

“แต่ผมโอนเงินไปแล้วไม่ใช่เหรอ เงินก้อนสุดท้ายที่บริษัทจ่ายให้ผม…”

ผมหยุดพูดกลางคัน

เงินชดเชยก้อนนั้นถูกพี่ภานุยื่นเอกสารอายัดไว้ต่อหน้าผมเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เขาไม่เพียงไล่ผมออก แต่ยังลากมือผมไปมัดไว้ทุกด้านจนขยับแทบไม่ได้

“น้องพลอยกับน้องแพรอยู่ที่ไหนครับ”

“อยู่หน้าห้องธุรการค่ะ ครูไม่ยอมให้เข้าห้องสอบ เพื่อน ๆ ก็มองกันเต็มไปหมด น้องแพรร้องไห้จนตัวสั่นแล้ว…”

เสียงภรรยาผมขาดห้วงไป

ในอกผมเหมือนถูกกระแทกแรง ๆ จนหายใจไม่ออก ภาพลูกสาวสองคนยืนกอดกระเป๋าอยู่หน้าห้องสอบผุดขึ้นมา ทั้งที่วันนี้ควรเป็นวันธรรมดาของพวกแกแท้ ๆ

พี่ภานุยื่นมือมาคว้าโทรศัพท์จากผมทันที

“พี่ภานุ!”

ผมพยายามรั้งไว้ แต่เขากระชากจนโทรศัพท์หลุดจากมือ

“ฮัลโหล ภรรยาของกิตติใช่ไหมครับ”

เขากดเปิดลำโพง เสียงของภรรยาผมจึงดังไปทั่วบริเวณหน้าห้องทำงาน

“คุณเป็นใครคะ เอาโทรศัพท์ของสามีฉันไปทำไม”

“ผมเป็นคนเดียวที่จะช่วยพวกคุณได้ตอนนี้”

ผมก้าวเข้าไปหา แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่ใกล้ประตูขยับมาขวางทางไว้ พี่ภานุยิ้มอย่างผู้ชนะ ก่อนจะหันไปพูดกับปลายสายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดกับตอนคุยกับผม

“ค่าเทอมของเด็กทั้งสองคน ผมจ่ายให้ได้ทันที รวมถึงค่าใช้จ่ายในบ้านเดือนนี้ด้วย”

ผมกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเจ็บ

“อย่าไปเชื่อเขานะภรรยาผม”

“แต่ตอนนี้ลูกยังไม่ได้เข้าสอบนะคะ!”

เสียงภรรยาผมสั่นเครือ

พี่ภานุเหลือบมองผม ก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นใกล้ปาก

“มีเงื่อนไขง่าย ๆ แค่ให้สามีคุณมากราบขอโทษผมต่อหน้าคนในบริษัท ยอมรับว่าเขาทำผิด และสัญญาว่าจะไม่กล่าวหาผมเรื่องเอกสารต่าง ๆ อีก”

“พี่ภานุ!”

เลือดร้อนพุ่งขึ้นหน้าผมทันที

“นี่มันเรื่องของเด็ก อย่าเอาลูกผมมาเป็นเครื่องมือ”

“ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นเครื่องมือ ก็จ่ายเงินเองสิ”

เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วหันหน้าหนีไปทางโต๊ะประชาสัมพันธ์

“อ้อ ลืมไป นายไม่มีเงินแล้วนี่นา เงินชดเชยก็ถูกอายัด บัญชีก็คงเหลือไม่เท่าไร บ้านเช่ากำลังจะถึงกำหนดจ่ายด้วยไม่ใช่เหรอ”

ทุกคำเหมือนเขาเตรียมไว้แล้ว

ผมมองใบหน้าของพนักงานหลายคนที่ยืนฟังอยู่ บางคนหลบสายตา บางคนแอบมองผมด้วยความสงสาร แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร

“ผมไม่กราบพี่”

เสียงผมแหบจนแทบไม่เป็นคำ

“อะไรนะ”

“ผมไม่กราบคนที่ใช้ลูกผมต่อรอง ผมไม่ได้ขโมยเงินบริษัท และผมจะไม่ยอมรับความผิดที่ไม่ได้ทำ”

พี่ภานุหุบยิ้มลงทันที

“คิดให้ดีนะกิตติ ศักดิ์ศรีของนายกินแทนข้าวได้หรือเปล่า ค่าเทอมลูกจ่ายด้วยศักดิ์ศรีได้ไหม”

ผมจ้องโทรศัพท์ในมือเขา รู้ว่าภรรยาผมกำลังฟังทุกคำอยู่

“ภรรยาผม พาลูกกลับบ้านก่อนนะครับ อย่าให้ลูกต้องยืนอยู่ตรงนั้นนาน เดี๋ยวผมจัดการเอง”

“แต่เราจะเอาเงินที่ไหนคะ”

คำถามสั้น ๆ ทำให้ลำคอผมตีบตัน

ผมหันไปมองคุณหญิงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ท่านยังคงนิ่ง สีหน้าอ่านไม่ออก ดวงตาคมกริบจับจ้องพี่ภานุอยู่ แต่ยังไม่ได้พูดอะไร

ผมไม่อยากขอความช่วยเหลือต่อหน้าคนอื่นอีกแล้ว ยิ่งไม่อยากให้ลูกต้องรู้ว่าพ่อกำลังยืนขอเงินใคร

“ผมจะกลับไปรับลูกเองครับ”

“กิตติ…”

“เชื่อผมนะครับ”

ผมพูดได้เพียงเท่านั้น ก่อนกดตัดสายจากโทรศัพท์ของพี่ภานุที่ยังเปิดลำโพงอยู่

เขามองผมอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง

“นายเลือกจะให้ลูกอับอายแทนการกราบขอโทษฉัน?”

“ผมเลือกไม่ขายศักดิ์ศรีของลูกให้คนอย่างพี่”

ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที

ผมรู้ว่าคำพูดนั้นอาจทำให้ทุกอย่างเลวร้ายกว่าเดิม แต่ถ้าผมยอมคุกเข่าตอนนี้ พี่ภานุจะใช้ภาพนั้นเหยียบย่ำผมไปตลอดชีวิต และวันหนึ่งเขาอาจทำกับลูกของผมแบบเดียวกัน

คุณหญิงขยับเข้ามาใกล้

“กิตติ ฉันจะให้คนพาเธอไปโรงเรียน”

ผมส่ายหน้า

“ขอบคุณครับคุณหญิง แต่ผมต้องพาลูกกลับบ้านด้วยตัวเอง”

“นี่ไม่ใช่เวลามาถือทิฐิ”

พี่ภานุแทรกขึ้นมาทันที

“คุณหญิงอย่าเสียเวลาเลยครับ เขาเลือกเองว่าจะปล่อยให้ลูกไม่มีที่เรียน ต่อให้คุณหญิงช่วยวันนี้ พรุ่งนี้เขาก็กลับไปทำตัวเป็นคนดีแล้วสร้างปัญหาอีก”

ผมหันไปมองเขา

“ผมจะหาทางเอง”

“หาทาง?”

พี่ภานุยกคิ้ว

“นายยังไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้ไม่มีบริษัทไหนรับนายเข้าทำงานแล้ว”

โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงผมสั่นขึ้น

หมายเลขที่ไม่คุ้นเคยปรากฏบนหน้าจอ ผมกดรับอย่างรวดเร็ว หวังว่าจะเป็นงานใหม่หรืออย่างน้อยก็ข่าวดีสักอย่าง

“สวัสดีครับ ผมกิตติพูดสายครับ”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนมีเสียงผู้ชายตอบกลับมา

“ผมเป็นตัวแทนจากบริษัทคู่แข่งที่คุณเคยส่งข้อเสนอเข้ามาครับ”

หัวใจผมกระตุก

“เรื่องโครงการที่ผมเสนอไปใช่ไหมครับ”

“ใช่ครับ แต่ทางเราต้องขอถอนการพิจารณาทั้งหมด รวมถึงยกเลิกการนัดหมายที่เหลือ”

“เดี๋ยวก่อนครับ ทำไมครับ ผมยังไม่ได้รับโอกาสอธิบายเลย”

“เราได้รับแจ้งว่าคุณนำข้อมูลความลับของลูกค้ามาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจมีการส่งต่อเอกสารให้บริษัทอื่น”

ผมชาวาบไปทั้งตัว

“ไม่จริงครับ เอกสารทั้งหมดเป็นงานที่ผมจัดทำเอง และผมไม่เคย—”

“ขอโทษครับ ทางเราคงไม่สามารถเสี่ยงได้”

สายถูกตัดไป

ผมยังถือโทรศัพท์ค้างอยู่ข้างหู แม้ไม่มีเสียงใครเหลืออยู่แล้ว

พี่ภานุยืนกอดอก ยิ้มบาง ๆ ราวกับรู้ผลลัพธ์อยู่ก่อน

“เห็นหรือยัง ไม่มีใครกล้ารับคนที่ถูกกล่าวหาว่าขโมยความลับลูกค้าหรอก”

“พี่เป็นคนโทรไปพูดอะไรกับเขา”

“ฉันแค่แจ้งข้อเท็จจริง”

“ข้อเท็จจริงอะไร ผมยังไม่ได้ส่งเอกสารให้บริษัทอื่นด้วยซ้ำ”

“นายจะพิสูจน์ยังไง ในเมื่องานทั้งหมดอยู่ในระบบของบริษัท”

คำพูดนั้นทำให้ผมชะงัก

เขากำลังทำให้ทุกอย่างดูเหมือนผมเป็นคนขโมยผลงานของตัวเอง แล้วใช้ข้อกล่าวหานั้นปิดประตูทุกบานไม่ให้ผมหางานใหม่

ผมหันไปมองคนรอบข้าง

“พวกคุณก็รู้ว่าผมทำโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น ใครเป็นคนจัดทำเอกสาร ใครเป็นคนแก้ตัวเลข ใครเป็นคนอยู่ทำงานจนดึก พวกคุณรู้ดี”

ไม่มีใครตอบ

ผมมองไปยังพนักงานคนหนึ่งที่เคยฝากให้ผมช่วยแก้งานจนผ่านการประเมิน เขาเคยโทรมาหาผมตอนเกือบเที่ยงคืนเพื่อขอคำแนะนำ และผมก็ไม่เคยปฏิเสธ

“นที นายช่วยพูดหน่อยได้ไหม นายเห็นไฟล์ต้นฉบับกับมือ”

ชายคนนั้นเม้มปากแน่น ก่อนเงยหน้าขึ้นมองพี่ภานุ

พี่ภานุพยักหน้าให้เขาเพียงครั้งเดียว

“ผม…ไม่รู้เรื่องครับ”

“นที”

“ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าคุณทำอะไรไว้บ้าง”

เสียงของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ประโยคต่อมากลับชัดเจนทุกคำ

“ผมคิดว่าคุณกิตติเป็นคนเอาข้อมูลของบริษัทไปใช้เองครับ”

เหมือนมีใครเอาของแข็งฟาดเข้ากลางอกผม

ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งที่ริมฝีปากกำลังสั่น

“นายรู้ว่ามันไม่จริง”

“ผมไม่อยากมีปัญหากับบริษัทครับ”

“แล้วตอนที่นายมาขอให้ผมช่วย นายไม่กลัวมีปัญหาหรือไง”

นทีหลบตา ไม่ตอบ

พี่ภานุเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าผม แล้วลดเสียงลงจนเหลือเพียงเราสองคนได้ยิน

“นี่แค่คนแรก กิตติ ต่อจากนี้ทุกบริษัทจะได้ยินเรื่องของนาย”

ผมรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ากำลังยุบลงทีละน้อย แต่ยังฝืนยืนตรง ไม่ยอมให้เขาเห็นว่าผมกำลังสั่น

“พี่ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร”

“เพื่อให้คนอย่างนายรู้ว่า การขัดคำสั่งฉันต้องจ่ายราคาเท่าไหร่”

เขาตบบ่าผมเบา ๆ สองครั้ง คล้ายกำลังปลอบเด็กที่น่าสมเพช

“กลับไปพาลูกของนายเถอะ วันนี้ยังพอมีที่ให้กลับ”

ผมปัดมือเขาออกจากบ่า

พี่ภานุจึงยิ้มกว้างขึ้น แล้วหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากดโทรออก

ไม่กี่วินาทีต่อมา โทรศัพท์ในกระเป๋าผมก็ดังขึ้น

ชื่อของพี่ภานุปรากฏอยู่บนหน้าจอ

ผมกดรับโดยไม่พูดอะไร

เสียงหัวเราะของเขาดังมาตามสาย ก่อนประโยคสุดท้ายจะทำให้เลือดในตัวผมเย็นเฉียบ

“พรุ่งนี้มึงจะไม่มีแม้แต่บ้านให้ลูกกลับ”

ตอนที่ 4: ลูกสาวผมยืนร้องไห้ ขณะข้าวของถูกโยนทิ้ง

“พี่ภานุ! พี่กำลังจะทำอะไรกับครอบครัวผม!”

เสียงของผมแตกพร่าไปกับสายลมฝนที่พัดกระหน่ำใส่หน้า

ภานุยืนอยู่ใต้ชายคาหน้าบ้านเช่าของเรา ถือร่มดำใบใหญ่ ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน

“ทำตามสัญญาไง กิตติ”

ข้างกายเขาคือเจ้าของบ้านหญิงวัยกลางคน ถือกุญแจบ้านในมือ หน้าตาไม่สบายใจ

“คุณภานุบอกว่าบริษัทค้ำสัญญาเช่าไว้ แล้วตอนนี้บริษัท… บอกให้ยกเลิก”

ผมหันไปมองภรรยาที่ยืนกุมมือลูกสาวสองคนไว้แน่นหลังประตู

น้องพลอยและน้องแพรยืนมองด้วยตาโต ถุงเท้าของพวกเธอเปียกโชกจนกางเกงขาสั้นดูดซับน้ำฝนขึ้นมา

“ขอเวลาให้ผมเก็บของหน่อยได้ไหมครับ” ผมเอ่ยเสียงสั่น “ลูกยังเด็ก…”

“ไม่!” ภานุตัดบท “ผมบอกแล้วว่าพรุ่งนี้มึงไม่มีแม้แต่บ้าน”

เขาหันไปสั่งเจ้าของบ้าน “เปิดประตูได้แล้วครับ ขนของออกมาได้เลย”

เจ้าของบ้านลังเล แต่ก็ไขกุญแจ

ประตูเปิดออก ลมฝนพัดเข้าไปในบ้าน

ผมเข้าไปขวางทาง “ขอร้องล่ะ พี่ภานุ เด็กยังอยู่”

ภานุผลักอกผมเบา ๆ “หลบไป”

ลูกน้องของเขาสองคนเดินเข้าไปในบ้าน ยกกล่องกระดาษและกระเป๋าออกมา

กรอบรูปครอบครัวที่ตั้งอยู่บนชั้นวางถูกหยิบออกมา

“นี่… อย่า!” ผมตะโกน

แต่กล่องกระดาษที่ใส่รูปถูกโยนออกไปกองกลางฝน

น้องแพรร้องไห้เสียงหลง “รูปของหนู!”

น้องพลอยวิ่งออกไปเก็บรูป กระดาษเปียกปอนจนภาพเบลอ

ผมตามไปอุ้มลูกขึ้นมา กอดไว้แน่น

“พ่อขอโทษนะลูก…”

ภรรยาผมยืนนิ่ง น้ำตาไหลเงียบ ๆ ไม่ได้ห้ามอะไร

“คุณหญิงวราภามาแล้วครับ” พนักงานของคุณหญิงเอ่ยจากปลายสาย

รถเบนซ์สีดำเลี้ยวเข้ามาจอดข้างถนน

คุณหญิงวราภาลงจากรถ ถือร่มสีครีม มองบ้านเช่าที่ถูกขนของออกมาอย่างใจเย็น

“ภานุ” เธอเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “หยุดเดี๋ยวนี้”

ภานุหันมา เหยียดยิ้ม “คุณหญิงครับ นี่เรื่องส่วนตัวของบริษัท…”

“บริษัทที่ฉันเป็นเจ้าของ” คุณหญิงสวนทันที “ฉันยังไม่ตาย”

เธอหันมามองผม “กิตติ ลูกมาอยู่ที่บ้านฉันก่อนก็ได้”

ภานุหัวเราะหึหึ “เอ่อ… คุณหญิงครับ ถ้ารับเขาไปอยู่ด้วย ผู้ชายทั้งเมืองจะมองว่าเขาเป็น…”

“เป็นอะไร” คุณหญิงถามเสียงเรียบ

“เป็นคนเกาะผู้หญิงแก่ครับ” ภานุพูดชัดเจน “แล้วใครจะเชื่อว่าเขาเป็นลูกบุญธรรมจริง”

ผมรู้สึกเหมือนถูกตบซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ภานุ

ภรรยาผมเดินเข้ามา ดวงตาแดงก่ำ ยกมือตบหน้าผมเสียงดังป้าบ

“ตบหน้าผมทำไม” ผมเอ่ยเสียงสั่น

“ถามตัวเองสิ!” เธอร้องไห้ “ความดีของนายเคยเลี้ยงลูกได้หรือเปล่า!”

“ผมทำเพื่อ…”

“เพื่อใคร?!” เธอชี้ไปที่น้องพลอยและน้องแพรที่ยืนร้องไห้ “เพื่อพวกนี้หรือเปล่า?!”

ผมอ้าปากไม่ออก

ภรรยาผมเช็ดน้ำตา หันไปหยิบกระเป๋าเดินทางสองใบจากกองข้าวของที่ถูกโยนออกมา

“ฉันพากลับบ้านแม่ก่อน”

“ภรรยา…” ผมเอ่ย

“อย่าเรียกฉันแบบนั้น” เธอพูดเสียงเย็น “นายไม่มีสิทธิ์แล้ว”

ภานุยิ้มกว้าง เดินไปเปิดประตูรถเบนซ์คันหรูให้ภรรยาผม

“ขึ้นรถมาครับ ฝนตกหนัก”

ภรรยาผมลากกระเป๋าเดินทางสองใบขึ้นรถ ไม่หันมามองผมแม้แต่ครั้งเดียว

น้องแพรยังอยู่ในอ้อมแขนผม ร้องไห้สะอึกสะอื้น

น้องพลอยยืนเกาะขาผม น้ำตาเปียกเสื้อ

ผมอุ้มลูกสาวทั้งสองคน มองรถเบนซ์ของภานุแล่นออกไปในสายฝน

คุณหญิงยืนข้าง ๆ ไม่ได้พูดอะไร

“คุณหญิง…” ผมเอ่ยเสียงพร่า “ผมจะทำยังไง”

คุณหญิงวางมือบนไหล่ผมเบา ๆ

“ใจเย็นก่อนลูก พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

รถของคุณหญิงแล่นตามไป

ผมยืนอยู่ท่ามกลางฝน ลูกสาวสองคนในอ้อมแขน

สายฝนตกกระทบหลังคอผมราวกับลูกกระสุนน้ำแข็ง

บนถนนที่เปียกแฉะ ไม่มีใครรอเราอยู่เลย

ตอนที่ 5: ภรรยาเลือกขึ้นรถศัตรู แล้วทิ้งผมไว้กลางฝน

“คุณจะพาลูกไปกับพี่ภานุจริง ๆ เหรอ!”

ผมกระชากประตูรถทันทีที่วิ่งตามมาทันตรงทางออก รถเบนซ์ติดอยู่หลังรถอีกคัน ผมปล่อยน้องแพรลงยืนข้างพี่สาว แล้วใช้ตัวบังลูกทั้ง 2 คนไว้

ภรรยาผมหันขวับ มือยังกำสายกระเป๋าบนตัก

“เบาเสียงหน่อย ลูกอยู่ตรงนี้”

“งั้นคุณลงมาคุยกับผม อย่าทำเหมือนผมไม่มีสิทธิ์รู้ว่าครอบครัวตัวเองกำลังจะไปไหน”

ภานุเอนตัวมาจากเบาะคนขับ มองมือผมที่จับขอบประตู

“เอามือสกปรกของมึงออกก่อน รถกูไม่ใช่ของที่มึงจะมาพังระบายอารมณ์”

ผมไม่มองเขา สายตายังอยู่ที่ภรรยาผม

“ผมถามคุณ”

เธอเม้มปาก ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแทนคำตอบ

“แล้วเรื่องนี้ล่ะ คุณจะบอกฉันเมื่อไหร่”

หน้าจอถูกยื่นมาเกือบชิดหน้าผม เป็นภาพข้อความที่อ้างว่าผมตกลงรับเงินจากคุณหญิงตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ แลกกับการเข้าไปตีสนิทและช่วยให้งานบางอย่างสำเร็จ

ท้ายข้อความมีชื่อผมกำกับอยู่

“ใครส่งให้คุณ”

“คุณตอบมาก่อนว่าจริงไหม”

“ไม่จริง”

“คุณยังไม่ได้ดูให้ดีด้วยซ้ำ!”

“ผมไม่เคยคุยแบบนี้ ไม่ต้องอ่านจนจบผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่ข้อความของผม”

นิ้วผมเย็นจนแทบไม่รู้สึก ทั้งที่เลือดกำลังสูบฉีดขึ้นหน้า ผมเอื้อมไปขอโทรศัพท์ แต่เธอดึงกลับแนบอกทันที

ท่าทางนั้นทำให้ผมหยุดมือค้าง

เธอไม่ได้กลัวผมทำโทรศัพท์หล่น

เธอกลัวผมลบสิ่งที่เธอเชื่อว่าเป็นหลักฐาน

“คุณคิดว่าผมเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ เหรอ”

ภรรยาผมหลบตา

“ฉันไม่รู้แล้วว่าต้องเชื่ออะไร”

ภานุหัวเราะเบา ๆ

“เงินมันทำให้คนเปลี่ยนได้ คนอยู่บ้านเดียวกันก็ใช่ว่าจะรู้ทุกเรื่อง”

“พี่ภานุหยุดพูดแทนผม”

“กูกำลังช่วยเมียมึงตัดสินใจ”

ผมหันไปหาเขาเต็มตัว

“ด้วยรูปข้อความที่ใครทำขึ้นมาก็ได้เนี่ยนะ ถ้ามีข้อความจริง เปิดจากเครื่องต้นทางให้ดูสิครับ ไม่ใช่ส่งต่อรูปมาแล้วบังคับให้ทุกคนเชื่อ”

รอยยิ้มเขาหายไปนิดหนึ่ง ก่อนกลับมาเหมือนเดิม

“อยากพิสูจน์ก็พิสูจน์เลย ลูกมึงยืนฟังอยู่”

เขาพยักหน้าไปทางน้องพลอย

“บอกลูกสิว่าไม่เคยรับเงิน แล้วเปิดบัญชีทุกบัญชีให้เมียมึงดูตรงนี้”

“ผมเปิดให้ภรรยาผมดูได้ แต่ผมไม่เอาลูกมายืนเป็นคนตัดสินเรื่องที่ผู้ใหญ่กล่าวหากัน”

“ทำไม กลัวลูกเห็นยอดเงินหรือไง”

น้องแพรสะดุ้งเมื่อเขาขึ้นเสียง มือเล็ก ๆ คว้าชายเสื้อผมไว้แน่น ผมก้มลงจับมือลูก ก่อนเงยหน้าตอบช้า ๆ

“อย่าตะคอกต่อหน้าลูกผม”

“งั้นมึงก็เลิกทำให้เรื่องมันยาก”

“พอแล้วทั้งคู่!”

ภรรยาผมลงจากรถ ยืนคั่นระหว่างผมกับภานุ เธอกดหน้าจอโทรศัพท์ดับ แต่คำกล่าวหายังติดอยู่ในสายตา

“ฉันไม่ได้อยากมานั่งตรวจบัญชีคุณกลางถนน ฉันอยากรู้ว่าพรุ่งนี้ลูกจะอยู่ยังไง”

“เราหาที่พักก่อน แล้วค่อยคุยกัน คุณจะดูโทรศัพท์ผม ดูเงินผม ผมให้ดูหมด”

“แล้วเงินบริษัทที่เขาบอกว่าคุณเอาไปล่ะ”

ผมมองเธอจนลืมกะพริบตา

“คุณกำลังถาม หรือคุณตัดสินแล้ว”

เธอเงียบไปครู่หนึ่ง

มีเพียงน้องแพรที่กระตุกมือผม แล้วกระซิบว่าหนาว ผมถอดเสื้อคลุมจากตัวน้องพลอยที่เปียกไปแล้ว บิดน้ำออกเท่าที่ทำได้ก่อนคลุมไหล่ให้ลูกทั้งคู่เบียดกัน

ภรรยาผมมองอยู่ ริมฝีปากสั่น แต่คำที่ออกมากลับไม่ใช่คำที่ผมรอ

“ฉันจะพาลูกไปอยู่บ้านญาติ”

ผมเงยหน้าทันที

“ได้ ผมไปส่ง”

“คุณไม่ต้องไป”

“ทำไม”

“จนกว่าคุณจะคืนเงินบริษัทให้เรียบร้อย ฉันไม่อยากให้คุณมาหาลูก”

เสียงฝนเหมือนหายไปชั่วขณะ ผมได้ยินแค่ลมหายใจตัวเองที่ขาดเป็นช่วง ๆ

“เงินที่ผมไม่ได้เอาไป คุณจะให้ผมคืนยังไง”

“งั้นก็ทำให้มันชัดเจนสิ!”

เธอพูดดังจนลูกทั้งคู่เงียบ

ภรรยาผมยกมือปิดปากตัวเอง มองลูกแล้วลดเสียงลง

“ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันกลัวทุกครั้งที่มีคนโทรมา กลัวว่าจะมีใครตามไปถึงลูกอีก ฉันต้องพาลูกออกจากเรื่องนี้ก่อน”

“ผมก็กลัวเหมือนกัน”

ผมพูดได้แค่นั้น ต้องกลืนอยู่หลายครั้งกว่าจะพูดต่อไหว

“แต่คุณกำลังพาลูกหนีผม ทั้งที่ผมพยายามกันเขาออกจากลูกมาตลอด”

ภานุเปิดประตูลงมายืนข้างรถ

“อย่าพูดเหมือนกูเป็นคนทำให้ครอบครัวมึงพัง เมียมึงเลือกเอง”

“ถ้าพี่ไม่เกี่ยว ก็อย่ายุ่งเรื่องลูกผม”

“กูแค่มีรถให้เขานั่ง มีทางให้เขาไป ไม่เหมือนมึงที่มีแต่คำว่าไม่ได้ทำ”

ผมกำหมัดจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ก่อนคลายออกช้า ๆ น้องพลอยกำลังมองมือผมอยู่

ผมจะไม่ให้ลูกเห็นพ่อทำร้ายใคร แล้วต้องมานั่งกลัวผมเพิ่มอีกคน

“คุณจะไปบ้านญาติ ผมไม่ห้าม” ผมหันกลับมาหาภรรยา “แต่เรื่องลูกต้องคุยกัน ไม่ใช่เอามาเป็นเงื่อนไขให้ผมยอมรับผิด”

“ตอนนี้ฉันขอแค่นี้”

“แล้วผมจะโทรหาลูกได้ไหม”

เธอไม่ตอบ

ความเงียบนั้นทำให้ท้องผมบิดเกร็งยิ่งกว่าคำตะโกนของภานุ

ผมถอยออกจากประตู ให้เธอหยิบกระเป๋าของลูกใบเล็กมาวางที่เบาะหลัง เธอจัดสายสะพายที่พันกันอยู่ซ้ำ ๆ ทั้งที่มันไม่ได้พันแล้ว

ผมอยากจับมือเธอไว้ อยากถามว่าทำไมเราไม่กลับไปยืนข้างเดียวกัน

แต่พอนิ้วผมขยับ เธอก็เบี่ยงตัวไปเรียกลูก

“พลอย แพร ขึ้นรถก่อนลูก”

น้องแพรส่ายหน้าทันที

“หนูจะอยู่กับพ่อ”

ผมย่อตัวลงตรงหน้าลูก เข่ากระแทกพื้นจนเจ็บแปลบ แต่น้องแพรกอดคอผมไว้ก่อนที่ผมจะทันสูดปาก

“พ่อไปด้วยไม่ได้เหรอ”

ผมลูบหลังลูก คำตอบติดอยู่ตรงโคนลิ้น

“ไปอยู่กับแม่ก่อนนะลูก พ่อจะโทรหา”

“เมื่อไหร่”

ผมหันไปมองภรรยา เธอยืนนิ่งอยู่ข้างประตู ไม่ยอมรับปากแทนผม

ผมจึงบอกได้เพียงว่า “พ่อจะพยายามให้เร็วที่สุด”

น้องพลอยไม่เข้ามากอดเหมือนน้อง แกยืนมองผม สลับกับโทรศัพท์ในมือแม่ ดวงตาแดงจัดจนผมต้องยื่นมือไปหา

“พลอย มาหาพ่อหน่อย”

ลูกขยับเข้ามาเพียงก้าวเดียว

“พ่อช่วยคุณยาย เพราะพ่ออยากได้เงินใช่ไหม”

ผมอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงออกมา

น้องพลอยยกหลังมือเช็ดน้ำตา รอคำตอบอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อจับผิด แกแค่ไม่รู้แล้วว่าจะเชื่อพ่อได้หรือเปล่า

ผมจับมือลูกไว้เบา ๆ

“ไม่ใช่ลูก พ่อช่วยเพราะคุณยายกำลังจะตาย ตอนนั้นพ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณยายเป็นใคร”

“แล้วทำไมเขาพูดว่าพ่อเอาเงิน”

“เพราะมีคนพูดสิ่งที่ไม่จริงเกี่ยวกับพ่อ”

ผมอยากพูดมากกว่านั้น แต่ลูกกำลังร้องไห้หนักขึ้น ผมจึงดึงแกเข้ามากอดพร้อมน้องแพร

คราวนี้น้องพลอยยอมกอดตอบ

เพียงครู่เดียว ภรรยาผมก็แตะแขนลูกเบา ๆ

“ไปก่อนนะลูก เดี๋ยวไม่สบาย”

ผมปล่อยมือทีละข้าง ช่วยประคองน้องแพรขึ้นเบาะ แล้วก้มจัดชายเสื้อไม่ให้ประตูหนีบ น้องพลอยเลื่อนเข้าไปนั่งข้างน้องโดยไม่พูดอะไรอีก

ผมยืนรอจนภรรยาผมคาดเข็มขัดให้ลูกเสร็จ

“ถึงแล้วบอกผมด้วย อย่างน้อยขอให้ผมรู้ว่าลูกปลอดภัย”

เธอพยักหน้าเล็กน้อย

ภานุเดินผ่านผมกลับไปฝั่งคนขับ เขาหยุดตรงไหล่ผมแล้วพูดเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่ 2 คน

“เห็นไหม สุดท้ายคนของมึงก็ต้องให้กูช่วย”

ผมไม่ตอบ สายตายังมองมือลูกที่แนบอยู่กับกระจก

เมื่อรถเคลื่อนออกไป ผมเดินตามอยู่ไม่กี่ก้าว ก่อนหยุดตรงขอบทาง น้องแพรยังหันกลับมามองจนรถเลี้ยวพ้นสายตา

โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่น ผมรีบคว้าขึ้นมา หวังว่าภรรยาผมจะเปลี่ยนใจยอมให้ผมโทรหาลูกคืนนี้

แต่สิ่งที่ปรากฏคือคำเชิญงานเปิดตัวโครงการจากภานุ พร้อมข้อความว่า “มาดูชื่อมึงหายจากผลงานได้เลย”

ตอนที่ 6: ทั้งห้องปรบมือให้โจร ส่วนผมถูกลากออกจากงาน

“ขอเสียงปรบมือให้กับเจ้าของแนวคิดตัวจริงของโครงการนี้ คุณภานุครับ!”

เสียงพิธีกรดังขึ้นทันทีที่ผมก้าวผ่านประตูห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม

แสงจากจอขนาดใหญ่สาดเข้าตา บนเวที ภานุยืนอยู่กลางเสียงปรบมือของแขกนับร้อยคน ข้างหลังเขาคือชื่อโครงการที่ผมสร้างมากับมือ

ทุกเส้น ทุกตัวเลข ทุกประโยคบนสไลด์ ล้วนผ่านคืนที่ผมไม่ได้นอน

แต่ชื่อที่ปรากฏใต้คำว่า “ผู้ริเริ่มโครงการ” กลับเป็นชื่อของภานุ

ไม่มีชื่อผมแม้แต่ตัวเดียว

เท้าผมหยุดแข็งอยู่ตรงทางเข้า เลือดในกายเหมือนไหลย้อนกลับจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ

แล้วภาพถัดไปบนจอก็ทำให้ลมหายใจผมขาดห้วง

“คุณภานุ ผู้สร้างกลยุทธ์แห่งอนาคต และว่าที่ประธานบริษัทคนใหม่”

แขกทั้งห้องลุกขึ้นปรบมือ

ภานุวางมือบนอก ก้มศีรษะรับคำชื่นชมด้วยสีหน้าถ่อมตัวจอมปลอม ก่อนเงยขึ้นมาสบตาผมพอดี

มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย

เขารู้ว่าผมมา

และเขากำลังรอช่วงเวลานี้อยู่แล้ว

“หยุดก่อนครับ!”

เสียงของผมดังแทรกเสียงปรบมือ แขกหลายคนหันมามองพร้อมกัน

“โครงการนั้นเป็นผลงานของผม พี่ภานุไม่มีสิทธิ์เอาชื่อตัวเองไปใส่!”

เสียงปรบมือค่อย ๆ เงียบลง

ภานุไม่ได้ตกใจ เขากลับหัวเราะเบา ๆ แล้วรับไมโครโฟนจากพิธีกร

“มาแล้วเหรอกิตติ”

น้ำเสียงของเขาเป็นมิตรเสียจนคนไม่รู้เรื่องอาจคิดว่าเรายังเป็นเจ้านายกับลูกน้องที่รักกันดี

“ผมนึกว่าคุณจะไม่กล้าโผล่หน้ามาในงานนี้เสียอีก”

“ผมมาทวงสิ่งที่เป็นของผม”

“ของคุณ?”

ภานุหันไปมองจอใหญ่ ก่อนหันกลับมามองผม

“นี่เป็นโครงการของบริษัท เงินลงทุนก็ของบริษัท ลูกค้าก็ของบริษัท แล้วอดีตพนักงานอย่างคุณมีสิทธิ์อะไรมาอ้างความเป็นเจ้าของ?”

ผมเดินตรงเข้าไปตามทางเดินกลางโต๊ะจัดเลี้ยง

“พี่ภานุรู้ดีที่สุดว่าใครเป็นคนคิดโครงสร้างทั้งหมด ใครเป็นคนแก้แบบจำลองรายได้ และใครเป็นคนทำข้อเสนอจนถึงตี 3 ก่อนวันประชุม”

ภานุยิ้มกว้างกว่าเดิม

“ทำงานตามคำสั่งแล้วคิดว่าเป็นเจ้าของบริษัทเลยหรือ?”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากโต๊ะด้านหน้า

ใบหน้าผมร้อนวาบ แต่ผมยังเดินต่อ

“ถ้าพี่ภานุเป็นเจ้าของแนวคิดจริง ลองปิดสไลด์แล้วอธิบายแผนระยะที่ 2 ด้วยตัวเองสิครับ”

รอยยิ้มของเขาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที

ผมเห็นชัด

แต่เขากลับยกไมโครโฟนขึ้นแล้วพูดด้วยเสียงดังจนทั่วห้องได้ยิน

“ทุกท่านครับ ผมต้องขออภัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

เขาผายมือมาทางผมราวกับกำลังชี้ให้คนดูสัตว์อันตราย

“ชายคนนี้คืออดีตพนักงานที่ถูกบริษัทเลิกจ้าง เพราะมีพฤติกรรมฉ้อโกงและนำข้อมูลภายในไปใช้หาผลประโยชน์ส่วนตัว”

เสียงฮือฮาระเบิดขึ้นรอบห้อง

ผมหยุดเดินทันที

หัวใจเต้นกระแทกจนเจ็บหน้าอก แต่ผมบังคับไม่ให้ตัวเองหลบสายตาใคร

“พี่กำลังโกหก”

“โกหกหรือ?”

ภานุล้วงเอกสารไม่กี่แผ่นออกมาจากแฟ้มบนแท่นพูด แล้วยกให้แขกดูเพียงครู่เดียว

“บริษัทมีเอกสารตรวจสอบภายในครบถ้วน เงินบางส่วนถูกโอนออกโดยมีชื่อคุณเกี่ยวข้อง และคุณยังพยายามเอางานของบริษัทไปขายให้คู่แข่ง”

“เอกสารพวกนั้นถูกทำขึ้นมา!”

“หลักฐานอยู่ตรงนี้ ส่วนคำแก้ตัวอยู่ในปากคุณ”

เขาตบแฟ้มลงบนแท่นดังปัง

“ทุกคนควรเชื่ออะไร?”

เสียงตำหนิดังขึ้นจากโต๊ะหนึ่ง

“ยังกล้ามางานอีกหรือ”

“บริษัทน่าจะแจ้งตำรวจนะ”

“คนแบบนี้ไว้ใจไม่ได้”

คำพูดแต่ละคำพุ่งเข้ามาเหมือนของแข็ง ผมกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

ผมหันมองหาใครสักคนที่รู้จักความจริง

แล้วผมก็เห็นภรรยาผม

เธอนั่งอยู่ด้านข้างเวที โดยมีน้องพลอยกับน้องแพรนั่งขนาบอยู่คนละด้าน เสื้อผ้าของลูกเรียบร้อยราวกับภานุเตรียมทุกอย่างไว้ให้แล้ว

น้องแพรเห็นผมก่อน

“พ่อ…”

เธอขยับจะลุก แต่ภรรยาผมรีบดึงมือลูกไว้

ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบรัดลำคอ

“คุณพาลูกมาที่นี่ทำไม”

ภรรยาผมไม่ตอบ เธอก้มหน้ามองมือของตัวเอง

ภานุเดินลงจากเวทีอย่างช้า ๆ

“ผมเชิญมาเอง”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลูก”

“เกี่ยวสิ”

เขาหยุดตรงหน้าผม เว้นระยะเพียงไม่กี่ก้าว

“ลูกควรได้รู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นคนแบบไหน จะได้ไม่ต้องรอให้โตแล้วค่อยผิดหวัง”

“อย่าเอาลูกผมมาใช้เล่นงานผม!”

เสียงผมดังจนไมโครโฟนบนเวทีรับเข้าไป แขกทั้งห้องเงียบกริบ

ภานุยักไหล่

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ผมแค่ให้พวกเขามาดูความสำเร็จของคนที่ทำงานจริง”

เขาหันไปทางน้องพลอย

“หนูเห็นไหมครับ บริษัทไม่เคยทอดทิ้งคนดี มีแต่คนที่ทำผิดแล้วพยายามโทษคนอื่น”

น้องพลอยเม้มปาก น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงอาบแก้ม

ผมพยายามเดินเข้าไปหาลูก แต่เจ้าหน้าที่ 2 คนขยับมาขวางทันที

“น้องพลอย ฟังพ่อนะ สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ความจริง”

ลูกมองผมทั้งน้ำตา แต่ไม่ยอมตอบ

น้องแพรเริ่มร้องไห้เสียงดัง

“แม่ หนูอยากกลับบ้าน หนูไม่อยากให้เขาด่าพ่อ”

คำว่า “บ้าน” แทงลึกเข้ากลางอก เพราะตอนนี้ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านของเรายังอยู่ตรงไหน

ภรรยาผมกอดลูกไว้ เธอเงยหน้ามองผมเพียงชั่วครู่ ก่อนหลบตาอีกครั้ง

ความเงียบนั้นเจ็บยิ่งกว่าคำกล่าวหา

“คุณเชื่อเขาจริง ๆ เหรอ”

ผมถามเธอตรง ๆ

ริมฝีปากเธอสั่น แต่ยังไม่ตอบ

ภานุเป็นคนตอบแทน

“เธอเชื่อสิ่งที่เห็น คนเป็นแม่ต้องเลือกความมั่นคงให้ลูก ไม่ใช่เลือกสามีที่มีแต่คำพูดสวยหรูกับหนี้สิน”

ผมหันขวับไปหาเขา

“พี่อาจขโมยชื่อผมออกจากสไลด์ได้ แต่พี่ไม่มีวันตอบคำถามของลูกค้าได้ทุกข้อ”

“คุณยังคิดว่าตัวเองสำคัญอยู่อีกหรือ?”

“ถ้าผมไม่สำคัญ พี่จะเชิญผมมาดูทำไม”

ใบหน้าภานุแข็งขึ้น

ผมก้าวเข้าใกล้อีกก้าว

“พี่ต้องการให้ผมเห็นชื่อพี่อยู่บนผลงานผม เพราะต่อให้คนทั้งห้องปรบมือ พี่ก็ยังรู้ว่ามันไม่ใช่ของพี่”

เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

ภานุกวาดตามองแขก ก่อนหันไปตวาดเจ้าหน้าที่

“พาคนฉ้อโกงออกไป!”

เจ้าหน้าที่คว้าแขนผมทั้ง 2 ข้าง

“ปล่อยผม!”

ผมสะบัดตัว แต่พวกเขาบิดแขนผมไปด้านหลังจนหัวไหล่เจ็บแปลบ

น้องแพรดิ้นออกจากอ้อมกอดแม่

“อย่าทำพ่อ!”

น้องพลอยลุกขึ้นตาม ใบหน้าเปียกน้ำตา

“พ่อไม่ได้ขโมยใช่ไหม พ่อพูดสิ!”

“พ่อไม่ได้ขโมยอะไรทั้งนั้น!”

ผมตะโกนตอบขณะถูกลากถอยหลัง

“ผลงานนั้นเป็นของพ่อ พ่อไม่ได้โกหกลูก!”

ภานุยกไมโครโฟนขึ้นอีกครั้ง

“ทุกคนได้เห็นแล้วนะครับว่าเขายังสร้างความวุ่นวายต่อหน้าครอบครัวตัวเอง ไม่มีความสำนึก ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่มีคุณสมบัติจะอยู่ในวงการนี้อีกต่อไป”

เสียงประณามดังตามหลังผม

บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่าย บางคนส่ายหน้าอย่างรังเกียจ

รองเท้าผมครูดไปกับพรม แขนถูกบิดจนชา แต่สิ่งที่เจ็บที่สุดคือเสียงร้องของลูกที่ดังอยู่ข้างหลัง

“พ่อ!”

ผมหันกลับไปมองน้องพลอยกับน้องแพรเป็นครั้งสุดท้าย

แล้วสายตาผมก็ไปหยุดที่โต๊ะด้านหน้า

คุณหญิงนั่งอยู่ตรงนั้น

เธอเห็นทุกอย่าง

เห็นชื่อผมถูกลบ เห็นภานุประจานผม เห็นเจ้าหน้าที่กำลังลากผมออกไปต่อหน้าลูก

แต่คุณหญิงไม่ลุกขึ้น

ไม่ห้าม

ไม่พูดแม้แต่คำเดียว

ภานุหันไปทางเธอด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ

“แม้แต่คุณหญิงก็ยังไม่คิดจะปกป้องคุณเลย กิตติ”

สายตาทั้งห้องเปลี่ยนไปทันที

คนที่เคยลังเลเริ่มพยักหน้า คนที่ซุบซิบเริ่มพูดดังขึ้น ราวกับความนิ่งของคุณหญิงคือคำตัดสินว่าผมผิดจริง

หัวใจผมหล่นวูบ

เจ้าหน้าที่ลากผมมาถึงประตู ผมพยายามหันกลับไปมองคุณหญิงอีกครั้ง แต่เธอยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าไม่เผยความรู้สึกใด ๆ

ประตูบานใหญ่เริ่มเคลื่อนเข้าหากัน เสียงภานุประกาศเดินหน้าโครงการดังขึ้นท่ามกลางเสียงปรบมือรอบใหม่

ตอนที่ 7: พยานคนเดียว ทำให้เสียงปรบมือทั้งห้องเงียบสนิท

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

เสียงของคุณอนันต์ดังแทรกขึ้นมาก่อนประตูจะปิดสนิท

เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คนชะงัก มือที่บีบแขนผมคลายลงเล็กน้อย เสียงปรบมือในห้องค่อย ๆ ขาดห้วงจนเหลือเพียงความเงียบอึดอัด

คุณอนันต์ยืนอยู่กลางโต๊ะรับรอง มือหนึ่งถือไมโครโฟน อีกมือชี้ตรงไปยังภานุ

“ผมมีคำถามเดียว”

เขาพูดช้า ๆ ชัดทุกคำ

“วันที่นัดนำเสนอโครงการ ใครเป็นคนสั่งยกเลิกการประชุมก่อนคุณกิตติจะมาถึง?”

ภานุหน้าแข็งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะออกมาเหมือนคำถามนั้นไร้สาระ

“ก็เห็นกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ คุณกิตติมาสายจนลูกค้าหมดความอดทน ทุกคนจึงลุกออกไป”

“ผมถามว่าใครเป็นคนสั่ง”

“ไม่มีใครสั่งครับ”

“แน่ใจนะ?”

ภานุกำไมโครโฟนแน่นขึ้น แต่ยังเชิดหน้าตอบ

“แน่ใจครับ”

ผมหันกลับไปมอง หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตุบอยู่ในหู

ภานุปรายตามาทางผม แล้วแสยะยิ้ม

“อย่าบอกนะครับว่าคุณอนันต์จะช่วยคนฉ้อโกงสร้างเรื่องอีกคน ต่อให้มีใครสงสารมันแค่ไหน ความจริงก็คือมันทอดทิ้งงานสำคัญจนบริษัทเสียหาย”

“ไม่จริง”

คุณอนันต์ตอบทันที

สั้น

หนัก

และทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าภานุหยุดค้าง

“วันนั้นลูกค้าไม่ได้เดินออกไปเพราะคุณกิตติมาสาย”

คุณอนันต์ก้าวออกจากโต๊ะ เดินตรงไปหน้าเวที

“คุณเป็นคนเข้ามาบอกพวกเราว่าไม่ต้องรอแล้ว เพราะการประชุมถูกยกเลิก คุณสั่งให้ทุกคนออกจากห้องทั้งที่ยังเหลือเวลา และคุณก็รู้ด้วยว่าคุณกิตติกำลังรีบมา”

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบห้อง

ภานุรีบสวนกลับ

“คุณจำผิดแล้วครับ ตอนนั้นทุกคนโมโหที่มันไม่มา ผมแค่พยายามควบคุมสถานการณ์!”

“ด้วยการไล่ลูกค้าออกไปหรือ?”

“ผมรักษาหน้าบริษัท!”

“หรือรักษาทางขึ้นเก้าอี้ของตัวเอง?”

คำถามนั้นแทงเข้าไปกลางห้องประชุมเหมือนมีด

เลือดสูบขึ้นมาที่ใบหน้าผม ปลายนิ้วเย็นเฉียบ ความจริงที่ผมถูกบังคับให้กลืนมาตลอดกำลังถูกพูดออกมาจากปากของคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง

ภานุชี้หน้าคุณอนันต์

“ระวังคำพูดด้วยนะครับ ถ้าคุณกล่าวหาผมโดยไม่มีหลักฐาน บริษัทของคุณอาจไม่ได้ร่วมโครงการนี้อีกต่อไป”

“นี่สินะ เหตุผลที่คุณคิดว่าผมจะเงียบ”

คุณอนันต์ยกโทรศัพท์ขึ้น

“คุณขู่ผมมาตลอดว่าจะตัดบริษัทผมออก ถ้าผมพูดว่าเกิดอะไรขึ้นวันนั้น”

ภานุหัวเราะเสียงดังเกินจริง

“โทรศัพท์เครื่องเดียวพิสูจน์อะไรได้ครับ ใคร ๆ ก็ตัดต่อเสียงได้”

“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าในนี้มีเสียงของคุณ”

ทั้งห้องนิ่งสนิท

ใบหน้าภานุซีดลงทันที

ผมเห็นลูกกระเดือกของเขาขยับแรง เขาก้าวลงจากเวทีหมายจะคว้าโทรศัพท์ แต่คุณอนันต์ถอยหลังแล้วกดเปิดไฟล์เสียง

เสียงของภานุดังออกมาทางไมโครโฟน

ชัดจนไม่มีใครแกล้งทำเป็นฟังไม่รู้เรื่องได้

“พรุ่งนี้พอถึงเวลา คุณพาคนของคุณออกจากห้องก่อนกิตติมาถึง ไม่ต้องรอมัน”

เสียงคุณอนันต์ในคลิปถามกลับอย่างลังเล

“แต่ข้อเสนอทั้งหมดเป็นของคุณกิตติไม่ใช่หรือครับ?”

เสียงภานุหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบ

“ตอนนี้ยังใช่ แต่หลังจากพรุ่งนี้จะไม่มีชื่อมันเหลืออยู่ ผมจะไล่มันออก แล้วใช้โครงการนี้ขึ้นเป็นประธาน ใครถามก็บอกว่ามันทำลูกค้าหนี เข้าใจไหม?”

คลิปจบลงตรงนั้น

ไม่มีเอกสารกองโต

ไม่มีคำอธิบายยืดยาว

มีเพียงเสียงของภานุเองที่ทำลายทุกคำโกหกของเขาจนหมดสิ้น

ความเงียบกดทับไปทั่วห้อง ผมได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจสั่นของตัวเอง

มือทั้ง 2 ข้างสั่นจนต้องกำเข้าหากัน

ผมไม่ได้ดีใจในทันที

ผมเพียงรู้สึกเหมือนก้อนหินที่ทับหน้าอกมานานถูกยกออก แล้วความเจ็บทั้งหมดที่ฝืนเก็บไว้ก็ไหลย้อนกลับมาจุกอยู่ที่ลำคอ

“ของปลอม!”

ภานุตะโกนลั่น

เขาพุ่งเข้าใส่คุณอนันต์ แต่เจ้าหน้าที่ที่เคยลากผมรีบขวางเอาไว้

“มันตัดต่อ! พวกมันร่วมมือกันใส่ร้ายผม!”

คุณอนันต์มองเขานิ่ง ๆ

“ตอนคุณสั่งผม คุณคิดว่าผมกลัวจนไม่กล้าเก็บหลักฐาน”

“มึงหักหลังกู!”

“ผมไม่ได้หักหลังคุณ”

คุณอนันต์ลดไมโครโฟนลงเล็กน้อย

“ผมแค่ไม่ยอมช่วยคุณทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์อีกต่อไป”

ภานุหันขวับมาทางผม ดวงตาแดงก่ำ

“เพราะมึง!”

เขาพยายามสะบัดตัวออกจากเจ้าหน้าที่

“ถ้ามึงมาตรงเวลา เรื่องก็ไม่เป็นแบบนี้! มึงเลือกไปช่วยคนแก่ข้างถนนเอง มึงทำให้กูต้องจัดการทุกอย่าง!”

คำพูดนั้นทำให้ท้องผมบิดเกร็ง

แม้ความจริงจะเปิดออกแล้ว เขายังพยายามโยนความผิดกลับมาให้ผมเหมือนชีวิตผมเป็นเพียงเศษกระดาษที่เขาขยำทิ้งได้

“พี่ภานุไม่ได้ต้องจัดการอะไรเลยครับ”

ผมพูดทั้งที่เสียงยังสั่น

“พี่เลือกทำลายผม เพราะอยากได้สิ่งที่พี่ไม่ได้สร้าง”

“หุบปาก!”

“พี่ไม่ได้เสียลูกค้าเพราะผม”

ผมสบตาเขา ไม่หลบอีกต่อไป

“พี่จงใจทำให้การประชุมล้ม แล้วเอาความเสียหายนั้นมาเป็นข้ออ้างไล่ผมออก จากนั้นก็ขโมยผลงานไปแลกกับตำแหน่งประธาน”

ภานุอ้าปาก แต่ไม่มีคำแก้ตัวใดหลุดออกมา

สายตาของแขกทั้งห้องเปลี่ยนไปแล้ว

คนที่เพิ่งปรบมือให้เขาเริ่มถอยห่าง คนที่เคยมองผมอย่างรังเกียจก้มหน้าหนี ภรรยาผมยกมือปิดปาก น้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว

น้องพลอยกับน้องแพรยืนเกาะกันแน่น

ผมอยากเดินไปหาลูกทันที แต่ขาทั้ง 2 ข้างหนักอึ้งจนแทบก้าวไม่ออก

แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากโต๊ะด้านหน้า

“พอได้แล้ว”

คุณหญิงลุกขึ้นช้า ๆ

เพียงเท่านั้น คนทั้งห้องก็เงียบลงอีกครั้ง

ภานุรีบหันไปหาเธอราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้าย

“คุณหญิงครับ อย่าเชื่อพวกมันนะครับ คลิปแบบนี้ทำขึ้นได้ ผมทำทุกอย่างเพื่อบริษัท!”

คุณหญิงมองเขาด้วยสายตาเย็นชา

“เพื่อบริษัท หรือเพื่อเก้าอี้ของฉัน?”

ภานุหน้าซีดเผือด

“ผมไม่เคยคิดแบบนั้นครับ”

“แต่เมื่อครู่คุณเพิ่งยืนรับตำแหน่งว่าที่ประธานต่อหน้าทุกคน”

คุณหญิงก้าวขึ้นไปบนเวที

“ฉันนั่งนิ่ง เพราะต้องการดูว่าคุณจะหยุดตรงไหน ฉันเปิดทางให้คุณรับตำแหน่ง เปิดทางให้คุณกล่าวหากิตติ และเปิดทางให้คุณแสดงตัวว่าโครงการนี้เป็นของคุณ”

เธอหยุดยืนตรงหน้าภานุ

“ถ้าฉันขัดตั้งแต่แรก คุณก็คงรีบถอย แล้วอ้างว่าทำทุกอย่างตามคำสั่งคนอื่น”

ภานุส่ายหน้าแรง ๆ

“ไม่ครับ ผมแค่รับหน้าที่ชั่วคราว ผมไม่ได้—”

“เมื่อครู่คุณประกาศเองว่าแนวคิดทั้งหมดเป็นของคุณ”

คุณหญิงตัดบท

“หรือจะให้เปิดเสียงที่ทุกคนเพิ่งได้ยินอีกครั้ง?”

ภานุเม้มปากแน่น เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดเต็มหน้าผาก

ไม่มีที่ให้หนีอีกแล้ว

เขาหันมามองผม ก่อนตะโกนอย่างคนจนมุม

“ใช่! กูอยากได้ตำแหน่งนั้นแล้วมันผิดตรงไหน?”

เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกันทั้งห้อง

ภานุยังคงตะโกนต่อ

“บริษัทนี้ไม่มีวันโตถ้ายังเก็บคนอย่างมึงไว้ คนที่เอาเรื่องชาวบ้านมาก่อนผลประโยชน์ คนที่ยอมทิ้งเงิน 30 ล้านเพื่อช่วยคนที่ไม่รู้จัก!”

เขาชี้หน้าผม มือสั่นระริก

“กูแค่เอางานของมึงมาใช้ให้คุ้ม! ถ้ามึงฉลาดกว่านี้ มึงก็ควรรู้ว่าคนชนะไม่จำเป็นต้องเป็นคนลงมือ คนชนะคือคนที่ยึดมันไว้ได้!”

เสียงสุดท้ายของเขาสะท้อนอยู่กลางห้อง

นั่นไม่ใช่คำแก้ตัวอีกแล้ว

มันคือคำสารภาพจากปากเขาเอง

คุณหญิงมองภานุอยู่นาน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

“คุณถูกปลดจากทุกตำแหน่ง มีผลตั้งแต่วินาทีนี้”

ภานุชะงัก

“คุณหญิง!”

“และบริษัทจะดำเนินการกับคุณตามกฎหมาย เรื่องขโมยผลงาน บิดเบือนข้อมูล และจงใจสร้างความเสียหาย”

“คุณทำแบบนี้กับผมไม่ได้!”

“ฉันทำได้”

คุณหญิงหันไปทางเจ้าหน้าที่

“พาเขาลงจากเวที”

เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คนปล่อยแขนผม แล้วเข้าจับภานุแทน

เขาดิ้นสุดแรง ตะโกนด่าทอทุกคนที่มองมา แต่ไม่มีใครช่วยเขา ไม่มีใครแม้แต่จะสบตา

ภาพนั้นทำให้ผมยืนนิ่ง

คนที่เคยสั่งให้ลากผมออก กำลังถูกลากผ่านทางเดิมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ก่อนพ้นเวที ภานุหันมาตะโกนใส่ผม

“มึงคิดว่ามึงชนะแล้วเหรอ กิตติ!”

ผมมองเขาตรง ๆ

“ผมไม่ได้ชนะเพราะทำลายพี่”

ผมสูดลมหายใจลึก

“พี่แพ้ เพราะพี่ทำลายตัวเอง”

ภานุยังคงดิ้น แต่เสียงของเขาค่อย ๆ ห่างออกไปจนประตูปิดลง

คุณหญิงเดินมาหยุดตรงหน้าผม

“กิตติ ฉันขอโทษที่ปล่อยให้เธอถูกเหยียบย่ำต่อหน้าทุกคน”

ผมส่ายหน้า น้ำตาร้อนขึ้นมาที่ขอบตา

“คุณหญิงทำเพื่อให้ความจริงจบในวันนี้ ผมเข้าใจครับ”

เธอหันไปหาแขกทั้งหมด ก่อนประกาศว่าโครงการนี้เป็นผลงานของผมเพียงคนเดียว และตำแหน่งของผมจะได้รับคืนพร้อมอำนาจดูแลโครงการตามเดิม

ไม่มีเสียงปรบมือดังขึ้นทันที

ทุกคนยังคงอับอายเกินกว่าจะขยับมือ

ผมหันไปเห็นภรรยาผมเดินเข้ามาช้า ๆ

“ฉันขอโทษ”

เธอพูดทั้งน้ำตา

“ฉันกลัวจนยอมเชื่อทุกอย่าง ฉันทำให้ลูกเข้าใจพ่อผิด และทำร้ายคนที่พยายามปกป้องครอบครัวมาตลอด”

ผมยังไม่ทันตอบ น้องพลอยก็วิ่งเข้ามากอดเอวผมแน่น

“พ่อไม่ได้ช่วยคุณยายเพราะอยากได้เงินใช่ไหมคะ?”

ผมคุกเข่าลง กอดลูกไว้จนแขนสั่น

“พ่อช่วย เพราะถ้าวันนั้นพ่อไม่ช่วย พ่อคงมองหน้าลูกไม่ได้อีก”

น้องแพรร้องไห้แล้วโผเข้ามากอดอีกคน

“พ่อกับแม่จะไม่แยกกันแล้วใช่ไหมคะ?”

ภรรยาผมทรุดตัวลงข้าง ๆ กอดพวกเราทั้ง 3 คนไว้

“แม่จะไม่พาลูกหนีพ่ออีกแล้ว”

ผมดึงทุกคนเข้ามาแนบอก กลิ่นผมของลูกทำให้น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลออกมาในที่สุด

บนเวที ชื่อของภานุถูกถอดออกจากจอ และชื่อของผมกลับคืนสู่ตำแหน่งเจ้าของโครงการ ขณะที่อีกฟากของประตู ภานุถูกปลดและลากออกไป ส่วนผมกอดภรรยากับลูกไว้แน่นพร้อมรับตำแหน่งของตัวเองคืนต่อหน้าทุกคน

— จบบริบูรณ์ —

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *