
ผมพบแม่บ้านสูงวัยกำลังนั่งคุดคู้ตักข้าวสวยที่เปียกชุ่มน้ำฝนเข้าปากอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังคฤหาสน์ ทั้งที่บ้านของผมมีห้องอาหารติดแอร์สำหรับคนรับใช้อย่างดี
ตอนที่ 2: ผู้หญิงในกล้องหันมายิ้มให้ผม
ประตูเปิดผาง ขณะที่ผมยังจ้องภาพพิมพาตบป้าบัวค้างอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์
“คุณเห็นมากแค่ไหนแล้วคะ”
เสียงของพิมดังขึ้นจากด้านหลัง เย็นเฉียบจนผมหันขวับ
เธอยืนอยู่ตรงประตูห้องพักคนงานในชุดนอนผ้าไหมสีแดง ใบหน้าไม่มีร่องรอยตกใจแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มบางๆ ที่เหมือนกับว่าเธอกำลังมองเรื่องน่าขบขัน
ผมยังไม่ทันตอบ พิมก็เดินเข้ามากระชากโทรศัพท์ออกจากมือ
“เอาคืนมา”
“คุณพี่ไม่ควรดูอะไรที่ทำให้ตัวเองไม่สบายใจนะคะ”
เธอก้มมองภาพในจอ ก่อนใช้นิ้วกดหยุดคลิปตรงจังหวะที่ฝ่ามือของเธอฟาดลงบนใบหน้าป้าบัวพอดี
จากนั้นพิมก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้ผม
รอยยิ้มนั้นทำให้ท้ายทอยผมเย็นวาบ ผู้หญิงที่อยู่กินกับผมมานานหลายปีดูแปลกหน้าเสียจนผมแทบจำไม่ได้
“ผมถามว่าเอาโทรศัพท์คืนมา”
“แล้วถ้าพิมไม่คืนล่ะคะ”
ผมยื่นมือไปคว้าข้อมือเธอ แต่พิมถอยหลังหลบแล้วโยนโทรศัพท์ลงบนโซฟาตัวเก่าที่อยู่ข้างผนัง
“คุณตบป้าบัวทำไม”
“เพราะยายแก่คนนี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงค่ะ”
ลุงสมหมายสะดุ้ง รีบก้มหน้าลงทันที ส่วนป้าบัวที่ยืนหลบอยู่หลังประตูห้องข้างๆ หน้าซีดเผือดเมื่อถูกพิมปรายตามอง
“ออกมาสิคะ” พิมเรียก “ในเมื่อท่านเจ้าของบ้านอยากรู้ความจริงนัก ก็ออกมาพูดต่อหน้าท่านเลย”
ป้าบัวค่อยๆ ก้าวออกมา ตัวงองุ้มและสั่นจนผมเห็นได้ชัด แม้ริมฝีปากจะแตกและมีรอยช้ำบนแก้ม แต่นางยังยกมือไหว้พิม
“คุณผู้หญิงคะ ป้าขอโทษค่ะ”
“ป้าบัวไม่ต้องขอโทษ” ผมตัดบท “คนที่ต้องขอโทษคือพิม”
รอยยิ้มบนใบหน้าภรรยาผมหายไปชั่วขณะ
“คุณพูดว่าอะไรนะคะ”
“ขอโทษป้าบัว เดี๋ยวนี้”
เลือดสูบขึ้นขมับผมจนเต้นตุบๆ มือทั้งสองข้างกำแน่น แต่ผมยังบังคับน้ำเสียงให้มั่นคง เพราะไม่ต้องการให้เธอเห็นว่าผมกำลังตกใจกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีอ่อนหวานนั้นแค่ไหน
พิมหัวเราะเบาๆ
“ให้พิมขอโทษคนใช้เนี่ยนะ”
“คนใช้ก็เป็นคน และไม่มีใครในบ้านนี้มีสิทธิ์ทำร้ายใคร”
“บ้านนี้?”
เธอทวนคำช้าๆ ก่อนเดินไปหยุดตรงหน้าป้าบัว
“ยายบัว ได้ยินไหม ท่านบอกว่าฉันต้องขอโทษแก”
ป้าบัวรีบส่ายหน้า
“ไม่ต้องค่ะคุณผู้หญิง ป้าไม่เอาเรื่อง ป้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้นค่ะ”
“ดี อย่างน้อยแกก็ยังพอจำได้ว่าอะไรควรพูด อะไรควรกลืนลงท้องไปพร้อมข้าวเย็นๆ ของแก”
ถ้อยคำนั้นบีบอกผมจนหายใจติดขัด ผมก้าวเข้าไปขวางระหว่างพิมกับป้าบัว
“พอได้แล้ว พิม”
“ยังค่ะ”
เธอเอียงตัวมองผ่านไหล่ผม
“ยายบัว เงยหน้าขึ้น”
ป้าบัวไม่ยอมเงย พิมจึงเอื้อมมือไปกระชากแขนนางออกจากด้านหลังผม
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังสนั่นในห้องแคบๆ
ป้าบัวเซถอยไปชนขอบโต๊ะ ลุงสมหมายรีบเข้าไปประคอง ขณะที่ผมยืนนิ่งไปชั่ววินาที สมองขาวโพลนเหมือนเลือดหยุดไหล
จากนั้นความร้อนก็พุ่งขึ้นทั่วใบหน้า
“พิม!”
ผมคว้าแขนเธอไว้แน่น
“คุณกล้าตบแกต่อหน้าผมเหรอ”
“แล้วคุณจะทำอะไรพิมคะ”
เธอไม่ดิ้น ไม่ร้อง แต่จ้องตาผมอย่างท้าทาย
“จะไล่พิมออกจากบ้าน หรือจะเอาเงินฟาดหัวพิมเหมือนที่คุณทำกับทุกคน”
“ผมจะเรียกตำรวจ”
“เชิญค่ะ”
คำตอบสั้นๆ นั้นทำให้มือผมชะงัก
พิมดึงแขนกลับอย่างช้าๆ แล้วลูบรอยแดงบนข้อมือตัวเอง สีหน้าของเธอสงบนิ่งเกินไป ราวกับเตรียมรับเหตุการณ์นี้มานานแล้ว
“โทรเลยสิคะคุณพี่ แต่ก่อนโทร ลองเปิดแอปธนาคารของคุณดูก่อนดีไหม”
ผมหันไปหยิบโทรศัพท์จากโซฟา หน้าจอยังแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดอยู่ ผมปิดคลิปแล้วกดเข้าแอปธนาคารทันที
ข้อความสีแดงปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
บัญชีถูกระงับการทำธุรกรรมชั่วคราว
ผมลองอีกบัญชี ผลลัพธ์เหมือนเดิม
ปลายนิ้วเริ่มเย็นชา ผมเงยหน้ามองพิม ขณะที่เธอหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วกดโทรออกต่อหน้าผม
“คุณจารวีคะ ระงับบัญชีส่วนตัวของคุณธนินทร์ทั้งหมดเดี๋ยวนี้ค่ะ ทั้งบัญชีหลัก บัญชีสำรอง และวงเงินที่ผูกกับบริษัท”
เธอเว้นจังหวะฟังปลายสาย ก่อนเหลือบมองผม
“ใช่ค่ะ ใช้อำนาจตามหนังสือมอบอำนาจที่คุณธนินทร์เซ็นไว้”
หัวใจผมกระแทกแรงจนเจ็บหน้าอก
“หนังสือมอบอำนาจอะไร”
พิมไม่ตอบผมทันที
“คุณจารวีทำตามที่พิมสั่งก็พอค่ะ ถ้ามีใครถาม ให้บอกว่าเป็นคำสั่งเพื่อป้องกันความเสียหายของบริษัท”
เธอกดวางสาย แล้วเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเสื้อคลุมอย่างไม่รีบร้อน
ห้องทั้งห้องเงียบกริบ
ป้าบัวใช้หลังมือเช็ดเลือดที่มุมปาก ลุงสมหมายมองผมด้วยแววตาสงสาร แต่ไม่มีใครกล้าพูด
ผมได้ยินเพียงลมหายใจตัวเองที่หนักขึ้นทุกขณะ
“คุณเอาเอกสารอะไรไปให้คุณจารวี”
“เอกสารที่มีลายเซ็นของคุณค่ะ”
“ผมไม่เคยมอบอำนาจให้คุณระงับบัญชีผม”
“คุณเซ็นเอง จะจำได้หรือไม่ได้ก็ไม่ทำให้ลายเซ็นหายไปนะคะ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนกำลังอธิบายเรื่องเล็กน้อยบนโต๊ะอาหาร
ผมพยายามนึกว่าเคยเห็นเอกสารฉบับนั้นเมื่อไร แต่ยิ่งค้นในความทรงจำ ศีรษะก็ยิ่งปวดหนึบ ความรู้สึกบางอย่างบอกผมว่าการระงับบัญชีไม่ใช่การขู่ชั่ววูบ พิมเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว
“คุณกำลังทำอะไรกับครอบครัวของเรา”
“ครอบครัวของเรา?”
เธอยิ้มอีกครั้ง
“คุณยังคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครได้อะไร ใครต้องอยู่ตรงไหนสินะคะ”
“ผมหาเงินทุกบาทมาด้วยตัวเอง”
“แต่คนที่รู้วิธีเก็บมันไว้ อาจไม่ใช่คุณ”
คำพูดนั้นแทงเข้ากลางอก ผมเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงสั่น ภายในไม่กี่นาที ผมถูกผลักจากเจ้าของบ้านให้กลายเป็นคนที่แม้แต่เงินของตัวเองก็แตะต้องไม่ได้
แต่ผมไม่ยอมให้เธอเห็นความกลัว
“คืนสิทธิ์ในบัญชีให้ผม แล้วขอโทษป้าบัว เรื่องอื่นเราค่อยคุยกัน”
“คุณยังต่อรองกับพิมอีกเหรอคะ”
“นี่ไม่ใช่การต่อรอง”
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นคำสั่ง?”
พิมเดินเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย แต่แววตาของเธอแข็งกระด้างราวกับไม่เคยมีความผูกพันระหว่างเรา
“คำสั่งของคุณใช้ได้กับใครบ้างตอนนี้ คุณลองคิดดูดีๆ นะคะ”
ป้าบัวสะอื้นเบาๆ
ผมหันไปมอง นางกำชายเสื้อแน่น ดวงตาแดงก่ำเหมือนกำลังต่อสู้กับบางอย่างในใจ
พิมหันไปตวาดทันที
“หยุดร้อง!”
ป้าบัวสะดุ้ง แต่ครั้งนี้นางไม่ได้ก้มหน้าหนี
“คุณผู้หญิงพอเถอะค่ะ”
เสียงของนางแผ่วมาก ทว่าชัดเจน
พิมหรี่ตาลง
“แกว่าอะไรนะ”
“อย่าทำกับท่านแบบนี้เลยค่ะ ท่านไม่รู้เรื่องอะไรด้วย”
“หุบปาก”
“ป้าทนมานานแล้วค่ะ จะด่าป้า จะตีป้า ป้าก็ยอม เพราะป้าไม่อยากให้บ้านนี้แตก”
“ฉันบอกให้หุบปาก!”
พิมพุ่งเข้าไป แต่ผมขยับขวางไว้ก่อน
ป้าบัวกำแขนลุงสมหมายแน่น ร่างทั้งร่างสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ น้ำตาไหลผ่านรอยช้ำบนแก้ม
“ป้าบัว พูดมา” ผมบอก “ไม่ว่าเรื่องอะไร ผมจะไม่ไล่ป้าออก”
นางมองผมอยู่นาน ความเงียบช่วงนั้นหนักจนผมได้ยินเสียงนาฬิกาบนผนังเดินทีละวินาที
แล้วนางก็หลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก
“คุณผู้หญิงทำร้ายป้า เพราะป้ารู้ความลับเรื่องกำเนิดของคุณกฤตค่ะ”
เหมือนมีใครกระชากพื้นออกจากใต้เท้า
ผมหันไปมองพิมทันที ส่วนเธอยืนนิ่ง ใบหน้าไม่เหลือรอยยิ้ม
“หมายความว่าอย่างไร” ผมถาม
ป้าบัวอ้าปาก แต่ยังไม่ทันมีเสียง พิมก็เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าผม
เธอจ้องลึกเข้าไปในตาผม ก่อนโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้แล้วกระซิบ
“ถ้าถามต่อ คุณจะเสียมากกว่าเงินค่ะ”
ตอนที่ 3: ภรรยาผมยึดเก้าอี้ประธานต่อหน้าพนักงาน
“คุณทำอะไรกับกฤตตั้งแต่วันเกิดเขา”
ผมถามออกไปทันทีที่พิมถอยห่างจากป้าบัว สีหน้าของเธอยังนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ปลายนิ้วที่กำแน่นข้างลำตัวกลับสั่นเล็กน้อย
เธอหัวเราะออกมาเบาๆ
“คุณพูดเรื่องอะไรคะ กฤตเป็นลูกของเรา ฉันจะทำอะไรกับเขาได้”
“ตอบผมมาตรงๆ”
“คุณต่างหากที่ควรตอบตัวเอง” พิมพาเชิดหน้าขึ้น “ตั้งแต่วันเกิดกฤต คุณก็เอาแต่ระแวงคนรอบตัว เห็นใครพูดอะไรหน่อยก็คิดว่ามีแผนร้ายไปหมด”
เลือดร้อนวูบขึ้นมาถึงใบหน้า ผมก้าวเข้าไปหาเธอหนึ่งก้าว แต่ลุงสมหมายรีบขยับมายืนบังป้าบัวเอาไว้
“พิม ผมถามว่าคุณทำอะไรกับลูก”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรค่ะ”
เธอตอบชัดทุกคำ แล้วหันไปมองป้าบัวด้วยแววตาเย็นเยียบ
“คนที่ทำให้บ้านวุ่นวายคือแม่บ้านคนนั้นต่างหาก เธอใส่ร้ายฉัน แล้วยังพยายามปั่นหัวคุณให้เกลียดครอบครัวตัวเอง”
ป้าบัวสะดุ้ง ตัวสั่นหนักกว่าเดิม แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
ผมกำมือจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บเล็กๆ ที่ฝ่ามือช่วยดึงสติผมกลับมา
“คุณตบป้าบัวต่อหน้าผม แล้วจะบอกว่าเธอใส่ร้ายคุณอย่างนั้นเหรอ”
พิมพายิ้มมุมปาก
“ถ้าคุณยังเชื่อคำพูดของคนรับใช้มากกว่าภรรยาตัวเอง ก็เชิญค่ะ แต่ก่อนจะกล่าวหาฉัน คุณควรไปดูว่าตอนนี้บริษัทของคุณกำลังเกิดอะไรขึ้น”
“บริษัทเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้”
“เกี่ยวทุกอย่างค่ะ”
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกต่อหน้าผม สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาและมั่นใจขึ้นทันที
“คุณจารวีใช่ไหมคะ ดำเนินการตามที่ฉันสั่งได้เลยค่ะ ตั้งแต่วันนี้คุณธนินทร์ไม่มีอำนาจลงนามใดๆ ในนามบริษัทอีก”
ผมชะงัก
“พิม วางสายเดี๋ยวนี้”
เธอไม่สนใจ ยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ให้ฝ่ายบัญชีระงับการเบิกจ่ายจากบัญชีส่วนตัวของคุณธนินทร์ทั้งหมดด้วยค่ะ ถ้ามีคำสั่งจากเขา ให้ส่งมาให้ฉันตรวจสอบก่อน”
ผมแย่งโทรศัพท์จากมือเธอ แต่พิมถอยหลบอย่างรวดเร็ว
“คุณกล้าดียังไงมาสั่งระงับเงินของผม”
“ฉันไม่ได้สั่งเองค่ะ” เธอยกคางขึ้น “ฉันทำตามหนังสือมอบอำนาจที่คุณเซ็นไว้”
คำว่า ‘หนังสือมอบอำนาจ’ กระแทกเข้ากลางอกจนลมหายใจผมติดขัด มือที่ยื่นไปข้างหน้าค้างอยู่กลางอากาศ
พิมหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้เสียงหัวเราะนั้นไม่มีความเป็นภรรยาที่ผมรู้จักหลงเหลืออยู่เลย
“คุณเป็นคนมอบอำนาจให้ฉันจัดการทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดเองนะคะ หรือคุณลืมไปแล้ว”
“ผมไม่เคยอนุญาตให้คุณยึดบริษัท”
“ยึด?” เธอทวนคำ แล้วเดินเข้ามาใกล้ “คุณพูดเหมือนฉันเป็นคนนอก ทั้งที่ฉันอยู่กับคุณมาทั้งชีวิต คอยดูแลบ้าน ดูแลลูก และอดทนกับนิสัยเอาแต่ใจของคุณมาตั้งกี่ปี”
“อย่าเอาคำว่าอดทนมาอ้างเพื่อขโมยสิ่งที่เป็นของผม”
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าพิมหายไปทันที เธอตบฝ่ามือลงบนโต๊ะข้างตัวจนเสียงดัง
“ของคุณคนเดียวเหรอคะ บ้านก็ของคุณ บริษัทก็ของคุณ เงินทุกบาทก็ของคุณ แล้วฉันกับกฤตเป็นอะไร เป็นคนที่ต้องรอเศษเงินจากคุณไปตลอดชีวิตหรือไง”
ป้าบัวหลุบตาลง ลุงสมหมายถอนหายใจหนักๆ อยู่ด้านหลัง
ผมรู้สึกแน่นหน้าอก แต่ยังพยายามควบคุมเสียงตัวเองให้มั่นคง
“พิม คุณถูกปลดจากตำแหน่งทุกอย่างในบริษัท ตั้งแต่วินาทีนี้”
เธอนิ่งไปหนึ่งจังหวะ ก่อนหัวเราะออกมาอย่างไม่เชื่อหู
“คุณปลดฉัน?”
“ใช่”
“คุณไม่มีอำนาจแล้วค่ะ”
คำตอบสั้นๆ ทำให้ความเงียบแผ่คลุมห้อง ปลายนิ้วผมเย็นเฉียบ ทั้งที่เมื่อครู่ยังร้อนผ่าว
“อย่าคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวจะเปลี่ยนความจริงได้” ผมกัดฟัน “พรุ่งนี้ผมจะให้ทนายยกเลิกทุกอย่าง และตรวจสอบการใช้เงินทุกบัญชีของบริษัท”
“พรุ่งนี้?” พิมยกโทรศัพท์ขึ้นดูเวลา “คุณอาจไม่มีโอกาสได้เข้าไปถึงพรุ่งนี้ด้วยซ้ำ”
เธอหันไปสั่งคนขับรถให้เตรียมรถ แล้วคว้ากระเป๋าขึ้นพาดไหล่
“เราจะไปบริษัทกันค่ะ”
“ผมไม่ไปกับคุณ”
“คุณต้องไป”
“ทำไม”
พิมจ้องผมตรงๆ
“เพราะคนในบริษัทควรรู้ว่าใครเป็นคนมีอำนาจตัวจริง”
ผมเดินตามเธอไปโดยไม่ตอบ เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ ทุกก้าวเหมือนกำลังเดินเข้าไปในสถานที่ของตัวเองในฐานะคนแปลกหน้า
เมื่อประตูลิฟต์เปิดที่ชั้นผู้บริหาร พนักงานหลายคนก็รีบลุกจากโต๊ะ สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความอึดอัด ไม่มีใครกล้าสบตาผม
พิมเดินนำไปยังห้องประชุมใหญ่ ก่อนผลักประตูเข้าไป
คุณจารวีนั่งอยู่ปลายโต๊ะพร้อมแฟ้มเอกสารสีดำตรงหน้า เธอลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นผม แต่ยังไม่ทันได้พูด พิมก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้ประธานแล้ววางกระเป๋าลงอย่างมั่นใจ
“เชิญนั่งค่ะคุณธนินทร์ ถ้ายังมีที่ให้คุณนั่ง”
ผมมองเก้าอี้ตัวนั้น ใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเองชัดเจน
“ลุกออกไปจากเก้าอี้ของผม”
พิมพาเอียงคอ
“เก้าอี้ของบริษัทค่ะ ไม่ใช่ของคุณคนเดียว”
“ผมเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทนี้”
“แต่คนที่มีอำนาจลงนามตอนนี้คือฉัน”
เธอพยักหน้าให้คุณจารวี คุณจารวีจึงหยิบแฟ้มสีดำขึ้นมา เปิดเพียงหน้าแรก แล้วเลื่อนเอกสารมาตรงหน้าผม
“หนังสือมอบอำนาจมีลายเซ็นของคุณธนินทร์ครบถ้วนค่ะ”
ผมก้มมองลายเซ็นบนกระดาษ หัวใจเหมือนถูกบีบแน่น เส้นหมึกนั้นเป็นลายเซ็นของผมจริง แต่ผมจำไม่ได้ว่าเคยเซ็นเอกสารฉบับนี้
“คุณจารวี คุณรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่”
เธอกลืนน้ำลาย สีหน้าซีดลง
“ดิฉันทำตามเอกสารที่ถูกต้องค่ะ”
“หรือทำตามคำสั่งพิมพา”
ดวงตาของเธอไหววูบ แต่ยังไม่ทันตอบ เสียงประตูห้องประชุมก็เปิดออก
กฤตก้าวเข้ามาในห้อง สวมสูทสีเข้มที่ผมเป็นคนซื้อให้เขาเมื่อเดือนก่อน ใบหน้าของลูกชายดูเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง แต่ในแววตากลับไม่มีความลังเล
“กฤต” ผมเรียกเขา
เขาไม่ตอบผม กลับเดินไปหยุดข้างพิมพา
พิมยิ้มทันที แล้วเลื่อนแฟ้มอีกชุดไปทางเขา
“มาพอดีเลยค่ะ กฤต เซ็นรับตำแหน่งรักษาการประธานบริหารได้แล้ว”
ผมรู้สึกเหมือนถูกตบเข้าที่ใบหน้า
“รักษาการประธานบริหาร?”
“ครับพ่อ” กฤตตอบเสียงเรียบ “ผมจะเข้ามาดูแลบริษัทแทนพ่อชั่วคราว”
“ใครอนุญาต”
“คณะกรรมการที่มีอำนาจตามเอกสาร” คุณจารวีตอบเบาๆ
ผมหันไปหาลูกชาย
“กฤต คุณเชื่อแม่แกจริงๆ เหรอ แกกำลังยึดบริษัทของพ่อ”
กฤตเม้มริมฝีปาก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่แทงลึกกว่าคำด่าทุกคำ
“ผมไม่ได้ยึดครับ ผมกำลังช่วยบริษัทจากคนที่บริหารงานโดยขาดสติ”
หูผมอื้อไปชั่วขณะ ความเจ็บแล่นจากอกขึ้นมาถึงลำคอ
“แกพูดกับพ่อแบบนี้เหรอ”
“พ่อระแวงแม่ กล่าวหาคนในบ้าน แล้วก็ทำเหมือนทุกคนเป็นศัตรู” เขาพูดต่อ “ถ้าพ่อยังนั่งบริหารต่อ บริษัทคงพังเพราะอารมณ์ของพ่อเอง”
พิมเอื้อมมือแตะแขนกฤตเบาๆ ราวกับปลอบเขา แต่สายตาที่มองผมกลับเต็มไปด้วยชัยชนะ
ผมจ้องหน้าลูกชายอยู่นาน
“แม่แกสัญญาอะไรกับแก”
กฤตเงียบ
ผมก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะ
“พูดมา กฤต”
เขาหลบตาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกำหมัดแน่น
“แม่บอกว่า ถ้าผมช่วยกำจัดพ่อออกไป บริษัททั้งหมดจะเป็นของผม”
คุณจารวีก้มหน้าลงทันที ส่วนพิมยังคงนั่งนิ่งเหมือนเรื่องที่ได้ยินไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
ผมรู้สึกชาไปทั้งแขน ขาแทบไม่มีแรง แต่ผมยังยืนอยู่ได้เพราะไม่ยอมให้ใครเห็นว่าผมกำลังแตกสลาย
“แล้วแกก็เชื่อเธอ”
“ผมเชื่อคนที่ให้อนาคตผมครับ”
กฤตเดินไปที่ประตู ผมเรียกเขาอีกครั้ง แต่เขาไม่หันกลับมา
ประตูห้องประชุมถูกผลักปิดลงช้าๆ แล้วกฤตก็พูดว่า “คืนนี้พ่อไม่มีสิทธิ์กลับบ้านหลังนั้น”
ตอนที่ 4: ผมถูกไล่ออกจากบ้านที่สร้างมากับมือ
“หยุดอยู่ตรงนั้นครับพ่อ”
กฤตยกมือขวางทันทีที่ผมก้าวขึ้นบันไดหน้าคฤหาสน์ พิมยืนอยู่ข้างหลังเขาในชุดเดิมจากบริษัท สีหน้าสงบนิ่งราวกับเตรียมฉากนี้ไว้นานแล้ว
ประตูไม้บานใหญ่ที่ผมเป็นคนเลือกเองถูกปิดสนิทอยู่ด้านหลังคนทั้งคู่
“หลีกไป กฤต” ผมพูด “ฉันจะเข้าบ้าน”
“ผมบอกแล้วว่าพ่อไม่มีสิทธิ์กลับมา”
“แกไม่มีสิทธิ์ห้ามฉันเหมือนกัน”
ผมก้าวขึ้นไปอีกขั้น แต่กฤตขยับตัวมาขวางเต็มทาง เขาสูงกว่าผมเล็กน้อย ทว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจงใจใช้ร่างกายกดดันผมเช่นนี้
ความเย็นแล่นจากต้นคอลงไปถึงกลางหลัง
นี่คือลูกชายที่ผมเคยจับมือพาเดินขึ้นบันไดชุดนี้ทีละขั้น แต่คืนนี้เขากำลังยืนเฝ้าประตูไม่ให้ผมเข้าบ้านของตัวเอง
พิมยิ้มบางๆ
“อย่าทำให้เรื่องน่าเกลียดไปกว่านี้เลยค่ะคุณพี่”
“คนที่ทำให้มันน่าเกลียดคือคุณ”
“ไม่ใช่แล้วค่ะ” เธอตอบทันที “ตอนนี้คุณเป็นแค่คนที่มาสร้างความวุ่นวายหน้าบ้านคนอื่น”
ยังไม่ทันที่ผมจะสวนกลับ ประตูด้านหลังก็เปิดออก
พิมหันไปรับกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งจากด้านใน ก่อนลากมันมาหยุดตรงขอบบันได
ผมจำได้ทันที มันคือกระเป๋าหนังที่ผมใช้เวลาเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด
“นี่ของใช้จำเป็น เสื้อผ้า ยาประจำตัว แล้วก็รองเท้า 2 คู่” เธอบอก “ฉันให้คนเก็บมาเท่าที่คิดว่าอดีตเจ้าของบ้านควรได้รับ”
คำว่าอดีตเจ้าของบ้านแทงเข้ากลางอกจนลมหายใจผมติดขัด
“พิม อย่าท้าทายผม”
“ฉันไม่ได้ท้าทายค่ะ”
เธอปล่อยมือ
กระเป๋ากลิ้งตกลงมากระแทกบันไดทีละขั้น เสียงหัวเข็มขัดโลหะกระทบหินดังแหลม ก่อนฝากระเป๋าจะอ้าออก เสื้อเชิ้ตกับกางเกงของผมกระจายลงบนพื้นเปียกฝน
พิมมองภาพนั้นแล้วหัวเราะเบาๆ
“เก็บให้ครบล่ะคะ พรุ่งนี้จะได้ไม่กล่าวหาว่าฉันยักยอกทรัพย์สินส่วนตัวของคุณ”
เลือดพุ่งขึ้นหน้า มือทั้ง 2 ข้างของผมสั่นจนต้องกำแน่น
ผมอยากตะโกน อยากผลักทุกคนให้พ้นทาง แต่ถ้าผมเสียการควบคุมแม้เพียงครั้งเดียว พิมจะได้สิ่งที่ต้องการทันที เธอจะใช้มันยืนยันว่าผมขาดสติอย่างที่กล่าวหา
ผมจึงยืนนิ่ง แล้วมองเธอตรงๆ
“ผมยังเป็นสามีที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย บ้านหลังนี้เป็นสินสมรส คุณไม่มีสิทธิ์โยนของผมออกมา”
รอยยิ้มบนใบหน้าพิมกว้างขึ้น
“คุณยังคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าฉันอีกเหรอคะ”
เธอเปิดกระเป๋าถือ หยิบเอกสารพับครึ่งออกมาแล้วชูตรงหน้าผม
“ดูชื่อเจ้าของให้ชัดๆ ค่ะ”
ผมคว้าเอกสารมา ดวงตาหยุดอยู่ที่สำเนาโฉนดเพียงไม่กี่วินาที
ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์มีเพียงชื่อของพิมคนเดียว
ไม่มีชื่อผม
ไม่มีแม้แต่บรรทัดเดียว
ปลายนิ้วผมเย็นชา กระดาษบางๆ ในมือกลับหนักราวกับแผ่นเหล็ก
“เป็นไปไม่ได้”
“ตราประทับชัด ลายเซ็นก็ครบ” พิมพูด “ถ้าคุณคิดว่าปลอม ก็ไปแจ้งความสิคะ แต่อย่าลืมพาทนายที่ยังยอมทำงานให้คนซึ่งถูกระงับบัญชีไปด้วยนะ”
“ผมไม่เคยยกบ้านให้คุณ”
“คุณเซ็นเองค่ะ”
“ผมจำได้ทุกครั้งที่เซ็นเอกสารสำคัญ”
“ถ้าอย่างนั้นความจำคุณคงเริ่มมีปัญหาแล้วจริงๆ”
กฤตปรายตามองโฉนด ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญ
“พ่อยอมรับความจริงเถอะครับ บ้านเป็นชื่อแม่ ต่อให้พ่อยืนเถียงถึงเช้าก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้”
ผมหันไปหาเขา
“แกเคยถามไหมว่าเธอได้มันมาอย่างไร”
กฤตเม้มปาก แต่ไม่ตอบ
ช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ผมเห็นความลังเลในแววตาเขา ทว่าพิมแตะต้นแขนลูกชายเพียงเบาๆ เขาก็กลับมายืนแข็งกร้าวเหมือนเดิม
“ไม่จำเป็นต้องถามค่ะ” พิมพูดแทน “เอกสารทางกฎหมายไม่ต้องการความเห็นชอบจากลูกชาย ต้องการแค่ลายเซ็นเจ้าของเดิม”
ผมก้มดูสำเนาอีกครั้ง
เส้นหมึกใต้ข้อความเป็นลายเซ็นของผมจริง รูปแบบเหมือนทุกกระเบียดนิ้ว แต่ผมไม่เคยตั้งใจเซ็นมอบคฤหาสน์หลังนี้ให้ใคร
ผมเงยหน้าขึ้นช้าๆ
“คุณทำอะไรกับผม”
พิมไม่ตอบ เธอเพียงเอื้อมมือมาดึงเอกสารกลับ แล้วตบมันเบาๆ กับฝ่ามือ
“คำถามนี้สายไปแล้วค่ะ”
ทันใดนั้น เสียงกลอนประตูก็ดังขึ้นจากด้านใน
บานประตูเปิดแง้มออก ลุงสมหมายยื่นหน้าออกมามอง เมื่อเห็นเสื้อผ้าของผมกระจายอยู่บนพื้น ชายชราก็รีบเปิดประตูกว้าง
“ท่านครับ เข้ามาก่อนเถอะครับ ฝนเริ่มแรงแล้ว”
“ใครอนุญาตให้เปิดประตู!” พิมตวาด
ลุงสมหมายสะดุ้ง แต่ยังจับลูกบิดไว้แน่น
“ท่านเป็นเจ้าของบ้านนี้ครับ ผมทำงานกับท่านมานาน ผมปล่อยให้ท่านยืนตากฝนอยู่ข้างนอกไม่ได้”
“เจ้าของบ้านยืนอยู่ตรงนี้” พิมชูโฉนด “ส่วนผู้ชายคนนั้นเป็นคนนอก”
ลุงสมหมายมองเอกสาร แล้วหันมามองผม ใบหน้าของเขาซีดลง แต่ยังขยับตัวเปิดทาง
“เรื่องเอกสารผมไม่รู้ครับ แต่บ้านหลังนี้ท่านเป็นคนสร้าง ทุกอย่างในบ้านท่านเป็นคนหามา ผมจะไม่ปิดประตูใส่หน้าท่าน”
คำพูดนั้นทำให้ก้อนแข็งในลำคอผมขยับขึ้นมา
ในคืนที่ภรรยาและลูกชายผลักไส คนที่ยังเห็นผมเป็นเจ้าของบ้านกลับเป็นชายชราที่ผมแทบไม่เคยถามด้วยซ้ำว่าเขาอยู่อย่างไร
กฤตเดินเข้าไปกระชากประตูจากมือลุงสมหมาย
“ถ้าลุงเลือกเข้าข้างพ่อ ก็ออกไปพร้อมพ่อเลยครับ”
“คุณกฤต…”
“ผมพูดไม่ชัดหรือไง” กฤตกดเสียงต่ำ “เก็บของแล้วออกไปคืนนี้”
“แกไม่มีสิทธิ์ไล่เขา” ผมแทรกขึ้น “เขาไม่ได้ทำอะไรผิด”
กฤตหันมามองผมอย่างเย็นชา
“แม่เป็นเจ้าของบ้าน และผมดูแลบ้านแทนแม่ ผมมีสิทธิ์ไล่คนที่ไม่เชื่อฟัง”
“การเปิดประตูให้คนที่เลี้ยงแกมาเรียกว่าไม่เชื่อฟังหรือ”
กรามของกฤตเกร็งขึ้น
พิมกลับปรบมือช้าๆ 2 ครั้ง
“ซาบซึ้งดีนะคะ คนรับใช้ผู้ภักดีกับอดีตเจ้านาย” เธอพูด “แต่ฉันไม่เลี้ยงคนที่พร้อมหักหลังเจ้าของเงินเดือน”
ลุงสมหมายก้มศีรษะ ทว่าไม่ได้ถอยกลับเข้าไป
“ผมออกก็ได้ครับ แต่ขอให้ท่านเข้าไปเอาของสำคัญก่อน”
“ไม่ได้!” พิมสวนทันที “ของทุกชิ้นในบ้านจะต้องตรวจสอบก่อน ไม่มีใครแตะต้องอะไรทั้งนั้น”
“แม้แต่เอกสารส่วนตัวของผม?”
“คุณพิสูจน์ก่อนสิคะว่าอะไรยังเป็นของคุณ”
หัวใจผมกระตุกแรง ความโกรธแล่นจนแน่นหน้าอก แต่ผมบังคับลมหายใจให้ช้าลง
พิมไม่ได้แค่ต้องการบ้าน เธอต้องการทำให้ผมเหลือเพียงเสื้อผ้าที่กองอยู่กับพื้น และบังคับให้ผมยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าลูก
เสียงฝีเท้ารีบร้อนดังมาจากโถงด้านใน
ป้าบัวเดินออกมา ใบหน้าของนางยังมีรอยช้ำจางๆ เมื่อเห็นผมยืนอยู่กลางฝน นางก็ยกมือปิดปากทันที
“ท่าน…”
พิมหันขวับ
“ออกมาทำไม กลับไปทำงานของแก”
ป้าบัวชะงัก ร่างทั้งร่างสั่น แต่สายตายังจับอยู่ที่เสื้อผ้าของผมบนพื้น
“คุณผู้หญิงจะให้ท่านไปไหนคะ”
“ไม่ใช่ธุระของแก”
“แต่ท่านไม่มีแม้แต่ร่ม…”
“ฉันบอกให้หุบปาก!”
ป้าบัวสะดุ้งจนถอยหลังไปชนกรอบประตู ลุงสมหมายรีบยื่นมือประคอง
กฤตชี้ไปทางเรือนพักคนงาน
“ดีเลยครับ ป้าบัวก็เก็บของด้วย”
“อะไรนะ” ผมถามทันที
“คนหนึ่งเปิดประตูให้พ่อ อีกคนคอยพูดเรื่องสกปรกใส่แม่” กฤตตอบ “ผมไม่เก็บทั้งคู่ไว้”
ป้าบัวหน้าซีดเผือด
“คุณกฤตคะ ป้าไม่ได้คิดทำร้ายใคร ป้าขออยู่ทำงานต่อเถอะค่ะ ป้าไม่มีที่ไป”
“นั่นเป็นปัญหาของป้า”
“แกกำลังไล่คนแก่ 2 คนออกกลางดึก” ผมพูด “เพียงเพราะพวกเขาไม่ยอมช่วยแกเหยียบพ่อของตัวเองหรือ”
“ถ้าพ่อสงสาร ก็พาไปอยู่ด้วยสิครับ”
คำตอบนั้นทำให้หน้าผมชา
กฤตพูดเหมือนรู้ดีว่าตอนนี้ผมไม่มีบ้าน ไม่มีบัญชี และแทบไม่มีสิ่งใดเหลือให้ใช้ปกป้องคนทั้งคู่
พิมเดินลงมาหยุดเหนือขั้นบันได 1 ขั้น แววตาของเธอเต็มไปด้วยชัยชนะ
“เห็นหรือยังคะคุณพี่ การเป็นคนดีโดยไม่มีอำนาจมันช่วยใครไม่ได้เลย”
“คุณคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวจะลบทุกอย่างที่คุณทำได้หรือ”
“กระดาษแผ่นนี้ทำให้คุณยืนอยู่ข้างนอก ส่วนฉันยืนอยู่ข้างใน แค่นั้นก็เพียงพอแล้วค่ะ”
“แต่ผมไม่ได้เซ็นมันด้วยสติครบถ้วน”
รอยยิ้มของพิมหยุดนิ่ง
กฤตหันไปมองแม่ทันที
ความเงียบตกลงมาชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนกระทบหลังคาทางเข้าและเสียงหายใจหนักของลุงสมหมาย
ผมจ้องพิมไม่วางตา
“ตอบมา คืนนั้นคุณทำอะไรกับผม”
เธอมองกฤต ก่อนหันกลับมาหาผม แล้วหัวเราะในลำคอ
“คุณอยากรู้จริงๆ เหรอคะ”
“พูดมา”
“ฉันก็แค่ผสมยาเล็กน้อยลงในเครื่องดื่มของคุณ”
อกผมเหมือนถูกกระแทกอย่างแรง แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากเธอเอง ขาทั้ง 2 ข้างก็แทบทรุด
“คุณวางยาผม?”
“อย่าใช้คำรุนแรงสิคะ แค่ทำให้คุณมึนพอที่จะเลิกอ่านเอกสารทุกบรรทัด”
พิมยกโฉนดขึ้นโบกเบาๆ
“คุณยังจับปากกาเอง เซ็นเองทุกหน้า ฉันไม่ได้บังคับมือคุณเลยนะคะ”
“คุณหลอกให้ผมเซ็นยกบ้าน”
“ฉันช่วยจัดการทรัพย์สินในช่วงที่สามีไม่พร้อมตัดสินใจต่างหาก”
“แม่…” กฤตเรียกเสียงเบา
พิมหันไปหาเขา
“ไม่ต้องตกใจ แม่ทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของลูก”
กฤตนิ่งไป สีหน้าของเขาเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมถอยออกจากประตู
ผมมองลูกชาย แล้วความเจ็บก็แล่นลึกกว่าเดิม เขาเพิ่งได้ยินว่าแม่ใช้ยาหลอกพ่อเซ็นเอกสาร แต่สิ่งแรกที่เขาทำกลับเป็นการยืนนิ่งรักษาทางเข้าบ้านให้เธอ
ป้าบัวส่งเสียงสะอื้น
“คุณผู้หญิง อย่าพูดเหมือนสิ่งที่ทำเป็นเรื่องถูกเลยค่ะ”
พิมหันไปจ้องนาง
“แกเห็นใช่ไหม”
ป้าบัวเม้มริมฝีปากแน่น
“ตอบมา!”
ร่างของนางสั่นหนักกว่าเดิม แต่ยังพยักหน้าช้าๆ
“ป้าเห็นค่ะ”
“เพราะแบบนี้สินะ แกถึงชอบทำหน้าราวกับรู้ความลับของฉัน”
พิมเดินลงบันไดไปหาป้าบัวทีละก้าว
“ฉันน่าจะไล่แกออกตั้งแต่คืนแรกที่แกแอบมองอยู่หลังประตู”
ผมรีบขยับไปยืนขวาง
“อย่าแตะต้องป้าบัว”
พิมหยุด แล้วแค่นหัวเราะ
“ตัวเองยังเอาไม่รอด แต่จะปกป้องคนอื่นอีกหรือคะ”
“อย่างน้อยผมก็ไม่ใช้ยา ไม่ใช้ลูก และไม่ใช้ที่อยู่อาศัยบีบให้ใครคุกเข่า”
ใบหน้าพิมแข็งขึ้นทันที
“งั้นก็พากันไปทั้งหมดนี่แหละค่ะ”
เธอหันไปสั่งกฤต
“ปิดประตู”
ลุงสมหมายก้าวออกมายืนข้างผม ป้าบัวถูกดันตามออกมาด้วย ก่อนกฤตจะดึงบานประตูเข้าหาตัว
ผมยื่นมือขวางไว้
“กฤต มองหน้าฉันให้ดี แล้วจำไว้ว่าคืนนี้แกกำลังเลือกอะไร”
เขาสบตาผม สีหน้าสั่นไหวเพียงชั่ววินาที
แต่ก่อนที่เขาจะพูด ป้าบัวก็วิ่งผ่านผมไปกลางสายฝน
นางทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นเปียก น้ำฝนไหลอาบใบหน้าปะปนกับน้ำตา แล้วเงยหน้าร้องออกมาสุดเสียง
“คุณกฤตไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านค่ะ!”
ตอนที่ 5: ลูกที่ผมเลี้ยงมากับมือเลือกคนที่หลอกเขา
“ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้!”
กฤตพุ่งลงจากบันได กระชากแขนป้าบัวให้ลุกขึ้นอย่างแรงจนร่างผอมเซไปชนอกเขา
“พูดสิว่าเมื่อกี้แกโกหก!”
“กฤต ปล่อยป้าบัว!”
ผมคว้าข้อมือลูกชาย แต่เขาสะบัดมือผมออก ดวงตาที่เคยมองผมด้วยความเคารพกลับแดงก่ำด้วยความโกรธ
“อย่าเข้ามายุ่ง นี่เป็นเรื่องของผม!”
ประโยคนั้นกระแทกกลางอกจนผมหายใจติดขัด ทั้งที่คนตรงหน้าคือลูกที่ผมอุ้มมาตั้งแต่วันแรก วันนี้เขากลับมองผมเหมือนเป็นศัตรู
ป้าบัวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แต่ยังไม่ยอมหลบสายตา
“ป้าถอนคำพูดไม่ได้ค่ะ เพราะป้าพูดความจริง”
“ความจริงอะไร!”
กฤตบีบต้นแขนนางแน่นกว่าเดิม
“แกเป็นแค่แม่บ้าน แกจะรู้อะไรเรื่องครอบครัวฉัน!”
“เพราะตอนคุณเกิด ป้าอยู่ที่นั่นค่ะ”
ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน
แม้แต่พิมที่ยืนกอดอกอยู่ตรงประตูก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะกลับมาเย็นชาเหมือนเดิม
กฤตค่อยๆ คลายมือ แต่ยังจ้องป้าบัวราวกับพร้อมจะบดขยี้ทุกคำที่นางพูด
“หมายความว่ายังไง”
ป้าบัวสูดลมหายใจสั่นๆ
“ตอนนั้นป้าทำงานอยู่ในบ้านญาติของคุณพิม ป้าเป็นคนจัดกระเป๋าเอกสารให้ก่อนพาไปแจ้งเกิด”
พิมก้าวลงบันไดทันที
“หุบปากนะยายบัว!”
ป้าบัวสะดุ้ง แต่ครั้งนี้นางไม่ถอย
“ในเอกสารชุดแรก ชื่อบิดาไม่ใช่ชื่อของท่านค่ะ ป้าเห็นกับตา แต่ก่อนเข้าไปแจ้ง คุณพิมเอาเอกสารอีกชุดออกมา แล้วเปลี่ยนชื่อบิดาเป็นชื่อของท่าน”
“โกหก!”
เสียงกฤตดังจนป้าบัวตัวสั่น
“ถ้าเห็นจริง ทำไมไม่พูดตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ทำไมต้องรอจนวันนี้ วันที่พ่อกำลังจะเสียทุกอย่าง!”
“เพราะป้ากลัวค่ะ”
“กลัว หรือเพราะได้เงินจากเขา?”
กฤตชี้หน้าผม
ปลายนิ้วของเขาอยู่ห่างใบหน้าผมไม่ถึงคืบ เลือดในกายผมร้อนวาบขึ้นมาถึงขมับ แต่ผมบังคับตัวเองไม่ให้ผลักมือนั้นออก
ป้าบัวส่ายหน้าทั้งน้ำตา
“ท่านไม่เคยรู้เรื่องนี้ค่ะ ป้าปิดไว้เพราะคุณพิมขู่ว่า ถ้าป้าพูด ท่านจะถูกทำลาย ครอบครัวนี้จะแตก แล้วป้าก็จะไม่มีที่อยู่”
“ยังจะเล่นละครอีกเหรอ”
พิมหัวเราะเย็นๆ
“เธอรับใช้เขามาตั้ง 4 ปี เขาสัญญาจะให้อะไรล่ะ บ้านสักหลัง หรือเงินก้อนโตตอนแก่?”
“พิม พอได้แล้ว”
“ทำไมคะ เจ็บแทนคนของคุณเหรอ”
เธอมองป้าบัวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“คนอย่างนี้ แค่โยนเงินให้ไม่กี่หมื่นก็พร้อมเห่าใส่เจ้าของบ้านแล้วค่ะ”
ป้าบัวหน้าซีด ร่างทั้งร่างสั่นจนลุงสมหมายต้องเข้ามาประคอง
ผมกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บ ความโกรธพุ่งขึ้นมาจนอยากตะโกน แต่ผมรู้ว่าถ้าหลุดอารมณ์ พิมจะใช้มันยืนยันว่าผมขาดสติอีกครั้ง
ผมหันไปหากฤต
“ฟังฉันก่อน เรื่องที่ป้าบัวพูดจะจริงหรือไม่ เราตรวจสอบได้”
“ตรวจสอบ?”
เขาหัวเราะสั้นๆ
“พ่ออยากลากผมไปตรวจเลือด แล้วเอาผลมาฟาดหน้าผมต่อหน้าคนทั้งบริษัทใช่ไหม”
“ฉันยังไม่ได้พูดแบบนั้น”
“แต่พ่อคิด!”
“ฉันคิดแค่ว่าแกคือลูกของฉัน”
เสียงผมแหบลงโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ว่าสายเลือดจะเป็นอย่างไร ฉันเลี้ยงแกมา ความรักที่ฉันให้แกไม่เคยขึ้นอยู่กับผลตรวจหรือชื่อบนใบแจ้งเกิด”
กฤตนิ่งไป
เพียงชั่วขณะเดียว ผมเห็นเด็กชายที่เคยเกาะมือผมในวันเปิดเรียน เห็นคนที่เคยนั่งหลับบนไหล่ระหว่างรอผมกลับจากงาน
ผมขยับเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว
“กลับมากับฉันเถอะกฤต เราคุยกันสองคนได้ ฉันไม่ทอดทิ้งแก”
เขาเม้มปากแน่น แววตาสั่นไหว
แต่พอผมยื่นมือไป เขากลับถอยหนีทันที
“ไม่ต้องทำเป็นสงสารผม!”
หัวใจผมเหมือนถูกบีบจนแน่น
“ฉันไม่ได้สงสาร ฉันรักแก”
“รักเหรอ?”
เขาตบหน้าอกตัวเองแรงๆ
“พอรู้ว่าผมอาจไม่ใช่เลือดของพ่อ พ่อก็พูดเหมือนกำลังรับเลี้ยงหมาข้างถนน พ่อกำลังบอกว่าตัวเองใจกว้างแค่ไหน ทั้งที่ทุกคำของพ่อกำลังดูถูกผม!”
“ฉันไม่เคยดูถูกแก”
“พ่อดูถูกผมมาตลอด!”
กฤตตะโกนสวน
“พ่อไม่เคยมองว่าผมเก่งพอ ไม่เคยยอมยกตำแหน่งให้ ถ้าไม่มีแม่ ผมก็คงเป็นแค่ลูกชายที่ต้องยืนรอคำชมจากพ่อไปจนตาย!”
คำพูดนั้นทำให้มือผมที่ยื่นค้างอยู่ค่อยๆ ตกลงข้างตัว
ผมเคยคิดว่าการให้เขาเริ่มจากตำแหน่งเล็กๆ คือการสอนให้ยืนด้วยตัวเอง แต่ในสายตาเขา ทุกวันที่ผมเฝ้าฝึกฝนกลับกลายเป็นการกดเขาไว้ใต้เงาของผม
พิมเดินเข้าไปกอดกฤตจากด้านหลังทันที
“พอแล้วลูก ไม่ต้องฟังเขา”
น้ำเสียงของเธอสั่น ก่อนน้ำตาจะไหลลงมาตามแก้มอย่างพอดิบพอดี
“แม่ผิดเองที่ปกป้องลูกไม่ดีพอ แม่คิดว่าอย่างน้อยคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อจะรักลูกจริง แต่สุดท้ายเขาก็จ้างคนรับใช้มาพูดเรื่องสกปรกเพื่อทำลายเราสองคน”
“ฉันไม่ได้จ้างป้าบัว”
“แล้วทำไมทุกอย่างถึงเกิดขึ้นคืนที่คุณถูกไล่ออกคะ”
พิมกอดกฤตแน่นขึ้น
“คุณเสียบริษัท เสียบ้าน ก็เลยอยากให้ฉันเสียลูกบ้าง ใช่ไหม?”
“คนที่กำลังใช้เขาเป็นเครื่องมือคือคุณ”
“หยุดใส่ร้ายแม่ผม!”
กฤตขยับมายืนบังพิมไว้ทั้งตัว
ภาพนั้นทำให้ลำคอผมตีบตัน เขากำลังปกป้องคนที่หลอกเขา โดยหันหลังให้คนที่พร้อมรับเขาเป็นลูกไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร
พิมซบลงบนไหล่กฤต พลางส่งสายตามาหาผมเหนือบ่าของเขา
ในดวงตาคู่นั้นไม่มีความเสียใจ
มีแต่ชัยชนะ
“เห็นหรือยังคะ” เธอกระซิบ “ลูกเลือกเอง”
ผมจ้องเธอ
“ถ้าคุณรักเขาจริง บอกความจริงเขาทั้งหมดสิ”
แขนที่กอดกฤตชะงักไปครู่หนึ่ง
“ความจริงก็คือคุณกำลังพาคนพวกนี้มาทำลายอนาคตลูกค่ะ”
“ไม่ใช่ อนาคตที่คุณพูดถึงคือบริษัทกับทรัพย์สิน”
“แล้วมันผิดตรงไหน?”
เธอเช็ดน้ำตา ก่อนพูดด้วยเสียงอ่อนหวาน
“ความรักกินไม่ได้ค่ะคุณพี่ ตำแหน่งต่างหากที่ทำให้ลูกยืนเหนือคนอื่น บ้านหลังนี้ต่างหากที่ทำให้ใครๆ เคารพเขา คุณไม่เคยให้สิ่งที่เขาสมควรได้ แม่อย่างฉันก็ต้องเอามาให้ลูกเอง”
“ด้วยการหลอกเขาอย่างนั้นหรือ”
“อย่างน้อยแม่ก็เลือกเขา”
คำตอบนั้นคมกว่ามีด
กฤตหันมามองผมอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเย็นลงจนแทบไม่เหลือความลังเล
“แม่ทำให้ผมได้เป็นรักษาการ แม่มอบบ้านให้ผมอยู่ แม่เชื่อว่าผมบริหารบริษัทได้”
“เพราะเธอต้องการใช้ชื่อแก”
“แล้วพ่อล่ะ?”
เขาถามสวนทันที
“พ่อเคยให้อะไรผม นอกจากคำว่า ‘ยังไม่พร้อม’?”
ผมพยายามกลืนก้อนแข็งในลำคอ
“ฉันให้ทุกอย่างที่พ่อคนหนึ่งให้ได้ ฉันอาจเข้มงวด ฉันอาจพูดน้อย แต่ฉันไม่เคยคิดแย่งอนาคตแก”
“ช้าไปแล้วครับ”
เขาเน้นคำว่า “ครับ” ราวกับตั้งใจกรีดเส้นความผูกพันระหว่างเรา
“ตั้งแต่วินาทีนี้ ผมไม่ใช่ลูกของพ่อ และพ่อก็ไม่ต้องเรียกผมว่าลูกอีก”
ป้าบัวร้องไห้ออกมา ลุงสมหมายก้มหน้าลง ส่วนผมยืนแข็งอยู่ตรงนั้นเหมือนขาทั้งสองข้างถูกตอกติดกับพื้น
เสียงฝนรอบตัวเบาลง แต่ในหูกลับอื้อจนแทบไม่ได้ยินอะไร
“กฤต” ผมเรียกเขาครั้งสุดท้าย “แกกำลังเลือกคนที่อาจโกหกแกมาตลอดชีวิต”
“ผมเลือกคนที่ทำให้ผมได้ทุกอย่าง”
เขาหันกลับไปจับมือพิม
“ไม่ใช่คนที่มีแต่คำว่ารัก แล้วไม่เคยยอมให้ผมเป็นอะไรสักอย่าง”
พิมยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนพากฤตขึ้นบันได
แต่ก่อนประตูจะปิด เธอหยุดแล้วหยิบซองสีดำจากโต๊ะข้างประตู เดินกลับมายื่นให้ผม
ผมไม่รับ เธอจึงสอดมันไว้ในกระเป๋าเสื้อผม
มุมบัตรเชิญสีทองโผล่พ้นซองออกมา บนนั้นมีตราบริษัทที่ผมสร้างมากับมือ
พิมโน้มหน้าเข้ามาใกล้ แล้วยิ้มอย่างคนที่มั่นใจว่าชนะเด็ดขาด
“มาดูทุกคนฝังชื่อคุณนะคะ”
ตอนที่ 6: คืนที่ทุกคนหัวเราะใส่ผู้ก่อตั้ง
“และนี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า นายธนินทร์ ผู้ก่อตั้งที่ทุกคนเคยนับถือ แท้จริงแล้วคือคนโกงที่กำลังสูบเลือดสูบเนื้อบริษัทตัวเอง!”
เสียงแหลมกร้าวของพิมพาดังก้องผ่านลำโพงรอบห้องจัดเลี้ยงโรงแรมหรู ทันทีที่ผมผลักบานประตูคู่ขนาดใหญ่ก้าวเข้ามา
แสงไฟสปอตไลต์สว่างจ้า แขกเหรื่อหลายร้อยคนในชุดราตรีหรูหราและสูทสากลหันขวับมามองผมเป็นจุดเดียว
บนเวทียกพื้นกลางห้อง พิมยืนถือไมโครโฟนสีทอง ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีแดงสดเหยียดยิ้มอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ
จอยักษ์แอลอีดีด้านหลังเธอสว่างวาบขึ้นในพริบตา
มันไม่ใช่กราฟิกแสดงผลประกอบการของบริษัทที่ผมตรากตรำสร้างมาตลอดค่อนชีวิต แต่เป็นภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดหน้าคฤหาสน์ของผมเอง
ภาพตัวผมในสภาพเปียกปอน กำลังยืนคุดคู้ก้มเก็บกระเป๋าเดินทางที่ถูกโยนลงมาจากบันไดหน้าบ้านท่ามกลางสายฝน
“ดูเอาเถอะค่ะทุกท่าน” พิมพาชี้นิ้วขึ้นไปบนจอพลางหัวเราะร่าอย่างเปิดเผย “ผู้มีพระคุณที่ทุกคนคิดว่ายิ่งใหญ่ ที่แท้ก็เป็นแค่คนหมดสภาพที่ถูกครอบครัวตัวเองขับไล่ เพราะทนความโลภและความเห็นแก่ตัวไม่ไหว!”
เสียงหัวเราะครืนดังลั่นไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง แขกหลายคนยกแก้วไวน์ขึ้นบังปากแล้วหันไปกระซิบกระซาบเยาะเย้ย
“น่าสมเพชจริงๆ นึกว่าเก่งกาจมาจากไหน”
“สร้างภาพเป็นนักธุรกิจคุณธรรมมาตั้งหลายสิบปี สุดท้ายก็โดนลูกเมียเฉดหัวทิ้ง”
เสียงซุบซิบนินทาเสียดแทงเข้ามาในหูทุกทิศทาง มือทั้งสองข้างของผมกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือ ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาตามท่อนแขน เลือดในกายร้อนผ่าวด้วยความอัปยศ แต่ลำคอกลับแห้งผากจนกลืนน้ำลายแทบไม่ลง
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ก้าวเท้าไปข้างหน้า คุณจารวีในชุดสูทสีเทาก็เดินขึ้นไปยืนเคียงข้างพิมพา พร้อมแฟ้มเอกสารหนาเตอะในมือ
เธอจัดตำแหน่งไมโครโฟน สีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทั้งที่เมื่อสัปดาห์ก่อนยังก้มหัวรับคำสั่งจากผมอยู่แท้ๆ
“ดิฉันในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ขอแถลงข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบงบดุลย้อนหลังค่ะ” คุณจารวีกวาดสายตามองกลุ่มนักข่าวที่กำลังรัวชัตเตอร์ “เราตรวจพบการทุจริตเชิงโครงสร้าง นายธนินทร์ได้ทำการยักยอกเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทมากกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท เพื่อถ่ายโอนเข้าบัญชีส่วนตัวอย่างลับๆ ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงค่ะ”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นมาทันควัน แสงแฟลชสาดเข้าใส่ใบหน้าผมจนตาพร่ามัว
และก่อนที่ผมจะได้ส่งเสียง กฤตก็เดินขึ้นไปบนเวที
ลูกชายวัยสามสิบปีที่ผมประคบประหงมเลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะ ก้าวขึ้นไปยืนอยู่ตรงกลางระหว่างผู้หญิงสองคน
เขาสวมสูทสีเข้มตัดเย็บประณีต ใบหน้าคมคายเชิดขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง ไม่มีร่องรอยของความผูกพันใดๆ หลงเหลืออยู่ในดวงตาคู่นั้น
กฤตดึงไมโครโฟนออกจากขาตั้ง สายตาของเขามองตรงมาที่ผมอย่างเย็นชาและชิงชัง
“ผมในฐานะรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นคนที่เคยเรียกผู้ชายคนนี้ว่าพ่อ” กฤตหยุดพูดไปครู่หนึ่ง กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกเกร็ง “เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อผู้ถือหุ้น ต่อพนักงานทุกคน และเพื่อปกป้องเกียรติของตระกูล วันนี้ต่อหน้าสื่อมวลชน ผมขอประกาศอย่างเป็นทางการ”
เขาเอื้อมมือไปปลดเข็มกลัดประจำตระกูลที่ติดอยู่ตรงปกเสื้อสูทออก แล้วปล่อยให้มันหล่นลงบนพื้นเวทีดังกริ๊ก
“ผมขอถอดนามสกุลของนายธนินทร์นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป”
เสียงรัวชัตเตอร์ดังกระหน่ำเหมือนห่ากระสุน
“ผมจะไม่ใช้นามสกุลของคนที่ทรยศต่อบริษัท และผมไม่ขอนับว่าชายคนนี้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับผมอีกต่อไปครับ”
หัวใจของผมเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากออกไปจากอก ความรู้สึกชาดิกแล่นปราดไปทั่วร่างจนแทบทรุดลงกับพื้น ชายหนุ่มที่ผมเคยเฝ้าทะนุถนอม อุ้มชู ป้อนข้าวป้อนน้ำ และตั้งใจจะยกทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตให้ กำลังเหยียบย่ำชื่อของผมจมดินเพื่อให้ตัวเองได้ดี
พิมพายกยิ้มสะใจ เธอเดินมาหยุดตรงขอบเวทีแล้วชี้นิ้วตรงมาที่หน้าผม
“รปภ. คะ มัวยืนทำอะไรอยู่ ช่วยเชิญคนนอกออกไปเดี๋ยวนี้ค่ะ งานนี้เป็นงานเลี้ยงของผู้บริหารระดับสูง ไม่ต้อนรับคนโกง!”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างสูงใหญ่สี่คนรีบเดินเข้ามาล้อมตัวผมไว้ทันที
แขกเหรื่อรอบข้างพากันถอยกรูดออกห่าง ราวกับกลัวว่าเสนียดจัญไรจะกระเด็นไปเปื้อนเสื้อผ้าราคาแพงของพวกเขา
“ออกไปสิ ยังหน้าด้านยืนอยู่อีก”
“แก่จนป่านนี้ยังคิดจะขโมยเงินบริษัท ทำตัวน่ารังเกียจที่สุด”
หัวหน้า รปภ. เอื้อมมือมาแตะท่อนแขนผมเบาๆ สีหน้ากระอักกระอ่วน “เชิญครับท่าน… อย่าให้พวกผมต้องใช้กำลังเลยครับ”
ผมไม่โต้เถียง ไม่ตะโกนด่าทอ และไม่อธิบายแก้ต่างแม้แต่ครึ่งคำ
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บปวดไปทั้งหน้าอก สะกดกลั้นความขมขื่นทั้งหมดเอาไว้ใต้สีหน้าที่นิ่งสนิท ผมยอมก้าวถอยหลังตามแรงเชิญของเจ้าหน้าที่
ผมจะไม่ยอมลดตัวลงไปกรีดร้องโวยวายให้พวกเขาสนุกสนานกับภาพความพ่ายแพ้ของผมไปมากกว่านี้
แต่ทว่า ก่อนที่ปลายเท้าของผมจะทันได้ก้าวพ้นธรณีประตูห้องจัดเลี้ยง เสียงกรีดร้องและเสียงเอะอะโวยวายก็ดังลั่นขึ้นมาจากด้านหลังเวที
“ปล่อยป้านะ! พวกแกจะทำอะไร ปล่อย!”
ร่างผอมบางของป้าบัวถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนกระชากลากถูขึ้นมาบนเวทีอย่างทารุณ
เสื้อผ้าแม่บ้านสีครามของนางยับยู่ยี่ ผมเผ้าสีดอกเลาหลุดลุ่ย ใบหน้าแก่ชราซีดเผือดและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
แขกทุกคนในห้องจัดเลี้ยงพากันเงียบกริบด้วยความตกตะลึง
พิมพาก้าวตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อของป้าบัวอย่างแรง ดึงร่างที่สั่นเทาของหญิงชราให้เข้าไปจ่ออยู่หน้าไมโครโฟน
“และนี่คือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่ฉันเตรียมไว้ให้ทุกคนได้เห็น!” พิมพาตะโกนลั่นห้อง ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความคลุ้มคลั่งและเหี้ยมเกรียม “นังแก่คนนี้คือแม่บ้านที่รับเงินสินบนจากนายธนินทร์ เพื่อวางแผนกุเรื่องสกปรกใส่ร้ายฉันกับลูกชาย!”
พิมพาจิกเล็บลงบนต้นแขนของป้าบัวจนเนื้อยุบ พลางเขย่าร่างของนางอย่างบ้าคลั่ง
“สารภาพความจริงกับทุกคนเดี๋ยวนี้สิบัว! บอกพวกนักข่าวไปว่าคุณธนินทร์จ้างแกเท่าไหร่ให้มาแต่งเรื่องโกหกใส่ร้ายฉัน บอกทุกคนไปว่าแกรับเงินเศษเนื้อข้างทางมาทำลายครอบครัวฉัน!”
แรงกระชากทำให้ร่างของหญิงชราเซถลา ท่ามกลางความเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศ ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ร่างของแม่บ้านชราอย่างรอคอยคำตอบ
ตอนที่ 7: เสียงเดียวทำให้ทั้งห้องเงียบตาย
“ถ้าแกพูดผิดแม้แต่คำเดียว แกกับไอ้สมหมายจะไม่มีแม้แต่ฟุตบาทให้นอน”
พิมพาก้มลงกระซิบชิดหูป้าบัว มือยังจิกต้นแขนของนางแน่น โดยไม่รู้ว่าเข็มกลัดเล็กๆ บนอกเสื้อแม่บ้านกำลังบันทึกทุกถ้อยคำ
ป้าบัวตัวสั่น แต่ฝืนถามเสียงเบา
“แล้วสิ่งที่คุณผู้หญิงทำกับท่านล่ะคะ จะไม่มีใครรู้เลยหรือ”
พิมพาหัวเราะในลำคอ
“รู้แล้วจะทำอะไรได้ ยาที่ฉันใส่ให้มันกินคืนนั้นทำให้มันแทบลืมชื่อตัวเองด้วยซ้ำ ฉันวางเอกสารไว้ตรงหน้า จับมือมันเซ็นทีละแผ่น แล้วค่อยทำเรื่องโอนบ้านกับอำนาจทั้งหมดมาเป็นของฉัน”
เลือดในกายผมร้อนวาบจนปลายนิ้วกระตุก
ผมอยากพุ่งขึ้นไปกระชากเธอออกจากป้าบัว แต่ป้าบัวเหลือบมองผมเพียงเสี้ยววินาที แววตาของนางกำลังบอกให้ผมรอ
“แต่ลายเซ็นพวกนั้นไม่ถูกต้องนะคะ” ป้าบัวถามต่อ
“ใครสนล่ะ”
พิมพายิ้มเย็น
“แค่แก้วันเวลา เติมเอกสารโอนให้ครบ แล้วให้จารวีจัดตัวเลขในบริษัท ทุกคนก็เชื่อว่ามันเซ็นเองทั้งนั้น คนมีเงินไม่ได้ชนะเพราะพูดความจริงหรอกบัว คนมีเงินชนะเพราะเลือกได้ว่าความจริงแบบไหนจะถูกเปิดเผย”
ป้าบัวเม้มริมฝีปากจนซีด
“แล้วคุณกฤตล่ะคะ คุณผู้หญิงหลอกเขาด้วยหรือ”
พิมพาหันมองกฤตที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนกระซิบด้วยน้ำเสียงสะใจยิ่งกว่าเดิม
“ฉันไม่ได้หลอก ฉันแค่เอาความอยากได้ของมันมาใช้”
หัวใจผมเหมือนถูกบีบแน่น
กฤตยังไม่รู้ว่าคำพูดทุกคำกำลังถูกเก็บไว้ เขายืนเชิดหน้าอยู่ข้างเวที ราวกับชัยชนะทั้งหมดเป็นของเขาแล้ว
“เด็กคนนั้นอยากให้ธนินทร์ยอมรับมาตลอด” พิมพาพูด “ฉันก็แค่สัญญาเก้าอี้ประธานให้ มันก็พร้อมเหยียบพ่อที่เลี้ยงมันมาเอง น่าสมเพชทั้งคู่ คนหนึ่งหิวอำนาจ อีกคนโง่เพราะคำว่าครอบครัว”
ผมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
คำว่าโง่ไม่เจ็บเท่าการเห็นกฤตถูกแม่ของตัวเองพูดถึงราวกับเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่ง
ป้าบัวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามช้าๆ
“คุณผู้หญิงทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไรคะ”
“เพื่อให้ทุกอย่างตกเป็นของฉัน ก่อนที่ความลับเรื่องชาติกำเนิดของกฤตจะแตกยังไงล่ะ”
พิมพาบีบแขนป้าบัวแรงขึ้น
“ทีนี้พูดใส่ไมโครโฟน บอกทุกคนว่าธนินทร์จ้างแก ถ้าแกทำดี ฉันอาจโยนเงินให้สักก้อน”
ป้าบัวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
ความกลัวในดวงตายังคงอยู่ แต่มันไม่สามารถกดนางให้ก้มลงได้อีกแล้ว
“พูดอีกครั้งสิคะคุณผู้หญิง”
“แกหูหนวกหรือไง!”
พิมพาตวาด ก่อนจะชะงักเมื่อป้าบัวยกมือแตะเข็มกลัดบนอก
เสียงสัญญาณสั้นๆ ดังขึ้น
จากนั้นเสียงของพิมพาก็ดังก้องผ่านลำโพงทั่วห้อง
“ยาที่ฉันใส่ให้มันกินคืนนั้นทำให้มันแทบลืมชื่อตัวเองด้วยซ้ำ…”
ใบหน้าของพิมพาซีดลงทันที
เสียงหัวเราะหายไปจากห้องจัดเลี้ยง ไม่มีใครขยับ ไม่มีใครแม้แต่จะไอ
ทุกคนได้ยินชัดเจน
ทั้งเรื่องวางยา
ทั้งเรื่องทำเอกสารโอน
ทั้งเรื่องใช้คุณจารวีจัดการตัวเลข
และประโยคที่เธอบอกว่าใช้ความอยากได้ของกฤตเป็นเครื่องมือชิงบริษัทจากผม
“ปิดมันเดี๋ยวนี้!”
พิมพาพุ่งเข้าใส่ป้าบัว แต่ป้าบัวถอยหลบแล้วกอดเข็มกลัดไว้แน่น บอดี้การ์ดทั้ง 2 คนมองหน้ากัน ไม่มีใครยอมแตะตัวนางอีก
พิมพาหันไปตะโกนใส่เจ้าหน้าที่
“ยืนบื้ออะไรกันอยู่ เอาตัวนังแก่นี่ออกไป!”
ไม่มีใครทำตาม
พนักงานที่เคยเปิดทางให้ผมออกจากงานกลับยืนนิ่ง สีหน้าของแต่ละคนเปลี่ยนจากเยาะเย้ยเป็นตกตะลึง
ผมหายใจออกช้าๆ แต่หน้าอกยังสั่นจากความโกรธ
หลักฐานเพียงชิ้นเดียวทำลายภาพลวงตาทั้งหมดที่พิมพาสร้างขึ้นต่อหน้าทุกคน
กฤตก้าวขึ้นเวทีอย่างเชื่องช้า
ดวงตาของเขาแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นจนแทบออกเสียงไม่ได้
“แม่… เมื่อกี้แม่พูดจริงหรือ”
พิมพาสะบัดหน้าไปหาเขา
“อย่าโง่สิ เสียงปลอมทั้งนั้น พวกมันร่วมมือกันตัดต่อเพื่อทำลายเรา”
“แต่มันเพิ่งถูกบันทึกเมื่อกี้”
“กฤต!”
“แม่ใช้ผมเหรอ”
เสียงของกฤตแตกพร่า
“แม่รู้ว่าผมอยากให้พ่อยอมรับ แม่เลยเอาตำแหน่งมาล่อให้ผมทำร้ายพ่อใช่ไหม”
พิมพายื่นมือไปจับเขา แต่กฤตถอยหนี
ระยะห่างเพียงก้าวเดียวระหว่างแม่กับลูกกลับดูไกลจนไม่มีอะไรเชื่อมถึงกันได้อีก
“ทุกอย่างที่แม่ทำก็เพื่อแก” พิมพากัดฟัน “ถ้าแกไม่ช่วยฉัน แกจะได้อะไร ธนินทร์เคยยกบริษัทให้แกหรือยัง เคยมองแกว่าเก่งพอหรือยัง”
กฤตน้ำตาไหลลงมาโดยไม่ปาด
“อย่างน้อยพ่อก็ไม่เคยเรียกผมว่าเครื่องมือ”
คำพูดนั้นทำให้ลำคอผมตีบตัน
ผมเคยคิดว่ากฤตเลือกอำนาจแทนผมอย่างไม่มีวันหันกลับ แต่ในเวลานี้ เขาเป็นเพียงลูกชายคนหนึ่งที่เพิ่งรู้ว่าอ้อมกอดของแม่มีราคาซ่อนอยู่เสมอ
คุณจารวีก้าวออกมาจากกลุ่มผู้บริหาร
ใบหน้าของเธอซีดเผือด มือที่ถือแฟ้มสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“คุณพิมพาคะ พอเถอะค่ะ”
“หุบปาก!” พิมพาตวาด “เธอไม่มีสิทธิ์สั่งฉัน”
คุณจารวีสูดลมหายใจลึก ก่อนหันมาหาผม
“ดิฉันจะระงับคำสั่งทุกฉบับที่อาศัยหนังสือมอบอำนาจนั้นทันทีค่ะ และจะคืนอำนาจบริหารทั้งหมดให้ท่าน จนกว่าจะมีการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ”
พิมพาหัวเราะลั่น แต่เสียงนั้นสั่นจนฟังไม่เหมือนเสียงหัวเราะ
“แกคิดว่าจะหนีรอดหรือจารวี แกก็ทำตามคำสั่งฉันมาตลอด!”
“ค่ะ ดิฉันเคยทำเพราะกลัว”
คุณจารวีกำแฟ้มแน่น
“แต่ถ้ายังช่วยคุณต่อไป ดิฉันคงต้องกลัวตัวเองไปตลอดชีวิต”
พิมพาพุ่งเข้าไปจะตบเธอ ทว่าพนักงาน 2 คนก้าวมาขวางโดยพร้อมเพรียงกัน
คนอื่นๆ ค่อยๆ แยกออก เปิดทางตรงกลางห้องให้ผม
เมื่อครู่ทางเส้นนี้เคยถูกเปิดเพื่อขับไล่ผู้ก่อตั้งออกไป
ตอนนี้ทุกคนก้มหน้าให้ผมเดินกลับเข้าไป
ผมไม่ได้รู้สึกสะใจ
มีเพียงความหนักอึ้งในอก เมื่อเห็นสิ่งที่คนในครอบครัวทำต่อกันเพราะทรัพย์สินซึ่งไม่มีวันกอดใครตอบได้
ผมขึ้นไปยืนบนเวทีข้างป้าบัว
“พิม จบแล้ว”
“ยังไม่จบ!”
เธอกรีดร้อง ดวงตาแดงฉาน
“บ้านเป็นของฉัน บริษัทต้องเป็นของฉัน ทุกอย่างต้องเป็นของฉัน!”
“สิ่งที่ได้มาจากการวางยาและทำเอกสารเท็จ ไม่เคยเป็นของคุณ”
พิมพาหอบหายใจ แล้วหันไปคว้าแขนกฤต
“แกต้องอยู่ข้างแม่ แกเป็นลูกของแม่นะ!”
กฤตมองมือนั้น ก่อนค่อยๆ แกะนิ้วของเธอออกทีละนิ้ว
“แล้วผมเป็นลูกของพ่อหรือเปล่า”
ทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง
พิมพานิ่งค้าง
จากนั้นเธอก็หัวเราะเบาๆ ราวกับไม่มีอะไรให้รักษาไว้อีกแล้ว
“ไม่ใช่”
คำสั้นๆ นั้นกระแทกกลางอกผม แม้ผมจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากเธอ ร่างกายกลับเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
กฤตยืนแข็ง ดวงตาเบิกกว้าง
“แม่พูดว่าอะไร”
“แกไม่ใช่ลูกของธนินทร์” พิมพาพูดชัดทีละคำ “ฉันรีบยึดทุกอย่างก่อนความจริงเปิดเผย เพราะมรดกทั้งหมดต้องตกไปถึงผู้ชายที่เป็นพ่อแท้ๆ ของแก ไม่ใช่คนโง่ที่ยืนทำหน้าสูงส่งอยู่ตรงนั้น”
กฤตส่ายหน้า น้ำตาไหลไม่หยุด
“ผู้ชายคนนั้นรู้เรื่องนี้ด้วยหรือ”
“รู้สิ ทุกอย่างที่ฉันทำก็เพื่อให้เขาได้ในสิ่งที่ควรได้”
“แล้วผมล่ะ”
พิมพาเงียบ
กฤตถามซ้ำด้วยเสียงที่เบาจนน่าเจ็บปวด
“ผมเป็นอะไรสำหรับแม่”
เธอไม่ตอบ
ความเงียบนั้นชัดเจนกว่าคำสารภาพใดๆ
เจ้าหน้าที่เดินขึ้นมาบนเวที คราวนี้ไม่มีใครรับคำสั่งจากพิมพาอีก พวกเขาผายมือเชิญเธอลงไปต่อหน้าสายตาของทั้งห้อง
“อย่าแตะฉัน!” พิมพาสะบัดแขน “ฉันเป็นเจ้าของที่นี่!”
ไม่มีใครเชื่อเธอแล้ว
ส้นรองเท้าของพิมพากระแทกพื้นเวทีดังถี่ๆ ขณะถูกเชิญออกไป เสียงก่นด่าและคำขู่ของเธอค่อยๆ ไกลออกไป จนประตูห้องจัดเลี้ยงปิดลง
ผมหันไปหาป้าบัว
รอยเล็บบนต้นแขนของนางแดงช้ำ แต่ใบหน้ากลับสงบนิ่ง
“ป้าบัว ขอบคุณนะครับ”
นางยกมือไหว้ทั้งน้ำตา
“ป้าขอโทษค่ะท่าน ป้าน่าจะกล้าพูดให้เร็วกว่านี้”
“ป้าไม่ต้องขอโทษ คนที่ต้องขอโทษคือผม ผมปล่อยให้ป้าอยู่ในบ้านของผมอย่างหวาดกลัวมานานเกินไป”
กฤตยืนอยู่ด้านหลัง ไม่กล้าเดินเข้ามา
เขาก้มหน้าเหมือนเด็กที่ทำของสำคัญที่สุดแตกด้วยมือตัวเอง
“พ่อครับ…”
ผมหันไปมอง
“ผมไม่มีสิทธิ์เรียกพ่อแล้วใช่ไหม”
ผมเดินเข้าไปหาเขา
“คนเป็นพ่อไม่ได้เริ่มต้นตรงใบแจ้งเกิด และไม่ได้จบลงเพราะผลของสายเลือด”
กฤตทรุดลงคุกเข่า แต่ผมรีบจับไหล่เขาไว้
“ผมทำร้ายพ่อ ผมเลือกตำแหน่ง ผมพูดต่อหน้าทุกคนว่าผมไม่ใช่ลูกพ่อ…”
“ลุกขึ้น”
“แต่ผม—”
“ผมบอกให้ลุกขึ้น ลูกชายของผมไม่ต้องคุกเข่าขอความรักจากพ่อ”
กฤตเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา
ผมดึงเขาเข้ามากอด ก่อนยื่นแขนอีกข้างโอบป้าบัวไว้ด้วยกัน ท่ามกลางพนักงานที่ยืนเปิดทางให้เราเดินออกจากห้องจัดเลี้ยง แล้วพากันกลับบ้านที่พิมพาไม่มีสิทธิ์เหยียบเข้าไปอีก
— จบบริบูรณ์ —